ห้องเรียนครูกัณจณา 1/2552 เทิงวิทยาคม

Tongue outให้นักเรียนอ่านคำชี้แจงทุกห้อง

1/1

งานครั้งท่  1

งานครั้งท่  2

1/2

งานครั้งท่  1

1/5

พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุอาหาร

<
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร

ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร

อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่นอาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน

การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง ถ้าเป็นพืชอายุสั้น

เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว

ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น

มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร

ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย รากไม่เจริญ

ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้

โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง

แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ

คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน

โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ

สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด

ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย

กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว

โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย

แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล

เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว

แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย

ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก

ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก

จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย

จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ

ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ

ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี

ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล

การแก้ไข

ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ

ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม

ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก

พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุอาหาร

<
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร

ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร

อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่นอาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน

การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง ถ้าเป็นพืชอายุสั้น

เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว

ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น

มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร

ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย รากไม่เจริญ

ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้

โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง

แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ

คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน

โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ

สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด

ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย

กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว

โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย

แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล

เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว

แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย

ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก

ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก

จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย

จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ

ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ

ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี

ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล

การแก้ไข

ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ

ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม

ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก

หนูส่งงานเเล้วค่ะSurprisedการขาดธาตุอาหารของพืช

ไนโตรเจน
การขาดไนโตรเจนของพืชจะทำให้พืชโตช้าเพราะการสร้างโปรตีนผิดปกติไปหรือสร้างได้น้อยลง ทำให้ต้นไม่ผอมเกร็งไม่อ้วนเต็มที่ ถ้าขาดมากใบจะมีลักษณะเหลืองซีด เพราะมีคลอโรฟิลล์ลดลง ถ้ามีไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้พืชต้นอวบอ้วน ใบใหญ่และเขียวมาก เรียกว่า ภาวะเฝือใบ พืชไม่ผอมแต่ล้มง่าย ต้นเปราะหักง่าย ออกดอกยากขึ้น ศัตรูพืชมากขึ้น เราต้องให้พืชได้รับไนโตรเจนอย่างพอเหมาะไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป
การป้องกันแก้ไข
ในธรรมชาติพืชจะได้รับฮิวมัสในดิน จากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เพราะพวกนี้เมื่อย่อยสลายแล้วจะปลดปล่อยไนโตรเจนออกมามากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่นๆ อาจจะใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีที่มีเลขตัวหน้าสูงๆ เช่น 30-20-1 ปุ๋ยสูตรเสมอต่างๆ หรือ 46-0-0 (ยูเรีย)ซึ่งมีค่าไนโตรเจนสูงสำหรับพืช ในการเพิ่มไนโตรเจนแก่ดิน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป

ฟอสฟอรัส
ธาตุฟอสฟอรัสจะช่วยในการติดดอกผลในพืช อาการของพืชที่ขาดฟอสฟอรัสคือ ต้นจะแคระแกร็น ใบเล็ก ขนาดต้นเล็กลง ใบแก่จะมีสีม่วงตามแผ่นใบต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลร่วงหลุดง่าย การออกดอกน้อยลง ถ้าขาดมากไม่ออกจะดอก
การป้องกันแก้ไข
โดยการใช้หินฟอสเฟต หรือภูไมท์ซัลเฟต 10-20 กก.ต่อไร่ ในการบำรุงต้น ส่วนการให้ทางใบจะใช้ปุ๋ยเกล็ด 6-54-18 , 0-52-34 ในอัตราส่วน 50-100กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทั้งนี้การใส่ปุ๋ยต้องดุตามอาการของพืชว่ามีภาวะเฝือใบ หรือไม่ ถ้าใบเขียวอยู่แล้วให้ลดเลขตัวหน้าลงเป็นการลดไนโตรเจนที่ทำให้พืชเจริญเติบโตจนเกินไป

โพเทสเซียม
อาการของพืชที่ขาดธาตุโพเทสเซียมคือ ลำต้นแคระแกร็น แต่ว่าแตกกิ่งก้านสาขามากทำให้ลำต้นอ่อนแอ การเจริญเติบโตช้า แผ่นใบมักจะโค้งม้วนจากปลายใบหรือจากขอบใบ ใบอ่อนมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ ผิวใบจะมันลื่นกว่าปกติ ใบแก่จะเกิดการไหม้แห้งตามขอบใบลามเข้ากลางใบ พืชจะอ่อนแอต่อโรค ติดเชื้อง่าย

การป้องกันแก้ไข
โดยทั่วไป โพเทสเซียมจะมีอยู่ในอินทรียวัตถุอยู่แล้วแต่ไม่มากนะ แต่ถ้าเป็นปุ๋ยที่ใช้อยู่ทั่วๆไป ก็เป็นปุ๋ยละลายเร็ว ตัวอย่างปุ๋ยที่มีเลขท้ายสูง เช่น 13-0-46 , 0-21-28 หรือที่มีเลขท้ายอย่างเดียว เช่น 0-0-50 ถ้าจะให้ทางใบควรให้ในอัตราส่วน 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นต้น

แมกนีเซียม
เป็นธาตุรองที่ขาดไม่ได้ ช่วยในการงอกของเมล็ด การสร้างน้ำมันในพืช การสร้างแป้งในพืชตระxxxลมัน ถ้าพืชขาดแมกนีเซียมจะทำให้พืชมีใบแก่มีสีเหลือง ยกเว้นเส้นใบ ใบแก่ร่วงเร็ว สีของต้นพืชเขียวไม่เต็มที่ โตช้า ผลผลิตต่ำ ทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ มักจะพบในดินที่ร่วนจัดหรือเป็นทราย ดินที่หมุนเวียนปลูกพืชมานานและขาดการเติมปุ๋ย อีกลักษณะก็คือดินที่เปรี้ยวจัด ,กรดจัด ทำให้ธาตุอาหารถูกชะล้างไปได้โดยง่าย
การป้องกันแก้ไข
ในระยะการเตรียมดินก่อนการปลูก ควรใช้ภูไมท์ซัลเฟตหว่านหรือรองก้นหลุม 10-20 กก.ต่อไร่ (ขึ้นอยู่กับค่า pH ของดิน) หรือเติมวัสดุปูนลงไปเช่นโดโลไมท์ ที่มีส่วนประกอบของ แคลเซียมและแมกนีเซียม คาร์บอเนต ออกฤทธิ์เป็นด่าง นิยมใช้แก้ความเปรี้ยวของดิน ซึ่งจะให้แร่ธาตุแมกนีเซียม ในกรณีที่ต้องการให้พืชได้รับ แมกนีเซียม ทันที่โดยการฉีดพ่นควรให้ แมกนีเซียมพืช ในอัตราส่วน 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรใช้ในช่วงกำลังออกใบ ติดผล และใช้ในการสะสมอาหารของใบแก่ก่อนการตัดแต่ง

