www.thaigoodview.com จัดสร้างเพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
หากท่านคิดว่ามีคุณค่าต่อเยาวชนไทย ต่อลูกหลานเยาวชนไทย ช่วยกันบอกต่อไป และคลิก ตั้งเป็นหน้าแรก
หากท่านคิดว่ามีคุณค่าต่อเยาวชนไทย ต่อลูกหลานเยาวชนไทย ช่วยกันบอกต่อไป และคลิก ตั้งเป็นหน้าแรก
ห้องเรียนครูกัณจณา 1/2552 เทิงวิทยาคม
- รถใหม่ : Honda City :
คอนโดใหม่ : Vios 2013 - Honda : โตโยต้า : ฟอร์ด :
นิสสัน - ISUZU ราคา : Suzuki Swift : เชฟโรเลต : Yamaha
ประกวดสื่อดิจิทัล ครั้งที่ 4
ลิงค์ผู้สนับสนุน
ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่ทำการบ้านส่งครู
โดยการสร้างบล็อก
กรุณาอย่าคัดลอกข้อมูล
มาจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรจะนำมาจากหลายๆเว็บ
แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์
แล้วเขียนขึ้นมาใหม่
หากคัดลอกมาทั้งหมด
จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง
ช่วยกันนะครับ
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ
ไม่ถูกปิดเสียก่อน
ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
สมาชิกที่ออนไลน์
ขณะนี้มี สมาชิก 4 คน และ ผู้เยี่ยมชม 6620 คน กำลังออนไลน์
รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์
- erikacarmackssrkdpp
- mebuparkumy157j
- bradvesthivxbvwqdhr
- haischumacherqo








พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุอาหาร
<
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร
ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร
อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่นอาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง ถ้าเป็นพืชอายุสั้น
เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว
ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร
ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย รากไม่เจริญ
ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้
โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง
แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ
คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน
โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ
สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด
ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย
กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว
โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย
แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล
เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว
แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย
ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก
ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก
จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย
จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ
ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ
ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี
ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล
การแก้ไข
ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม
ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก
พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุอาหาร
<
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร
ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร
อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่นอาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง ถ้าเป็นพืชอายุสั้น
เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว
ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร
ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย รากไม่เจริญ
ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้
โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง
แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ
คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน
โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ
สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด
ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย
กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว
โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย
แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล
เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว
แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย
ธาตุอาหารหลักพืชต้องการในปริมาณมาก
ธาตุรองพืชต้องการในปริมาณไม่มากนัก
จุลธาตุพืชต้องการในปริมาณน้อย
จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ
ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ
ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี
ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล
การแก้ไข
ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม
ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก
หนูส่งงานเเล้วค่ะ
การขาดธาตุอาหารของพืช
ไนโตรเจน
การขาดไนโตรเจนของพืชจะทำให้พืชโตช้าเพราะการสร้างโปรตีนผิดปกติไปหรือสร้างได้น้อยลง ทำให้ต้นไม่ผอมเกร็งไม่อ้วนเต็มที่ ถ้าขาดมากใบจะมีลักษณะเหลืองซีด เพราะมีคลอโรฟิลล์ลดลง ถ้ามีไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้พืชต้นอวบอ้วน ใบใหญ่และเขียวมาก เรียกว่า ภาวะเฝือใบ พืชไม่ผอมแต่ล้มง่าย ต้นเปราะหักง่าย ออกดอกยากขึ้น ศัตรูพืชมากขึ้น เราต้องให้พืชได้รับไนโตรเจนอย่างพอเหมาะไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป
การป้องกันแก้ไข
ในธรรมชาติพืชจะได้รับฮิวมัสในดิน จากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เพราะพวกนี้เมื่อย่อยสลายแล้วจะปลดปล่อยไนโตรเจนออกมามากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่นๆ อาจจะใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีที่มีเลขตัวหน้าสูงๆ เช่น 30-20-1 ปุ๋ยสูตรเสมอต่างๆ หรือ 46-0-0 (ยูเรีย)ซึ่งมีค่าไนโตรเจนสูงสำหรับพืช ในการเพิ่มไนโตรเจนแก่ดิน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป
ฟอสฟอรัส
ธาตุฟอสฟอรัสจะช่วยในการติดดอกผลในพืช อาการของพืชที่ขาดฟอสฟอรัสคือ ต้นจะแคระแกร็น ใบเล็ก ขนาดต้นเล็กลง ใบแก่จะมีสีม่วงตามแผ่นใบต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลร่วงหลุดง่าย การออกดอกน้อยลง ถ้าขาดมากไม่ออกจะดอก
การป้องกันแก้ไข
โดยการใช้หินฟอสเฟต หรือภูไมท์ซัลเฟต 10-20 กก.ต่อไร่ ในการบำรุงต้น ส่วนการให้ทางใบจะใช้ปุ๋ยเกล็ด 6-54-18 , 0-52-34 ในอัตราส่วน 50-100กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทั้งนี้การใส่ปุ๋ยต้องดุตามอาการของพืชว่ามีภาวะเฝือใบ หรือไม่ ถ้าใบเขียวอยู่แล้วให้ลดเลขตัวหน้าลงเป็นการลดไนโตรเจนที่ทำให้พืชเจริญเติบโตจนเกินไป
โพเทสเซียม
อาการของพืชที่ขาดธาตุโพเทสเซียมคือ ลำต้นแคระแกร็น แต่ว่าแตกกิ่งก้านสาขามากทำให้ลำต้นอ่อนแอ การเจริญเติบโตช้า แผ่นใบมักจะโค้งม้วนจากปลายใบหรือจากขอบใบ ใบอ่อนมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ ผิวใบจะมันลื่นกว่าปกติ ใบแก่จะเกิดการไหม้แห้งตามขอบใบลามเข้ากลางใบ พืชจะอ่อนแอต่อโรค ติดเชื้อง่าย
การป้องกันแก้ไข
โดยทั่วไป โพเทสเซียมจะมีอยู่ในอินทรียวัตถุอยู่แล้วแต่ไม่มากนะ แต่ถ้าเป็นปุ๋ยที่ใช้อยู่ทั่วๆไป ก็เป็นปุ๋ยละลายเร็ว ตัวอย่างปุ๋ยที่มีเลขท้ายสูง เช่น 13-0-46 , 0-21-28 หรือที่มีเลขท้ายอย่างเดียว เช่น 0-0-50 ถ้าจะให้ทางใบควรให้ในอัตราส่วน 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นต้น
แมกนีเซียม
เป็นธาตุรองที่ขาดไม่ได้ ช่วยในการงอกของเมล็ด การสร้างน้ำมันในพืช การสร้างแป้งในพืชตระxxxลมัน ถ้าพืชขาดแมกนีเซียมจะทำให้พืชมีใบแก่มีสีเหลือง ยกเว้นเส้นใบ ใบแก่ร่วงเร็ว สีของต้นพืชเขียวไม่เต็มที่ โตช้า ผลผลิตต่ำ ทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ มักจะพบในดินที่ร่วนจัดหรือเป็นทราย ดินที่หมุนเวียนปลูกพืชมานานและขาดการเติมปุ๋ย อีกลักษณะก็คือดินที่เปรี้ยวจัด ,กรดจัด ทำให้ธาตุอาหารถูกชะล้างไปได้โดยง่าย
การป้องกันแก้ไข
ในระยะการเตรียมดินก่อนการปลูก ควรใช้ภูไมท์ซัลเฟตหว่านหรือรองก้นหลุม 10-20 กก.ต่อไร่ (ขึ้นอยู่กับค่า pH ของดิน) หรือเติมวัสดุปูนลงไปเช่นโดโลไมท์ ที่มีส่วนประกอบของ แคลเซียมและแมกนีเซียม คาร์บอเนต ออกฤทธิ์เป็นด่าง นิยมใช้แก้ความเปรี้ยวของดิน ซึ่งจะให้แร่ธาตุแมกนีเซียม ในกรณีที่ต้องการให้พืชได้รับ แมกนีเซียม ทันที่โดยการฉีดพ่นควรให้ แมกนีเซียมพืช ในอัตราส่วน 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรใช้ในช่วงกำลังออกใบ ติดผล และใช้ในการสะสมอาหารของใบแก่ก่อนการตัดแต่ง
