การฝึกเข้าแถวลูกเสือ

รูปภาพของ sss28325

การฝึกลูกเสือ
ความมุ่งหมายของการฝึกอบรมลูกเสือ

1. เพื่อให้ลูกเสือเกิดความกระตือรือร้นต่อเครื่องหมายวิชาพิเศษ
2. เพื่อให้ลูกเสือแสดงความสามารถตามวิชาพิเศษที่ลูกเสือมีความถนัด
3. เพื่อส่งเสริมให้ลูกเสือมีความชำนาญต่อวิชาพิเศษ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
4. เพื่อให้มีความสามารถพิเศษ จนได้รับเครื่องหมายสายยงยศ หรือลูกเสือหลวงอันเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติอย่างสูงของลูกเสือ
การเข้ารับการฝึกและสามารถทำงานฝึกลูกเสือด้วยตนเอง
    ลูกเสือที่เลือกเรียนวิชาการฝึกเป็นผู้นำ จะต้องมีความรู้ ความสามารถและมีทักษะในวิชาที่เป็นพื้นฐานในการทำงานฝึกลูกเสือด้วยตนเอง ดังนี้
1. การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า

2. การจัดแถว

3. การเดินสวนสนาม

 การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า

*************

1. ท่าตรง

คำบอก     “แถว-ตรง”
การปฏิบัติ     ยืนให้ส้นเท้าชิดกัน และอยู่ในแนวเดียวกัน ปลายเท้าแบะออกข้างละเท่า ๆ กัน ห่างกันประมาณ 1 คืบ (ทำมุม 45 องศา) เข่าเหยียดตึงและบีบเข้าหากัน ลำตัวยืดตรงอกผาย ไหล่เสมอกัน แขนทั้งสองห้อยอยู่ข้างตัวและเหยียดตรง พลิกศอกไปข้างหน้าเล็กน้อย จนไหล่ตึงนิ้วมือเหยียดและชิดกันนิ้วกลางติดขาตรงกึ่งกลางประมาณแนวตะเข็บกางเกงเปิดฝ่ามือออกเล็กน้อย ลำคอยืดตรง ไปยื่นคาง ตาแลตรงไปข้างหน้าได้ระดับน้ำหนักตัวอยู่บนเท้าทั้งสองเท่า ๆ กัน และนิ่ง 
หมายเหตุ     1. ท่าตรงเป็นท่าเบื้องต้นและเป็นรากฐานของการปฏิบัติท่าอื่น ๆ
       2. ใช้เป็นท่าสำหรับแสดงการเคารพได้ท่าหนึ่ง

2. ท่าพัก
ก.พักตามปรกติ
คำบอก    “ พัก“
การปฏิบัติ      หย่อนเข่าขวาก่อน ต่อไปจึงหย่อนและเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและเปลี่ยนเข่าพักได้ตามสมควร แต่เท้าทั้งสองคงอยู่กับที่ ห้ามพูดเมื่อได้ยินคำบอกว่า “ แถว“  ให้ยืดตัวตรง นอกจากเข่าขวา ครั้นเมื่อได้ยินคำบอกว่า “ ตรง“ ให้กระตุกเขาขวาโดยเร็วและแข็งแรงกลับไปอยู่ในลักษณะของท่าตรง
ข. พักตามระเบียบ
คำบอก    “ ตามระเบียบ,พัก“
การปฏิบัติ     แยกเท้าซ้ายออกไปทางซ้ายประมาณ 30 ซม.(หรือประมาณเกือบครึ่งก้าวปกติ) อย่างแข็งแรงและองอาจ พร้อมกับจับมือไขว้หลังให้หลังมือเข้าหาตัว มือขวาทับมือซ้ายนิ้วหัวแม่มือขวาจับนิ้วหัวแม่มือซ้าย หลังมือซ้ายแบบติดลำตัวในแนวกึ่งกลางหลังและอยู่ใต้เข็มขัดเล็กน้อย ขาทั้งสองตึง น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าทั้งสองเท่า ๆ กันและนิ่ง
เมื่อได้ยินคำบอกว่า “ แถว-ตรง“ ให้ชักเท้าซ้ายชิดเท้าขวาอย่างแข็งแรง พร้อมกับมือทั้งสองกลับไปอยู่ในลักษณะท่าตรงตามเดิม
ค. พักตามสบาย
คำบอก    “ ตามสบาย,พัก“
การปฏิบัติ     หย่อนเข่าขวาก่อนเช่นเดียวกับ “ พัก“ ต่อไปจึงเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสบายและพูดจากันได้แต่เท้าข้างหนึ่งต้องอยู่กับที่ ถ้ามิได้รับอนุญาตให้นั่งจะนั่งไม่ได้
เมื่อได้ยินคำบอกว่า “ แถว-ตรง“ ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกับท่าพักตามปรกติ
ง. พักนอกแถว
คำบอก   “ พักแถว“
การปฏิบัติ     ต่างคนต่างแยกออกจากแถวทันที แต่ต้องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น และไม่ทำเสียงอึกทึกเมื่อได้ยินคำบอกว่า “ แถว“  ให้รีบกลับมาเข้าแถวตรงที่เดิมโดยเร็ว ในรูปแถวเดิม และเมื่อจัดแถวเรียบร้อยแล้วให้อยู่ในท่าตรงจนกว่าจะมีคำบอกคำสั่งต่อไป
หมายเหตุ     สำหรับท่าพัก
ท่าพัก เป็นท่าที่เปลี่ยนอิริยาบถจากท่าตรง เพื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียดตามโอกาสต่าง ๆ คือ
1.พักตามปรกติใช้พักในโอกาสระหว่างฝึก-สอนเพื่ออธิบายหรือแสดงตัวอย่างแก่ลูกเสือ
2.พักตามระเบียบ ใช้พักในโอกาสเกี่ยวกับพิธีการต่าง ๆ  เช่น  ตรวจพลสนามหญ้า หรืออยู่ในแถวกองเกียรติยศ ฯลฯ
3.พักตามสบาย ใช้พักในโอกาสที่ต้องรอรับคำสั่ง เพื่อปฏิบัติต่อไปเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เช่น เมื่อ ผู้ควบคุมแถวต้องไปรับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  เป็นต้น
4.พักนอกแถว ใช้พักในโอกาสที่ต้องรอรับคำสั่ง เพื่อปฏิบัติต่อไปนี้เป็นระยะเวลานาน ๆ