แคลเซียม
เป็นธาตุที่จำเป็นมากในการเจริญเติบโต เพื่อสร้างผนังเซลล์ ช่วยในการผสมเกสร รู้จักกันดีในเกษตรกรที่ปลูก มะขามและมะม่วง คือจะช่วยในการติดผลติดฝักดีขึ้น และช่วยการงอกของเมล็ด การขาดแคลเซียมจะทำให้เมื่อมีดอกแล้วก้านดอกไม่แข็งแรง หลุดร่วงง่าย ปลายยอดคดงอ การเจริญเติบโตช้าใบอ่อนหงิกงอ ใบก็จะคลี่ไม่ดี รากสั้น
การป้องกันแก้ไข
ในระยะยาวเราอาจใช้พวกหินฟอสเฟต โดโลไมท์ หินปูนบด ปูนมาร์ล หรือใช้ ภูไมท์ซัลเฟต ที่มีแคลเซียมผสมอยู่ ใส่ลงทางดินจะทำให้พืชมีแคลเซียมใช้อย่างเพียงพอ แต่ควรให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ มากเกินไปจะเป็นด่าง ทำให้ธาตุอาหารถูกตรึงพืชไม่สามารถนำมาใช้ได้

โบรอน
เป็นธาตุที่พืชต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ การใส่ธาตุโบรอนจะช่วยให้แคลเซียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพยิ่งขึ้น พืชที่ขาดโบรอนจะมีลักษณะ ปลายยอด ปลายราก และใบอ่อนไม่เจริญ ตายอดและตาข้างจะไม่เจริญตายง่าย ใบบิดม้วน แตกเปราะง่ายลำต้นแคระแเกร็นมักไม่ออกดอก จะพบในช่วงที่พืชพบกับอากาศหนาว ,ร้อน และขาดน้ำ นอกจากนั้นยังช่วยในการป้องกันไม่ให้ ผลแตก ฝักแตก ไส้กลวง ไส้นิ่ม อีกด้วย
การป้องกันแก้ไข
การให้โบรอนไม่นิยมให้ทางดินนิยมฉีดทางใบ โดยใช้โบรอนพืช 20-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงนี้ หรืจะใช้ปุ๋ยที่มีสูตร 14-10-30+0.25 B ใส่ทางดินก็ได้
สังกะสี
พืชที่ขาดสังกะสีจะมีลักษณะ ใบอ่อนสีเหลืองซีด ปรากฏมีสีขาวประปราย ทำให้เกิดโรคใบแก้วในพืชตระxxxลส้ม สังกะสีมีส่วนทำให้พืช ทนหนาวทนร้อนได้ดีหรือที่เรียกกันตามภาษาปุ๋ยว่า เป็นผ้าห่มของพืช ช่วยในการออกดอกในหน้าหนาว
การป้องกันแก้ไข
ใช้ ซิงก์คีเลต 75 % ฉีดพ่นทางใบ 25-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แต่วิธีที่นิยมโดยทั่วไปคือ การใช้ปุ๋ยจุลธาตุรวมฉีดพ่นทางใบ เช่น ซิลิโคเทรซ โดยให้สังเกตอ่านฉลาก ให้พบว่ามีสังกะสีอยู่ในจุลธาตุนั้นๆด้วย โดยจะฉีดพ่นในอัตราส่วน 5-10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-15 วัน

กำมะถัน
เป็นธาตุอาหารรองที่พืชต้องการระดับปานกลาง พืชที่ขาดกำมะถันจะโตช้าเพราะติดขัดในการสร้างโปรตีน ทั้งใบแก่และใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีด มองเห็นเป็นสีเขียวตองอ่อน ต้นอ่อนแอ
การป้องกันแก้ไข
โดยทั่วไปในธรรมชาติจะมีธาตุกำมะถันอยู่เพียงพอ โดยดินที่มีอินทรียวัตถุจะมีกำมะถันอยู่มากเช่นเดียวกับดินที่กำเนิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำ ส่วนปุ๋ยที่ส่วนประกอบของกำมะถันอยู่เช่น 21-0-0 เป็นต้น

ทองแดง
ถ้าพืชขาดทองแดง ตายอดชะงักการเจริญเติบโต ตาจะกลายเป็นสีดำ ใบอ่อนจะมีสีเหลือง แล้วต่อมาทั้งต้นก็ชะงักการเจริญเติบโต
การป้องกันแก้ไข
พืชจะได้รับทองแดงบางส่วนอยู่แล้ว จากการใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน เช่น ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ และที่ได้จากการฉีดคอบเปอร์เพื่อใช้แก้ปัญหาโรคพืช การใช้มากหรือบ่อยเกินไปก็จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตเช่นกัน ทางที่ดีควรฉีดพ่นด้วยจุลธาตุรวมที่มีส่วนผสมของทองแดงอยู่ด้วยจะดีกว่า เช่น ซิลิโคเทรซ เป็นต้น

แมงกานีส
มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสง ถ้าขาด ใบอ่อนจะมีสีเหลือง เส้นใบจะมีสีเขียวต่อมาจะเxxx่ยวแล้วร่วงไปซึ่งจะพบอยู่ในอินทรียวัตถุปรับปรุงดินอยู่แล้ว เช่น ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์
การป้องกันและแก้ไข
การเติมแมงกานีสลงไปในปริมาณมากจะเป็นพิษต่อพืช ทางที่ดีควรใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ หรือให้สารจุลธาตุรวมที่มีแมงกานีสอยู่ด้วย ฉีดพ่นเช่นซิลิโคเทรซ เป็นต้น
เหล็ก
เป็นจุลธาตุที่พืชต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ช่วยในการสังเคราะห์แสง ในดินที่เป็นกรดมากๆจะทำให้ธาตุเหล็กละลายออกมามากจนเกินไปเป็นพิษต่อพืช แต่ถ้าขาด จะแสดงอาการใบอ่อนมีสีขาวซีด ในขณะที่ใบแก่ยังเขียวจัด
การป้องกันแก้ไข
ใช้วัสดุปูน เช่นโดโลไมท์ และหินฟอตเฟต ป้องกันไม่ให้ดินเป็นกรดเกินไป ถ้าขาดธาตุเหล็ก ให้ใส่ดินลูกรังและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ใส่กลบลงไปด้วย ซึ่งดินลูกรังจะค่อยๆปลดปล่อยธาตุเหล็กออกมา หรืออาจใช้วิธีฉีดพ่นแร่ธาตุเสริมทางใบที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เช่น ซิลิโคเทรซ ซึ่งการฉีดพ่นพืชจะตอบสนองโดยการสร้างคลอโรฟิลล์มากมายจนใบเขียวจัดหรือที่เรียกกันว่า เขียวจนดำ นั้นเอง

