ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่

ไข้หวัด 2009

ที่มา http://www.matichon.co.th/online/2009/06/12445390241244550999l.jpg

"ไข้หวัดหมู" "ไข้หวัดเม็กซิโก" "ไข้หวัด 2009" หรือ "ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่" เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในขณะนี้ โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ไข้หวัดสายพันธ์ H1N1"

ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่เป็นไข้หวัดทีมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันมีผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายจากไข้หวัดชนิดนี้เป็นจำนวนมาก โดยระดับการระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในปัจจุบันอยู่ในระดับ 6 (ระบาดทั่วโลก) และ 138 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ จำนวนรวมกว่า 113,148 คน 

จริงๆแล้วเชื้อไวรัสจากไข้หวัดชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกับไข้หวัดใหญ่แต่มีการกลายพันธ์ ทำให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองและสังคม เราจึงควรทำความรู้จักและหาวิธีรับมือกับไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ชนิดนี้

สาเหตุของโรค

เกิดจากเชื้อไวรัส H1N1 เป็นเชื้อไวรัสที่ถูกจัดอยู่ในไข้หวัดชนิด A ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ที่ระบาดอยู่ในสัตว์ปีก ไข้หวัดใหญ่ที่พบในคนตามฤดูกาลส่วนมากก็คือสายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 นี้เอง แต่ได้มีการกลายพันธุ์ เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ วัคซีนที่ใช้ในการป้องกันทุกปี และต้องมีการฉีดวัคซีนประจำปีที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่จะมีการระบาด ก็จะสามารถป้องกันโรคได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/uploads/150/150990.jpg

สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูนั้น พบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ในปัจจุบันที่พบบ่อยรวมทั้งในประเทศไทย จะเป็นสายพันธุ์ H1N1, H1N2 และ H3N2 ซึ่งลักษณะสายพันธุ์ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ในมนุษย์ มีรายงานน้อยมากที่จะข้ามมายังมนุษย์

ที่มา http://www.precadet26.org/msgboard/userpic/56657.jpg

ในส่วนการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ที่พบในประเทศเม็กซิโก และอเมริกานั้น เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ เป็นสายพันธุ์ที่มีชิ้นส่วนของพันธุกรรมเกิดจากการผสมผสานของไข้หวัดหมู ที่เคยมีรายงานในอเมริกา หรือ ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดที่เคยรายงานไว้ในอเมริกาเหนือ จึงถือได้ว่าเป็น “ไวรัสสายพันธุ์ใหม่” และเมื่อดูองค์ประกอบเปรียบเทียบกับวัคซีน H1N1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกันไม่ถึง 80% บ่งชี้ให้เห็นว่า การป้องกันด้วยวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันก็ไม่น่าจะได้ผล

อย่างไรก็ตาม ไวรัสดังกล่าวยังคงตอบสนองต่อยาต้านไวรัส ได้แก่ Oseltamivir (Tamiflu) และ Zanamivir แต่สามารถดื้อต่อ ยา Amantadine ได้เช่นกัน

การแพร่เชื้อและอาการ

เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อ นั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา

แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลายหายกังวลได้เปลาะหนึ่ง คือ เชื้อนี้ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู!!

สำหรับอาการที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาหายได้ด้วยภูมิต้านทานของ ร่างกาย หากเป็นผู้สูงอายุหรือเด็ก รวมถึงบุคคลที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการที่รุนแรงมากขึ้น โดยเกิดอาการอักเสบที่ปอด จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด มีไข้สูง ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์ทำการวินิจฉัย รักษา และควบคุมโรคต่อไป

วิธีป้องกันตนเองและการักษา

ที่มา http://beid.ddc.moph.go.th/th/images/stories/image/media/mask/mask07.jpg

หากป่วยหรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ควรสวมหน้ากากอนามัยและหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก ผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ล้างมือบ่อยๆ เพื่อรักษาความสะอาด

ที่มา http://pics.manager.co.th/Images/552000005054604.JPEG

ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายามรักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้สามารถหาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายในห้องตรวจพิเศษ Negative Pressure เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสต่อไปยังผู้อื่น

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ

1. "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู)  เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง

 2."ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ตัวยามีลักษณะเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น ผลข้างเคียงของยานี้คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก

ทั้งนี้ ยาทั้งสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว  แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เพราะมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้อยู่ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้ได้วัคซีนที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากไม่มีแนวทางระวังและป้องกันโรค จะเกิดอะไรขึ้นในโลกใบนี้ 

หากไม่มีแนวทางป้องกันโรคนี้ ก็จะเกิดการระบาดไปทั่วโลก มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเด็กๆและผู้สูงอายุ โรงเรียนและสถานที่ทำงานต่างๆ รวมถึงแหล่งชุมนุมต่างๆ อาจต้องมีการปิดตัวลง เพื่อป้องกันการระบาด สังคมก็จะวุ่นวายเนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้อย่างสบายใจ หากมีบุตรก็จะมีความระแวงตลอดเวลา กลัวว่าจะได้รับเชื้อและเสียชีวิต สินค้ารวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ก็จะขาดตลาด เนื่องจากกำลังคนไม่เพียงพอ หรืออาจจะไม่สามารถเปิดทำการได้เลย

การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบ ไม่สามารถทำกิจกรรมได้อย่างปกติ รวมถึงอาจส่งผลกรทบถึงระดับความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจของชาติก็จะเกิดความย่ำแย่เนื่องจากและอาจเกิดภาวะยารักษาขาดตลาด พูดโดยรวมคือเกิดความไม่สงบสุขขึ้นทั่วโลก ดังนั้นเราจึงควรป้องกันสุขภาพของตนเองรวมถึงคนรอบข้างของเราเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่นี้

ที่มา

http://guru.sanook.com/pedia/topic/ไข้หวัดหมู_H1N1/#รู้จักไข้หวัดหมูพันธุ์ใหม่

http://hilight.kapook.com/view/36397

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88_2009

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 91 คน กำลังออนไลน์