ความสัมพนธ์ระหว่างประเทศสมัยอยุธยา

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ กับกรุงศรีอยุธยาสามารถแบ่งได้ดังนี้

ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นได้แก่

1.1 เขมรหรือขอม

เขมรหรือขอมมีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลานาน ซึ่งความสัมพันธ์กันนั้นมีทั้งทำสงครามกันและเป็นมิตรไมตรีต่อกันซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถสรุปได้ดังนี้

                    ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยาทางกรุงศรีอยุธยาทำสงครามชนะเหนือเขมรอย่างเด็ดขาด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยขยายอำนาจไปยังเขมรหลายครั้งแต่ไม่สามารถยึดเขมรได้ การที่ทางกรุงศรีอยุธยาสามารถมีชัยชนะเหนือเขมรในครั้งนี้สามารถกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินจากนครธรมเมืองหลวงของเขมรเป็นจำนวนมาก และทำให้เราได้รับอิทธิพลทางด้านราชาศัทพ์หรือแนวคิดเกี่ยวกับเทวราชา เป็นต้น

                     สำหรับการช่วยเหลือเขมรนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อใดเขมรมีปัญหาภายในประเทศจะมีผู้นำเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกับอยุธยา เช่นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ที่ทางอยุธยาให้การช่วยเหลือเขมรเป็นอย่างดีแต่เมื่อทางกรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่าและเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในพ.ศ.2112 เขมรจะยกทัพมาตีเมืองชายแดนที่ติดกับเขมรและเมืองใกล้เคียงบ่อยครั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทางกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพะาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นอันมาก ดังนั้นเมื่อเสร็จศึกกับพม่าในสงครามยุทธหัตถีแล้วจึงยกทัพไปตีเขมรในพ.ศ.2136 และสามารถยึดเมืองละแวกได้ แต่เจ้าเมืองคือพระยาละแวกคือนักพระสัฏฐา ได้หลบหนีไปอยู่เมืองลาวแต่ได้กลับมาปกครองเขมรอีกครั้งหนึ่งและในเวลา 10 ปี ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปตีเขมรอีกและได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดและได้จับนักพระสัฏฐาน ประหารชีวิต เสียเมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตเขมรก็แข็งเมืองขึ้นกัยอยุธยา อีกและได้ขอความช่วยเหลือจากญวนเพื่อคานอำนาจจากอยุธยา แต่ในตอนปลายสมัยอยุธยาผู้นำของเขมรมักเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและไทยจะเข้าช่วยแก้ไขปัญหาภายในให้เขมรบ่อยครั้ง

1.2 ล้านนา

                  กรุงศรีอยุธยากับล้านนามีความสัมพันธ์กันในด้านการทำสงคราม โดยในระยะแรกนั้นเป็นการทำสงครามเพื่อขยายอำนาจที่จะครอบครองอาณาจักรสุโขทัย สำหรับสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนาที่นับว่าเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ คือสงครามที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาจากการทำสงครามกับล้านนาทำให้ทางกรุงศรีอยุธยาให้ความสำคัญกับหัวเมืองฝ่ายเหนือมากขึ้น เช่นการที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จไปประทับที่เมืองพิษณุโลก เป็นต้น

                   อาณาจักรล้านนามักถูกคุกคามจากพม่าบ่อยครั้งและบางครั้งยังตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่า เช่น ก่อนที่ไทยจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 แก่พม่า แต่ครั้งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีอำนาจก็ขยายอำนาจไปล้านนาและอาณาจักรล้านนาก็ยอมสวามิภักดิ์ต่ออยุธยา แต่ไม่นานล้านนาก็ถูกพม่ากลับมาปกครองอีกและได้เป็นอิสระตั้งแต่ปีพ.ศ.2270 จนกระทั่งในปีพ.ศ.2310 ที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 จึงทำให้อาณาจักรล้านนาต้องตกเป็นประเทศราชของพม่าด้วย

 

1.3 พม่า

                    ความสัมพันธ์ระหว่างไทยสมัยกรุงศรีอยุธยากับพม่านั้นส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะการทำสงครามซึ่งตลอดเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราช.ธานี 417 ปี ไทยได้ทำสงครามกับพม่า รวม   24 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นสงครามที่เกิดจากพม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา และในสงครามดังกล่าวนั้นทำให้ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าถึง 2 ครั้งคือในพ.ศ. 2212 -2310