3. ท่าเคารพ
1.วันทยหัตถ์
ก.การหัดขั้นต้น
คำบอก“วันทยหัตถ์ “ และ“มือลง “
การปฏิบัติ  ยกมือขวาโดยเร็วและแข็งแรง จัดนิ้วอย่างเดียวกับท่ารหัสของลูกเสือให้ปลายนิ้วชี้แตะขอบล่างของหมวก ค่อนไปข้างหน้าเล็กน้อยในแนวหางตาขวา มือเหยียดตามแนวแขนขวาท่อนล่าง นิ้วเหยียดตรงและเรียงชิดกันข้อมือไม่หัก เปิดฝ่ามือขึ้นประมาณ 30 องศา แขนขวาท่อนบนยื่นไปทางข้าง อยู่ประมาณแนวไหล่ เมื่ออยู่ที่แคบ ๆ  ให้ลดข้อศอกลงได้ตามความเหมาะสม ร่างกายส่วนอื่นต้องไม่เสียลักษณะท่าตรง  เมื่อได้ยินคำบอก “ มือลง“ ให้ลดมือลงอยู่ในท่าตรงโดยเร็วและแข็งแรง
หมายเหตุ    ท่าวันทยหัตถ์ โดยปรกติต่อจากท่าตรงเป็นค่าเคารพ เมื่ออยู่ตามลำพังนอกแถวของลูกเสือทุกประเภท สำหรับลูกเสือสำรองให้ทำวันทยหัตถ์ 2 นิ้ว คือ ยกมือขวาขึ้นแยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางออกจากเหยียดตรง (รูปตัววี) และเมื่อจำเป็นก็ให้ ทำจากท่านั่งได้
ข.      ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เข้าแถวแสดงการเคารพด้วยท่าวันทยหัตถ์(สวมหมวก)
ค.      ลูกเสือจะสวมหมวกหรือมิได้สวมหมวก ให้ทำวันทยหัสถ์ได้ ถ้าไม่ได้สวมหมวกให้ปลายนิ้วชี้แตะที่หางคิ้วขวา
เมื่อมีผู้รับการเคารพ
คำบอก      “ ทางขวา,(ทางซ้าย, ตรงหน้า) วันทยหัตถ์
การปฏิบัติ     สะบัดหน้าไปยังผู้รับการเคารพ พร้อมกับยกมือทำวันทยหัสถ์ ก่อนถึงผู้รับการเคารพ 3 ก้าว ตามองจับผู้รับการเคารพและหันหน้าตามจนผู้รับการเคารพผ่านพ้นไปแล้ว 2 ก้าว ให้สะบัดหน้ากลับพร้อมกับลดมือลงเอง ถ้าผู้รับการเคารพอยู่ตรงหน้าก็ปฏิบัติโดยไม่ต้องสะบัดหน้า
 ในการหัด เมื่อผู้รับการเคารพไม่เคลื่อนที่ผ่านก็ให้สะบัดหน้ากลับพร้อมกับลดมือลงตามคำบอกว่า “ มือลง“
2.  แลขวา แลซ้าย-ทำ
คำบอก     “แลขวา(ซ้าย) - ทำ“
การปฏิบัติ     สะบัดหน้าไปทางขวา(ซ้าย) ประมาณกึ่งขวา(ซ้าย) ก่อนถึงผู้รับการเคารพ 3 ก้าว ตามองจับตาผู้รับความเคารพหันหน้าตามจนผู้รับการเคารพผ่านพ้นไปแล้ว 2 ก้าว แล้วสะบัดหน้ากลับที่เดิม (รูปที่ 12) ในการหัด เมื่อผู้รับการเคารพไม่เคลื่อนที่ผ่าน ก็สะบัดหน้ากลับที่เดิมตามคำบอกว่า “แล-ตรง“
หมายเหตุ     ท่าแลขวา (ซ้าย) เป็นท่าแสดงการเคารพ เมื่อลูกเสืออยู่ในแถว มือเปล่าหรือถืออาวุธ ที่ทำท่าวันทยาวุธไม่ได้ และเป็นท่าแสดงการเคารพตามลำพัง นอกแถวของลูกเสือในเมื่อไม่สามารถแสดงการเคารพตามลำพัง นอกแถวของลูกเสือ ในเมื่อไม่สามารถแสดงการเคารพด้วยท่าวันทยหัตถ์ได้
ข้อแนะนำสำหรับท่าเคารพ

