ระบบสารสนเทศ

รูปภาพของ pbs7770

ระบบสารสนเทศ

                                                                                                                                                                                                                                                                                

-ความหมายของระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (Information System ) หมายถึง ระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์                                                     
มาช่วยในการรวบรวม จัดเก็บ หรือจัดการกับข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ข้อมุลนั้นกลายเป็น                                                        
สารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว                                                   
และถูกต้อง                                                                                                                                                 

           ระบบสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้
                      1. Hardware หมายถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการจัดกระทำกับข้อมูล                                                   
ทั้งที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข
                       2. Software หมายถึง ชุดคำสั่ง หรือเรียกให้เข้าง่ายว่า โปรแกรม ที่สามารถ                                      
สั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานในลักษณะที่ต้องการภายใต้ขอบเขตความสามารถที่เครื่อง                                   
คอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมนั้น ๆ สามารถทำได้ ซอร์ฟแวร์แบ่งออกเป็น ซอร์ฟแวร์ระบบ                                         
และ ซอร์ฟแวร์ประยุกต์
                      3 User หมายถึง กลุ่มผุ้คนที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ
                      4. Data  หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ตัวหนังสือ แสง สี เสียง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์  ภาพ วัตถุ หรือ หลาย ๆ อย่างผสมผสาน
กัน ซึ่งข้อมูลที่ดีจะต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้
                       5. Procedure หมายถึง  ขั้นตอน กระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน
ในระบบสารสนเทศ

                       เมื่อทั้่ง 5 ส่วนดังกล่าวข้างต้น ทำงานประสานกัน ส่งผลให้ข้อมูลเกิดการ
ประมวลผลและนำไปใช้ประโยชน์ นั่นก็คือ สารสนเทศนั่นเอง
                        ซึ่งสารเสนทศนี้จะเป็นสารสนเทศที่ดี จะต้องเป็นสารสนเทศที่มีความถูกต้อง
ตรงกับความต้องการของผู้ใช้และทันเวลาในการใช้งาน
                        กล่าวโดยสรุปก็คือ กระบวนการสารสนเทศเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิด
สารเสนเทศขึ้นมานั่นเอง ซึ่งจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน นั่นคือ
Hardware Software User  Procedure และ Data 
 

-เป้าหมายของระบบสารสนเทศ 

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Increase Work Efficiency ) 
        องค์กรสามารถนำระบบสารสนเทศมาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ภายใต้สภาวะที่มีกำลังคนและกำลังการผลิตที่เท่าเดิม แต่ปริมารงานที่ทำมีมากขึ้น
การนำระบบสารสนเทศมาใช้จะช่วยทำให้ทำงานสะดวก รวดเร็ว และมีความถูกต้องมากขึ้น

  เพิ่มผลิตให้แกองค์กร (Increase Productivity )
       ตัวอย่างเช่นมีการนำระบบควบคุมการผลิตมาใช้ ทำให้องค์กรสามารถผลิต
สินค้าหรือบริการได้มากขึ้นทเพียงพอต่อความต้องการของตลาดเป็นต้น

 เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า (Increase service Quality ) 
       ระบบสารสนเทศถูกนำมาใช้พัฒนาการใฟห้บริการลูกค้า เพื่อเพิ่ม
ความพึงพอใจในการใช้บริการของลูกค้า เช่น ระบบสอบถามและจองตั๋วเครื่องบินผ่าน
อินเตอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินททางมาเอง เป็นต้น

 เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (Increase Competitive Advantage ) 
       ข้อมูลนับว่ามีความสำคัญมาก ในทางธุรกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมี
การบริหารจัดการข้อมูลที่ดี เพื่อนำเอาข้อมุลเหล่านั้นมาใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ
เพื่อ นำมาพัฒนา ปรับปรุงองค์กร
 