                     สำหรับสงครามครั้งแรกระหว่างไทยกับพม่าเรียกว่า สงครามเมืองเชียงกราน ซึ่งเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2081 สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชที่ทราบข่าวว่าได้มีกองทัพพม่ารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย โดยพระเจ้าตะเบ็งชะวเตี้ได้ยกยกองทัพปราบมอญและรุกล้ำเข้าแดนไทย ทางกรุงศรีอยุธยาโดยสมเด็จพระไชยราชาธิราชได้เสด็จยกทัพขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากเขตแดนไทย

                     ในการทำสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาจำนวน 24 ครั้ง มีเพียง 3 ครั้งที่ทางกรุงศรีอยุธยา เป็นฝ่ายยกทัพไปตีพม่าคือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพกองทัพไปตีกรุงหงสาวดี 2 ครั้งคือในพ.ศ.2138-2142 และอีกครั้งหนึ่งคือ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในพ.ศ. 2207

1. สงครามพม่าตีเมืองเชียงกราน พ.ศ.2081

2. สงครามครั้งสมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พ.ศ. 2091

3. สงครามช้างเผือน พ.ศ. 2106

4. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 พ.ศ.2111 - 2112

5. สงครามประกาศอิสรภาพ พ.ศ.2127

6. สงครามคราวรบพระยาพะสิมที่เมืองสุพรรณ พ.ศ.2127

7. สงครามรบกับพระเจ้าเชี่ยงใหม่ที่บ้านสระเกศ พ.ศ.2128

8. สงครามครั้งที่พระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุง พ.ศ.2129

9. สงครามครั้งพระมหาอุปราชยกมาครั้งแรก พ.ศ.2133

10. สงครามยุทธหัตถี พ.ศ.2135

11. ไทยตีเมืองทวาย - ตะนาวศรี พ.ศ.2135

12. สมเด็จพระนเรศวรตีเมืองมอญ พ.ศ. 2137

13. สมเด็จพระนเรศวรหงสาวดีครั้งที่ 1 พ.ศ. 2138

14. สมเด็จพระนเรศวรตีหงสาวดีครั้งที่ 2 พ.ศ.2142

15. สงครามครั้งสุดท้ายสมัยสมเด็จพระนเรศวร พ.ศ.2147

16. พม่าตีเมืองทวาย พ.ศ. 2156

17. พม่าตีเมืองเชี่ยงใหม่ พ.ศ.2157

18.พม่าตีเมืองทวาย พ.ศ. 2205

19. พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2205

20. พม่าตีเมืองไทรโยค พ.ศ.2206

21. ไทยตีพม่า พ.ศ. 2207

22. พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2302

23.พม่าตีหัวเมืองปักษ์ใต้ พ.ศ.2307

24. สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ.2310

จากสงครามที่ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยากับพม่าจำนวน 24 ครั้งนั้นครั้งสำคัญ ๆ ได้แก่

 

1. สงครามครั้งสมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พ.ศ.2091

                      หลังจากที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาขับไล่กองทัพพม่าครั้งแรกในพ.ศ.2081 ที่เมืองเชียงกรานแล้วต่อมาทางกรุงศรีอยุธยาได้มีการเปลี่ยนแปลงกษัตริย์โดยที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์สมบัติได้ 6 เดือนพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ทราบข่าวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยาจึงยกทัพมาโจมตีเพื่อแผ่อำนาจและเป็นการแก้ตัวในสงครามเมืองเชียงกรานโดยได้ส่งกำลังกองทัพจำนวนมากมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ขณะที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้นำกองทัพไปต่อสู้กับพม่าโดยที่สมเด็จพระนางสุริโยทัยพระมเหสีปลอมพระองค์เป็นผู้ชายติดตามพระสวามีไปด้วย เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงชนช้างกับพระเจ้าแปรแม่ทัพหน้าของพม่าช้างของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีสู้ช้างพระเจ้าแปรไม่ได้จึงวิ่งหนี สมเด็จพระศรีสุริโยทัยจึงไสช้างเข้าขวางกั้น พระเจ้าแปรจึงฟันจนสิ้นพระชนม์บนคอช้างและทางกองทัพไทยสามารถนำเอาศพของพระศรีสุริโยทัยออกมาได้