โมลิบดินัม
พืชต้องการโมลิบดินัมเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ ช่วยทำให้พืชใช้ไนโตรเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าขาดจะแสดงอาการคล้ายๆกับการขาดไนโตรเจนคือ ใบโค้งคล้ายกับถ้วย อาจจะมีจุดเหลืองๆอยู่ตามแผ่นใบ
การป้องกันแก้ไข
สามารถแก้ไขโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือไม่ฉีดพ่นด้วยจุลธาตุรวมที่มีโมลิบดินัมอยู่ด้วย

คลอรีน
ในประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหาการขาดธาตุตัวนี้ ยกเว้นในห้องปฏิบัติการที่ทำให้ขาดคลอรีนจริงๆเท่านั้น เพราะว่าจะมีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่างๆอยู่แล้ว จึงทำให้พืชได้รับคลอรีนอย่างเพียงพอตลอดเวลา ถ้าขาดคลอรีนจะทำให้พืชใบเxxx่ยวง่าย ใบซีด และบางส่วนของใบก็ตาย แต่ไม่เคยพบปัญหาการขาดคลอรีน จึงไม่จำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขแต่อย่างใด
โดยทั่วไปธาตุอาหารต่างๆที่มีอยู่ในดินจะถูกพืชนำมาใช้ได้ดี ในดินที่สภาพความเป็นกรดอ่อนๆในช่วง pH 6-7 ในการให้ธาตุอาหารต่างๆแก่พืชสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำคือ การตรวจค่าความเป็นกรดด่างของดินหรือ ค่า pH นั้นเอง ถ้าหากดินมีความเป็นกรดจัด หรือด่างจัด จะทำให้ธาตุอาหารต่างๆที่มีอยู่ในดินจะถูกจับตรึงเอาไว้พืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารนั้นๆมาใช้ได้ ทั้งๆที่ในดินมีธาตุเหล่านั้นอยู่แล้วอย่างเพียงพอ ทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุอาหารตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นก่อนที่จะใช้ปุ๋ย ยา และฮอร์โมน แก่พืชทางดินจึงควรที่จะตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างของดินเสียก่อน ก่อนที่จะพิจารณาการใช้ปุ๋ย ยาและฮอร์โมนต่อไป
ในกรณีที่ดินเป็นกรดจัด ควรเติมวัสดุปูนต่างๆเพื่อลดความเป็นกรดของดิน ก่อนที่จะทำการปลูกพืช ส่วนดินที่เป็นด่างก็ควรที่จะเติมอินทรียวัตถุ เช่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ซึ่งจะให้กรดอินทรีย์ทำลายความเป็นด่างของดินได้
การใช้ภูไมท์ ภูไมท์ซัลเฟต หรือแร่ม้อนท์นอกจากจะสามารถลดความเป็นด่างของดินแล้ว ยัง ใช้ผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี โดยปุ๋ยที่ถูกผสมจะกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า คือปกติปุ๋ยที่มีอยู่ในปัจจุบันจะละลายหมดทันที 100% เมื่อถูกรดด้วยน้ำมากๆหรือฝนตกหนัก ปุ๋ยละลายออกมาหมดเมื่อน้ำไหลก็จะพาปุ๋ยไปด้วย ประมาณได้ว่าปุ๋ยจะถูกชะล้างไป 80-90 % พืชได้ใช้แค่ 10-20 % เท่านั้น การใช้ ภูไมท์ ภูไมท์ซัลเฟตหรือแร่ม้อนท์ ก็ตามแต่ พวกนี้จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ที่สูงมากจะจับปุ๋ยไว้ทั้งแอมโมเนีย และโพเทสเซียมให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้า พืชสามารถดึงแร่ธาตุเหล่านั้นไปใช้ตามความต้องการ จึงทำให้พืชใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ถึง 80-90 % โดยที่ถูกชะล้างไปกับน้ำคาเพียง 10-20 % เท่านั้น เท่ากับเป็นการช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้เป็นอย่างมาก และยังทำให้ดินของเราสามารถใช้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ทำม่ายเป็น

น้องไอริน(น้องกบ,เหม่งน้อย)

น่ารักจัง

จาก ผู้ไม่ประสงค์ลงนามเจ้าค่ะ/ครับ

555 555 555 555 555 555 555 555

 

 Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile Smile

   ดอกมะลิในรูปถึงจะเปนแค่รูปแต่ก้อมีความหมายน่ะค่ะ

วันแม่ปีนี้มะเหมี่ยวขอให้แม่(ครู กัญจณา)

มีความสุขมากๆๆ

ส่วนหนูจะตั้งใจเรียนให้ดีขึ้นค่ะ

ด้วยความรักจากลูกศิษย์มอบให้ครู

 

ครูเจ้งค่ะ หนูส่งงานถูกอ่ะป่าว

ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ

เพราะทำอันที่จดไว้หาย จำมะค่อยได้คร้า

เกร็ดพรรณไม้

พืชจะแสดงอาการอย่างไร เมื่อขาดธาตุอาหาร

               การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า  พืชขาดธาตุอาหารอะไร  ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่  และจะทำการแก้ไขอย่างไร  อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น

  • อาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
  • การขาดธาตุ  ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ  แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง
  • ถ้าเป็นพืชอายุสั้น  เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ  มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว
  • ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
  • มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร  ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร
ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย  รากไม่เจริญ
ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้
โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง
แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว  การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ
คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน
โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ
สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด
ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย
กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว
โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย
แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล
เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว
แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย

 

     ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก
     ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก
     จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย

                จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ

  1. ถ้าพืชแคระแกร็น  มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่  ใบร่วงเร็ว  แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน  อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน  ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม  และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ
  2. ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว  อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน  แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ  พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน  อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง  ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี
  3. ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด  ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน  ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น  ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม  ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน  ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล

การแก้ไข

  • ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน  เพราะพืชต้องการมาก  การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ  ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด  ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
  • ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด  แก้ไขได้โดยการใส่ปูน  ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด  แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม
  • ถ้าพืชขาดจุลธาตุ  ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป  แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก  เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย  อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ  ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย  ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก  เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ  แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้  เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก  แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน  ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน  คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน  โบแร็กซ์ให้โบรอน  แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน  และอื่นๆ อีกมาก