-ระดับของสารสนเทศ

 ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม คือ ระบบสารสนเทศที่ช่วยเสริมการทำงานของกลุ่มบุคคล ที่มีเป้าหมายการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนงานของแผนก คำว่า การทำงานเป็นกลุ่ม (workgroup) ในที่นี้หมายถึง กลุ่มบุคคลจจำนวน 2 คนขึ้นไปที่ร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยทั่วไปบุคลากรในกลุ่มเดียวกันจะรู้จักกันและกันและทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ เป้าหมายหลักของการทำงานเป็นกลุ่ม คือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยทำให้เป้าหมายของธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล
      แแนวทางหลักก็คือการทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยเฉพาะข้อมูลและอุปกรณ์เทคโนโลยีพื้นฐาน การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาเชื่อมกันเป็นเครือข่ายท้องถิ่นหรือเครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN) ทำให้มีการเชื่อมโยงและใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสค์ และเครื่องพิมพ์ร่วมกัน ข้อมูลที่ใช้ร่วมกันในแผนกจะบรรจุไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าที่ควบคุมการจัดเก็บแฟ้มข้อมูลกลางที่เรียกว่า เครื่องบริการแฟ้ม (file server) ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลกลางนี้โดยผู้ใช้คนใดคนหนึ่งเมื่อใด ผู้ใช้คนอื่นที่ใช้อยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ก็จะได้รับข้อมูลที่ผ่านการแก้ไขแล้วนั้นทันที
      การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการทำงานเป็นกลุ่ม สามารถใช้กับงานต่างๆ ได้ ในรูปที่ 4.2 แสดงตัวอย่างระบบบริการลูกค้า หรือ การเสนอขายสินค้าผ่านทางสื่อโทรศัพท์ พนักงานในทีมงานอาจจะมีอยู่หลายคนและใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลกลางของลูกค้าร่วมกัน กล่าวคือ มีข้อมูลเพียงชุดเดียวที่พนักงานทุกคนจะเข้าถึงได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม พนักงานในกลุ่มทำงานจะต้องรับรู้ด้วย เช่น ลูกค้าโทรศัพท์มาถามคำถามหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสินค้า พนักงานอาจจะบันทึกข้อมูลการให้บริการหรือการนัดหมายเพื่อตอบคำถามเพิ่มเติม โดยระบบอาจจะช่วยเตือนความจำเมื่อถึงเวลาต้องโทรศัพท์กลับไปหาลูกค้า แม้พนักงานที่รับโทรศัพท์ครั้งที่แล้วจะไม่อยู่ แต่พนักงานที่ทำงานอยู่สามารถเรียกข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ แล้วโทรกลับไปตามนัดหมาย ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก เป็นต้น อันจะเป็นการเพิ่มคุณภาพการบริการ หรือเป็นกลยุทธที่ช่วยทางด้านการขาย
       ระบบสารสนเทศของกลุ่มหรือแผนกยังมีแนวทางอื่น ๆ ในการสนับสนุนการจัดการการบริหารงาน และการปฎิบัติการอีก เช่น การสื่อสารด้วยระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การประฃุมผ่านเครือข่าย ซึ่งอาจจะประชุมปรีกษาหารือกันได้โดยอยู่ต่างสถานที่กัน การจัดทำระบบแผงข่าว (Bulletin Board System : BBS) ของแผนก การประชุมทางไกล (Video conferrence) การช่วยกันเขียนเอกสาร ตำรา หรือรายงานร่วมกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การทำตารางทำงานของกลุ่ม ระบบสนับสนุนการตัดสินใจของกลุ่ม ระบบจัดการฐานข้อมูลของกลุ่ม ระบบการไหลเวียนอัตโนมัติของเอกสาร ระบบการจัดการกับข้อความ ระบบการจัดตารางเวลาของกลุ่ม ระบบบริหารโครงการของกลุ่ม ระบบการใช้แฟ้มข้อความร่วมกันของกลุ่ม และระบบประมวลผลภาพเอกสาร เป็นต้น
      ให้สังเกตว่าโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ จะมีแนวคิดของการทำงานเป็นกลุ่มด้วยเสมอ นักวิเคราะห์ทางคอมพิวเตอร์หลายท่านถึงกับกล่าวว่า ปัจจุบันน่าจะเป็นปีของการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นกลุ่ม (workgroup compuing) โดยโปรแกรมระดับบุคคลเริ่มอยู่ตัว จึงเริ่มขยับตัวเองสูงขึ้นไปรองรับงานแบบกลุ่ม คงจะได้เห็นโปรแกรมสำเร็จที่มีความเหมาะสมมากขึ้นสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ทำงานเป็นกลุ่มในอนาคตอันใกล้นี้
 
-ประเภทของสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศจำแนกตามโครงสร้างองค์การ (Classification by Organizational Structure)
การจำแนกประเภทนี้เป็นการจำแนกตามโครงสร้างขององค์การ ตั้งแต่ระดับหน่วยงานย่อยระดับองค์การทั้งหมด และระดับระหว่างองค์การ สารสนเทศของหน่วยงานย่อย (Departmental information system)
หมายถึงระบบสารสนเทศที่ออกมาเพื่อใช้สำหรับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขององค์การ โดยแต่ละหน่วยงานอาจมีโปรแกรมประยุกต์ใช้งานใดงานหนึ่งของตนโดยเฉพาะ เช่น ฝ่ายบุคลากรอาจจะมีโปรแกรมสำหรับการคัดเลือกบุคคล หรือติดตามผลการโยกย้ายงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน โดยโปรแกรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องของฝ่ายบุคลากร จะมีชื่อว่าระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resources information systems)ระบบสารสนเทศของทั้งองค์การ (Enterprise information systems)
หมายถึงระบบสารสนเทศของหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ทั้งหมดภายในองค์การ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์การนั้นมีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงทั้งองค์การ ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ (Interorganizational information systems-IOS)
เป็นระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับองค์การอื่นๆ ภายนอกตั้งแต่ 2 องค์การขึ้นไป เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสาร หรือการประสานงานร่วมมือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผ่านระบบ IOS จะช่วยทำให้การไหลของสารสนเทศระหว่างองค์การหรือทั้งซัพพลายเชน (Supply chain) เป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการวางแผน ออกแบบ การพัฒนา การผลิต และการส่งสินค้าและบริการการจำแนกตามหน้าที่ขององค์การ (Classification by Functional Area)
การจำแนกระบบสารสนเทศประเภทนี้จะเป็นการสนับสนุนการทำงานตาหน้าที่หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์การ โดยทั่วไปองค์การมักใช้ระบบสารสนเทศในงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ต่างๆ เช่น ระบบสารสนเทศด้านบัญชี (Accounting information system)
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Finance information system)
ระบบสารสนเทศด้านการผลิต (Manufacturing information system)
ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (Marketing information system)
ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resource management information system)
การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ (Classification by Support Provided)
การจำแนกตามการให้การสนับสนุนของระบบสารสนเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย คือ ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems) ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems) และระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยผู้บริหารตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ มีความยืดหยุ่นสูง และมีลักษณะโต้ตอบได้ (interactive) โดยอาจมีการใช้โมเดลการตัดสินใจ หรือการใช้ฐานข้อมูลพิเศษช่วยในการตัดสินใจระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ(Transaction Processing Systems -TPS) เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

-องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่าง ในการทำให้เกิดเป็นกลไกในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์ประจำชั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชา ประการที่สอง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานของอาจารย์เป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไร อย่างไร ประการที่สาม คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่วยให้การทำงานให้ผลรวดเร็ว และคำนวณได้แม่นยำถูกต้อง ประการที่สี่ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการได้ ประการสุดท้ายคือ ตัวข้อมูลที่เป็นเสมือนวัตถุดิบที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสารสนเทศตามที่ต้องการ 
 ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนคือ

1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ)์

2. ซอฟต์แวร์

3. ข้อมูล

4. บุคลากร

5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

-การพัฒนาระบบสารสนเทศ

ก่อนที่เราจะยำสารสนเทศเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วนำออกมาใช้ประโยชน์ได้นั้น ต้องหาผู้สมรู้ร่วมคิดกันก่อน  IT/IS (เดี๋ยวนี้ เป็น ICT:Information and Communication Technology แล้วนะ ) มิใช่เรื่องของ คนทำงาน IT เพียงคนเดียวหรือกลุ่มงานเดียว มีตัวอย่างมากมายที่ หน่วยงาน/องค์กร นำIT มาใช้แล้วล้มเหลว เมื่อมองหาต้นเหตุ หรือปัจจัย (ที่นำไปสู่ ความล้มเหลว ซึงก็เป็นตัวเดียวกันกับปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ)  ก็พบว่า คน/บุคลากร เป็นปัจจัยสำคัญคะบุุคลากร หมายถึง คนทุกระดับเลยนะตั้งแต่ ระดับผู้บริหาร(ผู้นำองค์กร) หัวหน้างาน ผู้ปฎิบัติงานในทุกฝ่าย ทุกแผนก เพราะทุกคนต้องเกี่ยวข้องกับการวางแผน วางยุทธศาสตร์ การทำงาน การใช้งาน การดูแล การพัฒนา IT&IS ของหน่วยงาน/องค์กร   หากองค์กรใดมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้าน IT ดี ก้าวไกล แต่ผู้ปฎิบัติงานไม่เข้าใจ และไม่ให้ความร่วมมือ หรือมีส่วนร่วม เหนื่อยคะ ทีม IT จะเหนื่อยสุดๆ  หรือ ถ้าหน่วยงานใด ผู้ปฎิบัติมีศักยภาพ หัวคิดก้าวหน้าด้าน IT ไปไกล แต่ ผู้บริหาร/หัวหน้า ไม่รู้ ไม่สนใจ  คนทำงานก็ล้า(อ่อนใจ หมดกำลังใจ หมดไฟ) กันไปเลย สนับสนุน ทั้งกำลังกาย กำลังใจ ให้คำชี้แนะ  รวมทั้งสนับสนุนทรัพยากรด้วย 
( ในระดับกรม กอง หรือบริษัท จะแต่งตั้ง ผู้บริหารระดับสูง ให้เป็น ผู้บริหารสารสนเทศระดับสูง (Chief Information Officer หรือ CIO) การมีตำแหน่ง CIO ในหน่วยงาน ทำให้ทุกคนในหน่วยงานเชื่อมั่นว่ามีผู้ดูแลสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านไอซี ทีของหน่วยงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น [1] )

