บทที่ 5 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น

รูปภาพของ mwksaipin

บทที่ 5
สรุปผล  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ

 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงานและเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้
แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น  สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 
รหัสวิชา ส43102  ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 60 คนและเครื่องมือที่ใช้
ในการศึกษา ได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น  จำนวน 15  แผนการจัดการเรียนรู้  รวมเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้  จำนวน 15 ชั่วโมง  แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นและแบบประเมินโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น  สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102 

สรุปผลการศึกษา

     จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น  สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 60 คน  ภาคเรียนที่2  ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต  2  สรุปผลการศึกษาได้  ดังนี้

 1.  ผลการทดสอบประสิทธิภาพ  ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น 
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 60 คน ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2  พบว่า  ประสิทธิภาพรวม  เท่ากับ  87.00/81.33  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  E1/ E2    คือ  80/80

 2.  ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  รหัสวิชา  ส43102   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6   จำนวน  60   คน  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2551  โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต  2  พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการประเมินโครงงานและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง  วัฒนธรรมท้องถิ่น  ค่าเฉลี่ย ( )  เท่ากับ  24.40  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) เท่ากับ 1.71 และคิดเป็นร้อยละ 81.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ร้อยละ70

 3.  ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 60  คน ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับดี  ค่าเฉลี่ย (  ) เท่ากับ 4.02 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ 0.42  

 อภิปรายผล

         จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43102 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 60 คน ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551
โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2  ผู้ศึกษาได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 
หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น 3  ประการ คือ ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้  เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นและความคิดเห็นของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งผลการศึกษาอภิปรายผลได้  ดังนี้

 1.  ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 
จำนวน 60  คน  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551  โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 - 15  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  E1/ E2  เท่ากับ 80/80  เฉลี่ยรวม 87.00/81.33  ทั้งนี้อาจเป็นเนื่องมาจากการที่ผู้ศึกษาได้จัดแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น  เป็นการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ตามความสนใจ  สนับสนุนให้ผู้เรียน ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 
มีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์  อีกทั้งมีแนวทางการอนุรักษ์  จรรโลงวัฒนธรรม
ในท้องถิ่นของผู้เรียนมีความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน  การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานกระตุ้นให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการเรียนทำให้การดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ  ประสบความสำเร็จ  นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน  จึงเกิดการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนและเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง  ซึ่งสอดคล้องกับผลงานการวิจัยของ  บุญทอง รักษาผล  (2550)   ผลของการใช้แบบฝึกปฏิบัติเรื่องหลักธรรมด้วยวิธีการสอนแบบโครงงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  พบว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกปฏิบัติเรื่องหลักธรรมด้วยวิธีการสอนแบบโครงงานในการสอนแก้ปัญหาของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง   มีประสิทธิภาพ  91.00/88.06และจากการศึกษาของ  สมเดช  หล้าหมอก (2550)  ศึกษาการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หน่วยพระพุทธศาสนาโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วย พระพุทธศาสนา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เท่ากับ 84.44/8280.31 ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการทำกิจกรรมระหว่างเรียนทำให้ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หลังจากใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้ประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยพระพุทธศาสนา  โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่วัดจากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประจำหน่วย และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ประจำแผนการจัดการเรียนรู้  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คะแนนผลสัมฤทธิ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการวัด
จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (  = 37.53, S.D = 1.88) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน  (  =26.80, S.D =1.15) ค่า t-test เท่ากับ 37.80และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน  จากการวัดจากแบบทอสอบประจำแผนการจัดการเรียน จำนวน 13  ชุด หาค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ( = 8.63, S.D = 1.04) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( =6.84, S.D =1.10)  จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าการสอนแบบโครงงานทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น   ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการสอนแบบโครงงาน  เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียน  ได้ลงมือปฏิบัติจริง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้กระบวนการต่างๆได้ด้วยตนเอง  มีความคิด วิเคราะห์  แก้ปัญหาได้อย่างมีระบบและสามารถสรุปเนื้อหาหรือสิ่งที่ศึกษาและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง  ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมตามรายละเอียดหัวข้อที่กำหนดขึ้นมาร่วมกัน และมีการวางแผนการศึกษา  การเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆโดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นและช่วยเหลือในการปฏิบัติกิจกรรมโครงงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอนจึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบโครงงานสูงขึ้นและการพัฒนาพฤติกรรมในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยพระพุทธศาสนา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ70 โดยคะแนนพฤติกรรมรายบุคคลอยู่ในระดับคุณภาพดี  แสดงให้เห็นว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานส่งผลให้นักเรียนยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเกต ตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล กล้าคิด  กล้าทำและกล้าแสดงออกตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง  มีความรับผิดชอบ  มีวินัยต่อส่วนร่วมและรู้จักที่จะนำความรู้
ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  