เอกสารอ้างอิง

  • เอกสารประกอบการอบรม ดิน-ปุ๋ย-น้ำ , ดร.สุเทพ  ทองแพ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ดินและปุ๋ยสำหรับโป๊ยเซียน , ดีพร้อม  ไชยวงศ์เกียรติ
  • วารสารเมืองเกษตร  ปีที่ 11 ฉบับ 121 ตุลาคม 2541

ส่งงานแล้วครับ ที่เว็บนี้เลยคร้าบhttp://www.thaigoodview.com/node/31944

 

เลขที่ 9  ม.1/12

ส่งงานไม่เปงนะ  บอกหน่อยสิ  CryCry

ปราย  นะ

รูปภาพของ worawut

ตัวหนังสือใหญ่ไปใหมครับ

รูปภาพของ worawut

พืชจะแสดงอาการอย่างไร เมื่อขาดธาตุอาหาร

               การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า  พืชขาดธาตุอาหารอะไร  ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่  และจะทำการแก้ไขอย่างไร  อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น
  • อาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
  • การขาดธาตุ  ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ  แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง
  • ถ้าเป็นพืชอายุสั้น  เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ  มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว
  • ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
  • มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร  ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร
ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย  รากไม่เจริญ
ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้
โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง
แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว  การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ
คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน
โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ
สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด
ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย
กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว
โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย
แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล
เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว
แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย

 

 
     ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก
     ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก
     จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย

                จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ1.            ถ้าพืชแคระแกร็น  มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่  ใบร่วงเร็ว  แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน  อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน  ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม  และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ 2.            ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว  อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน  แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ  พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน  อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง  ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี 3.            ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด  ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน  ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น  ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม  ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน  ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล การแก้ไข

  • ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน  เพราะพืชต้องการมาก  การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ  ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด  ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
  • ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด  แก้ไขได้โดยการใส่ปูน  ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด  แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม
  • ถ้าพืชขาดจุลธาตุ  ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป  แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก  เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย  อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ  ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย  ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก  เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ  แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้  เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก  แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน  ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน  คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน  โบแร็กซ์ให้โบรอน  แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน  และอื่นๆ อีกมาก

เอกสารอ้างอิง

  • เอกสารประกอบการอบรม ดิน-ปุ๋ย-น้ำ , ดร.สุเทพ  ทองแพ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ดินและปุ๋ยสำหรับโป๊ยเซียน , ดีพร้อม  ไชยวงศ์เกียรติ
  • วารสารเมืองเกษตร  ปีที่ 11 ฉบับ 121 ตุลาคม 2541

ปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นสำคัญ ประโยชน์ของปุ๋ยไนโตรเจน คือ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนมีหลายชนิด เช่น - แอมโมเนียมซัลเฟต หรือ 21- 0 - 0 เป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจน 21% - ยูเรีย หรือ 46 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 46% - แอมโมเนียมคลอไรด ์ หรือ 26 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 26% ถ้าต้องการเปรียบเทียบว่าปุ๋ยสูตรใดราคาถูกหรือแพงกว่า มีวิธีคำนวณดังนี้ ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของไนโตรเจน = (ราคาต่อกระสอบ x 2)/ % ไนโตรเจน เช่น ปุ๋ย 21-0-0 ราคากระสอบละ 300 บาท ปุ๋ย 46-0-0 ราคากระสอบละ 400 บาท ดังนั้น ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 21-0-0 = (300 x 2) / 21 = 28.75 ราคาต่อ หน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 46-0-0 = (400 x 2) / 46 = 17.39 เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าปุ๋ยยูเรียราคาถูกกว่าปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต แต่ในบางกรณีบางพืชต้องการกำมะถันจึงต้องใช้ 21-0-0 ใส่ร่วมด้วย เพราะปุ๋ยสูตรนี้จะมีกำมะถันอยู่ 24% ลักษณะของปุ๋ยยูเรียมี ชนิดเม็ดใส และชนิดเม็ดโฟม ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เช่น - พืชผัก อ้อยระยะแรก ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 - ไม้ผล ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 - ข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และ 16-16-8 เป็นต้น ฟอสฟอรัส ได้แก่ ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางด้านการออกดอกออกผล แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมีหลายชนิด - ซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-20-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 20% - ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-46-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 18-46-0 มีไนโตรเจน (N) 18% ฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 11-52-0 มีไนโตรเจน (N) 11% ฟอสฟอรัส (P2O5) 52% สมมุติว่า 0-46-0 และ 18-46-0 ราคาเท่ากัน จะพบว่า 18-46-0 ราคาถูกกว่าเพราะมีไนโตรเจนอีก 18% โครงการนี้ จึงเลือกแม่ปุ๋ยชนิดนี้ เพราะราคาต่อหน่วยถูกที่สุด หาซื้อง่ายมีผู้ผลิตมาก ลักษณะของปุ๋ย 18-46-0 เป็นเม็ด มีหลายสี ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิต ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการออกดอก สูตรที่ใช้ 12-24-12 และ 9-24-24 เป็นต้น ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน แม่ปุ๋ยที่ใช้ - โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60% - โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50% - โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ที่ใช้กับยาสูบ เพราะหากใช้ 0 - 0 - 60 เป็นแหล่งของแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมแล้ว จะทำให้ยาสูบไม่ติดไฟ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะใน 0-0-60 มีองค์ประกอบของคลอรีนอยู่ สำหรับพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ ก็มักจะใช้ 0-0-50 เป็นแม่ปุ๋ยเช่นกัน ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤด ู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยโพแทสเซีย ม เพราะราคาต่อหน่วย ถูกที่สุดสำหรับพืชทั่ว ๆ ไป ยกเว้นบางพืชที่กล่าวแล้ว ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด - ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม - ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม - ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 สาธุใครเอาไปขอให้... Yell