ก.  1. การแสดงการเคารพ ในเวลาเคลื่อนที่แขนต้องไม่แกว่งคงเหยียดตรงตลอดปลายนิ้วและห้อยอยู่ข้างตัว (มือไม่ติดขาเหมือนอย่างอยู่กับที่
ข.  รัศมีแสดงการเคารพ ถือระยะที่มองเห็นเครื่องหมายหรือจำได้เป็นเกณฑ์  ถ้าเข้าแถวรวมกับลูกเสือ ถืออาวุธเมื่อได้ยินคำบอกว่า “ทางขวา(ทางซ้าย) ระวัง,
วันทยา-วุธ” ให้ทำท่าแลขวา(ซ้าย) พร้อมกับผู้ที่ทำท่าวันทยวุธ และทำท่า ”แลตรง”  เมื่อขาดคำบอกว่า”เรียบ-อาวุธ”พร้อมกับผู้ที่ทำท่าเรียบอาวุธ
2. ในเวลาเคลื่อนที่ เมื่อจะต้องทำการเคารพโดยวิธีหยุดก่อนที่ผู้รับการเคารพ จะมาถึงระยะ การแสดงการเคารพให้ทำท่าหันในเวลาเดิน ไปทางทิศที่ผู้รับการเคารพจะผ่านมา โดยหยุดชิดเท้าอยู่ในท่าตรงแล้ว แสดงการเคารพไปยังผู้รับการเคารพ เมื่อเลิกแสดงการเคารพแล้วให้ทำท่าหันไปในทิศทางเดิม และก้าวเท้าหลังเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่ต้องชิดเท้า
3. ในโอกาสที่ผู้รับการเคารพอยู่กับที่ ผู้แสดงการเคารพไม่ต้องหยุดแสดงการเคารพ
4. การแสดงการเคารพ ประกอบกับการรายงาน เช่น ในหน้าที่เวรยาม ให้วิ่งเข้าไปรายงาน และหยุดแสดงการเคารพห่างจากผู้รับการเคารพ 3 ก้าว หลังจากรายงานจบหรือภายหลังจากซักถามเสร็จแล้ว  (จากวันทยหัตถ์หรือวันทยาวุธ) ให้ลดมือลดหรือเรียบอาวุธ   แล้วปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
5. ท่าหันอยู่กับที่
1.      ขวาหัน
คำบอก     “ ขวา-หัน“
การปฏิบัติ     ทำเป็น 2 จังหวะ คือ
จังหวะ 1  เปิดปลายเท้าขวา และยกส้นเท้าซ้าย ทันใดนั้นให้หันตัวไปทางขวาจนได้ 90 องศา หมุนเท้าทั้งสองไปโดยให้ส้นเท้าและปลายเท้าซึ่งเป็นหลักนั้น ติดอยู่กับพื้นน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวาขาซ้ายเหยียดตึง ปิดส้นเท้าซ้ายออกข้างนอกพอตึง
จังหวะ  2  ชักเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาในลักษณะท่าตรงโดยเร็วและแข็งแรง
2.  ซ้ายหัน
คำบอก   ซ้าย-หัน”
การปฏิบัติ     ทำเป็น 2 จังหวะ อย่างเดียวกับท่าขวาหันโดยเปลี่ยนคำว่า “ ขวา” เป็น ”ซ้าย”
3.      กลับหลังหัน
คำบอก   “ กลับหลัง-หัน“
การปฏิบัติ     ทำเป็น 2 จังหวะคือ
จังหวะ  1  ทำเช่นเดียวกับท่าขวาหันจังหวะ 1 แต่หันเลยไปจนกลับหน้าเป็นหลังครบ 180 องศาและให้ปลายเท้าซ้ายไปหยุดอยู่ข้างหลังเฉียงซ้ายประมาณครึ่งก้าวและในแนวส้นเท้าขวา
 จังหวะ  2  ทำเช่นเดียวกับท่าขวาหันจังหวะ 2
4.      กึ่งขวา (ซ้าย) หัน
คำบอก    “ กึ่งขวา(ซ้าย)-หัน“
การปฏิบัติ     ทำเป็น 2 จังหวะให้เหมือนกับขวาหัน ,ซ้ายหัน แต่หันไปเพียง 45 องศา
5. ท่าเดิน
เดินตามปกติ
คำบอก   "เดินตามปกติ"
การปฏิบัติ     โน้มน้ำหนักตัวไปข้างหน้า พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายออกเดินก่อน ขาเหยียดตึงปลายเท้างุ้มส้นเท้าสูงจากพื้นประมาณ 1 คืบ เมื่อจะวางเท้าและก้าวเท้าต่อไป ให้โน้มน้ำหนักตัวไปข้างหน้าตบเต็มฝ่าเท้าอย่างแข็งแรง ทรงตัวและศรีษะอยู่ในท่าตรง แกว่งแขนตามธรรมดาเฉียงไปข้างหน้าและข้างหลังพองาม เมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้าข้อศอกงอเล็กน้อย เมื่อแกว่งแขนไปข้างหลังให้แขนเหยียดตรงตามธรรมชาติหันหลังมือออกนอกตัว แบมือให้นิ้วมือเรียงชิดติดกัน
ความยาวของก้าว 40-60 เซนติเมตร (นับจากส้นเท้าถึงส้นเท้า) รักษาความยาวของก้าวให้คงที่ อัตราความเร็วในการเดินนาทีละ 90-100 ก้าว
2.   เดินตามสบาย
คำบอก    “ เดินตามสบาย“
การปฏิบัติ   เปลี่ยนจากเดินตามปกติเป็นเดินตามสบาย ระยะก้าวเช่นเดียวกับการเดินตามปกติ อัตราความเร็วในการเดินนาทีละ 120-150 ก้าว แต่ไม่ต้องรักษาท่าทางให้เคร่งครัด ถ้าเดินทางเป็นหน่วยก็ได้ ต้องเดินพร้อมพร้า ลูกเสืออาจจะพูดกันได้เว้นแต่จะมีคำสั่งห้ามถ้
าจะเปลี่ยนให้เดินพร้อมกันและ ให้กลับมาอยู่ในท่าเดินตามปกติให้ใช้คำบอกว่า “เดินเข้าระเบียบ “ หรือจะบอกแถวหยุดเสียก่อนแล้วจึงบอกให้ออกเดินทางใหม่ก็ได้ จากท่าเดินตามสบายเมื่อจะบอกแถวหยุด จะต้องบอกให้ลูกเสือเดินเข้าระเบียบเสียก่อนเสมอ
3.   เปลี่ยนเท้า
คำบอก    “ เปลี่ยนเท้า“
การปฏิบัติ     ให้ก้าวเท้าไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว ยั้งตัวพร้อมกับก้าวเท้าหลังให้ปลายเท้าหลังชิดส้นเท้าหน้า และก้าวเท้าหน้าออกเดินต่อไป
4.  เดินครึ่งก้าว
คำบอก     “ครึ่งก้าว-เดิน “
การปฏิบัติ     ก้าวเท้าเดินเช่นเดียวกับการเดินตามธรรมดา แต่ลดระยะก้าวลงเหลือเพียงครึ่งก้าว การเดินตามปกติ จังหวะก้าวตามจังหวะของท่าเดินครั้งนั้น   ถ้าจะให้เดินเต็มก้าวต่อไป ให้ใช้คำบอกว่า “ หน้า-เดิน“ ส่วนท่าหยุดจากท่าเดินครึ่งก้าวคงปฏิบัติอนุโลม เช่นเดียวกับท่าหยุดจากท่าเดินตามปกติ
5   ซอยเท้า
คำบอก    “ ซอยเท้า-ทำ“
การปฏิบัติ     เมื่อหยุดอยู่กับที่ ถ้าได้ยินคำบอกว่า “  ซอยเท้าทำ“ ให้ยกเท้าขึ้นลงสลับกันอยู่กับที่ตามจังหวะเดินในครั้งนั้น โดยยกเท้าซ้ายขึ้นก่อนเท้าที่ยกขึ้นนั้นให้พื้นรองเท้า สูงจากพื้นประมาณ 1 คืบ ลักษณะมือและการแกว่งแขนคงเป็นไปตามท่าเดินครั้งนั้น

