การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

เราจะสังเกตได้เลยว่าการพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันค่อนข้างลืมให้ความใส่ใจต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม(Social Infrastructure) ซึ่งบ้านเราเองได้ยึดมุ่งพัฒนาตามแนวความคิดของโลกตะวันตกแต่เพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเมื่อเราแทบไม่ได้ให้ความสำคัญต่อบริบททางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยแทบจะไม่ได้เรียนรู้เพื่อมุ่งพัฒนา "รากฐาน" ของตนเองเอาเสียเลย เพราะเรามัวแต่วิ่งไล่ตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือหลักในการขยายอิทธิพลและรักษาระบอบทุนนิยม ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง กิเลส และการแย่งชิงผลประโยชน์ทางธุรกิจ จนเราลืมย้อนกลับมานึกถึง "ความเป็นไทย" และ "ความพอเพียง"ทั้งนี้ ประเทศไทยมิได้ใส่ใจในการเข้าใจถึงรากฐานและปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตและพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดียิ่งขึ้น เพราะเราได้แต่ "ยืม ซื้อ หรือบริโภค" ความรู้และเทคโนโลยีของชนชาติอื่นจนไม่ได้มอบความสำคัญในการพัฒนา "เสาหลักทั้ง 3" อย่างแท้จริง ซึ่งได้แก่ 1.รากเงิน 2.รากเทคโนโลยี 3.รากความรู้ โดยที่สังคมไทยได้แต่คอยพึ่งพาปัจจัยเหล่านี้จากประเทศมหาอำนาจจนแทบจะไม่มี "ภูมิคุ้มกัน" เมื่อเกิดปัญหาสภาวะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงดังนั้น เราจึงมองได้ว่าบ้านเรายังไม่มีรากฐานที่แข็งแรงเพียงพอ จนบางทีผมมองว่าสังคมที่เราอยู่กลับ "กลวง" เสียด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ การที่คนในสังคมตะเกียกตะกายวิ่งเข้าหาสภาวะเศรษฐกิจอันเชี่ยวกรากของระบบทุนนิยมย่อมทำให้เกิดความขัดแย้ง กิเลส และการบริโภคเกินความจำเป็น จนขาดสติดั่งบ้านที่ไร้เสาหลักท่ามกลางพายุ ดังนั้น เสาหลักดังกล่าวจึงมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงทั้งนี้ ประเทศชาติจะสามารถพัฒนาได้ย่อมขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจในทรัพยากรที่สำคัญอันดับหนึ่ง           ซึ่งก็คือ "มนุษย์" หรือ "คน" นั่นเอง เราจึงต้องมองว่า คน คือ "ทุนหลัก"            ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ การพัฒนาสังคมโดยรวมจึงไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับ"ผู้นำ" และ"ความเป็นปัจเจกบุคคล" แต่เพียงอย่างเดียว  ประชาชนต่างหากที่ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและสภาวะทางสังคมที่ย่ำแย่ การรวมตัวผนึกความคิดของคนในสังคมควรเป็น "ศูนย์กลางในการพัฒนา" จึงถือได้ว่าคือ ความเป็น "ประชาธิปไตย" อย่างแท้จริง              ทั้งนี้ "ความรู้" และ "การเข้าใจสถานะของตนเองและสิ่งแวดล้อม"                                                                                                          ถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องฝักใฝ่พัฒนาตนเองเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม อย่างไรก็ตาม                                    สิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าระบบทุนนิยมและการเมืองภายใต้ระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่ไม่ดี จนเรามีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบสังคมนิยมนะครับ แต่สิ่งจำเป็นคือ จะอยู่อย่างไรในระบอบทุนนิยม โดยที่เราไม่จำเป็นต้อง "ยึดติด" กับระบอบนี้ต่างหาก!