 2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  รหัสวิชา ส43102  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 2 พบว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น ค่าเฉลี่ย (  ) เท่ากับ 24.40  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ 1.71 และคิดเป็นร้อยละ 81.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้ร้อยละ 70  ทั้งนี้อาจเป็นเนื่องมาจากการที่ผู้ศึกษาได้จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น  ซึ่งช่วยทำให้ผู้เรียน สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น นักเรียนสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างมีขั้นตอน  นักเรียนสามารถอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม  นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย  อาทิ เช่น การศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย  ห้องสมุด  ในท้องถิ่น  เครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตและห้องศูนย์สาระการเรียนรู้ ดังนั้น  จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นอยากเรียน  นอกจากนั้นผู้ศึกษายังได้ใช้สื่อการเรียนที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน คือ โรงเรียนหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน โรงเรียนประจำศูนย์  ICT (Information and Communication Technology)  ประจำจังหวัดเชียงราย  และสอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียน  จึงทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจและเกิดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม  นักเรียนจึงสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เอง  สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเชื่อมโยงกับความเป็นจริง   จึงสามารถแก้ไขปัญหา
ในชีวิตและการเรียนได้  สิริมา  วัชรากร (2546)  ได้ศึกษาผลของการเรียนแบบโครงงานเรื่องปัญหาสังคมในวิถีชีวิตในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ที่เรียนสาระสังคมศึกษา โดยใช้วิธีการสอนแบบโครงงาน  คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และทางสถิติที่ระดับ.01  และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ที่เรียนสาระสังคมศึกษา โดยใช้วิธีการสอนแบบโครงงาน คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และดวงฤดี แสงไกร (2549)  ซึ่งได้ทำการวิจัย  เรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ส 43101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านแฮดศึกษา 
จังหวัดขอนแก่น  พบว่าการใช้รูปแบบโครงงาน  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชาสังคมศึกษา   เป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งทางร่างกาย   สติปัญญา  อารมณ์และสังคม นักเรียนได้มีการลงมือปฏิบัติจริงทำให้สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู โดยมีการฝึกการทำงานเป็นทีม  นักเรียนมีส่วนร่วมใน การทำกิจกรรมและนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
โดยมีค่าเฉลี่ย 2.78   