 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst:SA, ซึ่งบางแห่งก็ให้หัวหน้างานทำหน้าที่นี้ หรือไม่ก็ต้องหา /จ้างคนนอกมา :outsource) ในด้านเทคนิก แล้ว นักวิเคราะห์ระบบ  ต้องมี 3 Skills [2]
  Technical Skill: มีความรู้ ทักษะ ด้านคอมพิวเตอร์ การทำงานของคอมพิวเตอร์ การเชื่อมเครือข่าย(networking) การจัดการข้อมูล (database management)  ภาษาโปรแกรม (programming language) ระบบปฏิบัติการ (operating system) โปรแกรมอรรถประโยชน์(utility) มีความรู้เข้าใจ เครื่องมือที่ใช้พัฒนาระบบ (เช่น software package, Integrated development environment (IDEs) สำหรับ Programming language, Computer-aided system engineering (CASE) tools
  Business Skill: รู้ว่าฝ่าย/แผนกต่างๆ ทำหน้าที่อะไร  โครงสร้างองค์กรเป็นอย่างไร การบริหารจัดการองค์กรเป็นอย่างไร
  People Skill: มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เข้าใจแนวคิด เชิงระบบ(systemaitc thinking) การเรียนรู้ในองค์กร (learning ) ปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลง (react to change) การสื่อสาร(communication) ระบบงานต่างๆ(Work variety of jobs and levels)  มีจริยธรรม(ethics)
 คุณสมบัติเยอะนะคะ แล้วเราจะหาเจอมั้ยเนี่ย... ต้องสร้างคะ ...สร้างโอกาสเรียนรู้  พัฒนาคนของเรา ให้เป็นนักวิเคราะห์ระบบ ขึ้นมา หากนักวิเคราะห์ระบบเป็นคนในหน่วยงาน หรือองค์กร เองจะดีมาก เพราะนักวิเคราะห์ระบบ ต้องมีหน้าที่ดังนี้

o       ประสานการติดต่อบุคคลต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลความต้องการในองค์กร

o       วางแผน (Planning)

o       การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirements Analysis)

o       การเขียนข้อกำหนดของระบบใหม่ ควรทำงานอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดที่เหมาะสม

o       การตรวจสอบพิจารณาเห็นสมควรที่จะนำระบบสารสนเทศมาใช้หรือไม่ หรือควรดำเนินการปรับปรุงระบบเดิม

 ผู้ใช้(user)  แบ่งตามศักยภาพ/ความสามารถ(สารสนเทศ) ผู้ใช้งานระบบมี ตั้งแต่ naïve(ไม่รู้เรื่องเลย-อ่อนหัด), end user(ผู้ใช้งานทั่วไป), power user(มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นเขียนโปรแกรมได้) ซึ่งก็คือ พวกเราๆ ในหน่วยงานหรือองค์กรนั้นเอง

 ข้อมูข่าวสารสนเทศ

                                                                                                

