โลกและชั้นเปลือกโลก

โลก

 

รูปอ้างอิงจาก  www.oknation.net/.../2008/10/02/entry-1

โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงโคจรซึ่งใช้เวลา 365.25 วัน  เพื่อให้ครบ 1 รอบ ปฏิทินแต่ละปีมี 365 วัน ซึ่งหมายความว่าจะมี 1/4 ของวันที่เหลือในแต่ละปี ซึ่งทุกๆปีสี่ปีจะมีวันพิเศษ คือจะมี 366 วัน กล่าวคือเดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วัน แทนที่จะมี 28 วันเหมือนปกติ ตามที่เคปเลอร์ค้นพบวงโคจรของโลกไม่เป็นวงกลม ในเดือนธันวาคมมันจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าเดือนมิถุนายน ซึ่งมันจะอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด โลกจะเอียงไปตามเส้นแกน ในเดือนมิถุนายน ซีกโลกเหนือจะเอียงไปทางดวงอาทิตย์ดังนั้น ซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูร้อนและซีกโลกใต้จะเป็นฤดูหนาว ในเดือนธันวาคมจะเอียงจากดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาวและซีกโลกใต้เป็นฤดูร้อน ในเดือนมีนาคมและกันยายน ซีกโลกทั้งสองไม่เอียงไปยังดวงอาทิตย์ กลางวันและกลางคืนจึงมีความยาวเท่ากัน ในเดือนมีนาคม ซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ และซีกโลกใต้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ในเดือนกันยายน สถานการณ์จะกลับกัน
               โลกมีอายุประมาณ 4,700 ปี   โลกไม่ได้มีรูปร่างกลมโดยสิ้นเชิง เส้นรอบวงที่เส้นศูนย์สูตรยาว 40,077 กิโลเมตร (24,903 ไมล์)และที่ขั่วโลกยาว 40,009 กิโลเมตร (24,861 ไมล์

อ้างอิงจาก      www.thaigoodview.com/library/teachershow/.../earth.html

ชั้นเปลือกโลก (Crust)

 

                                                       รูปอ้างอิงจาก     www.geocities.com/chtherock/Earth.html

     ข้อมูลของชั้นเปลือกโลก ได้มาจาการศึกษาคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ ที่สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเหนือศูนย์กลางของแผ่นดินไหว (epicemter) ในระยะไม่เกิน 1,100 กิโลเมตร ในปี 1909 Andrija Mohorovicic ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวชาวยูโกสลาเวีย ได้ทำการศึกษาจากคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ ที่ได้จากการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณรัฐโครเอเชีย โดยพบว่าชั้นเปลือกโลกเป็นของแข็ง โดยสังเกตพบว่าความเร็วคลื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ระดับความลึก 50 กิโลเมตร ความเร็วคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ ได้ผ่านหินที่มีส่วนประกอบที่ต่างกัน รอยต่อที่พบจากการศึกษาครั้งนี้เป็นรอยต่อที่แบ่งระหว่าง ชั้นเปลือกโลกและชั้นเนื้อโลก ซึ่งเรียกกันในภายหลังว่า Mohorovicic discontinuity หรือเรียกอย่างสั้นๆว่า Moho หรือ M discontinuity จากการศึกษาในระยะต่อมาพบว่า ความลึกของตำแหน่ง Moho ในแต่ละบริเวณของโลกอยู่ที่ระดับความลึกไม่เท่ากัน

ชั้นเปลือกโลกของทวีป (Continental crust)

ชั้นเปลือกโลกของทวีปเป็นส่วนที่ศึกษาได้จากพื้นผิวโลก โดยประกอบด้วยหินตะกอนปกคลุมหินอัคนีและหินแปรบางส่วนอยู่ชั้นเปลือกโลกของทวีปมีความหนาแน่นน้อย ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้นเมื่อความลึกเพิ่มขึ้น ความหนาของชั้นเปลือกโลกของทวีปโดยทั่วไปประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตร ในปี 1941 สถานีตรวจสอบแผ่นดินไหวที่ Harward ศึกษาถึงส่วนประกอบของชั้นเปลือกโลกของทวีป พบว่าชั้นเปลือกโลกของทวีปแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้นย่อยๆ คือ

1. ชั้นเปลือกโลกส่วนบน หรือ ชั้นไซแอล (Si, Al) (upper crustal layer หรือ Sialic layer) ความหนาประมาณ 16 กิโลเมตร ประกอบด้วย granite, granodiorite, geiss