                      ทางพม่าโดยการนำของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ระยะเวลาหนึ่งจึงยกทัพกลับเพราะได้ทราบข่าวว่าทางหัวเมืองฝ่ายเหนือยกทัพมาช่วยกรุงศรีอยุธยา

 

2.สงครามช้างเผือก พ.ศ.2106

                    สงครามช้างเผือกเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเนื่องจากพระเจ้าบุเรงนองได้ทราบข่าวว่าทางกรุงศรีอยุธยามีช้างผือก 7 เชือก พระเจ้าบุเรงนองซึ่งเป็นกษัตริย์นักรบจึงขอช้างเผือกไทยมา 2 เชือก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทราบดีว่าเป็นอุบายของพม่าที่จะโจมตีไทย จึงได้ปฏิเสธไป พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาและได้ระดมยิงกรุงศรีอยุธยาด้วยปืนใหญ่อย่างหนัก จากนั้นได้มีพระราชสาสน์ถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่าถ้าไทยให้ช้างเผือก 4 เชือก จะยกทัพกลับ ขุนนางส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้ช้างเผือก 4 เชือก ตามคำขอของพม่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงยินยอมดังกล่าว พระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพกลับพม่า

 

3. สงครามครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ระหว่างพ.ศ. 2111 - 2112

                    เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้ช้างเผือกจากไทย 4 เชือก แล้วแต่ยังไม่พอพระทัยเพราะที่แท้จริงแล้วอยากจะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองประเทศราช จึงยกทัพมาตีไทยอีกครั้งในพ.ศ.2111 พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่เนื่องจากทางกรุงศรีอยุธยามีความเข้มแข็งจึงไม่สามารถตึได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงวางอุบายหลอกแม่ทัพที่สามารถของอยุธยาและได้ส่งพระยาจักรีที่เคยขอไปคราวขอช้างเผือกให้เป็นไส้ศึก ประกอบที่สมด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคตสมเด็จพระมหินทราธิราชขึ้นครองราชย์สมบัติแทนแต่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงอ่อนแอนไม่มีความสามารถในการรบจึงทำให้ไม่สามารถรักษากรุงศรีอยุธยาไว้ได้และพระเจ้าบุเรงนองจึงเอาชนะไทยได้ในพ.ศ.2112 หลังจากที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานถึง 9 ืเดือน ทางพม่าจึงได้กวาดต้อนผู้คนและริบทรัพย์สมบัติไปพม่าเป็นจำนวนมากพร้อมกันนี้ได้นำตัวสมเด็จพระมหินทราธิราชไปด้วย นับได้ว่าเป็นการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งแรกและต้องตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่านาน 15 ปี

 

4. สงครามประกาศอิสราภาพ พ.ศ.2127

                 สงคราม ประกาศอิสรภาพ พ.ศ.2127 เป็นสงครามที่พระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพแก่กรุงศรีอยุธยาที่เมืองแครง โดยเรื่องสืบเนื่องดังกล่าวมีว่าในขณะที่พระเจ้าบุเรงนองได้แต่งตั้งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชธิราชาให้ครองราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา และในขณะนั้นเขมรได้ถือโอกาสยกกองทัพมาตีไทยหลายครั้ง

               จนกระทั่งปี พ.ศ.2124 พระเจ้าบุเรงนองสวรรคต พระเจ้านันทบุเรงซึ่งเป็นราชโอรสได้ครองราชสมบัติต่อ ทำให้ประเทศราชหลายประเทศเริ่มกระด้างกระเดื่อง รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาซึ่งพระนเรศวรมหาราชมีแผนการที่จะประกาศอิสรภาพอยู่แล้ว จึงได้ประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงใน พ.ศ.2127

 

5. สงครามครั้งพระเจ้านันทบุเรงนองล้อมกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2129

               หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ประกาศอิสรภาพในพ.ศ.2127 แล้วพระเจ้านันทบุเรงนองได้นำทัพที่มีกำลังพลถึง 250,000 คนมาเพื่อที่จะตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้จึงยกทัพกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานหลายเดือน แต่ทางสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ตั้งรับทัพพม่าอย่างเข้ฒแข็ง และในบางครั้งพระองค์ได้นำทหารเข้าไปปล้นเสบียงอาหารในค่ายพม่าโดยปืนค่ายข้าศึกและคาบพระแสงดาบ พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานหลายเดือนก็ไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้ขาดเสบียงอาหารจึงยกทัพกลับพม่าในที่สุด