        ถ้ากำลังเดิน เมื่อได้ยินคำว่า “ “ซอยเท้า-ทำ”  ไม่ว่าเท้าใดจะตกถึงพื้นก็ตามให้เดินต่อไปอีก 1 ก้าว แล้วก้าวเท้าหลังให้ส้นเท้าหลังเสมอแนวเดียวกับส้นเท้าหน้า และยกเท้าเดิมนั้นขึ้นก่อน ต่อไปเป็นการปฏิบัติเช่นเดียวกับเมื่อหยุดอยู่กับที่
ทั้งสองโอกาสดังกล่าวแล้ว ถ้าจะให้เดินต่อไปก็ใช้คำบอกว่า “ หน้า-เดิน“ เมื่อเท้าซ้ายตกถึงพื้น ซอยเท้าขวาอยู่กับที่แล้วก้าวเท้าซ้ายออกเดินต่อไป หรือจะให้หยุดก็ให้ใช้คำบอกว่า “ แถว-หยุด “ เช่นเดียวกับท่าหยุดในเวลาเดิน
หมายเหตุ ในการฝึกถ้าลูกเสือคนใดซอยเท้าผิด ให้ซอยเท้าซ้ำเท้าเดิมอีกหนึ่งครั้ง
6.  เดินเฉียง
คำบอก    “เฉียงขวา(ซ้าย),ทำ “
การปฏิบัติ     เมื่อขาดคำบอกว่า “ทำ“ ในขณะที่เท้าขวา(ซ้าย)ตกถึงพื้นให้ก้าวเท้าซ้าย(ขวา) ออกเดินต่อไปพร้อมกับปิดปลายเท้า และหันตัวไปทางกึ่งขวา(ซ้าย) แล้วก้าวเท้าหลังเดินไปในทางทิศใหม่ที่เป็นมุม 45 องศา กับทิศทางเดิมโดยต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดชะงัก จังหวะก้าวเป็นไปตามจังหวะของท่าเดินครั้งนั้น
ถ้าจะให้กลับมาเดินในทิศทางเดิม ก็ใช้คำบอกว่า “เดินตรง“ ลูกเสือก้าวเท้าทำกึ่งซ้าย (ขวา) แล้วเดินตรงไปข้างหน้าต่อไป คำบอกต้องบอกให้ขณะที่เท้าซ้าย(ขวา)ตกถึงพื้น
6. ท่าหยุด
คำบอก   “แถว-หยุด “
การปฏิบัติ     ในขณะที่กำลังเดินตามปกติ เมื่อได้ยินคำบอกว่า “แถว-หยุด“ ไม่ว่าเท้าข้างใดข้างหนึ่งจะตกถึงพื้นก็ตาม ให้ปฏิบัติเป็น 2 จังหวะคือ จังหวะ 1 ก้าวเท้าต่อไปอีก 1 ก้าว
จังหวะ  2  ชักเท้าหลังไปชิดเท้าหน้าในลักษณะท่าตรงอย่างแข็งแรง
หมายเหตุ   1. ท่าหยุดโดยธรรมดา ผู้บอกแถวควรบอกให้ตกเท้าขวา
2. เมื่อใช้คำบอกว่า “แถว“ ลงเท้าใดให้บอกคำว่า “หยุด“ ลงเท้านั้นในก้าวต่อไป เช่น บอก “แถว“ ลงเท้าขวา เมื่อก้าวเท้าซ้ายต่อไปและลงเท้าขวาอีกเป็นครั้งที่ 2 จึงบอกคำว่า “หยุด“
3. ท่าก้าวทางข้าง
คำบอก     “ก้าวทางขวา(ซ้าย),ทำ“
การปฏิบัติ     ยกส้นเท้าทั้งสอง แล้วก้าวเท้าขวา(ซ้าย)ไปทางขวา(ซ้าย) 30 ซม. (หรือประมาณเกือบก้าวปกติ) แล้วชักเท้าซ้าย(ขวา) ไปชิดอย่างแข็งแรงระหว่างใช้เท้าเคลื่อนที่เข่าทั้งสองต้องตึงส้นเท้ายกและก้าวทางข้างต่อไปในจังหวะเดินตามปกติ
 ถ้าจะให้หยุดจากท่าก้าวทางข้าง ให้ใช้คำบอกว่า “แถว-หยุด” ขณะเมื่อเท้าทั้งสองมาชิดกัน ปฏิบัติโดยก้าวไปทางขวา(ซ้าย)อีก 1 ก้าว และหยุดด้วยการก้าวเท้าข้างหนึ่งไปชิด  และให้อยู่ในลักษณะของท่าตรงทันที
หมายเหตุ   1   ท่าก้าวทางข้างใช้สำหรับหัดให้ลูกเสือรู้จักวิธีปฏิบัติถูกต้อง  เพื่อนำไปใช้ตามลำพังในแถว
2    ท่านี้ใช้ในโอกาสเมื่อมีการจัดหรือ  ร่น แถวในระยะสั้น ๆ ซึ่งต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อย  เช่น  การปฏิบัติการของแถวขบวนสั้น ๆ  หรือในพิธีตรวจพลสวนสนาม  เป็นต้น
3    ถ้ากำหนดจำนวนก้าวให้แล้  ลูกเสือคงก้าวเท้าไปตามจำนวนก้าวที่กำหนดแล้วหยุดเองไม่ต้องใช้คำบอกว่า “ แถว – หยุด “          
4. ท่าก้าวถอยหลัง
คำบอก      “  ก้าวถอยหลัง, ทำ  “
การปฏิบัติ    เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย  พร้อมกับก้าวเท่าซ้ายถอยหลัง  ก่อนวางเท้าลงบนพื้นตามธรรมดาให้ปลายเท้าลงก่อนแกว่งแขน  เช่นเดียวกับท่าเดินตามปกติ     ความยาวของก้าว  30  ซม. หรือครึ่งก้าวปกติ จังหวะก้าวเช่นเดียวกับท่าเดินตามปกติ
 ถ้าจะให้หยุดจากทางก้าวถอยหลัง ให้ใช้คำบอกว่า “แถว-หยุด” ไม่ว่าเท้าข้างใดจะตกถึงพื้น ให้ก้าวถอยหลังไปอีก 1 ก้าว แล้วชักเท้าที่อยู่ข้างหน้าไปชิดสันเท้าที่อยู่ข้างหลังและอยู่ในลักษณะท่าตรง