 -ความสำคัญของข้อมูลสารสนเทศ

 การจัดสร้างระบบข้อมูลพื้นฐาน (Data Base) และระบบใช้ข้อมูลสำหรับการบริหารการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานทุกระดับ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ สหวิทยาเขตศรีนครินทร์ ประกอบด้วยโรงเรียน 5 โรงเรียน ที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โรงเรียนศรีพฤฒา โรงเรียนราชดำริ โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต และโรงเรียนสิริรัตนาธร แต่ละโรงเรียนต่างเก็บข้อมูลสารสนเทศในลักษณะใกล้เคียงกัน มีการประสานงานกันระหว่างโรงเรียนเพื่อดำเนินงานเรื่องแผนงานและสารสนิเทศ โดยมีการประชุมร่วมกันทำงานทุกสัปดาห์ มีการร่วมกันจัดทำข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่เสมอ ลักษณะของข้อมูลสารสนเทศของแต่ละโรงเรียน เป็นการจัดเก็บข้อมูลและสารสนิเทศที่กรมสามัญศึกษาให้รายงาน ได้แก่ ข้อมูลด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอนบุคลากร งบประมาณ และอาคารสถานที่ หน่วยงานหลักที่จะต้องประสานงานให้ได้มาซึ่งข้อมูลคือ งานแผนงานและสารสนเทศของแต่ละโรงเรียน ซึ่งองค์กรของงานแผนงานสารสนเทศ จะประกอบด้วยงานแผนงานสารสนเทศของฝ่าย หมวดวิชาและงานต่างๆ แต่ละหน่วยงานจะจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศที่มีความสำคัญ หรือเมื่อสารสนเทศนั้นมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน การวางแผน และการบริหารงานของหน่วยงานนั้น
อย่างไรก็ตาม สารสนเทศบางอย่างก็มีจำนวนมากเกินไป เช่น ข้อมูลด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอน บุคลากร งบประมาณ และด้านอาคารสถานที่ อาจทำให้เกิดปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เหมาะสม และไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ ผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรมีการศึกษาความต้องการการใช้ข้อมูลสารสนเทศของผู้บริหารสำหรับในการตัดสินใจในระดับต่างๆ เป็นเบื้องต้นก่อนเพื่อนำผลที่ได้มาใช้ในการออกแบบการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ ที่มีระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป
 
แนวคิดทฤษฎี
- 1. ความหมายของข้อมูลสารสนเทศ และระบบสารสนเทศ
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
3. ความสำคัญของข้อมูลสารสนเทศ
4. รูปแบบการจัดสารสนเทศของกระทรวงศึกษาธิการ
5. นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบข้อมูลสาร สนเทศ
 
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศ สำหรับการบริหารการศึกษาในด้านนักเรียน การจัด การเรียนการสอน บุคลากร งบประมาณ และอาคารสถานที่ของผู้บริหารในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์
2. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศของผู้บริหารในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์เพื่อการ บริหารการศึกษา ในด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอน บุคลากร งบประมาณและอาคารสถานที่ จำแนกตามสถานภาพ
 
- ความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศ ของผู้บริหารในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์เพื่อการบริหารการศึกษา ในด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอน บุคลากรงบประมาณ และอาคารสถานที่ของผู้บริหาร มีความแตกต่างกันตามสถานภาพ 
ระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงสำรวจ 
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม จำนวน 76 คน ประกอบด้วย
1. กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ จำนวน 5 คน
2. กลุ่มผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ จำนวน 20 คน
3. กลุ่มผู้บริหารระดักกลาง ได้แก่ หัวหน้าหมวด หัวหน้างานในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ จำนวน 51 คน
 
ตัวแปร

นิยามศัพท์
- ความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง ความต้องการในการใช้ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการบริหารการศึกษา ในด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอนบุคลากร งบประมาณ และอาคารสถานที่ ข้อมูลในแต่ละด้านจะประกอบด้วยรายละเอียด เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการในการใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษาในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ 
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเพื่อศึกษาความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการบริหารการศึกษาในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของ Likert
แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 6 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ข้อมูลเบื้องต้นของผุ้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ข้อมูลด้านนักเรียน
ตอนที่ 3 ข้อมูลด้านการจัดการเรียนการสอน
ตอนที่ 4 ข้อมูลด้านบุคลากร
ตอนที่ 5 ข้อมูลด้านงบประมาณ
ตอนที่ 6 ข้อมูลด้านอาคารสถานที่
 
วิธีการรวบรวมข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล
- วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ ดังนี้
1. วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้บริหารโรงเรียน โดยใช้ค่าความถี่ และค่าร้อยละ
2. วิเคราะห์ความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศของผู้บริหารเพื่อการบริหารการศึกษาในสหวิทยาเขต ศรีนครินทร์ ด้านนักเรียน การจัดการเรียนการสอน บุคลากร งบประมาณ และด้านอาคารสถานที่ โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบ ความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษาแต่ละด้าน จำแนกตามสถานภาพผู้บริหาร โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance)
 
