การสร้างคำในภาษาไทย

โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สมดุล และผู้เรียนมีความสุข

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                         วิชาภาษาไทย                       รหัส  ท ๒๓๑๐๑

ชั้นประถมศึกษาปีที่๖   หน่วยที่ ๒  จดหมายจากเมืองไทย  จำนวน  ๒๑  คาบ  (คาบละ ๕๐ นาที)

ภาคเรียนที่ ๑        ปีการศึกษา  ๒๕๕๑           วันที่  ๑๘ มิถุนายน – ๒๐ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๕๑

www.joseph.ac.th/websara1/thaiprathom/p6-2-51.htm
www.joseph.ac.th/.../p6-2-51_files/image027.gif

คำประสม

          คำประสม คือ คำที่มีคำ 2 คำหรือมากกว่านั้นมาประสมกันเข้า เป็นคำใหม่อีกคำหนึ่ง เจตนาในการสร้างคำประสมก็เป็นเช่นเดียว กับคำซ้อน คือให้ได้มีใหม่ใช้ในภาษา

ลักษณะคำประสม คำประสมที่สร้างมีลักษณะต่างๆ ตามการใช้ แยกได้เป็น ที่ใช้ เป็นคำนาม คำกริยา และคำวิเศษณ์ คำประสมที่ใช้เป็นคำนาม ส่วนมากคำตัวตั้งเป็นคำนาม ที่เป็นคำอื่นก็มีบ้าง คำประสมประเภทนี้ใช้เป็นชื่อสิ่งต่างๆ ที่มีความหมายจำกัดจำเพาะ


พอเอ่ยชื่อขึ้นย่อมเป็นที่รับรู้ว่าเป็นชื่อของอะไรหากคำนั้นเป็นที่ยอมรับใช้กันทั่วไปแล้ว

1คำตัวตั้งเป็นนามและคำขยายเป็นวิเศษณ์
2คำตัวตั้งเป็นคำนาม คำขยายเป็นกริยา บางทีมีกรรมมารับด้วย
3คำตัวตั้งเป็นคำนาม คำขยายเป็นคำนามด้วยกัน
4คำตัวตั้งเป็นคำนาม คำขยายเป็นบุรพบท
5คำประสมที่ใช้เป็นคำคุณศัพท์

ที่มา บรรจบ พันธุเมธา, ศ.ดร. ลักษณะภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทยและภาคตะวันออก คณะมนุษศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2540 หน้า 62 - 90

      ประโยชน์และความดีงามใด ๆ ที่เกิดจากเว็บนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณของครู-อาจารย์
ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ คุณครูผู้ประสาทวิชา และผู้เขียนตำราทุกท่าน


            ครูภาทิพ
            19 ก.ค.48
http://www.st.ac.th/bhatips/thaiword01.htm

โครงสร้างของคำประสม
คำประสมมีโครงสร้างจากคำต่างๆ เช่น
   ๑) คำนาม + คำนาม เช่น รถราง รถไฟฟ้า น้ำปลา กรอบรูป ฯลฯ
   ๒) คำนาม + คำสรรพนาม เช่น พระคุณท่าน ข้าพระพุทธเจ้า ฯลฯ
   ๓) คำกริยา + คำกริยา เช่น ต้มยำ กันชน จดจำ ดูหมิ่น ฯลฯ
   ๔) คำกริยา + คำนาม เช่น กินใจ ตีหน้า ฯลฯ
   ๕) คำกริยา + คำวิเศษณ์ เช่น หลับใน ถือดี ดูถูก ฯลฯ
    ๖) คำวิเศษณ์ + คำนาม เช่น หลายใจ ร้อนตัว ดีอกดีใจ ฯลฯ
   ๗) คำบุพบท + คำนาม เช่น นอกใจ ถึงที่ นอกเรื่อง ฯลฯ

หน้าที่ของคำประสม
คำประสมสามารถทำหน้าที่ต่างๆในประโยค ดังนี้
   ๑) คำนาม เช่น น้ำปลา แม่น้ำ ช่างไม้ ตู้เย็น เข็มหมุด ฯลฯ
   ๒) คำสรรพนาม เช่น พระคุณเจ้า ข้าพระพุทธเจ้า ทูลกระหม่อม ฯลฯ
   ๓) คำกริยา เช่น แก้ไข ยกเลิก เต้นรำ ขนส่ง อ่อนใจ ฯลฯ
   ๔) คำวิเศษณ์ เช่น ใจดำ ขี้เหร่ น่าเกลียด หลายใจ ส้นสูง ฯลฯ
   ๕) คำอุทาน เช่น แม่เจ้าโว้ย! อุ๊ยตาย! ฯลฯ

