ธาตุอาหารของพืช

ไนโตรเจน

- เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารภายใน
  เซลล ์เช่น โปรตีน คลอโรฟิลล์
  กรดอะมิโน กรดนิวคลีอิก โคเอนไซม์
  ฮอร์โมน ATP
- เร่งการเจริญเติบโตของลำต้น ใบ หัว

- ใบมีสีเหลืองทั้งใบจะเริ่มเหลือง
  ที่ใบแก่ก่อน
- ลำต้นผอมสูง หักล้มง่าย

- ใบมีสีเขียวเข้ม
- มีใบจำนวนมาก
- ลำต้นเติบโตมากกว่าราก

ฟอสฟอรัส

- เป็นองค์ประกอบสำคัญของ
  กรดนิวคลีอิก ATP     เยื่อหุ้มต่างๆ

- การเจริญเติบโตชะงัก
- ใบแก่มีสีเขียวเข้ม
  ก้านใบหรือใบอาจมีสีแดง
  หรือสีม่วง

- ใบอ่อนมีสีเหลือง
  ระหว่างเส้นใบ
  แต่เส้นใบมีสีเขียว
- เนื้อเยื่อใบตาย 
  ขอบใบไหม้

โพแทสเซียม

- ควบคุมแรงดันออสโมติกของเซลล์คุม
- รักษาสมดุลของไอออนภายในเซลล์
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ
- ควบคุมสังเคราะห์และการเคลื่อนย้ายแป้ง

- ใบเหลือง
- ขอบใบ และปลายใบไหม้
- เนื้อเยื่อใบตายเป็นจุดๆ
  โดยเกิดที่ใบแก่ก่อน

-

แคลเซียม

- เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์
- เกี่ยวกับการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์
หลายชนิด

- เนื้อเยื่อปลายยอดและ
  ปลายรากตาย
- ใบอ่อนหงิกงอ
- ปลายใบขอบใบเหี่ยว

-

แมกนีเซียม

- เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล ์
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ 
  เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
  สังเคราะห์ด้วยแสง การหายใจ
- กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ใน
  กระบวนการเคลื่อนย้ายฟอสเฟต

- ใบมีสีเหลืองบริเวณระหว่างเส้นใบ
  เกิดที่ใบแก่ก่อน
- เกิดจุดสีแดงบนใบ
- ปลายและขอบใบม้วนเป็นรูปถ้วย

-

ซัลเฟอร์
(กำมะถัน)

- เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน
  บางชนิด เช่น เมไทโอนีน และ
  เป็นองค์ประกอบของโคเอนไซม์ เอ
- เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์
  คลอโรฟิลล์ กระบวนการหายใจ
  การสังเคราะห์ด้วยแสง
  การสังเคราะห์โปรตีนและ
  การสลายกรดไขมัน

- ใบเหลืองทั้งใบโดยเกิดที่ 
  ใบอ่อนก่อน หรือเกิดใบเหลือง
  ทั้งต้น

- ยับยั้งการสังเคราะห์
  ด้วยแสง และทำให้
  โครงสร้างคลอโรฟิลล์
  สูญเสีย

 ธาตุสังกะสี (Zinc)
หน้าที่สำคัญของธาตุสังกะสีในพืช
 ช่วยให้พืชแตกใบอ่อนได้ดีขึ้น
 เสริมสร้างเมล็ด
 เสริมสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ในพืช
 เสริมสร้างการสุกการแก่ของผลไม้
 เสริมสร้างความสูงและการยืดของต้น
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน
 ช่วยเสริมสร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
 มีส่วนสำคัญในระบบของเอนไซม์ที่จะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว) ของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายพวกคาร์โบไฮเดรตและกระตุ้นการใช้น้ำตาลในพืช
 ทำหน้าที่เสมือนตัวต่อต้านความหนาวเย็น หรือทำหน้าที่เสมือนเป็นผ้าห่มให้แก่ต้นพืช
เมื่อมีอากาศหนาวเย็น
 ช่วยให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตเมื่อมีอากาศหนาวเย็น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี
 แสดงอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ
 เส้นกลางของใบอ่อนจะแตกเป็นเส้นย่อย ๆ
 เกิดจุดสีน้ำตาลที่ใบแก่ ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายตัวติดต่อกัน ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล
 พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
 ในพืชต้นเล็ก ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะทำให้พืชตายได้
 ทำให้การสุกแก่ของผลไม้ช้ากว่าปกติ
 ทำให้ผลผลิตต่ำ