สรุปผลวิจัย
- ผู้บริหารการศึกษาในสหวิทยาเขตศรีนครินทร์ มีความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศ ด้านนักเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านบุคลากรด้านงบประมาณ และด้านอาคารสถานที่อยู่ในระดับมาก และความต้องการนี้มีความแตกต่างกันตามระดับอายุ ประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งการบริหารงาน และโรงเรียนที่สังกัด 
ข้อเสนอแนะ
 
- ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศในโรงเรียนมัธยมศึกษา
1. ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บข้อมูลสารสนเทศ โดยพัฒนาระบบด้านคอมพิวเตอร์ด้านการ บริหารจัดการให้ทันสมัย ครอบคลุมทุกหน่วยงาน
2. ควรมีการประสานงานกันในระหว่างสหวิทยาเขต เพื่อจะได้มีการ ออกแบบระบบการจัดเก็บข้อมูล ร่วมกัน เพราะข้อมูลที่ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะเดียวกัน
3. ควรมีการพัฒนาเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศร่วมกันในระหว่างโรงเรียนที่อยู่สหวิทยาเขตเดียวกัน เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. โรงเรียนมัธยมศึกษาควรได้มีการวิจัยความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศของครูผู้ปฏิบัติการสอน เพื่อจะได้นำข้อค้นพบที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
2. โรงเรียนมัธยมศึกษามีหลายหน่วยงาน ควรจะได้มีการวิจัยความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศแต่ ละด้าน เฉพาะหน่วยงานเพื่อจะได้รายละเอียดที่เจาะลึกลงไปของข้อมูลสารสนเทศแต่ละด้าน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานต่างๆ เพ่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้

 

-ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ

ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรม ชาติ เป็นกลุ่มสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือการกระทำต่างๆ ที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์ หรือการประมวลผล ข้อมูลอยู่ในรูปของ ตัวเลขตัวหนังสือ รูปภาพ แผนภูมิ เป็นต้น
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือจัดกระทำเพื่อผลของการ เพิ่มความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้ ลักษณะของสารสนเทศ จะเป็นการรวบรวมข้อมูลหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกันเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ส่วนคือ
1. ข้อมูล เป็นตัวเลข ข้อความ เสียงและภาพ เป็นข้อมูล ป้อนเข้า
2. การประมวลผล เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูล จัดกระทำข้อมูล เพื่อ ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้
3. การจัดเก็บ เป็นวิธีการที่จะเก็บข้อมูลให้เป็นระบบที่สะดวกต่อการใช้ และ สามารถแก้ไขปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
4. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บข้อมูล การประมวลผลทำให้เกิดผล ผลิต ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป อุปกรณ์การสื่อสาร เป็นต้น
5. สารสนเทศ ผลผลิตของระบบสารสนเทศจะต้องถูกต้อง ตรงกับความต้อง การใช้ และทันต่อเหตุการณ์ใช้งาน
การผลิตสารสนเทศจากข้อมูล
การผลิตสารสนเทศ จะมีขั้นตอนหรือวิธีการต่างๆ ในการปฏิบัติ 9 วิธี ดังนี้
1. การรวบรวม (Capturing) เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมและบันทึกข้อมูลให้ อยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อการประมวลผล เช่น การบันทึกไว้ในแฟ้มเอกสาร หรือด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ การรวบรวมทำได้โดยการสังเกตการสัมพันธ์ การทำแบบสอบถาม การ ทดสอบและการใช้แบบสำรวจ ข้อมูลที่ได้จะต้องมีคุณลักษณะ สำคัญ 2 ประการ คือ ความ ตรงตามความต้องการที่กำหนดไว้ และมีความเชื่อถือได้
2. การตรวจสอบ (Verifying) เป็นขั้นตอนสำคัญในระบบการผลิตสารสนเทศ ทำขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อมุลได้รับการรวบรวม และบันทึกเอาไว้อย่างถูกต้อง การตรวจสอบ ข้อมูลเป็นการค้นหา รวบรวมข้อมุลที่ยังมีความผิดพลาดโดยทั่วไป จะกระทำได้ 3 ลักษณะคือ
2.1 การตรวจสอบความเป็นไปได้ หรือความสมเหตุ สมผลของข้อมูล
2.2 การตรวจสอบความสอดคล้องกัน
2.3 ตรวจสอบความสัมพันธ์ของข้อมูล เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูล โดยอาศัยความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็นเกณฑ์
3. การจำแนก (Classifying) เป็นการกำหนดหลักการแบ่งประเภทข้อมูล เป็น หมวดหมู่หรือเป็นกลุ่ม ตามคุณสมบัติของข้อมูลในลักษณ์ ที่หมาะสมมีความหมายและเป็น ประโยชน์แก่ผู้ใช้ โดยการกำหนดสิ่งที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน
4. การจัดเรียงลำดับ (Arranging) ภายหลังที่มีการจำแนกข้อมูลและการกำหนด รหัสข้อมูลแล้ว จำเป็นต้องจัดวางโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล ว่าจะจัดเรียงลำดับระเบียบ ข้อมูลในแฟ้มข้อมูลอย่างไร
5. การสรุป (Summarizing) เป็นการจัดรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันหรือแบ่ง กลุ่มข้อมูล และรวบยอดของแต่ละกลุ่ม เพื่อเตรียมคำนวณหาค่าดัชนี หรือสารสนเทศในขั้น ต่อไป การสรุปหรือการรวบรวมยอดข้อมูลนี้ มีประโยชน์ในการตรวจสอบความแนบนัย ของ ข้อมูลอีกด้วย
6. การคำนวณ (Calculating) เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะจัดการทำข้อมูลให้เป็น สารสนเทศ ที่อาศัยกระบวนการของคณิตศาสตร์ มาจัดกระทำกับข้อมูล ในรูปความสัมพันธ์ กัน เช่น อัตราส่วน สัดส่วน และเลขดัชนี เพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีความหมายตามความต้องการ ของผู้ใช้ที่ได้กำหนดไว้แล้ว
7. การจัดเก็บ (Storing) หลังจากที่ได้คำนวณได้ค่าสารสนเทศหรือดัชนีต่างๆ แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การจัดเก็บเพื่อการบริการว่าจะต้องจัดเก็บทำข้อมูลพื้นฐานและสารสนเทศที่ ผ่านการจัดกระทำด้วยมือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์
8. การเรียกใช้ (Retrieving) เป็นกระบวนการค้นหา และดึงข้อมูลที่ต้องการออก จากสื่อ ที่ใช้เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หรือเพื่อให้บริการและคำตอบแก่ผู้ใช้
9. การเผยแพร่ (Disseminating and Reproducing) เป็นเป้าหมายสุดท้าย ของการดำเนินการสารสนเทศ คือการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ ทำให้แบบ เอกสาร รายงานหรือการเสนอบนจอภาพ
ลักษณะของสารสนเทศที่ดีต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด ดังนี้
1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) หมายถึง ปราศจากความเอนเอียง สารสนเทศที่ดี ต้องบอกลักษณะความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ชี้นำปทางใดทางหนึ่ง
2. ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (Relevancy) หมายถึง มีเนื้อหาตรงกับเรื่อง ที่ต้องการใช้ของผู้ใช้แต่ละคน
3. ทันต่อเวลา (Timeliness) หมายถึง สามารถนำสารสนเทศที่ต้องการไปใช้ได้ ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การจัดเตรียมสารสนเทศให้ทันต่อเวลา ที่ต้องการใช้ มี 2 ลักษณะ คือ การจัดทำสารสนเทศล่วงหน้าตามกำหนดเวลาที่เหตุการณ์จะเกิดในอนาคต และการจัดทำสาร สนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

-การทำข้อมูลเป็นสารสนเทศ

การทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจำเป็นต้องอาศัยเทคโนดลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและ ตรวจสอบข้อมูล การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ และการดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน
การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล
1) การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น เรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก และต้องเก็บให้ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียน เรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอดำในตำแหน่งต่าง ๆ

2) การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีกการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าใน ระบบจะต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบที่ผิดพลลาดต้องแก้ไข การตวจสอบข้อมูลมีหลายวิะ เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลชุดสองคนป้อนข้อมูลชุดเดีวยกัน เข้าคอมพิวเตอร์แล้วเปรียบเทียบกัน


การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ
1)การจัดแบ่งกลุ่มข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บจะต้องมีการแบ่งกลุ่มแยกกลุ่ม เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้งาน การแบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชัดเจน เช่น ข้อมูล ในโรงเรียนมีการแบ่งเป็นแฟ้มประวัตินักเรียน และแฟ้มลงทะเบียนสมุดโทรศัพย์หน้าเหลืองมีการแบ่งหมวดสิ้นค้าและบริการเพื่อความสะดวกในการค้นหา