แคลเซียม
เป็นธาตุที่จำเป็นมากในการเจริญเติบโต เพื่อสร้างผนังเซลล์ ช่วยในการผสมเกสร รู้จักกันดีในเกษตรกรที่ปลูก มะขามและมะม่วง คือจะช่วยในการติดผลติดฝักดีขึ้น และช่วยการงอกของเมล็ด การขาดแคลเซียมจะทำให้เมื่อมีดอกแล้วก้านดอกไม่แข็งแรง หลุดร่วงง่าย ปลายยอดคดงอ การเจริญเติบโตช้าใบอ่อนหงิกงอ ใบก็จะคลี่ไม่ดี รากสั้น
การป้องกันแก้ไข
ในระยะยาวเราอาจใช้พวกหินฟอสเฟต โดโลไมท์ หินปูนบด ปูนมาร์ล หรือใช้ ภูไมท์ซัลเฟต ที่มีแคลเซียมผสมอยู่ ใส่ลงทางดินจะทำให้พืชมีแคลเซียมใช้อย่างเพียงพอ แต่ควรให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ มากเกินไปจะเป็นด่าง ทำให้ธาตุอาหารถูกตรึงพืชไม่สามารถนำมาใช้ได้
โบรอน
เป็นธาตุที่พืชต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ การใส่ธาตุโบรอนจะช่วยให้แคลเซียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพยิ่งขึ้น พืชที่ขาดโบรอนจะมีลักษณะ ปลายยอด ปลายราก และใบอ่อนไม่เจริญ ตายอดและตาข้างจะไม่เจริญตายง่าย ใบบิดม้วน แตกเปราะง่ายลำต้นแคระแเกร็นมักไม่ออกดอก จะพบในช่วงที่พืชพบกับอากาศหนาว ,ร้อน และขาดน้ำ นอกจากนั้นยังช่วยในการป้องกันไม่ให้ ผลแตก ฝักแตก ไส้กลวง ไส้นิ่ม อีกด้วย
การป้องกันแก้ไข
การให้โบรอนไม่นิยมให้ทางดินนิยมฉีดทางใบ โดยใช้โบรอนพืช 20-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงนี้ หรืจะใช้ปุ๋ยที่มีสูตร 14-10-30+0.25 B ใส่ทางดินก็ได้
สังกะสี
พืชที่ขาดสังกะสีจะมีลักษณะ ใบอ่อนสีเหลืองซีด ปรากฏมีสีขาวประปราย ทำให้เกิดโรคใบแก้วในพืชตระxxxลส้ม สังกะสีมีส่วนทำให้พืช ทนหนาวทนร้อนได้ดีหรือที่เรียกกันตามภาษาปุ๋ยว่า เป็นผ้าห่มของพืช ช่วยในการออกดอกในหน้าหนาว
การป้องกันแก้ไข
ใช้ ซิงก์คีเลต 75 % ฉีดพ่นทางใบ 25-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แต่วิธีที่นิยมโดยทั่วไปคือ การใช้ปุ๋ยจุลธาตุรวมฉีดพ่นทางใบ เช่น ซิลิโคเทรซ โดยให้สังเกตอ่านฉลาก ให้พบว่ามีสังกะสีอยู่ในจุลธาตุนั้นๆด้วย โดยจะฉีดพ่นในอัตราส่วน 5-10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-15 วัน
กำมะถัน
เป็นธาตุอาหารรองที่พืชต้องการระดับปานกลาง พืชที่ขาดกำมะถันจะโตช้าเพราะติดขัดในการสร้างโปรตีน ทั้งใบแก่และใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีด มองเห็นเป็นสีเขียวตองอ่อน ต้นอ่อนแอ
การป้องกันแก้ไข
โดยทั่วไปในธรรมชาติจะมีธาตุกำมะถันอยู่เพียงพอ โดยดินที่มีอินทรียวัตถุจะมีกำมะถันอยู่มากเช่นเดียวกับดินที่กำเนิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำ ส่วนปุ๋ยที่ส่วนประกอบของกำมะถันอยู่เช่น 21-0-0 เป็นต้น
ทองแดง
ถ้าพืชขาดทองแดง ตายอดชะงักการเจริญเติบโต ตาจะกลายเป็นสีดำ ใบอ่อนจะมีสีเหลือง แล้วต่อมาทั้งต้นก็ชะงักการเจริญเติบโต
การป้องกันแก้ไข
พืชจะได้รับทองแดงบางส่วนอยู่แล้ว จากการใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน เช่น ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ และที่ได้จากการฉีดคอบเปอร์เพื่อใช้แก้ปัญหาโรคพืช การใช้มากหรือบ่อยเกินไปก็จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตเช่นกัน ทางที่ดีควรฉีดพ่นด้วยจุลธาตุรวมที่มีส่วนผสมของทองแดงอยู่ด้วยจะดีกว่า เช่น ซิลิโคเทรซ เป็นต้น
แมงกานีส
มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสง ถ้าขาด ใบอ่อนจะมีสีเหลือง เส้นใบจะมีสีเขียวต่อมาจะเxxx่ยวแล้วร่วงไปซึ่งจะพบอยู่ในอินทรียวัตถุปรับปรุงดินอยู่แล้ว เช่น ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์
การป้องกันและแก้ไข
การเติมแมงกานีสลงไปในปริมาณมากจะเป็นพิษต่อพืช ทางที่ดีควรใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ หรือให้สารจุลธาตุรวมที่มีแมงกานีสอยู่ด้วย ฉีดพ่นเช่นซิลิโคเทรซ เป็นต้น
เหล็ก
เป็นจุลธาตุที่พืชต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ช่วยในการสังเคราะห์แสง ในดินที่เป็นกรดมากๆจะทำให้ธาตุเหล็กละลายออกมามากจนเกินไปเป็นพิษต่อพืช แต่ถ้าขาด จะแสดงอาการใบอ่อนมีสีขาวซีด ในขณะที่ใบแก่ยังเขียวจัด
การป้องกันแก้ไข