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุสังกะสี
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีธาตุสังกะสีที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือมีปริมาณน้อย
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนมาก
 ในดินที่ถูกน้ำกัดเซาะมาก รวมทั้งดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
 ในดินที่มีการไถลึก 6 นิ้ว
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่สูญเสียธาตุสังกะสีมากหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว


ธาตุเหล็ก - IRON
          ธาตุเหล็ก จะพบในดินมากโดยทั่วไป แต่จะเป็นธาตุเหล็กที่ไม่ได้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นส่วนมาก ปัญหาการขาดธาตุเหล็กของพืชไม่ใช่เกี่ยวกับปริมาณของธาตุเหล็กในดิน ปัญหาเกิดจากการไม่ละลายและความเป็นประโยชน์ต่อพืชของธาตุเหล็ก ดินที่มีความเป็นกรดมากจะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช และดินที่มีความเป็นด่างมากก็จะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน ส่วนในดินที่มีน้ำขังจะทำให้ธาตุเหล็กมีประโยชน์ต่อพืชสูงขึ้น

หน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กในพืช
 ช่วยเสริมสร้างความเขียวหรือสารคลอโรฟีลล์ในใบพืชแต่ไม่ได้เป็นส่วนของคลอโรฟีลล์
 ช่วยในการสังเคราะห์แสงในใบพืชได้ดี เพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล
 ช่วยเสริมสร้างเอนไซม์ในพืชเพื่อช่วยในระบบการหายใจของพืชทำให้พืชเจริญเติบโต
 ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการแบ่งเซลล์ของพืชเพื่อการเจริญเติบโต
 พืชต้องการเหล็กในปริมาณน้อยประมาณหนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับธาตุไนโตรเจน

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุเหล็ก
 ใบพืชจะมีสีซีดจางไม่เขียว แสดงอาการของสารคลอโรฟีลล์
 จะทำให้ระบบของรากพืชไม่พัฒนา
 พืชเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
 เส้นกลางใบพืชจะมีสีซีดจาง
 ถ้าพืชขาดธาตุเหล็กในปริมาณมากจะทำให้ผลผลิตลดลง

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุเหล็ก
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป
 ในดินที่ขาดการให้ธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ เช่น เหล็กคีเลท
 ในดินที่มีการไถลึก และดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ
 ในดินที่มีความชื้นสูงและมีอุณหภูมิในดินต่ำก่อนและหลังปลูกพืช
 ในดินที่แน่นมาก เช่น ดินเหนียว
 ในดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมาก
 ธาตุเหล็กไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่ ดังนั้นเมื่อมีใบใหม่ออกมาต้องให้ธาตุเหล็กเสมอ เพื่อไม่ให้พืช

     ขาดธาตุเหล็ก
 ในช่วงที่มีอากาศเย็น ดินเย็น พืชจะดูดธาตุเหล็กได้น้อยมาก
 การฉีดพ่นธาตุเหล็กคีเลททางใบพืชจะให้ประโยชน์แก่พืชมากกว่าให้ทางดิน


ธาตุทองแดง - COPPER
หน้าที่สำคัญของธาตุทองแดง
 ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว)
 ทำหน้าที่เพิ่มความหวานในผลไม้
 ทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นในผลไม้และผัก
 ทำหน้าที่เพิ่มความเข้มของสี
 เป็นตัวจักรสำคัญในการสังเคราะห์แสง
 เป็นตัวจักรสำคัญในระยะการผลิตดอกและผล
 เร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในพืช
 ผลิตเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการหายใจของพืช
 การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดง
 มีข้อใบสั้น
 ยอดที่เกิดใหม่จะแสดงอาการตายจากปลายยอดลงมา
 ใบจะมีสีซีดและจะไหม้ตายไปในที่สุด
 ในพืชพวกมะเขือ ใบจะหนาและมีสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะม้วนขึ้นมีจุดสีจาง ๆ และในใบแก่จะเหี่ยวเฉาเหมือน อาการขาดน้ำ
 ถ้าพืชขาดมากจะทำให้พืชเติบโตช้า

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้
 ในดินทรายที่น้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย
 ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอะลูมินั่ม ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส
 เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืช จะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งธาตุไนโตรเจน
 ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอ เมื่อมีใบอ่อนออกมา
 พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับธาตุโมลิบดีนัม


ธาตุแมงกานีส - MANGANESE
          ธาตุแมงกานีส ที่พบในดินอยู่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ และในรูปที่เป็นไฮเดรต หรือในรูปของไอออนประจุบวก(Mn2+)

หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส
 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช
 ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
 ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช)
 ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล โดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส
 แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต
 ใบอ่อนที่แตกออกมาจะซีดขาว
 ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง
 ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา
 ยอดอ่อนจะแห้งตาย
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย



 เพิ่มจำนวนช่อดอก จำนวนผล
 เพิ่มคุณภาพของผลผลิต เช่น รสชาติ
 ช่วยเสริมสร้าง แป้ง และน้ำตาล
 ช่วยพัฒนาขนาดของผลและเมล็ด
 ช่วยในการผสมเกสรของดอก ป้องกันผลร่วง
 สังเคราะห์โปรตีน
 สร้างฮอร์โมนพืช
 ส่งเสริมการสุกการแก่ของผล
 ควบคุมการคายน้ำของผล
 มีบทบาทในการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต
 สร้างความต้านทานต่อความหนาวเย็นหรือเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ
 สร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน
 อาการปลายใบพืชเหลืองแล้วขยายตัวลงมาตามขอบใบลงสู่โคนใบ และจะมีจุดน้ำตาลเกิดขึ้นที่ขอบใบ
 ใบมีสีทองใบหนาหงิกงอ ในบางกรณีใบจะมีอาการโค้งงอขึ้นข้างบน
 พืชแตกกิ่งก้านสาขามากผิดปกติและส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย
 พืชไม่ค่อยออกดอกหรือออกดอกแต่ดอกจะไม่สมบูรณ์ ดอกผสมไม่ติดทำให้ดอกร่วง
 ในพืชผักประเภทหัวจะมีอาการเน่า
 ในพืชที่ให้ผลอยู่จะให้ผลไม่สมบูรณ์ เช่น ส้ม ความหนาของเปลือกจะไม่เท่ากัน และบูดเบี้ยวมีเมือกเหนียว

ธาตุโมลิบดีนัม – MOLYBDENUM
          พืชดูดโมลิบดีนัมในรูปโมลิบเดทที่เป็นอิออนประจุลบ(Mo O4 2-) การดูดใช้จะลดลงได้เมื่อมีอนุมูล ซัลเฟต(SO4 2-) มาแข่งขัน การใส่ปูนเพื่อปรับ พี-เอช ให้สูงถึง 7 จะช่วยส่งเสริมการดูดใช้โมลิบดีนัมในพืช

หน้าที่สำคัญธาตุโมลิบดีนัมในพืช
 ตรึงธาตุไนโตรเจนในพืชตระกูลถั่ว
 มีความสำคัญในการเปลี่ยนไนเตรทในพืชให้เป็นกรดอะมิโนเป็นโปรตีน
 เสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช
 ช่วยให้ผลไม้สุกแก่เร็วขึ้น
 ในผลไม้ที่มีสารไนเตรทสูง โมลิบดีนัมจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารไนเตรท ให้เป็นกรด อะมิโน เป็นโปรตีน เป็นน้ำตาล


การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 แสดงอาการขอบใบแห้งและม้วนงอ
 พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะมีสีซีดจางและจะแห้งตายในที่สุด
 ในกรณีที่พืชต้องการ(หิว) มาก ๆ ต้นจะแคระแกรน ติดดอกเล็ก ๆ ถ้าติดผล ๆ จะร่วงอย่างรวดเร็ว
 ในผลไม้จะสุกแก่ช้ากว่าปกติ
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะไม่ค่อยมีรสหวาน
สภาพแวดล้อมที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 ในดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-7.0 หรือ ดินเป็นกรด
 ในการใส่ปูนในดินเพื่อปลูกพืชหมุนเวียน
 เมื่อใส่ธาตุเหล็กลงไปในดินหรือฉีดพ่นธาตุเหล็ก ในดินทราย ในดินที่ใส่ปุ๋ยพวกซัลเฟต

 ธาตุโบรอน – BORON

หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอนในพืช
      ปรากฏอยู่
 ในผลจะมีเนื้อในน้อยหรือผลกลวง เช่น ในผลมะเขือเทศและส้มเขียวหวาน
 ส่วนปลายของผลจะช้ำและต่อมาจะเน่า
 สำหรับผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อยกว่าปกติ
 ผลร่วงมาก

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน
 ในดินที่ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.5-5.0 และ 7.0-8.7
 ในดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมาก
 ในดินที่มีปุ๋ยฟอสฟอรัสต่ำมาก
 ในดินที่เป็นดินทราย
 ในระยะที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ   

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 120 คน กำลังออนไลน์