การพิจารณาคำประสม
คำประสมมีลักษณะเป็นกลุ่มคำหรือวลี    การพิจารณากลุ่มคำใด  ๆ    ว่าเป็นคำประสมหรือไม่นั้น   สามารถพิจารณาได้จากลักษณะต่อไปนี้
๑.พิจารณาลักษณะการเรียงคำและความหมาย   คำประสมจะเรียงคำหลักไว้ข้างหน้า   คำที่เป็นเชิงขยายจะเรียงไว้ข้างหน้า  
ความหมายที่เกิดขึ้นจะเป็นความหมายใหม่โดยมีเค้าความหมายเดิมอยู่   เช่น
ลูกน้ำ       หมายถึง      ลูกยุง                                เป็นคำประสม
ไฟฟ้า       หมายถึง      พลังงานชนิดหนึ่ง                  เป็นคำประสม
 เบี้ยล่าง     หมายถึง      เสียเปรียบ                           เป็นคำประสม
 ยิงฟัน       หมายถึง      การเผยอริมฝีปากให้เห็นฟัน       เป็นคำประสม
 แต่ถ้าหมายถึงการทำร้ายหรือยิงฟัน  ( ฟัน  =   อวัยวะ )   ก็ไม่เป็นคำประสม   เป็นเพียงวลีธรรมดา  เพราะถึงแม้จะเรียงคำเหมือนกัน
ก็ตาม     แต่ความหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
เว้นจังหวะ       หมายถึง               การหยุดไว้ระยะ               ไม่เป็นคำประสม
คนหนึ่ง          หมายถึง               คน  ๆ  เดียว                   ไม่เป็นคำประสม
๒.พิจารณาจากลักษณนาม     ที่ใช้กับคำที่สงสัยว่าจะเป็นคำประสมหรือไม่โดยลองแยกดูว่า   คำลักษณนามนั้นเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกัน
หรือเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะ   ถ้าเป็นลักษณนามของทั้งสองคำร่วมกัน    กลุ่มคำนั้นก็เป็นคำประสม    แต่ถ้าเป็นของคำหนึ่งคำใดโดยเฉพาะ  
 กลุ่มคำนั้นก็ไม่เป็นคำประสม   เช่น
ลูกตา    คน      นี้เสียแล้ว              คำว่า ลูกตา ไม่เป็นคำประสมพิจารณาจากลักษณนาม      “ คน ”   เป็นลักษณนามของตา   ซึ่งเป็นคน
ลูกตา    ข้าง     นี้เสียแล้ว              คำว่า     ลูกตา เป็นคำประสม   พิจารณาจากลักษณนาม          “ ข้าง ”   เป็นลักษณะนามลูกตา  ( อวัยวะ )
รถเจ๊ก   คน      นี้เก่ามาก              คำว่า         รถเจ๊ก    ไม่เป็นคำประสม
 รถเจ๊ก   คันนี้เก่ามาก          คำว่า        รถเจ๊ก     เป็นคำประสม
๓.พิจารณาจากความหมายในประโยค   หรือดูจากข้อความที่แวดล้อมคำซึ่งเราสงสัย    ในประโยคบางประโยค    หรือในข้อความบางข้อความ  
เราไม่สามารถบ่งออกไปได้ทันทีว่าคำใดเป็นคำประสม   จนกว่าเราจะได้พิจารณาความหมายของคำนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน   เช่น   ในประโยคต่อไปนี้
ก.นั่นลูกเลี้ยงใคร
ข.นั่นลูกเลี้ยงของใคร
ค.นั่นลูกเลี้ยงใครไว้
คำว่าลูกเลี้ยงในข้อ  ก.  เป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช่คำประสม   ถ้ามีข้อความอื่นหรือเหตุการณ์มาชี้
ให้เห็นว่า   ผู้พูดประโยคนี้กำลังหมายถึงใครคนหนึ่งคำว่า  “ ลูกเลี้ยง ”    ก็จะเป็นคำประสม   แต่ถ้าผู้พูดกำลังถามลูกของตัวเองว่าเลี้ยงใครอยู่  
คำว่าลูกเลี้ยงก็ไม่เป็นคำประสม   ส่วนคำว่าลูกเลี้ยงในข้อ  ข.   ข้อความใกล้เคียงบ่งชี้ว่าเป็นคำประสมอย่างไม่มีปัญหา  
วนข้อ   ค.    คำว่าลูกเลี้ยงไม่ได้เป็นคำประสม   คำว่าลูกเป็นนามและคำว่าเลี้ยงเป็นกริยาของประโยค
หรือ   ประโยคว่า  “ ลูกน้องของเธอมาแล้ว ”    คำว่าลูกน้อง    ก็อาจจะเป็นได้ทั้งคำประสมและไม่ใช้คำประสมเราจะตัดสินได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความ
อื่นมาขยายหรือเราอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังพูดประโยคนี้อยู่ด้วยหรือสังเกตการเน้นคำก็ได้   เพราะคำว่า   ลูกน้อง   อาจมีความหมายว่า   ลูก  ( ของ ) 
น้อง  ( ไม่เป็นคำประสม )  หรือ  ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ  ( ของเธอ )   ( เป็นคำประสม )   เป็นต้น
ประโยชน์ของคำประสม
๑.ทำให้มีคำใช้ในภาษามากขึ้น  โดยใช้คำที่มีอยู่แล้ว   เอามารวมกันทำให้เกิดคำใหม่  ได้ความหมายใหม่
 ๒.ช่วยย่อความยาว  ๆ   ให้สั้นเข้า   เป็นความสะดวกทั้งในการพูด    และการเขียน   เช่น
นักร้อง           =       ผู้ที่ชำนาญในการร้องเพลง
ชาวนา            =       ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในผืนนา
หมอนวด         =       ผู้ที่ชำนาญในการนวด
๓.ช่วยให้การใช้คำไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศ    ประสมกลมกลืนกับคำไทยแท้ได้สนิท   เช่น
พลเมือง          =       พล   ( บาลี )   +   เมือง   ( ไทย )
เสื้อเชิ้ต           =       เสื้อ  ( ไทย )   +    เชิ้ต   ( อังกฤษ  -  shirt )
รถเก๋ง            =       รถ     ( บาลี )   +   เก๋ง   ( จีน )