ใช้วัสดุปูน เช่นโดโลไมท์ และหินฟอตเฟต ป้องกันไม่ให้ดินเป็นกรดเกินไป ถ้าขาดธาตุเหล็ก ให้ใส่ดินลูกรังและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ใส่กลบลงไปด้วย ซึ่งดินลูกรังจะค่อยๆปลดปล่อยธาตุเหล็กออกมา หรืออาจใช้วิธีฉีดพ่นแร่ธาตุเสริมทางใบที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เช่น ซิลิโคเทรซ ซึ่งการฉีดพ่นพืชจะตอบสนองโดยการสร้างคลอโรฟิลล์มากมายจนใบเขียวจัดหรือที่เรียกกันว่า เขียวจนดำ นั้นเอง
โมลิบดินัม
พืชต้องการโมลิบดินัมเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ ช่วยทำให้พืชใช้ไนโตรเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าขาดจะแสดงอาการคล้ายๆกับการขาดไนโตรเจนคือ ใบโค้งคล้ายกับถ้วย อาจจะมีจุดเหลืองๆอยู่ตามแผ่นใบ
การป้องกันแก้ไข
สามารถแก้ไขโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือไม่ฉีดพ่นด้วยจุลธาตุรวมที่มีโมลิบดินัมอยู่ด้วย
คลอรีน
ในประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหาการขาดธาตุตัวนี้ ยกเว้นในห้องปฏิบัติการที่ทำให้ขาดคลอรีนจริงๆเท่านั้น เพราะว่าจะมีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่างๆอยู่แล้ว จึงทำให้พืชได้รับคลอรีนอย่างเพียงพอตลอดเวลา ถ้าขาดคลอรีนจะทำให้พืชใบเxxx่ยวง่าย ใบซีด และบางส่วนของใบก็ตาย แต่ไม่เคยพบปัญหาการขาดคลอรีน จึงไม่จำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขแต่อย่างใด
โดยทั่วไปธาตุอาหารต่างๆที่มีอยู่ในดินจะถูกพืชนำมาใช้ได้ดี ในดินที่สภาพความเป็นกรดอ่อนๆในช่วง pH 6-7 ในการให้ธาตุอาหารต่างๆแก่พืชสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำคือ การตรวจค่าความเป็นกรดด่างของดินหรือ ค่า pH นั้นเอง ถ้าหากดินมีความเป็นกรดจัด หรือด่างจัด จะทำให้ธาตุอาหารต่างๆที่มีอยู่ในดินจะถูกจับตรึงเอาไว้พืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารนั้นๆมาใช้ได้ ทั้งๆที่ในดินมีธาตุเหล่านั้นอยู่แล้วอย่างเพียงพอ ทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุอาหารตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นก่อนที่จะใช้ปุ๋ย ยา และฮอร์โมน แก่พืชทางดินจึงควรที่จะตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างของดินเสียก่อน ก่อนที่จะพิจารณาการใช้ปุ๋ย ยาและฮอร์โมนต่อไป
ในกรณีที่ดินเป็นกรดจัด ควรเติมวัสดุปูนต่างๆเพื่อลดความเป็นกรดของดิน ก่อนที่จะทำการปลูกพืช ส่วนดินที่เป็นด่างก็ควรที่จะเติมอินทรียวัตถุ เช่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ซึ่งจะให้กรดอินทรีย์ทำลายความเป็นด่างของดินได้
การใช้ภูไมท์ ภูไมท์ซัลเฟต หรือแร่ม้อนท์นอกจากจะสามารถลดความเป็นด่างของดินแล้ว ยัง ใช้ผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี โดยปุ๋ยที่ถูกผสมจะกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า คือปกติปุ๋ยที่มีอยู่ในปัจจุบันจะละลายหมดทันที 100% เมื่อถูกรดด้วยน้ำมากๆหรือฝนตกหนัก ปุ๋ยละลายออกมาหมดเมื่อน้ำไหลก็จะพาปุ๋ยไปด้วย ประมาณได้ว่าปุ๋ยจะถูกชะล้างไป 80-90 % พืชได้ใช้แค่ 10-20 % เท่านั้น การใช้ ภูไมท์ ภูไมท์ซัลเฟตหรือแร่ม้อนท์ ก็ตามแต่ พวกนี้จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ที่สูงมากจะจับปุ๋ยไว้ทั้งแอมโมเนีย และโพเทสเซียมให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้า พืชสามารถดึงแร่ธาตุเหล่านั้นไปใช้ตามความต้องการ จึงทำให้พืชใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ถึง 80-90 % โดยที่ถูกชะล้างไปกับน้ำคาเพียง 10-20 % เท่านั้น เท่ากับเป็นการช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้เป็นอย่างมาก และยังทำให้ดินของเราสามารถใช้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ทำม่ายเป็น
น้องไอริน(น้องกบ,เหม่งน้อย)
น่ารักจัง
จาก ผู้ไม่ประสงค์ลงนามเจ้าค่ะ/ครับ
555 555 555 555 555 555 555 555
ดอกมะลิในรูปถึงจะเปนแค่รูปแต่ก้อมีความหมายน่ะค่ะ
วันแม่ปีนี้มะเหมี่ยวขอให้แม่(ครู กัญจณา)
มีความสุขมากๆๆ
ส่วนหนูจะตั้งใจเรียนให้ดีขึ้นค่ะ
ด้วยความรักจากลูกศิษย์มอบให้ครู
ครูเจ้งค่ะ หนูส่งงานถูกอ่ะป่าว
ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ
เพราะทำอันที่จดไว้หาย จำมะค่อยได้คร้า
เกร็ดพรรณไม้
พืชจะแสดงอาการอย่างไร เมื่อขาดธาตุอาหาร
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น
จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ
การแก้ไข
เอกสารอ้างอิง
ส่งงานแล้วครับ ที่เว็บนี้เลยคร้าบhttp://www.thaigoodview.com/node/31944