อ้างอิงจากhttp://www.geocities.com/psplant/ps_nusoil.htm

ปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นสำคัญ ประโยชน์ของปุ๋ยไนโตรเจน คือ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนมีหลายชนิด เช่น - แอมโมเนียมซัลเฟต หรือ 21- 0 - 0 เป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจน 21% - ยูเรีย หรือ 46 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 46% - แอมโมเนียมคลอไรด ์ หรือ 26 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 26% ถ้าต้องการเปรียบเทียบว่าปุ๋ยสูตรใดราคาถูกหรือแพงกว่า มีวิธีคำนวณดังนี้ ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของไนโตรเจน = (ราคาต่อกระสอบ x 2)/ % ไนโตรเจน เช่น ปุ๋ย 21-0-0 ราคากระสอบละ 300 บาท ปุ๋ย 46-0-0 ราคากระสอบละ 400 บาท ดังนั้น ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 21-0-0 = (300 x 2) / 21 = 28.75 ราคาต่อ หน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 46-0-0 = (400 x 2) / 46 = 17.39 เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าปุ๋ยยูเรียราคาถูกกว่าปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต แต่ในบางกรณีบางพืชต้องการกำมะถันจึงต้องใช้ 21-0-0 ใส่ร่วมด้วย เพราะปุ๋ยสูตรนี้จะมีกำมะถันอยู่ 24% ลักษณะของปุ๋ยยูเรียมี ชนิดเม็ดใส และชนิดเม็ดโฟม ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เช่น - พืชผัก อ้อยระยะแรก ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 - ไม้ผล ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 - ข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และ 16-16-8 เป็นต้น ฟอสฟอรัส ได้แก่ ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางด้านการออกดอกออกผล แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมีหลายชนิด - ซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-20-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 20% - ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-46-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 18-46-0 มีไนโตรเจน (N) 18% ฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 11-52-0 มีไนโตรเจน (N) 11% ฟอสฟอรัส (P2O5) 52% สมมุติว่า 0-46-0 และ 18-46-0 ราคาเท่ากัน จะพบว่า 18-46-0 ราคาถูกกว่าเพราะมีไนโตรเจนอีก 18% โครงการนี้ จึงเลือกแม่ปุ๋ยชนิดนี้ เพราะราคาต่อหน่วยถูกที่สุด หาซื้อง่ายมีผู้ผลิตมาก ลักษณะของปุ๋ย 18-46-0 เป็นเม็ด มีหลายสี ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิต ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการออกดอก สูตรที่ใช้ 12-24-12 และ 9-24-24 เป็นต้น ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน แม่ปุ๋ยที่ใช้ - โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60% - โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50% - โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ที่ใช้กับยาสูบ เพราะหากใช้ 0 - 0 - 60 เป็นแหล่งของแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมแล้ว จะทำให้ยาสูบไม่ติดไฟ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะใน 0-0-60 มีองค์ประกอบของคลอรีนอยู่ สำหรับพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ ก็มักจะใช้ 0-0-50 เป็นแม่ปุ๋ยเช่นกัน ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤด ู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยโพแทสเซีย ม เพราะราคาต่อหน่วย ถูกที่สุดสำหรับพืชทั่ว ๆ ไป ยกเว้นบางพืชที่กล่าวแล้ว ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด - ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม - ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม - ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 สาธุใครเอาไปขอให้... Yell

อ้างอิงจากhttp://www.geocities.com/psplant/ps_nusoil.htm

รูปภาพของ twk19246

ไหนอ่ะ งานที่สั่งอ่า

สาธุ คัยเอาชื่อเปิ้นไปใช่ขอให้มันสอบตก ทำอะไรไม่ประสบผลสำเร็จ

เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้เอาชื่อ ตัวไปใช้สักหน่อยCry 

ส่งงานแล้วคะ ที่กระทู้ ส่งงานครูกัณจณา เรื่องธาตุอาหารพืช  อย่าลืมไปตรวจให้นะคะ รักครูค่ะ

ใครทำเนี่ย!  เสร็จแล้วเหรอ goodSurprised เรายังทำไม่เสร็จเลยCry

ไนโตรเจน

- เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารภายใน
  เซลล ์เช่น โปรตีน คลอโรฟิลล์
  กรดอะมิโน กรดนิวคลีอิก โคเอนไซม์
  ฮอร์โมน ATP
- เร่งการเจริญเติบโตของลำต้น ใบ หัว

- ใบมีสีเหลืองทั้งใบจะเริ่มเหลือง
  ที่ใบแก่ก่อน
- ลำต้นผอมสูง หักล้มง่าย

- ใบมีสีเขียวเข้ม
- มีใบจำนวนมาก
- ลำต้นเติบโตมากกว่าราก

ฟอสฟอรัส

- เป็นองค์ประกอบสำคัญของ
  กรดนิวคลีอิก ATP     เยื่อหุ้มต่างๆ

- การเจริญเติบโตชะงัก
- ใบแก่มีสีเขียวเข้ม
  ก้านใบหรือใบอาจมีสีแดง
  หรือสีม่วง

- ใบอ่อนมีสีเหลือง
  ระหว่างเส้นใบ
  แต่เส้นใบมีสีเขียว
- เนื้อเยื่อใบตาย 
  ขอบใบไหม้

โพแทสเซียม

- ควบคุมแรงดันออสโมติกของเซลล์คุม
- รักษาสมดุลของไอออนภายในเซลล์
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ
- ควบคุมสังเคราะห์และการเคลื่อนย้ายแป้ง

- ใบเหลือง
- ขอบใบ และปลายใบไหม้
- เนื้อเยื่อใบตายเป็นจุดๆ
  โดยเกิดที่ใบแก่ก่อน

ธาตุแคลเซียม - CALCIUM
หน้าที่สำคัญของธาตุแคลเซียมในพืช
 มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับโครงสร้างของผลไม้
 ช่วยเสริมสร้างเซลล์และการแบ่งเซลล์ของพืช ซึ่งพืชต้องการอย่างต่อเนื่อง
 ช่วยในการสร้างเซลล์และโครงสร้างของเซลล์ของพืช
 ช่วยให้เซลล์ติดต่อกัน และจะช่วยเชื่อมผนังเซลล์ให้เป็นรูปร่าง และขนาดให้เป็นไปตามลักษณะของพืช
 ช่วยเพิ่มการติดผล
 ช่วยให้สีเนื้อและสีผิวของผลสดใส
 ช่วยลดการเกิดเนื้อของผลแข็งกระด้าง และเนื้อแฉะ
 ช่วยป้องกัน ผลร่วง ผลแตก
 มีบาทบาทที่สำคัญในระยะการเจริญเติบโตและการออกดอกของพืช
 มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการย่อยธาตุไนโตรเจน
 เป็นตัวช่วยลดการหายในของพืช
 เป็นตัวช่วยเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม
 ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่จะหดสั้นและเหี่ยว แม้ว่าใบเก่าจะมีธาตุแคลเซียมอยู่ เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่
 ใบอ่อนที่ขาดธาตุแคลเซียมจะมีสีเขียวแต่ปลายใบจะเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะตายในที่สุด
 ถ้าขาดธาตุแคลเซียมที่บริเวณขั้วหรือข้อต่อของผลจะทำให้เกิดแก๊สเอธีลีน(Ethylene) ทำให้ผลร่วง
 พืชหลายชนิดที่ขาดธาตุแคลเซียม เช่น มะเขือเทศ แตงโม พริก แตงกวา จะเกิดการเน่าที่ส่วนล่างผล,
 ในผักขึ้นฉ่ายจะแสดงอาการไส้ดำ, ในแครอดจะแสดงอาการฟ่ามที่หัว, ในแอปเปิลจะมีรสขม,
 ในมันฝรั่งจะแสดงอาการเป็นสีน้ำตาลบริเวณกลางหัว,
 ในพืชลงหัวต่าง ๆ เช่น ผักกาดหัว(หัวไชเท้า) หอม กระเทียม จะแสดงอาการไม่ลงหัว หรือลงหัวแต่หัวจะไม่