หมายเหตุ     1. ท่าก้าวถอยหลังใช้สำหรับหัด ให้ลูกเสือรู้จักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อนำไปใช้ตามลำพังในแถวหรือในความควบคุมตามคำบอก
    เช่น “ก้าวถ้อยหลังสาม(สี่)ก้าว,ทำ”
2. ท่านี้ใช้ในการจัดแถวเมื่ออยู่กับที่ และทำในระยะสั้น ๆ เท่านั้น
3. ถ้ากำหนดจำนวนก้าวให้แล้ว ลูกเสือคงก้าวเท้าไปตามจำนวนก้าวที่กำหนดแล้ว หยุดเองไม่ต้องใช้คำบอกว่า “แถว-หยุด”
4. ท่าวิ่ง
การวิ่ง
คำบอก    “วิ่ง,หน้า-วิ่ง”
การปฏิบัติ     ออกวิ่งด้วยเท้าซ้ายก่อน วางปลายเท้าลงบนพื้นงอเข่าเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า ขาหลังไม่ต้องเหยียดตึง ปลายเท้ายกสูงจากพื้นพอสมควรพร้อมกันนั้นยกมือขึ้นเสมอราวนม กำมือและหันฝ่ามือเข้าหาตัว ยืดอกและศรีษะตั้งตรง ขณะวิ่งแกว่งแขนที่งอตามจังหวะก้าวได้ พอสมควร (รูปที่ 27) ความยาวของก้าว 50-60 ซม. รักษาความยาวของก้าวให้คงที่ อัตราความเร็วในการวิ่งนาทีละ 150-160 ก้าว
หมายเหตุ     ก.   ท่าวิ่ง ใช้ในโอกาสต้องการความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ซึ่งปกติเป็นระยะใกล้ ๆ หรืออีกประการหนึ่งเพื่อการออกกำลังกายของลูกเสือ
ข.  ท่านี้เริ่มได้ทั้งเมื่อเวลาอยู่กับที่และขณะกำลังเดิน สำหรับกำลังเดิน สิ้นคำบอกเมื่อตกเท้าใดก็ตาม ให้ก้าวต่อไปอีก 1 ก้าวแล้วเริ่มวิ่ง
ทันที ( ปกติควรบอกตกเท้าขวา)
การหยุด
คำบอก                  “แถว-หยุด”
การปฏิบัติ     เมื่อสิ้นคำบอก โดยเท้าใดตกถึงพื้นก็ตาม ให้คงวิ่งด้วยอาการยั้งตัวต่อไปข้างหน้าอีก 3 ก้าวและทำท่าหยุด เช่นเดียวกับการหยุดในเวลาเดิน
เปลี่ยนเป็นเดิน
คำบอก                  “เดิน-ทำ”
การปฏิบัติ     เมื่อสิ้นคำบอก โดยเท้าใดตกถึงพื้นก็ตาม ให้คงวิ่งด้วยอาการยั้งตัวต่อไปข้างหน้าอีก 3 ก้าวแล้วทำท่าเดินตามปกติ
เปลี่ยนเท้า
คำบอก   “เปลี่ยนเท้า”
การปฏิบัติ     ตามปกติให้ใช้คำบอก ในขณะที่เท้าซ้ายและขวาตกถึงพื้น ในลำดับติดต่อกันปฏิบัติโดยก้าวเท้าไปข้างหน้าอีก 2 ก้าว (ซ้าย ขวา) ครั้นแล้วกระโดดก้าวซ้ำเท้าขวาไปข้างหน้าอีกประมาณ 1 ก้าว (60 ซม.) และก้าวเท้าซ้ายวิ่งต่อไปตามระยะก้าวปกติท่านี้ทำเป็นจังหวะเดียว
หมายเหตุ     ก. ท่าเปลี่ยนเท้าในเวลาวิ่งนี้ ปกติเป็นท่าที่ใช้สำหรับหัดให้ลูกเสือรู้จักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วนำไปใช้ตามลำพังในแถว
                 ข. ท่านี้โดยทั่วไปใช้ในโอกาสเปลี่ยนเท้าให้พร้อมกับส่วนรวมของแถว
10. ท่าหันในเวลาเดิน
ขวาหัน
คำบอก   “ขวา-หัน”
การปฏิบัติ     ให้บอกคำว่า “ขวา”และ”หัน” เมื่อเท้าขวาจดถึงพื้น ในลำดับติดต่อกันปฏิบัติเป็น 2 จังหวะ ดังนี้
จังหวะ 1  ก้าวเท้าซ้ายไปทางหน้าในแนวปลายเท้าขวาประมาณครึ่งก้าว พร้อมกับบิดปลายเท้าให้ไปทางกึ่งขวาด้วย ขณะเดียวกันยกส้นเท้าขวาและหมุนตัวด้วยสะโพก โดยใช้ปลายเท้าทั้งสองเป็นหลักไปทางขวาจนได้ 90 องศา
จังหวะ  2  ก้าวเท้าขวาออกเดินต่อไปตามจังหวะการเดินเดิมในทิศทางใหม่โดยต่อเนื่อง
ซ้ายหัน
คำบอก    “ซ้าย-หัน”
การปฏิบัติ     ใช้คำบอกว่า “ซ้าย”และ “หัน” เมื่อเท้าซ้ายจดถึงพื้น ในระดับติดต่อกันปฏิบัติเป็น 2 จังหวะเช่นเดียวกับขวาหัน โดยเปลี่ยนคำว่าขวาเป็นซ้ายเท่านั้น
หมายเหตุ     สำหรับท่าขวาและซ้ายหัน
1.    ท่าขวาและซ้ายหัน เมื่อปฏิบัติเปิดจังหวะต้องไม่หยุดชะงักและมือคงแกว่งตาม จังหวะก้าวติดต่อเรื่อยไป
2.    ท่าทั้งสองนี้ใช้ในโอกาสที่ต้องการเปลี่ยนทิศหรือหน้าแถวระหว่างการเดิน