เลขที่ 9 ม.1/12
ส่งงานไม่เปงนะ บอกหน่อยสิ
ปราย นะ
ตัวหนังสือใหญ่ไปใหมครับ
พืชจะแสดงอาการอย่างไร เมื่อขาดธาตุอาหาร
จากตารางสามารถแบ่งกลุ่มการขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ 1. ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ 2. ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี 3. ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล การแก้ไข
เอกสารอ้างอิง
ปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นสำคัญ ประโยชน์ของปุ๋ยไนโตรเจน คือ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนมีหลายชนิด เช่น - แอมโมเนียมซัลเฟต หรือ 21- 0 - 0 เป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจน 21% - ยูเรีย หรือ 46 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 46% - แอมโมเนียมคลอไรด ์ หรือ 26 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 26% ถ้าต้องการเปรียบเทียบว่าปุ๋ยสูตรใดราคาถูกหรือแพงกว่า มีวิธีคำนวณดังนี้ ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของไนโตรเจน = (ราคาต่อกระสอบ x 2)/ % ไนโตรเจน เช่น ปุ๋ย 21-0-0 ราคากระสอบละ 300 บาท ปุ๋ย 46-0-0 ราคากระสอบละ 400 บาท ดังนั้น ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 21-0-0 = (300 x 2) / 21 = 28.75 ราคาต่อ หน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 46-0-0 = (400 x 2) / 46 = 17.39 เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าปุ๋ยยูเรียราคาถูกกว่าปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต แต่ในบางกรณีบางพืชต้องการกำมะถันจึงต้องใช้ 21-0-0 ใส่ร่วมด้วย เพราะปุ๋ยสูตรนี้จะมีกำมะถันอยู่ 24% ลักษณะของปุ๋ยยูเรียมี ชนิดเม็ดใส และชนิดเม็ดโฟม ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เช่น - พืชผัก อ้อยระยะแรก ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 - ไม้ผล ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 - ข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และ 16-16-8 เป็นต้น ฟอสฟอรัส ได้แก่ ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางด้านการออกดอกออกผล แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมีหลายชนิด - ซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-20-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 20% - ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-46-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 18-46-0 มีไนโตรเจน (N) 18% ฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 11-52-0 มีไนโตรเจน (N) 11% ฟอสฟอรัส (P2O5) 52% สมมุติว่า 0-46-0 และ 18-46-0 ราคาเท่ากัน จะพบว่า 18-46-0 ราคาถูกกว่าเพราะมีไนโตรเจนอีก 18% โครงการนี้ จึงเลือกแม่ปุ๋ยชนิดนี้ เพราะราคาต่อหน่วยถูกที่สุด หาซื้อง่ายมีผู้ผลิตมาก ลักษณะของปุ๋ย 18-46-0 เป็นเม็ด มีหลายสี ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิต ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการออกดอก สูตรที่ใช้ 12-24-12 และ 9-24-24 เป็นต้น ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน แม่ปุ๋ยที่ใช้ - โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60% - โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50% - โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ที่ใช้กับยาสูบ เพราะหากใช้ 0 - 0 - 60 เป็นแหล่งของแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมแล้ว จะทำให้ยาสูบไม่ติดไฟ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะใน 0-0-60 มีองค์ประกอบของคลอรีนอยู่ สำหรับพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ ก็มักจะใช้ 0-0-50 เป็นแม่ปุ๋ยเช่นกัน ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤด ู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยโพแทสเซีย ม เพราะราคาต่อหน่วย ถูกที่สุดสำหรับพืชทั่ว ๆ ไป ยกเว้นบางพืชที่กล่าวแล้ว ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด - ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม - ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม - ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 สาธุใครเอาไปขอให้...