      สมบูรณ์
 ในพืชไร่ ต้นจะแตกเป็นพุ่มแคระเหมือนพัด แสดงอาการที่ราก คือ รากจะสั้น โตหนามีสีน้ำตาล ดูดอาหาร
     ไม่ปกติ
 ในระยะพืชออกดอก ติดผล ถ้าพืชขาดธาตุแคลเซียม ตาดอกและกลีบดอกจะไม่พัฒนา ดอกและผลจะร่วง

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุแคลเซียม
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ระหว่าง 4.0-7.0 และ 8.5 ขึ้นไป
 เมื่อให้ธาตุไนโตรเจนมาก
 เมื่อให้ธาตุโพแทสเซียมมาก
 เมื่อพืชแตกใบอ่อน แม้ว่าใบแก่จะมีธาตุแคลเซียม ทั้งนี้เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายในพืช
 เมื่อพืชแตกใบอ่อนต้องให้ธาตุแคลเซียมอยู่เสมอ
 ธาตุแคลเซียมจะมีความสมดุลกับธาตุโบรอนและธาตุแมกนีเซียมในพืช ถ้าไม่มีความสมดุลระหว่างธาตุทั้ง

     3 ชนิด พืชจะแสดงอาการผิดปกติ
 ธาตุแคลเซียมจะสูญเสียไปในดิน กลายเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งพืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้
 ในดินที่เป็นกรด จะตรึงธาตุแคลเซียมไว้ ทำให้พืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้



ธาตุแมกนีเซียม – MAGNESIUM
          ธาตุแมกนีเซียม มีความสำคัญต่อพืช คน และสัตว์ ร่างกายของคนต้องการธาตุแมกนีเซียมประมาณ 0.3-0.4 มิลิกรัมต่อวัน สัตว์เช่น วัว ควาย ต้องการสูงถึง 10 เท่า คือ ประมาณ 3-6 กรัมต่อวัน ถ้าคนขาดธาตุแมกนีเซียม จะทำให้ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อเป็นตะคริวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ในวัวถ้าขาดธาตุแมกนีเซียมจะเป็นโรคกระแตเวียน

หน้าที่สำคัญของธาตุแมกนีเซียมในพืช
 เป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์ หรือความเขียวในพืช ช่วยให้พืชปรุงอาหารได้ดีขึ้
 ช่วยในการเคลื่อนย้ายธาตุฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น
 มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แสง
 มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการสุกการแก่ของผลผลิต
 ช่วยให้พืชเพิ่มการใช้ธาตุเหล็กมากยิ่งขึ้น
 เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยต่าง ๆ ของพืช เคลื่อนย้ายภายในพืชได้ดี
 ช่วยเสริมสร้างให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
 ช่วยเสริมสร้างให้พืช มีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
 พืชอาหารสัตว์ ถ้าขาดธาตุแมกนีเซียม จะเป็นสาเหตุของพืชอาหารสัตว์เป็นพิษ

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมกนีเซียม
 จะทำให้ต้นเล็กแคระแกรน ใบเหลือง
 ในใบแก่จะมีสีซีดจาง ไม่เขียวสดใส และเมื่อแตกใบอ่อนก็จะมีสีซีดจางเช่นเดียวกัน และธาตุแมกนีเซียม  

     สามารถเคลื่อนย้ายในพืชได้
 เมื่อใบแก่ขาดธาตุแมกนีเซียม ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ก็จะขาดด้วย ใบจะเป็นสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสี
     น้ำตาลและตายไปในที่สุด
 ผลจะสุกแก่ช้ากว่าปกติ
 ในพืชตระกูลถั่วจะทำให้พืชไม่ค่อยจะลงฝัก และจะทำให้แบคทีเรียที่รากถั่ว ไม่จับธาตุไนโตรเจนไว้ได้ดีเท่า
     ที่ควร
 ในพืชอาหารสัตว์จะให้ผลผลิตต่ำ และทำให้พืชอาหารสัตว์เป็นพิษ

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียม
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ระหว่าง 4.0-7.0 และ 8.5 ขึ้นไป
 ในดินที่มีปริมาณของธาตุแมกนีเซียมต่ำ
 ในดินที่มีธาตุแคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมมาก
 ในดินที่มีปริมาณของเกลือมาก เช่น พวกเกลือโซเดียม
 ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
 ในระยะที่พืชแตกใบอ่อน
 ในระยะที่พืชดูดใช้ธาตุไนโตรเจนมาก 


          การให้ปุ๋ยโพแทสเซียม ต้องให้ธาตุแมกนีเซียมควบคู่กันไป ถ้าให้ปุ๋ยโพแทสเซียมมากจะเป็นปัญหาการขาดธาตุแมกนีเซียม
          การให้ธาตุแคลเซียม ต้องให้ธาตุแมกนีเซียมควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน ถ้าธาตุแคลเซียมมาก อาจทำให้ขาดธาตุแมกนีเซียม
          การให้ปุ๋ยไนโตรเจน ต้องให้ธาตุแมกนีเซียม และธาตุแคลเซียมควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน โดยเฉพาะพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเลี้ยงสัตว์ จะเกิดอาการเป็นพิษจากสารไนเตรท(Nitrate Poisoning) ดังนั้นเมื่อให้ปุ๋ยไนโตรเจนต้องให้ธาตุแมกนีเซียมและธาตุแคลเซียมควบคู่ไปด้วย