เราน่ะสิครับที่ควรเลือกที่จะเดินบน "ทางสายกลาง" ที่มิได้ละทิ้งการพัฒนาและพัฒนาจนเกินเหตุ(วิ่งไล่ตาม) แต่เราควรรู้จัก "ความพอเพียง" เสียมากกว่านะครับ ท่านผู้อ่านลองนึกสิครับว่า ถ้าเราอยากปลูกต้นไม้ให้งามทันใจสักต้นเนี่ย ก็จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใช่ไหมล่ะครับ แน่นอนต้นไม้ต้นนี้ต้องโตไวแน่ แต่ใช่ว่าการโตไวด้วยการเร่งใส่ปุ๋ยจะเป็นผลดีตลอดไป เพราะการพัฒนาที่รวดเร็วจนลืมรากฐานของตนเองคือความไม่แน่แท้และไม่ยั่งยืนยงนะครับ มันเป็นเพียงแค่ "เปลือกนอก" เป็นแค่ "ของปลอม" เท่านั้นเองแน่นอนครับ ต้นไม้ก็เหมือนธุรกิจ(และ)การเมืองที่ฟุ้งเฟ้อของพี่น้องชาวไทยนี่ล่ะครับ เรียกว่า "ยิ่งโต ยิ่งพัฒนา ยิ่งรวย ก็ยิ่งตายเร็ว" เป็นธรรมดาครับ "ทุกอย่างมาเร็ว ย่อมไปเร็ว" เป็นสัจธรรมของชีวิต ดังนั้น ถ้าอยากให้ต้นไม้เติบโตอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์ต้องใช้เวลานะครับ ต้องให้ "รากแก้วและรากหญ้า" เขามั่นคงเสียก่อน ไม่ใช่มีแต่ "รากฝอย" กระจายตัวคืบขยายหากินเพียงอย่างเดียว มองแต่ว่า "ใบไม้" ดูสวยงามสะพรั่ง แต่พอเจอพายุมรสุมเข้าสักทีก็แตกโค่นล้มตึงไงล่ะครับที่สำคัญปล่อยให้เขาโตตามรูปแบบ "ธรรมชาติ" เถอะครับ แต่ก็ใช่ว่าไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลยก็ยากที่จะพัฒนา ดังนั้น ต้องพัฒนาแบบ "พอดี" และ "พอเพียง" อย่างที่ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่า "Slow but sure" หรือง่ายๆ คือ "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" นั้นแหละครับอย่างไรก็ตาม ต้นไม้งามต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงที่ดี ทั้งนี้น้ำหล่อเลี้ยงย่อมเปรียบเสมือน "ความรู้ ความคิด และความอ่าน" ของพสกนิกรชาวไทยและผู้นำประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางสาธารณะและสภาวะทางสังคม กล่าวคือ ต้องรู้จักคำนึงถึงสภาวะแวดล้อม และรู้จักประมาณสภาวะของตนเองทั้งนี้ เราต้องรู้จักการ "มีเหตุมีผล" รู้จัก "พอประมาณ" และที่สำคัญต้องสามารถสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับตนเอง ต้องรู้จักความพอดี และตรวจสอบศักยภาพของตนเอง อย่าทำเกินตัวและอย่าดันทุรังแบบว่าสู้จนตัวตาย เราห้ามประมาท ต้องรู้จักพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะสามารถคุ้มกันตนเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว โดยที่เราควร "มุ่งพัฒนาหาความรู้" เพื่อนำมาพัฒนาสังคมของเราให้มั่นคงและที่สำคัญเราควรรู้จักยึดหลัก "ธรรมะ" คือความเป็น "ธรรมชาติ" หรือ "ความธรรมดา" ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขสุดท้ายเมื่อเรารู้จักอิ่ม รู้จัก "เพียงพอ" เราย่อมพบ "ความพอดี" ซึ่งเป็นความสุขบนทางสายกลางที่ไร้ซึ่งกิเลส ตัณหา และอำนาจ ผมว่าเมืองไทยก็เหมือนกับผักสวนครัวนั้นล่ะครับ เร่งใส่ปุ๋ย บำรุงตลอด จนผักแลดูสด สวย และใหม่ แต่สุดท้ายผู้บริโภคกลับเข้าโรงพยาบาลล้างท้องเพราะเจอ "พิษ" จากปุ๋ยเป็นผมเลือกกินผักไร้สารพิษ(หรือพิษน้อย)เสียดีกว่าที่จะต้องถูกส่งไปนอนล้างท้องนะคร้าบ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 51 คน กำลังออนไลน์