อ้างอิงจากhttp://www.geocities.com/psplant/ps_nusoil.htm
ปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นสำคัญ ประโยชน์ของปุ๋ยไนโตรเจน คือ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนมีหลายชนิด เช่น - แอมโมเนียมซัลเฟต หรือ 21- 0 - 0 เป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจน 21% - ยูเรีย หรือ 46 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 46% - แอมโมเนียมคลอไรด ์ หรือ 26 - 0 - 0 มีไนโตรเจน 26% ถ้าต้องการเปรียบเทียบว่าปุ๋ยสูตรใดราคาถูกหรือแพงกว่า มีวิธีคำนวณดังนี้ ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของไนโตรเจน = (ราคาต่อกระสอบ x 2)/ % ไนโตรเจน เช่น ปุ๋ย 21-0-0 ราคากระสอบละ 300 บาท ปุ๋ย 46-0-0 ราคากระสอบละ 400 บาท ดังนั้น ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 21-0-0 = (300 x 2) / 21 = 28.75 ราคาต่อ หน่วยน้ำหนักของปุ๋ย 46-0-0 = (400 x 2) / 46 = 17.39 เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าปุ๋ยยูเรียราคาถูกกว่าปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต แต่ในบางกรณีบางพืชต้องการกำมะถันจึงต้องใช้ 21-0-0 ใส่ร่วมด้วย เพราะปุ๋ยสูตรนี้จะมีกำมะถันอยู่ 24% ลักษณะของปุ๋ยยูเรียมี ชนิดเม็ดใส และชนิดเม็ดโฟม ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เช่น - พืชผัก อ้อยระยะแรก ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 - ไม้ผล ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 - ข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และ 16-16-8 เป็นต้น ฟอสฟอรัส ได้แก่ ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางด้านการออกดอกออกผล แม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมีหลายชนิด - ซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-20-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 20% - ทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือ 0-46-0 มีฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 18-46-0 มีไนโตรเจน (N) 18% ฟอสฟอรัส (P2O5) 46% - โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ 11-52-0 มีไนโตรเจน (N) 11% ฟอสฟอรัส (P2O5) 52% สมมุติว่า 0-46-0 และ 18-46-0 ราคาเท่ากัน จะพบว่า 18-46-0 ราคาถูกกว่าเพราะมีไนโตรเจนอีก 18% โครงการนี้ จึงเลือกแม่ปุ๋ยชนิดนี้ เพราะราคาต่อหน่วยถูกที่สุด หาซื้อง่ายมีผู้ผลิตมาก ลักษณะของปุ๋ย 18-46-0 เป็นเม็ด มีหลายสี ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิต ในการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเพื่อเร่งการออกดอก สูตรที่ใช้ 12-24-12 และ 9-24-24 เป็นต้น ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน แม่ปุ๋ยที่ใช้ - โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60% - โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50% - โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ที่ใช้กับยาสูบ เพราะหากใช้ 0 - 0 - 60 เป็นแหล่งของแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมแล้ว จะทำให้ยาสูบไม่ติดไฟ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะใน 0-0-60 มีองค์ประกอบของคลอรีนอยู่ สำหรับพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ ก็มักจะใช้ 0-0-50 เป็นแม่ปุ๋ยเช่นกัน ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤด ู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยโพแทสเซีย ม เพราะราคาต่อหน่วย ถูกที่สุดสำหรับพืชทั่ว ๆ ไป ยกเว้นบางพืชที่กล่าวแล้ว ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด - ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม - ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม - ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 สาธุใครเอาไปขอให้...
อ้างอิงจากhttp://www.geocities.com/psplant/ps_nusoil.htm
ไหนอ่ะ งานที่สั่งอ่า
สาธุ คัยเอาชื่อเปิ้นไปใช่ขอให้มันสอบตก ทำอะไรไม่ประสบผลสำเร็จ
เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้เอาชื่อ ตัวไปใช้สักหน่อย
ส่งงานแล้วคะ ที่กระทู้ ส่งงานครูกัณจณา เรื่องธาตุอาหารพืช อย่าลืมไปตรวจให้นะคะ รักครูค่ะ
ใครทำเนี่ย! เสร็จแล้วเหรอ good
เรายังทำไม่เสร็จเลย
ไนโตรเจน
- เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารภายใน
เซลล ์เช่น โปรตีน คลอโรฟิลล์
กรดอะมิโน กรดนิวคลีอิก โคเอนไซม์
ฮอร์โมน ATP
- เร่งการเจริญเติบโตของลำต้น ใบ หัว
- ใบมีสีเหลืองทั้งใบจะเริ่มเหลือง
ที่ใบแก่ก่อน
- ลำต้นผอมสูง หักล้มง่าย
- ใบมีสีเขียวเข้ม
- มีใบจำนวนมาก
- ลำต้นเติบโตมากกว่าราก
ฟอสฟอรัส
- เป็นองค์ประกอบสำคัญของ
กรดนิวคลีอิก ATP เยื่อหุ้มต่างๆ
- การเจริญเติบโตชะงัก
- ใบแก่มีสีเขียวเข้ม
ก้านใบหรือใบอาจมีสีแดง
หรือสีม่วง
- ใบอ่อนมีสีเหลือง
ระหว่างเส้นใบ
แต่เส้นใบมีสีเขียว
- เนื้อเยื่อใบตาย
ขอบใบไหม้
โพแทสเซียม
- ควบคุมแรงดันออสโมติกของเซลล์คุม
- รักษาสมดุลของไอออนภายในเซลล์
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ
- ควบคุมสังเคราะห์และการเคลื่อนย้ายแป้ง
- ใบเหลือง
- ขอบใบ และปลายใบไหม้
- เนื้อเยื่อใบตายเป็นจุดๆ
โดยเกิดที่ใบแก่ก่อน
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม
ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่จะหดสั้นและเหี่ยว แม้ว่าใบเก่าจะมีธาตุแคลเซียมอยู่ เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่
ใบอ่อนที่ขาดธาตุแคลเซียมจะมีสีเขียวแต่ปลายใบจะเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะตายในที่สุด
ถ้าขาดธาตุแคลเซียมที่บริเวณขั้วหรือข้อต่อของผลจะทำให้เกิดแก๊สเอธีลีน(Ethylene) ทำให้ผลร่วง
พืชหลายชนิดที่ขาดธาตุแคลเซียม เช่น มะเขือเทศ แตงโม พริก แตงกวา จะเกิดการเน่าที่ส่วนล่างผล,
ในผักขึ้นฉ่ายจะแสดงอาการไส้ดำ, ในแครอดจะแสดงอาการฟ่ามที่หัว, ในแอปเปิลจะมีรสขม,
ในมันฝรั่งจะแสดงอาการเป็นสีน้ำตาลบริเวณกลางหัว,
ในพืชลงหัวต่าง ๆ เช่น ผักกาดหัว(หัวไชเท้า) หอม กระเทียม จะแสดงอาการไม่ลงหัว หรือลงหัวแต่หัวจะไม่
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุแคลเซียม
ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ระหว่าง 4.0-7.0 และ 8.5 ขึ้นไป
เมื่อให้ธาตุไนโตรเจนมาก
เมื่อให้ธาตุโพแทสเซียมมาก
เมื่อพืชแตกใบอ่อน แม้ว่าใบแก่จะมีธาตุแคลเซียม ทั้งนี้เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายในพืช
เมื่อพืชแตกใบอ่อนต้องให้ธาตุแคลเซียมอยู่เสมอ
ธาตุแคลเซียมจะมีความสมดุลกับธาตุโบรอนและธาตุแมกนีเซียมในพืช ถ้าไม่มีความสมดุลระหว่างธาตุทั้ง
หน้าที่สำคัญของธาตุแมกนีเซียมในพืช
เป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์ หรือความเขียวในพืช ช่วยให้พืชปรุงอาหารได้ดีขึ้
ช่วยในการเคลื่อนย้ายธาตุฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น
มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แสง
มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการสุกการแก่ของผลผลิต
ช่วยให้พืชเพิ่มการใช้ธาตุเหล็กมากยิ่งขึ้น
เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยต่าง ๆ ของพืช เคลื่อนย้ายภายในพืชได้ดี
ช่วยเสริมสร้างให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
ช่วยเสริมสร้างให้พืช มีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
พืชอาหารสัตว์ ถ้าขาดธาตุแมกนีเซียม จะเป็นสาเหตุของพืชอาหารสัตว์เป็นพิษ
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมกนีเซียม
จะทำให้ต้นเล็กแคระแกรน ใบเหลือง
ในใบแก่จะมีสีซีดจาง ไม่เขียวสดใส และเมื่อแตกใบอ่อนก็จะมีสีซีดจางเช่นเดียวกัน และธาตุแมกนีเซียม
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียม
ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ระหว่าง 4.0-7.0 และ 8.5 ขึ้นไป
ในดินที่มีปริมาณของธาตุแมกนีเซียมต่ำ
ในดินที่มีธาตุแคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมมาก
ในดินที่มีปริมาณของเกลือมาก เช่น พวกเกลือโซเดียม
ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
ในระยะที่พืชแตกใบอ่อน
ในระยะที่พืชดูดใช้ธาตุไนโตรเจนมาก
การให้ปุ๋ยโพแทสเซียม ต้องให้ธาตุแมกนีเซียมควบคู่กันไป ถ้าให้ปุ๋ยโพแทสเซียมมากจะเป็นปัญหาการขาดธาตุแมกนีเซียม
การให้ธาตุแคลเซียม ต้องให้ธาตุแมกนีเซียมควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน ถ้าธาตุแคลเซียมมาก อาจทำให้ขาดธาตุแมกนีเซียม
การให้ปุ๋ยไนโตรเจน ต้องให้ธาตุแมกนีเซียม และธาตุแคลเซียมควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน โดยเฉพาะพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเลี้ยงสัตว์ จะเกิดอาการเป็นพิษจากสารไนเตรท(Nitrate Poisoning) ดังนั้นเมื่อให้ปุ๋ยไนโตรเจนต้องให้ธาตุแมกนีเซียมและธาตุแคลเซียมควบคู่ไปด้วย
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุกำมะถัน
พืชจะแคระแกรนหยุดการเจริญเติบโต
ใบอ่อนมีสีเขียวจางลง รวมทั้งเส้นใบจะมีสีจางลงด้วย แต่ในใบแก่จะยังคงมีสีเขียวเข้ม
ถ้าพืชขาดธาตุกำมะถันมาก พืชจะพัฒนาการเจริญเติบโตได้ช้า
ลำต้นพืชจะสั้นและแคบเข้า ใบยอดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
ในพืชตระกูลถั่ว การตรึงธาตุไนโตรเจนที่ปมรากจะลดลงทั้งขนาดและจำนวนปม
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุกำมะถัน
ในดินที่มีของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.0-6.0
ในดินที่มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1%อินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งสำรองของธาตุกำมะถัน ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์
ผลจากการหักล้างถางพงป่ามาเป็นพื้นที่เพาะปลูกการเกษตรจะทำให้ดินสูญเสียอินทรีย์วัตถุเร็วขึ้น
การใช้ปุ๋ยสูตรที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง จะทำให้เกิดการขาดธาตุกำมะถัน เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียม
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี
แสดงอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ
เส้นกลางของใบอ่อนจะแตกเป็นเส้นย่อย ๆ
เกิดจุดสีน้ำตาลที่ใบแก่ ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายตัวติดต่อกัน ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล
พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
ในพืชต้นเล็ก ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะทำให้พืชตายได้
ทำให้การสุกแก่ของผลไม้ช้ากว่าปกติ
ทำให้ผลผลิตต่ำ
