โรคฮีสทีเรีย

หัวใจนี้ไม่มีพอ.....ฮีสทีเรีย

เราคุ้นเคยกับคำเสียดสีหรือด่าทอผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูงหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ
ว่ามีอาการเซ็กซ์เสพติด หรือเป็นโรค ฮีสทีเรีย แต่ความเป็นจริง…ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ฮีสทีเรีย มี 2 แบบ คือ
1. โรคประสาทฮีสทีเรีย
2.  บุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย ซึ่งพบได้มากกว่า และอาจเป็นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

คนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย จะเป็นคนที่มีลีลา ท่าทาง และมีการแสดงออกมากเกินไป จนเหมือนเล่นละคร
 โดยจะแสดงอากัปกิริยาชายหูชายตา ยั่วยวน เพื่อดึงดูดความสนใจ หรือเชิญชวนทอดสะพานให้เพศตรงข้าม จึงทำให้หลายคนมักเข้าใจผิดว่า คนๆ นั้นมีความปรารถนาทางเพศสูง ทั้งๆ ที่อาจมีความบกพร่องด้านความรู้สึกทางเพศเสียด้วยซ้ำ

คนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรียนี้จะมีความเป็นเด็กสูง ชอบเรียกร้องความสนใจ จึงมีการแสดงออกทางอารมณ์ค่อนข้างมาก
ที่เขาเป็นแบบนี้เพราะขาดความรักในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการความรักอย่างมาก เมื่อขาดความรักในช่วงนั้นจึงทำให้โหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่มีความรักก็จะไม่รู้จักพอ แต่อย่าลืมว่า
นั่นเป็นความต้องการในเรื่องของความรักเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องความใคร่อย่างที่ใครๆ มักเข้าใจกัน

จากนี้ไปเราคงไม่เข้าใจผิด และไม่เหมารวมว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้ เป็นคนที่มีความต้องการทางเพศสูง
 และถ้าบังเอิญคุณเจอใครสักคนที่มีท่าทางจริตจะก้านเหมือนจะเชิญชวน ก็อย่าใช้โอกาสนี้เอาเปรียบเขา เราควรให้ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจพวกเขาเสียด้วยซ้ำค่ะ 

ฮีสทีเรียเป็นอย่างไร
ความจริงแล้ว โรคประสาทฮีสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่เชื่อว่า ความเครียดในจิตใจ ทำให้เกิดอาการทางด้านร่างกาย เช่น แขนขาไม่มีแรงคล้ายเป็นอัมพาต เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ ความต้องการทางเพศที่สูงขึ้นอย่างที่บางคนเข้าใจกัน

โรคประสาทฮีสทีเรีย แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1.คอนเวอร์ชัน รีแอคชั่น (conversion reaction) จะเป็นเวลามีความเครียด กังวลใจ หรือเกิดความขัดแย้งในจิตใจมากๆ จะเกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ชาที่แขนและขา พูดไม่มีเสียง พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ซึ่งเป็นอาการที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย หรือทางระบบประสาทแต่อย่างใด
2.ดีสโซซิเอทีฟ (dissociative type) เป็นการสูญเสียความจำในบางเรื่องที่กระทบกระเทือน

 ฮีสทีเรียจึงไม่เฉพาะเจาะจงเกิดกับสตรี แต่เกิดกับบุรุษก็ได้เช่นกันหากจะต้องหนีจากงานรับผิดชอบที่หนักหน่วง (stressful job) โดยไม่รู้สึกผิดหรือเสียหน้ามากนัก

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารมีอาการฮิสทีเรียกันมาก โดยแพทย์วินิจฉัยรวมๆ ไปว่าเป็น กลุ่มอาการทางจิตเวช-ไซไคอตริก ซินโดรม (psychiatric syndrome) และในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารมีอาการฮิสทีเรียชุกชุมปานกัน โดยเฉพาะในแนวหน้าหรือหน่วยประจัญบาน แม้ทหารเหล่านั้นจะได้ชื่อว่าหนักแน่นมั่นคงในจิตใจมากเป็นพิเศษก็ตาม

ในสมรภูมิซึ่งกำลังเผชิญกับการสูญเสียและความตายอยู่ทุกนาทีนั้น ทหารบางส่วนที่ไม่เข้มพอจะตกอยู่ในความเครียดอย่างหนัก อาการฮิสทีเรีย เช่น อัมพาตที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้าง ช่วยให้ทหารผู้นั้น หลีกหลบ จากความรู้สึกกลัวสุดสุด อันถูกเร้าจากสมรภูมิเลือด โดยปราศจากการถูกตำหนิว่า ขี้ขลาดตาขาว หรือ ไม่ต้องการขึ้นศาลทหาร

อัมพาตที่ขาหรืออวัยวะใดๆ ในสถานการณ์เครียดเช่นนั้นถือว่า เป็นกลไกปกป้องกันการเสียหน้าอย่างหนึ่ง (defensive function) โดยไม่มีพยาธิสภาพทางกายแต่อย่างใด

อย่าลืมนะครับว่า ฮิสทีเรีย เป็นหนึ่งใน โรคประสาท (neurosis) เรียกว่า ฮิสเทอริคัล นิวโรซิส มีประมาณร้อยละ 5 ในกลุ่มโรคประสาททั้งหมด (5-6 ชนิดด้วยกัน) ใครถูกเรียกหรือถูกตราว่าฮิสทีเรียวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเซ็กซ์มากหรือเซ็กซ์จัดแต่อย่างใด

แต่เป็นการเจ็บป่วยใจที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งมิใช่จะเป็นกับสตรีเท่านั้น บุรุษก็เป็นได้ด้วย

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 384 คน กำลังออนไลน์