 

6. สงครามยุทธหัตถี พ.ศ.2135

                    สงครามยุทธหัตถีที่เกิดขึ้นในพ.ศ.2135 นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากที่พระเจ้านันทบุเรงต้องการที่จะโจมตีกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นการแก้ตัวหลังจากที่พม่าพ่ายแพ้ในสงคราม พ.ศ.2133 พระเจ้านันทบุเรงจึงให้พระมหาอุปราชายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในขณะที่สมเด็จรพระนเรศวรครองราชมบัติใหม่ ๆสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาได้ยกทัพออกไปตั้งรับทัพพม่าได้ทำการเผชิญหน้ากันขึ้น ถึงกับได้มีการทำยุทธหัตถีที่หนองสาหร่ายสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ของ้าวฟันพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอช้างพม่าจึงยกทัพกลับ นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกรุงศรีอยุธยา

 

7.สงครามครั้งสมเด็จพระนเรศวรตีหงสาวดี พ.ศ.2138 และ พ.ศ.2142

                    ในพ.ศ.2138 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ขยายอำนาจของไทยเข้าไปในดินแดนของพม่าตีเมืองทวาย ตะนาวศรี และมอญก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อไทยได้เข้าไปตีถึงเมืองหงสาวดี เมืองหลวงของพม่า แต่ไม่สำเร็จต่อมาในปีพ.ศ.2142 ได้ยกทัพไปตีหงสาวดีอีก แต่บังเอิญเมืองหงสาวดีถูกพวกยะไข่และตองอูได้ปล้นเมืองและเผาเมืองเสียก่อนจึงยกทัพกลับ

                    ส่วนในปลายปี พ.ศ.2147 สมเด็จพพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปตีเมืองอังวะของพม่าแต่สมเด็จพระนเรศวรสวรรคตเสียก่อนที่เมืองหางในปีพ.ศ.2148

 

1.4 หัวเมืองมลายู

                   เมืองมะละกาเป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทางกรุงศรีอยุธยาจึงได้ขยายอำนาจเข้าควบคุมดินแดนมะละกาและได้ส่งกองทัพไปตีเมืองมะละการวม 4 ครั้งดังนี้

1. ในพ.ศ.1951 สมัยสมเด็จพระรามราชาธิราช

2. ในพ.ศ.1962 สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

3. ในพ.ศ. 1974 สมัยเจ้าสามพระยา

4. ในพ.ศ.1998 สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

                    ในการตีเมืองมะละกาถึง 4 ครั้งนี้ทางกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถมีอำนาจเหนือมะละกาอย่างถาวรเพราะกรุงศรีอยุธยาอยู่ห่างไกลจากมะละกาเกินไป ประกบอกับในระยะหลังได้มีโปรตุเกสเดินทางเข้ามาแสวงหาอำนาจในมะละกาเพื่อการค้าและเผยแพร่คริสต์ศาสนาด้วยการส่งกองเรือมาโจมตีมะละกาในพ.ศ.2054 เป็นเหตุให้กรุงศรีอยุธยาหมดอำนาจในมะละกา

                       สำหรับหัวเมืองไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู ซึ่งเป็นประเทศราชของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ให้อยู่ในความควบคุมดูแลของเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในพ.ศ.2310 หัวเมืองเหล่านั้นได้ตั้งตัวเป็นอิสระตลอดสมัยธนบรี

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์คือในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหัวเมืองมลายูเหล่านั้นกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ในตลอดปลายสมัยรัชสมัยที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หัวเมืองมลายู ทั้ง 4 เมืองคือกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส ต้องตกเป็นอังกฤษ

 

2. ความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเซีย

                       ในสมัยกรุงศรีอยุธยานอกจากจะมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงแล้วกรุงศรีอยุธยายังมีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในทวีปเอเซียหลายประเทศโดยมีประเทศสำคัญได้แก่