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุสังกะสี
ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
ในดินที่มีธาตุสังกะสีที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือมีปริมาณน้อย
ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสมาก
ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนมาก
ในดินที่ถูกน้ำกัดเซาะมาก รวมทั้งดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
ในดินที่มีการไถลึก 6 นิ้ว
ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
ในดินที่สูญเสียธาตุสังกะสีมากหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว
หน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กในพืช
ช่วยเสริมสร้างความเขียวหรือสารคลอโรฟีลล์ในใบพืชแต่ไม่ได้เป็นส่วนของคลอโรฟีลล์
ช่วยในการสังเคราะห์แสงในใบพืชได้ดี เพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล
ช่วยเสริมสร้างเอนไซม์ในพืชเพื่อช่วยในระบบการหายใจของพืชทำให้พืชเจริญเติบโต
ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการแบ่งเซลล์ของพืชเพื่อการเจริญเติบโต
พืชต้องการเหล็กในปริมาณน้อยประมาณหนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับธาตุไนโตรเจน
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุเหล็ก
ใบพืชจะมีสีซีดจางไม่เขียว แสดงอาการของสารคลอโรฟีลล์
จะทำให้ระบบของรากพืชไม่พัฒนา
พืชเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
เส้นกลางใบพืชจะมีสีซีดจาง
ถ้าพืชขาดธาตุเหล็กในปริมาณมากจะทำให้ผลผลิตลดลง
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุเหล็ก
ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป
ในดินที่ขาดการให้ธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ เช่น เหล็กคีเลท
ในดินที่มีการไถลึก และดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ
ในดินที่มีความชื้นสูงและมีอุณหภูมิในดินต่ำก่อนและหลังปลูกพืช
ในดินที่แน่นมาก เช่น ดินเหนียว
ในดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมาก
ธาตุเหล็กไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่ ดังนั้นเมื่อมีใบใหม่ออกมาต้องให้ธาตุเหล็กเสมอ เพื่อไม่ให้พืช
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง
ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้
ในดินทรายที่น้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก
ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย
ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอะลูมินั่ม ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส
เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืช จะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งธาตุไนโตรเจน
ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอ
เมื่อมีใบอ่อนออกมา
พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับธาตุโมลิบดีนัม
หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช
ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช)
ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี
ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล โดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้น
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส
แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต
ใบอ่อนที่แตกออกมาจะซีดขาว
ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง
ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา
ยอดอ่อนจะแห้งตาย
ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน
อาการปลายใบพืชเหลืองแล้วขยายตัวลงมาตามขอบใบลงสู่โคนใบ และจะมีจุดน้ำตาลเกิดขึ้นที่ขอบใบ
ใบมีสีทองใบหนาหงิกงอ ในบางกรณีใบจะมีอาการโค้งงอขึ้นข้างบน
พืชแตกกิ่งก้านสาขามากผิดปกติและส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย
พืชไม่ค่อยออกดอกหรือออกดอกแต่ดอกจะไม่สมบูรณ์ ดอกผสมไม่ติดทำให้ดอกร่วง
ในพืชผักประเภทหัวจะมีอาการเน่า
ในพืชที่ให้ผลอยู่จะให้ผลไม่สมบูรณ์ เช่น ส้ม ความหนาของเปลือกจะไม่เท่ากัน และบูดเบี้ยวมีเมือกเหนียว
หน้าที่สำคัญธาตุโมลิบดีนัมในพืช
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอนในพืช
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน
ในดินที่ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน
ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.5-5.0 และ 7.0-8.7
ในดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
ในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก
ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมาก
ในดินที่มีปุ๋ยฟอสฟอรัสต่ำมาก
ในดินที่เป็นดินทราย
ในระยะที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง
ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ
อ้างอิง http://www.pukaotong.com
ส่งงานยังไงค่ะ
ครูเจ้งงงงงงงงงง
ครูเจ้งงงง
ส่งงานยังไงค่ะ
ครูเจ้งงงง
ส่งงานยังไงค่ะ
ครูเจ้งงงงงงงงงงงงงงงงงง
ส่งงานยังไงค่ะ
ส่งมาหาพระแสงอะไรเยอะหาพ่อแม่ลาวัลณ์
http://www.thaigoodview.com/node/31086
รักครูมาก ส่งงา
นทำไงค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูเจ้ง
5555555555555555555+
หายากมาก