 กลับหลังหัน
คำบอก  “กลับหลัง-หัน”
การปฏิบัติ     ใช้คำบอกว่า “ กลับหลัง” และ  “หัน” เมื่อเท้าซ้ายจดถึงพื้น ในลำดับติดต่อกันปฏิบัติเป็น 3 จังหวะดังนี้

          จังหวะที่  1  ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าว

          จังหวะที่   2  ชักเท้าซ้ายไปข้างหน้าเฉียงขวา และตบลงกับพื้นด้วยปลายเท้าในแนวทางขวา ขอปลายเท้าขวาเล็กน้อยพอเข่าซ้ายตึง ทันใดนั้นยกส้นเท้าขวาและหมุนตัวด้วยสะโพกโดยใช้ปลายเท้าทั้งสองเป็นหลัก ไปข้างหลังจนได้ 180 องศา ขณะหมุนตัวนิ้วมือทั้งสองติดอยู่กับข้างขา

          จังหวะที่  3  ก้าวเท้าซ้ายออกเดินพร้อมกับยกมือและแกว่งแขนตามจังหวะของท่าเดินครั้งนั้นต่อไป

หมายเหตุ ท่าหันในเวลาเดินเป็นท่าที่มีจังหวะ ดังนั้นการหัดในขั้นแรก ๆ จึงควรให้ลูกเสือนับจังหวะด้วยเสียงดังก่อนจนปฏิบัติได้ชำนาญแล้วจึงให้นับในใจ
11. ท่าหันในเวลาวิ่ง

ขวา(ซ้าย-หัน)

คำบอก  “ขวา(ซ้าย)-หัน”

การปฏิบัติ     ใช้คำบอกว่า “ขวา(ซ้าย)” และ “หัน” เมื่อ เท้าขวา(ซ้าย) จดถึงพื้น การปฏิบัติเป็น 4 จังหวะดังนี้

          จังหวะที่  1  ก้าวเท้าซ้าย(ขวา) ไปข้างหน้า 1 ก้าวเพื่อยั้งตัว

          จังหวะที่  2  ก้าวเท้าขวา(ซ้าย) ไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว พร้อมกับหมุนตัวไปทางกึ่งขวา(ซ้าย)

          จังหวะที่  3  ก้าวเท้าซ้าย(ขวา) ไปอยู่หน้าปลายเท้าขวา(ซ้าย)พร้อมกับหมุนตัวไปทางขวา(ซ้าย)  จนได้ 90 องศา จากทิศทางเดิม

          จังหวะที่  4  ก้าวเท้าขวา(ซ้าย) ออกวิ่งต่อไปตามจังหวะเดิม
หมายเหตุ     1. ท่าขวา(ซ้าย) หันเวลาวิ่ง ใช้ในโอกาสต้องการเปลี่ยนทิศทางในเวลาวิ่ง

       2.ท่านี้เมื่อปฏิบัติเปิดจังหวะต้องไม่หยุดชะงักและแกว่งแขนที่งอขึ้นนั้นตามจังหวะก้าวโดยต่อเนื่องกัน
กลับหลังหัน
คำบอก     “กลับหลัง-หัน”
การปฏิบัติ     ใช่คำบอกว่า “กลับหลัง” และ “หัน” เมื่อเท้าซ้ายจดพื้นในลำดับติดต่อกันปฏิบัติเป็น 4 จังหวะดังนี้

          จังหวะ  1  ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าว เพื่อยั้งตัว

          จังหวะ  2  ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าอีก 1 ก้าวพร้อมกับหมุนตัวไปทางขวาประมาณ 90 องศา

          จังหวะ  3  ก้าวเท้าขวาไปอยู่หน้าปลายเท้าซ้ายพร้อมกับหมุนตัวไปทางขวาอีกประมาณ 90 องศาจากทิศทางเดิม