 3.  ผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบโครงงาน  หน่วยการเรียนรู้  เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น  สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43102  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 60 คน ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 2  ปรากฏว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้ แบบโครงงานหน่วยการเรียนรู้  เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.02 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( )  เท่ากับ 0.42 มีความคิดเห็นเกณฑ์ในระดับดี  นั่นแสดงว่านักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนรู้แบบโครงงาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นระดับดี  ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากการที่ผู้ศึกษาได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง   เกิดความสนใจและกระตือรือร้นอยากเรียน มีกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองง  มีความคิดที่สร้างสรรค์ 
นักเรียนรู้จักแสวงหาความรู้และข้อมูลอื่นๆได้แสดงบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้  การทำโครงงานเป็นการส่งเสริมศักยภาพ
ของผู้เรียน  ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงที่สอดคล้องกับชีวิตจริงเป็นการฝึกทักษะต่างๆ จากการปฏิบัติจริง เช่น  การหาข้อมูล   การทำงานร่วมกัน  การตัดสินใจ  การแก้ปัญหามีนิสัยรักการทำงาน มีความขยันและรับผิดชอบในการทำงาน  ได้เรียนรู้ร่วมกับกลุ่ม  นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้นอกสถานที่และเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนรู้ นักเรียนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้  กิจกรรมการเรียนการสอนมีความหลากหลาย ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น ทำให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์และคุณค่าของการเรียน  เพราะสามารถนำผลที่ได้จาก
การเรียนมาปรับใช้กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน  ครูผู้สอนมีการเตรียมความพร้อมกระตือรือร้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดูแลเอาใจใส่คอยกระตุ้นให้กำลังใจ  ใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสม  หลากหลายและครูคอยส่งเสริมให้นักเรียนได้พบข้อสรุปและนำไปใช้ชีวิตประจำวันได้  นอกจากการใช้สื่อในท้องถิ่นสื่อ ICT (Information and Communication Technology)  และยังทำให้นักเรียนได้เรียนรู้
จากประสบการณ์ตรงในท้องถิ่น เช่น วัด  ผู้รู้หรือปราชญ์ท้องถิ่น โบราณสถาน โบราณวัตถุที่มีในท้องถิ่น  ทำให้นักเรียนเกิดความภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง  ซึ่งสอดคล้องกับอรวรรณ  โพธิอาสน์ (2541) ได้ทำวิจัยเรื่องผลของกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีต่อ
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า คะแนนจากแบบทดสอบ
ความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นที่ดีและเห็นด้วยต่อการเรียนกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์และสอดคล้องกับสุธาทิพย์  สุดหนองบัว (2545) ได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้โครงงาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 81.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ความรอบรู้ที่กำหนดไว้คิดเป็นร้อยละ 70  ของคะแนนเต็มและมีจำนวนนักเรียนที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ความรอบรู้ที่กำหนดไว้ คิดเป็นร้อยละ 82.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์จำนวนนักเรียนที่กำหนดไว้ร้อยละ70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดและจากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้โครงงานใน 3 ประเด็น พบว่า ประเด็นแรกเนื้อหาของโครงงานนักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโครงงานช่วยส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่ 2 ในด้านกระบวนการในการทำโครงงานของนักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าโครงงานได้ฝึกความเป็นผู้นำและเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นในระดับมากถึงมากที่สุด  ประเด็นที่3 ในด้านการนำเสนอโครงงาน นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าการนำเสนอโครงงานทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานและสามารถนำโครงงานไปใช้ในชีวิตจริงได้ในระดับมากที่สุด

 


ข้อเสนอแนะการนำผลการศึกษาไปใช้

 1.  การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน  มีวิธีการ ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากเป็นระบบ หลายขั้นตอนหากต้องการได้ผลให้การจัดการเรียนรู้
บรรลุผล ครูผู้สอนต้องเตรียมการเป็นอย่างดีและสามารถอธิบายวิธีการขั้นตอนให้นักเรียนได้เข้าใจอย่างท่องแท้ก่อนจัดการเรียนรู้แบบโครงงานอย่างชัดเจน

 2.  การจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ครูควรกำหนดเวลาให้เหมาะสม คอยกระตุ้นให้นักเรียนรักษาเวลาเพื่อให้เป็นไปตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่วางไว้

 3.  ครูผู้สอนสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ควรนำวิธีการเรียนแบบโครงงานให้นักเรียน ไปทดลองใช้กับรายวิชาอื่น ๆ และกับนักเรียนในระดับต่าง ๆ กัน  เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  สร้างความรู้ด้วยตนเอง

ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาครั้งต่อไป

 1.  ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานในชั้นอื่น ๆ

 2.  ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ

   

สร้างโดย  นางสายพิน  วงษารัตน์ กลุ่มสาระการเรีนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 2

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 25 คน กำลังออนไลน์