ธาตุกำมะถัน SULPHUR

          ธาตุกำมะถัน เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญในเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในการผลิตปุ๋ยเคมี จะต้องมี   กำมะถันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกจากนี้ธาตุกำมะถัน ยังมีความสำคัญ ต่อการเจริญเติบโตของพืช หลายชนิด และมีพืชหลายชนิดที่ต้องการธาตุกำมะถันมากเป็นพิเศษ เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน อ้อย พืช ตระกูลถั่วที่เป็นอาหารสัตว์ และพืชผักต่าง ๆ
หน้าที่สำคัญของธาตุกำมะถัน
 ธาตุกำมะถันเป็นส่วนประกอบของกรดอะมิโน(Amino acids) พืชต้องการธาตุกำมะถันเพื่อสังเคราะห์กรดอะ
     มิโนที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ซีสตีน(Cystine) ซีสเตอีน(Cysteine) และเมทธิโอนีน(Methionine) ดังนั้นจึงมี
     ส่วนสำคัญในการสร้างโปรตีน, กรดอะมิโนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งคน
     และสัตว์ด้วย
 ธาตุกำมะถันจะช่วยในการควบคุม ชนิดและโครงสร้างของเม็ดสีคลอโรพลาสต์ ซึ่งภายในประกอบด้วย
     คลอโรฟีลล์เป็นแหล่งที่พบกำมะถันสะสมอยู่มาก เมื่อพืชขาดธาตุกำมะถันปริมาณของคลอโรฟีลล์จะลดลง
     ทำให้พืชมีสีเหลืองซีด
 ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชทนทานต่ออุณหภูมิที่เย็น และต้านทานต่อ
     โรคพืชหลายชนิด
 ช่วยสนับสนุนการเกิดปมที่รากของพืชตระกูลถั่วและกระตุ้นการสร้างเมล็ด
 มีส่วนสำคัญในการเกิดน้ำมันพืชและสารระเหยให้หัวหอมและกระเทียม

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุกำมะถัน
 พืชจะแคระแกรนหยุดการเจริญเติบโต
 ใบอ่อนมีสีเขียวจางลง รวมทั้งเส้นใบจะมีสีจางลงด้วย แต่ในใบแก่จะยังคงมีสีเขียวเข้ม
 ถ้าพืชขาดธาตุกำมะถันมาก พืชจะพัฒนาการเจริญเติบโตได้ช้า
 ลำต้นพืชจะสั้นและแคบเข้า ใบยอดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
 ในพืชตระกูลถั่ว การตรึงธาตุไนโตรเจนที่ปมรากจะลดลงทั้งขนาดและจำนวนปม

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุกำมะถัน
 ในดินที่มีของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.0-6.0
 ในดินที่มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1%อินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งสำรองของธาตุกำมะถัน ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์
  ผลจากการหักล้างถางพงป่ามาเป็นพื้นที่เพาะปลูกการเกษตรจะทำให้ดินสูญเสียอินทรีย์วัตถุเร็วขึ้น
  การใช้ปุ๋ยสูตรที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง จะทำให้เกิดการขาดธาตุกำมะถัน เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียม

      ฟอสเฟต (MAP)  ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต(DAP) หรือ ทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต(TSP)
  ธาตุอาหารเสริม

 ธาตุอาหารเสริม

 ธาตุสังกะสี (Zinc)
หน้าที่สำคัญของธาตุสังกะสีในพืช
 ช่วยให้พืชแตกใบอ่อนได้ดีขึ้น
 เสริมสร้างเมล็ด
 เสริมสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ในพืช
 เสริมสร้างการสุกการแก่ของผลไม้
 เสริมสร้างความสูงและการยืดของต้น
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน
 ช่วยเสริมสร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
 มีส่วนสำคัญในระบบของเอนไซม์ที่จะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว) ของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายพวกคาร์โบไฮเดรตและกระตุ้นการใช้น้ำตาลในพืช
 ทำหน้าที่เสมือนตัวต่อต้านความหนาวเย็น หรือทำหน้าที่เสมือนเป็นผ้าห่มให้แก่ต้นพืช
เมื่อมีอากาศหนาวเย็น
 ช่วยให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตเมื่อมีอากาศหนาวเย็น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี
 แสดงอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ
 เส้นกลางของใบอ่อนจะแตกเป็นเส้นย่อย ๆ
 เกิดจุดสีน้ำตาลที่ใบแก่ ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายตัวติดต่อกัน ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล
 พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
 ในพืชต้นเล็ก ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะทำให้พืชตายได้
 ทำให้การสุกแก่ของผลไม้ช้ากว่าปกติ
 ทำให้ผลผลิตต่ำ

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุสังกะสี
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีธาตุสังกะสีที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือมีปริมาณน้อย
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนมาก
 ในดินที่ถูกน้ำกัดเซาะมาก รวมทั้งดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
 ในดินที่มีการไถลึก 6 นิ้ว
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่สูญเสียธาตุสังกะสีมากหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว


ธาตุเหล็ก - IRON
          ธาตุเหล็ก จะพบในดินมากโดยทั่วไป แต่จะเป็นธาตุเหล็กที่ไม่ได้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นส่วนมาก ปัญหาการขาดธาตุเหล็กของพืชไม่ใช่เกี่ยวกับปริมาณของธาตุเหล็กในดิน ปัญหาเกิดจากการไม่ละลายและความเป็นประโยชน์ต่อพืชของธาตุเหล็ก ดินที่มีความเป็นกรดมากจะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช และดินที่มีความเป็นด่างมากก็จะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน ส่วนในดินที่มีน้ำขังจะทำให้ธาตุเหล็กมีประโยชน์ต่อพืชสูงขึ้น

หน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กในพืช
 ช่วยเสริมสร้างความเขียวหรือสารคลอโรฟีลล์ในใบพืชแต่ไม่ได้เป็นส่วนของคลอโรฟีลล์
 ช่วยในการสังเคราะห์แสงในใบพืชได้ดี เพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล
 ช่วยเสริมสร้างเอนไซม์ในพืชเพื่อช่วยในระบบการหายใจของพืชทำให้พืชเจริญเติบโต
 ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการแบ่งเซลล์ของพืชเพื่อการเจริญเติบโต
 พืชต้องการเหล็กในปริมาณน้อยประมาณหนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับธาตุไนโตรเจน

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุเหล็ก
 ใบพืชจะมีสีซีดจางไม่เขียว แสดงอาการของสารคลอโรฟีลล์
 จะทำให้ระบบของรากพืชไม่พัฒนา
 พืชเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
 เส้นกลางใบพืชจะมีสีซีดจาง
 ถ้าพืชขาดธาตุเหล็กในปริมาณมากจะทำให้ผลผลิตลดลง

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุเหล็ก
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป
 ในดินที่ขาดการให้ธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ เช่น เหล็กคีเลท
 ในดินที่มีการไถลึก และดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ
 ในดินที่มีความชื้นสูงและมีอุณหภูมิในดินต่ำก่อนและหลังปลูกพืช
 ในดินที่แน่นมาก เช่น ดินเหนียว
 ในดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมาก
 ธาตุเหล็กไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่ ดังนั้นเมื่อมีใบใหม่ออกมาต้องให้ธาตุเหล็กเสมอ เพื่อไม่ให้พืช

     ขาดธาตุเหล็ก
 ในช่วงที่มีอากาศเย็น ดินเย็น พืชจะดูดธาตุเหล็กได้น้อยมาก
 การฉีดพ่นธาตุเหล็กคีเลททางใบพืชจะให้ประโยชน์แก่พืชมากกว่าให้ทางดิน