          จังหวะ  4  ก้าวเท้าซ้ายออกวิ่งต่อไปตามจังหวะเดิม
หมายเหตุ     ท่าหันในเวลาวิ่งเป็นท่าที่มีจังหวะเช่นเดียวกับในเวลาเดิน    ดังนั้นการหันในขั้น
แรก ๆ จึงควรให้นับจังหวะด้วยเสียงดังก่อน จนปฏิบัติได้ชำนาญแล้วจึงให้นับแต่เพียงในใจ
12. การนับ
คำบอก    “นับ”
การปฏิบัติ     ลูกเสือคนที่อยู่หัวแถว สะบัดหน้าไปทางซ้ายพร้อมกับนับ “หนึ่ง” แล้วสะบัดหน้ากลับมาอยู่ในท่าตรงโดยเร็ว ลูกเสือคนอื่น ๆ นับเรียงไปตามลำดับเช่นเดียวกับคนหัวแถวเว้นคนอยู่ท้ายแถวให้สะบัดหน้ามาทางขวา “นับสอง(สาม  ฯลฯ)”
คำบอก          “นับสอง (สาม ฯลฯ)”
การปฏิบัติ     ลูกเสือนับตามจำนวนที่บอกเริ่มจากหัวแถวเช่นเดียวกับการนับตามธรรมดา เช่น นับสองลูกเสือคงนับหนึ่ง สอง หนึ่ง สองเรียงต่อไปตามลำดับจนสุดแถว
หมายเหตุ     1. นับให้ใช้สำหรับหน้ากระดานแถวเดียว แต่ถ้าหน้ากระดานหลายแถวก็ให้นับเฉพาะแถวหน้าหรือ หากมีความประสงค์จะให้แถวใดนับก็ใช้คำบอกว่า “แถวที่สอง (สาม ……) นับ”
       2. การนับใช้หัดให้ลูกเสือออกเสียงให้ถูกต้องตามลักษณะของลูกเสือ
       3. การนับเมื่อแถวมีการแยกคู่ขาดให้คนที่อยู่ท้ายแถวสุดของแถวหลังสุด ขานจำนวนที่ขาดให้ทราบโดยขานว่า “ขาดหนึ่ง” (สอง สาม ฯลฯ)  แล้วแต่การเข้าแถวครั้งนั้น
13. ท่าถอดหมวก - สวมหมวก
ถอดหมวก
คำบอก    “ถอดหมวก”
การปฏิบัติ     ก.แบมือซ้ายและงอศอกจนแขนท่อนล่างได้ฉากกับแขนท่อนบนนิ้วหัวแม่มือตั้งขึ้นข้างบนพร้อมกันนั้นใช้มือขวา จับที่กะบังหน้าหมวก
        (หมวกทรงกลมที่มีกะบังหน้าหมวก หมวกทรงหม้อตาล) จับที่ปีกหมวกด้านหน้า (หมวกปีกกว้างพันข้างและไม่พับข้าง) จับที่หมวก
                     ด้านขวา (หมวกทรงอ่อน) จับที่ขอบหมวกบนด้านหน้า (หมวกกลาสี)
                ข. ถอดหมวกออกจากศีรษะ วงครอบหัวแม่มือซ้าย ให้หน้าหมวกหันไปทางขวา ขอบหมวกด้านนอกอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้
                ค. ลดมือขวาลงมาอยู่ในท่าตรงพร้อมกับมือซ้ายจับหน้าหมวกด้วยนิ้วหัวแม่มือ กับนิ้วอื่นทั้งสี่
สวมหมวก

คำบอก     “สวมหมวก”

การปฏิบัติ     ก. ใช้มือขวาจับหมวกที่อยู่ในมือซ้าย เช่นเดียวกับการถอดหมวก
                 ข. ยกหมวกขึ้นสวมศรีษะ มือซ้ายช่วยจัดหมวกก็ได้
                 ค. ลดมือทั้งสองลงมาอยู่ในท่าตรงอย่างแข็งแรง
หมายเหตุ     1. ท่าถอดหมวกใช้ในโอกาสเกี่ยวกับพิธีสงฆ์หรือทางศาสนา เช่น พิธีสวนสนามที่มีการประพรมน้ำพระพุทธมนต์  เป็นต้น
       2. การหัดในขั้นแรก ควรกระทำเป็นตอน ๆ (หมายอักษรละตอน) เมื่อลูกเสือมีความเข้าใจดีแล้ว จึงหัดโดยเปิดตอน
       3. ถ้าลูกเสือถือไม้พลองหรือไม้ง่าม ก่อนทำท่าถอดหมวกและสวมหมวก ให้นำอาวุธมาไว้ระหว่างปลายเท้าทั้งสอง แล้วพิงท่อนบน
                       ไว้กับแขนซ้าย ครั้นแล้วจึงปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ต่อไปและเมื่อถอดหรือสวมหมวกเรียบร้อยแล้ว จึงนำไม้พลองหรือไม้สามง่าม
                       ไปอยู่ในท่าเรียบอาวุธตามเดิม

 14. การถวายราชสดุดี

คำบอก   “ถอดหมวก,นั่ง”

การปฏิบัติ     เมื่อสั่ง ”ถอดหมวก” เว้นระยะไว้พอสมควร เมื่อลูกเสือทุกคนถอดหมวกเรียบร้อยแล้ว ให้สั่ง “นั่ง” เมื่อลูกเสือได้ยินคำสั่งว่า “นั่ง” ให้ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าครึ่งก้าว คุกเข่าขวาลงตั้งเข่าซ้าย นั่งลงบนส้นเท้าขวา มือขวาแบคว่ำ วางลงบนเข่าขวามือซ้ายที่ถือหมวกวางพาดบนเข่าซ้าย และตั้งฉากกับเข่าซ้าย
เมื่อร้องเพลงราชสดุดี ให้ก้มหน้าเล็กน้อย และให้เงยหน้าขึ้นตามเดิมเมื่อเพลงจบ เมื่อสั่งว่า “ลุก” ให้ลูกเสือลุกขึ้น โดยดึงเท้าซ้ายที่ก้าวออกไปกลับมาชิดเท้าขวาและเมื่อสั่ง “สวมหมวก” ให้ลูกเสือสวมหมวกโดยเร็ว แล้วอยู่ในท่าตรงหมายเหตุ     ในกรณีที่ลูกเสือมีไม้พลองหรือไม้ง่าม ให้ถอดหมวกในท่าที่มีอาวุธเสียก่อน แล้วจึงนั่งโดยนำไม้พลองหรือไม้สามง่ามไปวางไว้ตามยาว ชิดขาขวาทางขวามือขวาคงแบคว่ำวางบนเข่าตามปกติ

