การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประ

ผู้วิจัย             นางโสรัจจ์    แสนคำ

ปีการศึกษา      2557

 

 

บทคัดย่อ

 

                การจัดกิจกรรมการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จะต้องอาศัยเทคนิควิธีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์นอกจากความรู้ ความเข้าใจแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือทักษะการปฏิบัติที่ต้องทำกิจกรรมแบบกลุ่ม ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT เป็นเทคนิคหนึ่งที่จะสามารถพัฒนานักเรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน มุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้และผลการเรียนให้สูงขึ้น ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1)  หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80   2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LTของนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเทศบาล  5 (พหลโยธิน

รามินทรภักดี) สังกัดเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากนักเรียน 2 ห้องเรียน แล้วทำการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) มีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม จากนั้นกำหนดนักเรียนเข้ากลุ่มแบบคละความสามารถ เก่ง : ปานกลาง : อ่อน โดยในแต่ละกลุ่มย่อยมีจำนวน 5-6 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1 : 2 : 1  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT จำนวน 5 แผน ทำการสอนแผนละ 3 ชั่วโมง  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย  ตั้งแต่ 0.43 - 0.70  มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ  ตั้งแต่  0.20 – 0.53 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.719  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่าของลิเคิร์ท (Likert’s Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ 20 ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.821  โดยมีค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน  และ Wilcoxon Signed Ranks Test  ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้

           1.  ประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ 82.31/81.72 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์กำหนด 80/80

           2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

           3.  ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35

        โดยสรุป นักเรียนที่เรียนด้วยแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค LT  มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ดังนั้นจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์นำกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือนี้ ไปใช้สำหรับจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เรื่องอื่นๆ ต่อไป

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 81 คน กำลังออนไลน์