ธาตุทองแดง - COPPER
หน้าที่สำคัญของธาตุทองแดง
 ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว)
 ทำหน้าที่เพิ่มความหวานในผลไม้
 ทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นในผลไม้และผัก
 ทำหน้าที่เพิ่มความเข้มของสี
 เป็นตัวจักรสำคัญในการสังเคราะห์แสง
 เป็นตัวจักรสำคัญในระยะการผลิตดอกและผล
 เร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในพืช
 ผลิตเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการหายใจของพืช
 การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดง
 มีข้อใบสั้น
 ยอดที่เกิดใหม่จะแสดงอาการตายจากปลายยอดลงมา
 ใบจะมีสีซีดและจะไหม้ตายไปในที่สุด
 ในพืชพวกมะเขือ ใบจะหนาและมีสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะม้วนขึ้นมีจุดสีจาง ๆ และในใบแก่จะเหี่ยวเฉาเหมือน อาการขาดน้ำ
 ถ้าพืชขาดมากจะทำให้พืชเติบโตช้า

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้
 ในดินทรายที่น้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย
 ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอะลูมินั่ม ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส
 เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืช จะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งธาตุไนโตรเจน
 ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอ เมื่อมีใบอ่อนออกมา
 พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับธาตุโมลิบดีนัม


ธาตุแมงกานีส - MANGANESE
          ธาตุแมงกานีส ที่พบในดินอยู่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ และในรูปที่เป็นไฮเดรต หรือในรูปของไอออนประจุบวก(Mn2+)

หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส
 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช
 ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
 ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช)
 ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล โดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส
 แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต
 ใบอ่อนที่แตกออกมาจะซีดขาว
 ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง
 ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา
 ยอดอ่อนจะแห้งตาย
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย



 เพิ่มจำนวนช่อดอก จำนวนผล
 เพิ่มคุณภาพของผลผลิต เช่น รสชาติ
 ช่วยเสริมสร้าง แป้ง และน้ำตาล
 ช่วยพัฒนาขนาดของผลและเมล็ด
 ช่วยในการผสมเกสรของดอก ป้องกันผลร่วง
 สังเคราะห์โปรตีน
 สร้างฮอร์โมนพืช
 ส่งเสริมการสุกการแก่ของผล
 ควบคุมการคายน้ำของผล
 มีบทบาทในการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต
 สร้างความต้านทานต่อความหนาวเย็นหรือเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ
 สร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน
 อาการปลายใบพืชเหลืองแล้วขยายตัวลงมาตามขอบใบลงสู่โคนใบ และจะมีจุดน้ำตาลเกิดขึ้นที่ขอบใบ
 ใบมีสีทองใบหนาหงิกงอ ในบางกรณีใบจะมีอาการโค้งงอขึ้นข้างบน
 พืชแตกกิ่งก้านสาขามากผิดปกติและส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย
 พืชไม่ค่อยออกดอกหรือออกดอกแต่ดอกจะไม่สมบูรณ์ ดอกผสมไม่ติดทำให้ดอกร่วง
 ในพืชผักประเภทหัวจะมีอาการเน่า
 ในพืชที่ให้ผลอยู่จะให้ผลไม่สมบูรณ์ เช่น ส้ม ความหนาของเปลือกจะไม่เท่ากัน และบูดเบี้ยวมีเมือกเหนียว

ธาตุโมลิบดีนัม – MOLYBDENUM
          พืชดูดโมลิบดีนัมในรูปโมลิบเดทที่เป็นอิออนประจุลบ(Mo O4 2-) การดูดใช้จะลดลงได้เมื่อมีอนุมูล ซัลเฟต(SO4 2-) มาแข่งขัน การใส่ปูนเพื่อปรับ พี-เอช ให้สูงถึง 7 จะช่วยส่งเสริมการดูดใช้โมลิบดีนัมในพืช

หน้าที่สำคัญธาตุโมลิบดีนัมในพืช
 ตรึงธาตุไนโตรเจนในพืชตระกูลถั่ว
 มีความสำคัญในการเปลี่ยนไนเตรทในพืชให้เป็นกรดอะมิโนเป็นโปรตีน
 เสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช
 ช่วยให้ผลไม้สุกแก่เร็วขึ้น
 ในผลไม้ที่มีสารไนเตรทสูง โมลิบดีนัมจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารไนเตรท ให้เป็นกรด อะมิโน เป็นโปรตีน เป็นน้ำตาล


การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 แสดงอาการขอบใบแห้งและม้วนงอ
 พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะมีสีซีดจางและจะแห้งตายในที่สุด
 ในกรณีที่พืชต้องการ(หิว) มาก ๆ ต้นจะแคระแกรน ติดดอกเล็ก ๆ ถ้าติดผล ๆ จะร่วงอย่างรวดเร็ว
 ในผลไม้จะสุกแก่ช้ากว่าปกติ
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะไม่ค่อยมีรสหวาน
สภาพแวดล้อมที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 ในดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-7.0 หรือ ดินเป็นกรด
 ในการใส่ปูนในดินเพื่อปลูกพืชหมุนเวียน
 เมื่อใส่ธาตุเหล็กลงไปในดินหรือฉีดพ่นธาตุเหล็ก ในดินทราย ในดินที่ใส่ปุ๋ยพวกซัลเฟต

 ธาตุโบรอน – BORON

หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอนในพืช
      ปรากฏอยู่
 ในผลจะมีเนื้อในน้อยหรือผลกลวง เช่น ในผลมะเขือเทศและส้มเขียวหวาน
 ส่วนปลายของผลจะช้ำและต่อมาจะเน่า
 สำหรับผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อยกว่าปกติ
 ผลร่วงมาก

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน
 ในดินที่ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.5-5.0 และ 7.0-8.7
 ในดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมาก
 ในดินที่มีปุ๋ยฟอสฟอรัสต่ำมาก
 ในดินที่เป็นดินทราย
 ในระยะที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ   

อ้างอิง http://www.pukaotong.com

ส่งงานยังไงค่ะ

ครูเจ้งงงงงงงงงง

ครูเจ้งงงง

ส่งงานยังไงค่ะ

ครูเจ้งงงง

ส่งงานยังไงค่ะ

ครูเจ้งงงงงงงงงงงงงงงงงง

ส่งงานยังไงค่ะ

ส่งมาหาพระแสงอะไรเยอะหาพ่อแม่ลาวัลณ์

http://www.thaigoodview.com/node/31086

รักครูมาก    ส่งงาSmileนทำไงค่ะ

สวัสดีค่ะ ครูเจ้งSmile

5555555555555555555+Money mouth

หายากมากYell

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 307 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • ailada