 15. การถอดหมวกเพื่อสวดมนต์-สงบนิ่ง

ก.   ก.  หมวกลูกเสือสำรอง หมวกทรงกลมมีกะบังหน้าหมวก
ใช้มือขวาจับที่กะบังหน้าหมวก แล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายอยู่ข้างบน กะบังหมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้  เวลาสงบนิ่ง
ให้ลดมือขวาที่ถือกะบังหน้าหมวกไปอยู่กึ่งกลางลำตัว แขนเหยียดตรงพร้อมกับวางฝ่ามือซ้ายทับลงบนหลังมือขวา ก้มหน้าเล็กน้อย สงบนิ่งอยู่ประมาณ 1 นาทีแล้วเงยหน้าขึ้นสวมหมวก

ข.   หมวกลูกเสือสามัญ หมวกปีก กว้างพับข้าง
ใช้มือขวาจับที่ปีกหมวกด้านหน้าแล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาประกบกับมือขวาในท่าพนมมือให้ด้านในของหมวกหันไปทางซ้าย ดอกจันหันไปด้านหน้า ให้ปีกหมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้  เวลาสงบนิ่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับหมวกลูกเสือสำรอง

 ค.  หมวกผู้บังคับบัญชาลูกเสือ หมวกปีกกว้าง ไม่พับข้าง
ใช้มือขวาจับที่ปีกหมวกด้านหน้าแล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาประกบมือขวาในท่าพนมมือ ให้ด้านในของหมวกหันไปทางซ้าย หน้าหมวกอยู่ข้างบน ให้ปีกหมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้  เวลาสงบนิ่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับหมวกลูกเสือสามัญ

ง.  หมวกทรงอ่อน  (เบเร่ห์)
ใช้มือขวาจับที่หมวกด้านขวาแล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาประกบกับมือขวาในท่าพนมมือให้ด้านในของหมวกหันไปทางซ้ายหน้าหมวกหันเข้าหาตัว ให้หมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้  เวลาสงบนิ่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับหมวกลูกเสือสามัญ

จ.  หมวกกลาสี
ใช้มือขวาจับที่หมวกด้านหน้าแล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาประกบกับมือขวาในท่าพนมมือ ให้ด้านในของหมวกหันไปทางซ้าย หน้าหมวกอยู่ข้างบน ให้หมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้ เวลาสงบนิ่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับหมวกทรงอ่อน
ฉ.  หมวกทรงหม้อตาล

          ใช้มือขวาจับที่กะบังหน้าหมวกแล้วถอดหมวกพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาประกบกับมือขวาในท่าพนมมือ ให้ด้านในของหมวกหันไปทางซ้าย หน้าหมวกอยู่ข้างบน ให้กะบังหน้าหมวกอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง และหนีบหมวกไว้
เวลาสงบนิ่ง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับหมวกกลาสี

16. ท่าหมอบ
1   ท่าหมอบ
คำบอก    “หมอบ”
การปฏิบัติ     ก. ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าประมาณ 1 ก้าว น้ำหนักตัวให้อยู่บนเท้าทั้งสอง แขนทั้งสองในขณะนี้ยังคงอยู่ที่เดิม
                 ข. ทรุดตัวคุกเข่าขวา และเข่าซ้ายตามลำดับลงจดพื้น พร้อมกับก้มตัวลงไปข้างหน้าและเหยียดแขนทั้งสอง ใช้มือยันพื้น เพื่อรับน้ำหนักตัว แล้วเหยียดขาขวาตึง เงยหน้าตามองตรงไปข้างหน้า
                 ค. เหยียดเท้าซ้ายให้ส้นเท้าชิดกัน (ถึงแค่โคนนิ้ว) ฝ่ามือทั้งสองคว่ำลงกับพื้น แนวกึ่งกลางระหว่างมือทั้งสองอยู่ประมาณหน้าผาก (เวลาก้มหน้า) กางศอกทั้งสองออกเต็มที่ ทำศรีษะให้ต่ำ และเงยหน้า
ท่าลุก
คำบอก    “ลุก”
การปฏิบัติ      ก. ชักมือทั้งสองข้างเข้าหาตัว พร้อมกับยันพื้นยกตัวขึ้น แล้วชักเท้าขวาคุกเข่า
                  ข. คุกเข่าซ้าย แล้วยกตัวขึ้นยืนโดยเร็ว และนำมือทั้งสองมาไว้ข้างขา
                  ค. ชักเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายต่อไปอยู่ในลักษณะท่าตรง ถ้าเป็นการเคลื่อนที่ในภูมิประเทศหรือจะต้องเดินต่อไปไม่ต้องชักเท้าขวาชิด คือเมื่อยืนขึ้นแล้วก็ออกเดินได้เลยทีเดียว
หมายเหตุ   ก. ท่าหมอบมือเปล่า ใช้ในโอกาสเมื่อลูกเสือจะปฏิบัติ โดยมิได้ถือไม้พลองหรือไม้ง่ามกำหนดไว้ เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติอันเดียวกัน
               ข. การหัดในขั้นแรก ควรกระทำเป็นตอน ๆ (หมายอักษรละตอน) เมื่อลูกเสือมีความเข้าใจดีแล้ว จึงหัดโดยเปิดตอน และให้ปฏิบัติด้วยความรวดเร็วต่อ

 

สร้างโดย: 
พิรญาณ์ ม.3/10

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 102 คน กำลังออนไลน์