2)การจัดเรียงข้อมูล เมื่อจัดแบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มแล้วควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลำดับ ตัวเลข หรือตัวอักษร หรื่อเพื่อให้เรียกใช้งานได้ง่ายประ หยัดเวลา ตัวอย่างการจัดเรียงฃ้อมูล เช่น การจัดเรียงบัตรชข้อมูลผู้แต่งหรือหนังสือในตู้รับรายการของห้องสมุดตามตัวอักษรการจัดเรียงเชื่อคนในสมุดรายนามผู้ ใช้โทรศัพท์ ทำให้ค้นหาได้ง่าย

3) การสรุปผล บางครั้งข้อมูลที่จัดเก็บมีเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องมีการสรุปผล หรือสร้างรายงานย่อ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลที่สรุปได้นี้ อาจสื่อความหมายได้ดีกว่าเช่น สถิติจำนวนนักเรียนแยกตามชั้นเรียนแตละชั้น

4) การคำนวณ ข้อมูลที่เก็บมีเป็นจำนวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลตัวเลขที่สามารถนำไปคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์บางอย่างได้ ดังนี้การสสร้างสารสนเทศจากข้อมูลจึง อาศัยการคำนวณข้อมูลที่เก็บไว้ด้วย

การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน
ประกอบด้วย

1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูลหมายถึงการนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้

2) การค้นหาข้อมูลข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ที่จะเรียกใช้งานได้ต่อไป การค้นหาข้อมูลจะต้องค้นได้ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว จึงมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการทำงานทำให้การเรียกค้นกระทำได้ทันเวลา

3) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อที่จะนำข้อมูลเก็บรักษาไว หหรหือนำไปแจกจ่ายในภายหหลังจึงควรจัดเก็บข้อมูลให้ง่ายต่อ การทำสำเนาหรือนำไปใช้อีกครั้งได้โดยง่าย

4)การสื่อสาร ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การ ส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฎิบัติงานให้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสาร ข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็น สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอม เตอร์ มาใช้งานจึงแพร่หหลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซี่งเป็นผลทำให้ระบบข้อมูลขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางการดำเนินการให้ได้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะเริ่มจากการวิเคราะห์ความต้องการ การวิเคราะห์นี้จะได้จาก การสอบถามความต้องการ ซึ่งจะทำให้ทราบว่าควรจะจัดโครงสร้างข้อมูลนั้นไว้ในระบบหรือไม่ ถ้าจัดเก็บจะประกอบด้วยข้อมูลอะไร มีรายละเอียด อะไร ตอบสนองการใช้งานได้อย่างไร คำถามที่ใช้ในการสำรวจอาจประกอบด้วย

1. ข้อมูลอะไรบ้างที่มีใช้อยู่ในขณะนี้ เช่น แบบฟอร์ม รายงานหรือเอกสารฯลฯ ดูโครงสร้างเอกสาร หรือข่าวสาร ตลอดจนการไหลเวียนของเอกสาร
2. ข้อมูลอะไรที่จะจัดทำขึ้นได้ในขณะนี้ ซึ่งได้แก่ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว หรือสามารถจัดเก็บได้

3. ข้อมูลอะไรที่ควรจะมีใช่เพิ่ม เพื่อให้ได้ระบบ และเป็นคำตอบที่จะตอบสนองผู้ใช้ในระดับต่างๆ ได้

4. ข้อมูลอะไรที่หหน่วยงานหรือส่วนต่าง ๆขององค์การต้องการ โดยดูจากคำถามที่หน่วยงานต่าง ๆ ถามมา

5.ข้อมูลมีความถี่ของการใช้และมีปริมาณเท่าไรควรมีการตรวจสอบ

6. รูปแบบของการประมวลผล ควรมีการประมวลผลอะไรให้ได้ผลสลัพธ์อย่างไร

7.ใครรับผิดชอบข้อมูล ข้อมูลบางตัวจำเป็นต้องมีผู้ดูแล


http://images.google.co.th/images?hl=th&q=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8&um=1&ie=UTF-8&sa=N&tab=w


 

รูปภาพของ pbs7770

Wink         ส่งงานครับ

http://www.thaigoodview.com/comment/reply/24292#comment-form

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 34 คน กำลังออนไลน์