2.1 จีน

              ประเทศไทยกับจีนมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยทั้งด้านการฑูตและด้านการค้า ครั้งเมื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระเจ้าหงหวู่หรือหงอู่ (หรือจูหยวงจาง) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิงขึ้นปกครองจีนได้ทรงส่งทูตไปยังอาณาจักรต่างๆ รวมทั้งกรุงศรีอยุธยาด้วยโดยในพ.ศ.1913 ได้ทรงส่งราชทูตอัญเชิญพระบรมราชโองการมายังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ในปีต่อมา คือพ.ศ. 1914 ทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งคณะราชฑูตไทยได้อัญเชิญพระราชสาสน์และบรรณาการไปถวาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ทางการฑูตครั้งแรกระหว่างกรุงศรีอยุธยากับจีน

            หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเป็นไปด้วยความราบรื่นปรากฏว่าไทยได้ส่งทูตไปเมืองจีนเป็นประจำทุกปีและบางปีมากกว่าหนึ่งครั้งคือ ระหว่าง 1914 - 2054 ทางอยุธยาส่งทูตไปเมืองจีนถึง 89 ครั้งเป็นต้น การที่ไทยได้ส่งคณะฑูตบรรณาการไปจีนบ่อยครั้งนั้นผลที่ได้คือเราได้สิทธิพิเศษทางการค้ากับจีนเพราะคณะฑูตนั้นจะนำสินค้าจากอยุธยามาขายที่จีนด้วยและตอนขากลับก็จะนำสินค้าจากจีนไปขายที่อยุธยาด้วย

           ในการติดต่อค้าขายระหว่างอยุธยากับจีนนั้นต่างก็มีความต้องการสินค้าของกันและกันสินค้าที่ไทยต้องการจากจีน ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าแพร เครื่องกระเบื้อง เป็นต้น ส่วนสินค้าที่จีนต้องการจากไทย เช่นเครื่องเทศ รังนก ข้าวพริกไทย ต่อมาชาวตะวันตกได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยามีสินค้าบางอย่างที่จีนซื้อสินค้าของชาติตะวันตกจากอยุธยาไปด้วย เช่นเครื่องแก้ว เครื่องหอม พรม เป็นต้น

 

2.2 ญี่ปุ่น

         ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนและเข้ามาทำมาหากินอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่ พ.ศ.2083 ซึ่งตรงกับปลายรัชกาลของสมเด็จพระไชยราชาธิราช และชาวญี่ปุ่นได้อาสาสมัครในครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกองทัพไปรบกับพม่าในสงครามยุทธหัตถีในพ.ศ.2135

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเริ่มอย่างป็นทางการในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ( พ.ศ.2148 -2153 ) กับโชกุนโตกุงาวะ อิเอยาสุ

           ในพ.ศ.2149 ญี่ปุ่นได้ส่งสาสน์มาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสมเด็จพระเอกาทศรถพร้อมด้วยดาบ เสื้อเกราะเป็นเครื่องราชบรรณาการและในขณะเดียวกันได้ทูลขอปืนใหญ่และไม้หอมจากไทย สมเด็จพระเอกาทศรถจึงส่งสาสน์ตอบไปญี่ปุ่นเป็นการตอบแทน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

            ความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเจริญสูงสุดในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153 - 2171 ) เพราะในสมัยนี้ทางการกรุงศรีอยุธยาได้ส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่ถึง 4 ครั้งคือใน พ.ศ.2159, 2164, 2166, 2168

ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นซึ่งนับว่ามีความสำคัญมากนั้น โดยที่ญี่ปุ่นต้องการสินค้าจากไทย คือ ข้าว ดีบุก น้ำตาล ไม้ หนังกวาง สินค้าที่ไทยต้องการจากญี่ปุ่น คือทองแดง เงินเหรียญ ของญี่ปุ่น ฉากลับแล เป็นต้น ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยานอกจากเป็นทหารอาสาแล้วมีชาวญี่ปุ่นบางคนเข้ารับราชการในอยุธยาในตำแหน่งที่สูงคือ ยามาดา นางามาซา ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

          ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นหลังจากสิ้นสุดสมัยพระเจ้าทรงธรรมแล้วเริ่มเสื่อมลง เช่นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองส่งคณะฑูตไปญี่ปุ่น 5 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการต้อนรบจากญี่ปุ่น เพระาญี่ปุ่นมีนโยบายที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว และปิดประเทศตั้งแต่ พ.ศ.2182 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นสิ้นสุดลง

 