 2. ชั้นเปลือกโลกส่วนล่าง หรือ ชั้นไซมา (Si, Mg) (lower crustal layer หรือ Simatic layer) ความหนาประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วย basalt

ชั้นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร (Oceanic crust)

โครงสร้างชั้นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร ได้จากการศึกษาหินภูเขาไฟตามเกาะต่างๆ พบว่าชั้นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก มีอยู่เพียง 1 ชั้น มีส่วนประกอบเป็นชั้นไซมา (Simatic layer) และมีความหนาน้อยกว่าชั้นเปลือกโลกของทวีป นอกจากนี้ความหนาของชั้นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรยังไม่แน่นอน โดยเฉลี่ยความหนาของชั้นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรแปซิฟิกประมาณ 5กิโลเมตร

ชั้นเนื้อโลก (Mantle)

ชั้นเนื้อโลกเป็นชั้นที่อยู่ถัดจากชั้นเปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร ใต้ตำแหน่ง Moho ลงไป ความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหวทั้งที่เป็นคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าชั้นเนื้อโลกประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่มีความหนาแน่นสูง และการที่คลื่นทุติยภูมิสามารถเดินทางในชั้นเนื้อโลกได้ย่อมแสดงว่าชั้นเนื้อโลกเป็นของแข็ง ส่วนประกอบของชั้นเนื้อโลกมีการเปลี่ยนแปลงบ้างทั้งในแนวดิ่งและในแนวราบ แต่อย่างไรก็ดีส่วนประกอบของชั้นเนื้อโลกยังมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวมากกว่าชั้นเปลือกโลก ชั้นเนื้อโลกแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน

1. ชั้นเนื้อโลกส่วนบน (upper mantle) ประกอบด้วย dunite, echogite และ peridotite

2. ชั้นเนื้อโลกส่วนล่าง (lower mantle) ประกอบด้วยสารจำพวก oxides และ silicate

แกนโลก (Core)

เป็นชั้นถัดจากชั้นเนื้อโลกลงไปตั้งแต่ระดับความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตรจนถึงจุดศูนย์กลางของโลกที่ระดับความลึกประมาณ 6,370 กิโลเมตร จากการศึกษาความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหว พบว่าที่ระดับความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร ความเร็วของคลื่นปฐมภูมิมีค่าลดลงอย่างรวดเร็ว และคลื่นทุติยภูมิไม่สามารถเดินทางผ่านบริเวณนี้ได้ ทำให้เชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงของวัตถุจากของแข็งไปเป็นของเหลว ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อระหว่างชั้นเนื้อโลกและชั้นแกนโลก ความเร็วของคลื่นปฐมภูมิเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ระดับความลึกประมาณ 5,100 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของวัตถุจากของเหลวเป็นของแข็ง การที่วัตถุมีสภาพเป็นของเหลวภายในโลกได้ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูง ทำให้เกิดการหลอมเหลวของวัตถุ แต่เมื่อลึกลงไปจนถึงระดับหนึ่งที่ความกดดันเพิ่มขึ้น จนทำให้วัตถุกลายสภาพเป็นของแข็งได้อีกครั้ง ทำให้สามารถแบ่งแกนโลกออกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. แกนโลกส่วนนอก (outer core) ซึ่งมีความหนาประมาณ 2,200 กิโลเมตร เป็นของเหลวหรือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายของเหลวมีส่วนประกอบเป็นนิเกิลและเหล็กผสม และอาจมีธาตุที่เบากว่าเช่น ซิลิคอนหรือกำมะถัน ผสมอยู่ได้เล็กน้อย 2. แกนโลกส่วนใน (inner core) ซึ่งมีรัศมี 1,270 กิโลเมตร เป็นวัตถุที่เป็นของแข็ง มีความหนาแน่นประมาณ 13 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งน่าจะประกอบด้วยเหล็กเป็นส่วนใหญ่ อาจมีนิเกิลและโคบอลต์อยู่บ้าง แกนโลกมีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่าชั้นของเปลือกโลกหรือชั้นเนื้อโลก แกนโลกเป็นส่วนที่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก และถูกนำมาใช้กำหนดทิศทางในการเดินทาง ถึงแม้ว่ายังไม่มีตัวอย่างของแกนโลกแต่หลักฐานหลายอย่างก็บ่งบอกว่าแกนกลางของโลก เป็นเหล็ก

อ้างอิงจาก   http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-13237.html

 

รูปภาพของ virat

ครูวิรัช ตรวจครับ

เนื้อหาดีค่ะ

 

อ่านแล้วได้ความรู้ดี ^^

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 128 คน กำลังออนไลน์