ที่มา www.mdsr.ac.th/e.../index.php?mod
       203.172.212.131/wattana/th2.html

คำประสมที่เกิดความหมายใหม่ขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับความหมายเดิมในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความหมายของคำประสมมีเค้าความหมายเดิมของคำมูลมารวมกันโดยตรง เช่น รองเท้า ไม้แขวนเสื้อ ไม้กวาด
2. ความหมายของคำประสมในทำนองเปรียบเทียบ เช่น หางเสือ ลูกเสือ หัวแข็ง ปากแข็ง ปากกา และบางคำเป็นสำนวน
เช่น ยกเมฆ ชักดาบ โคมลอย น้ำพักน้ำแรง ล่มหัวจมท้าย ฯลฯ
3. คำประสมที่เกิดจากนำคำมูลที่มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือความหมาย คล้ายกันมาซ้อนกันเป็นคำขึ้นเช่น ว่องไว
ว่ากล่าว เหลียวแล ช้านาน ถ้อยคำ วิ่งเต้น รูปภาพ เรือนหอ ฯลฯ
4. นำคำมูลที่มีความหมายกว้าง ๆ มาประสมกับคำมูลคำอื่น ๆ ทำให้เกิดความหมายเฉพาะขึ้น เช่น
ชาว (ย่อมาจากผู้ที่อยู่) เช่น ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวเกาะ
นัก (ย่อมาจากผู้ที่กระทำ) เช่น นักเรียน นักร้อง นักดนตรี
เครื่อง (ย่อมาจากสิ่งที่ประกอบกันหรือของที่เข้าสำรับกัน) เช่น เครื่องยนต์ เครื่องจักร เครื่องกีฬา เครื่องเขียน
ช่าง (ย่อมาจากผู้ที่ชำนาญ) เช่น ช่างกล ช่างยนต์ ช่างเครื่อง
ที่ (ย่อมาจากตำแหน่งหรือถิ่น) เช่น ที่นอน ที่อยู่ ผู้ เช่น ผู้หญิง ผู้ใหญ่ ผู้น้อย

ข้อสังเกตคำประสม
1. คำประสมจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ เช่น เตารีด หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องอบผ้า เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ
2. คำประสมเป็นคำเดียวกันจะแยกออกจากกันไม่ได้ ความหายจะไม่เหมือนเดิม เช่น นางแบบ รับรอง มนุษย์กบ คำประสมจะเป็นคำใหม่เกิดขึ้น
3.วิธีสังเกตค่ำประสมนักจะมีลักษณะนามให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่น ใบนี้ คนนี้ ชุดนี้ ฯลฯ เช่น วันนี้ไม่มีคนใช้คนนี้เลย (คำประสม)
4.คำประสมที่ขึ้นตนด้วยคำว่า “ลูก แม่” ต้องหมายถึงคนจึงจะเป็นคำประสม เช่น ลูกเสือ (คน) แม่มด (คน)
ถ้าเป็นลูกของเสือ แม่ของมด จะเป็นคำเรียงกันธรรมดา ยกเว้นลูกน้ำเป็นคำประสม เพราะมีความหมายเปลี่ยนไป ไม่ใช่ลูกของน้ำ แต่เป็นลูกของยุง เป็นต้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เอ็ดดูโซนดอมคอม
เว็บไซต์ส่วนบุคคล "โรงเรียนเลยพิทยาคม"
Retrieved from "http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1"

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 434 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • isaacwagnervjfh
  • WKSMANEEJUN