2.3 อิหร่าน

         ชาวอิหร่านหรือชาวอาหรับได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยาและเข้ารับราชการในราชสำนักไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เช่นเฉกอะหมัด หรือต่อมาเป็นต้นตระกูลบุนนาค ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับอิหร่านนั้นไทยได้ส่งฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยาแต่ไม่ค่อยราบรื่นนักเพราะถูกออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนตินฟอลคอน) กีดกัน

 

2.4 ลังกา

          ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับลังกาเพราะทางลังกาได้ส่งฑูคมาขอพระสงฆ์จากไทยเพื่อไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกาสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทางลังกาจึงเรียกพระสงฆ์ที่ไปปฏิบัติพระธรรมที่ลังกาว่าลัทธิสยามวงศ์

 

3. ความสัมพันธ์กับประเทศในทวีปยุโรป

               ชาวยุโรปหรือชาวตะวันตกได้เข้ามาติดต่อกกับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 21 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือต้องการเครื่องเทศ พริกไทย และในขณะเดียวกันเพื่อต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนาด้วยโดยประเทศต่างๆ ที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาได้แก่

1. ประเทศโปรตุเกส เข้ามา พ.ศ.2054 ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

2. ประเทศสเปนเข้ามาในพ.ศ.2141 ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

3. ประเทศฮอลันดาเข้ามา พ.ศ.2147 ในสมัยตอนปลายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

4. ประเทศอังกฤษ เข้ามาในพ.ศ.2155 สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

5.ประเทศเดนมาร์ก เข้ามาในพ.ศ.2164 สมัยตอนปลายสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

6. ประเทศฝรั่งเศสเข้ามาในพ.ศ.2205 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 

3.1 โปรตุเกส

        โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.2504 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ด้วยการส่งฑูตชื่อดอาร์เต้ เฟอร์นันเดส มาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาส่วนทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งทูตไปมะละกาและพระราชสาสน์ไปถวายกษัตริย์ของโปรตุเกส

ต่อมาในพ.ศ.2059 ไทยกับโปรตุเกสได้ทำสนธิสัญญาสัมพันธไมตรี และการค้าต่อกัน โดยให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองต่างๆของไทย เช่นมะริด ตะนาวศรี ปัตตานี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น สำหรับสินค้าของโปรตุเกสที่ทางกรุงศรีอยุธยามีความสนใจมากเป็นพิเศษคือปืนไฟ กระสุนปืน และดินปืน และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สนพระทัยในอาวุธและยุทธวิธีของโปรตุเกสมากจนสามารถแต่งตำราพิชัยสงครามได้ ได้เชิญชาวโปรตุเกสเข้ามาเป็นทหารอาสาในไทยและช่วยไทยรบกับพม่าที่เมืองเชียงกราน จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชได้โปรด ฯ ให้ชาวโปรตุเกสสามารถตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้เรียกว่า "หมู่บ้านโปรตุเกส " ตลอดทั้งได้พระราชทานที่ดินเพื่อให้สร้างโบสถ์ในคริสต์ศาสนาด้วย

         ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกสเริ่มเสื่อมลงเมื่อตะวันตกชาติอื่นได้เข้ามายังดินแดนแถบนี้ เช่นฮอลันดา ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของโปรตุเกสและทางกรุงศรีอยุธยาก็ยินดีติดต่อการค้าด้วยจนกระทั่งหลังสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมอำนาจของโปรตุเกสก็ลดบทบาทสำคัญจนไม่มีความสำคัญในที่สุด

 

3.2 ฮอลันดา

         ฮอลันดาปัจจุบันคือประเทศเนเธอร์แลนด์เข้ามาติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยตอนปลายรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งหลังโปรตุเกสประมาณเกือ บหนึ่งศตวรรษ การเข้ามาติดต่อของฮอลันดานั้นจะแตกต่างกับโปรตุเกสคือฮอลันดา นั้นสนใจเฉพาะด้านการค้าโดยไม่ได้สนใจในเรื่องการเผยแผ่คริสต์ศาสนาสำหรับสินค้าที่ชาวฮอลันดาต้องการจากอยุธยามากเช่น เครื่องเทศ พริกไทย หนังกวาง และช้าว ฯลฯ ตลอดสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นไทยกับฮอลันดามีความผูกพันธ์กับเป็นอย่างดี

        ในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถได้ส่งราชฑูตไปฮอลันดาเพื่อเจรจาด้านการค้าและดูแลศึกษาความเจริญของฮอลันดา ในพ.ศ.2150 และได้เข้าเฝ้ากษัตริย์แห่งฮอลันดาครั้งตอนขากลับทางกษัตริย์ฮอลันดาได้ฝากปืนใหญ่และอาวุธอื่นๆ มาถวายแด่สมเด็จพระเอกาทศรถด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฮอลันดาเป็นไปด้วยดี จะกระทั่งในพ.ศ.2176 ฮอลันดาได้ตั้งสถานีการค้าขึ้นในกรุงศรีอยุธยาในระยะแรกการค้าระหว่างไทยกับฮอลันดาเป็นไปด้วยดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางไทยให้สิทธิพิเศษแก่พ่อค้าฮอลันดาในการผูกขาดการค้าหนังสัตว์จากไทย

        ต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองความผูกพันธ์ที่มีต่อกันเริ่มมีปัญหาเนื่องจากฮอลันดาไม่ช่วยไทยปราบกบฏ และทำให้พระเจ้าปราสาททองต้องเข้มงวดกับฮอลันดามากขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะให้ไทยค้าขายอย่างอิสระแต่ฮอลันดาพยายามจะผูกขาดการค้ากระทั่งฮอลันดาต้องใช้กำลังกองทัพเรือมาบีบบังคับไทยเกี่ยวกับการค้าความบาดหมางใจกันระหว่างไทยกับฮอลันดามีขึ้นอย่างรุนแรงในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทางฮอลันดาได้ส่งเรือรบมาปิดอ่าวไทย และเรียกร้องสิทธิพิเศษต่างๆ จากไทยมากมาย เช่นฮอลันดามีสิทธิในการค้าขายที่นครศรีธรรมราช ถลาง และหัวเมืองอื่นๆ รวมทั้งสิทธิพิเศษในการพิจารณาพิพากษาคดึคือ ชาวฮอลันดากระทำผิดไม่ต้องขึ้นศาลไทย เป็นต้น จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮอลันดาทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ต่างๆ เป็นจำนวนมากแต่ก็ทำให้เราสามารถรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้

        ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมฮอลันดาเกิดมีปัญหากับอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องการค้า จนทำให้ทั้งสองประเทศได้มีการรบพุ่งกันขึ้นทางเรือ ผลปรากฏว่าฝ่ายอังกฤษเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และได้เลิกติดต่อค้าขายกับอยุธยาแต่อิทธิพลของฮอลันดาเริ่มเสื่อมลงในตอนกลางสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะทางกรุงศรีอยุธยาได้ติดต่อกับอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อเป็นการคานอำนาจฮอลันดา จนกระทั่งสมัยพระเพทราชาได้ขับไล่ฝรั่งเศสออกไปและมีการติดต่อค้าขายและมีความสัมพันธ์กับอยุธยาจนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่าใน พ.ศ.2112

 

3.3 อังกฤษ

        อังกฤษเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาโดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการค้าและสินค้าที่อังกฤษนำเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยาและหัวเมือง คือผ้าชนิดต่าง ๆ โดยในพ.ศ.2155 ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมทางอังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาและทางอยุธยาให้การต้อนรับอย่างดีพร้อมกับให้ตั้งสถานีการค้าและบ้านเรือนในกรุงศรีอยุธยาได้แต่การค้าของอังกฤษตลอดระยะเวลานั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจึงถอนตัวออกจากกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับในระยะหลัง ๆมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงถึงกับมีการสู้รบกันที่เมืองมะริดทำให้ความสัมพันธ์ไมตรีที่ดีกับอังกฤษต้องสิ้นสุดลงในพ.ศ.2230

         สำหรับชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาชุดแรกคือกลุ่มของสังฆราชเบริต ชื่อเเดอลาบ๊อตลัมแปต์กับบาดหลวงอีก 2 องค์ โดยมีความประสงค์สำคัญของคณะนี้ คือต้องการที่จะใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ได้รับการต้อนรับพระนารายณ์อย่างดี จนกระทั่งในพ.ศ.2233 ฝรั่งเศสได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าในกรุงศรีอยุธยา และเพื่อต้องการเป็นมิตรกับฝรั่งเศสสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงส่งฑูตไปฝรั่งเศสในปีพ.ศ.2223แ ต่ไปไม่ถึงเพราะเรืออับปางเสียก่อน อีกสามปีต่อมาสมเด็จพระนารายณ์ได้ส่งฑูตไปอีกคือ ขุนพิชัยวาทิตและขุนพิชิตไมตรี ซึ่งได้รับการต้อนรับจากฝรั่งเศสเป็นอย่างดี เมื่อเดินทางกลับทางฝรั่งเศสได้ส่งเชอวาเลีย เดอโชมองต์ เป็นฑูตมาเป็นการต้อนรับจากฝรั่งเศสเป็นอย่างดี เมื่อเดินทางกลับทางฝรั่งเศสได้ส่งเชอวาเลีย เดอโชมองต์ เป็นฑูตมาเป็นการตอบแทนและเป็นการส่งเสริมให้ศาสนาคริสต์แพร่หลายมากขึ้นถึงกับเข้าเฝ้าและทูตให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเปลี่ยนศาสนา

       ในพ.ศ.2228 ฝรั่งเศสได้ส่งคณะฑูตมายังกรุงศรีอยุธยาอีก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงให้การต้อนรับอย่างดีโดยให้ออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน ) เป็นผู้แสดงบทบาทสำคัญในการที่จะให้ฝรั่งเศสเผยแพร่ศาสนาคริสต์และขยายการค้าซึ่งเป็นที่พอใจของฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง แต่การที่ทูลให้สมเด็จพระนารรายณ์มหาราชเปลี่ยนศาสนานั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

       ต่อมาในพ.ศ.2229 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ส่งฑูตไทยซึ่งมีออกพระวิสุทธสุนทร(โกษาปาน) เป็นหัวหน้าคณะฑูตไทยไปฝรั่งเศสพร้อมกับการกลับไปของคณะฑูตเดอโชมองต์ได้พำนักอยู่ในฝรั่งเศสนาน 8 เดือน และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่พระราชวังแวร์ซายส์ตลอดทั้งได้ศึกษาถึงความเจริญในด้านต่างๆ ของฝรั่งเศสและเมื่อคณะฑูตไทยกับฝรั่งเศสได้ส่งทหารจำนวนถึง 636 คนพร้อมฑูตที่มีเดอลาบูแบร์เป็นหัวหน้าคณะและในการมาครั้งนี้จะเห็นว่าฝรั่งเศสเริ่มเข้ามามีอำนาจในกรุงศรีอยุธยาด้วยการสนับสนุนของออกญาวิไชเยนทร์

       ใน พ.ศ.2231 ฑูตฝรั่งเศสได้เดินทางกลับโดยมีขุนนางผู้น้อยกลุ่มหนึ่งของไทยเดนิทางไปด้วย แต่กองทหารฝรั่งเศสยังอยู่ในไทยบริเวณเมืองบางกอก และเมืองมะริด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่างของทหารฝรั่งเศสและออกญาวิไชเยนทร์เป็นสิ่งที่ขุนนางไทยไม่พอใจจึงได้ต่อต้านฝรั่งเศสและกำจัดออกญาวิไชเยนทร์

ในการติดต่อกับฝรั่งเศสทำให้ไทยเราได้นำความเจริญในด้านต่างๆ เข้ามาหลายด้านเช่น

ด้านวิทยาศาส ตร์

ได้เรียนรู้การแพทย์สมัยใหม่และสร้างหอดูดาวที่พระราชวังจันทรเกษมพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

ด้านการทหาร

มีการสร้างป้อมแบบตะวันตก

ด้านการศึกษา

ตั้งโรงเรียนที่กรุงศรีอยุธยาของบาดหลวง และได้ส่งนักเรียนไปทยเไปเรียนที่ฝรั่งเศส

้ด้านสถาปัตยกรรม

มีการสร้างพระราชวังแบบไทยผสมฝรั่งเศสที่ลพบุรี

       ความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในระยะหลังไม่ค่อยราบรื่น และมีการสู้รบกันขึ้นระหว่างคนไทยกับทหารฝรั่งเศสและเป็นระยะเวลาที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคตในพ.ศ.2231 สมเด็จพระเพทราชาข้นครองราชย์ และขับไล่ทหารฝรั่งเศสได้สำเร็จทำให้ความสัมพันธ์ไมตรีของทั้งสองประเทศเสื่อมลงเป็นลำดับ

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 17 คน กำลังออนไลน์