7เคล็ดลับในการเก่งอังกฤษ
7 เคล็ดลับกับการเรียนอังกฤษ
เล่ากันว่า ที่โรงเรียนในเมืองฝรั่งแห่งหนึ่ง มีการสอนภาษาไทยให้แก่ฝรั่ง ห้องเรียนภาษาไทยมีสองห้อง
เอาเป็นว่าห้องเอและห้องบี ครูที่สอนภาษาไทยให้แก่นักเรียนฝรั่งนั้นเป็นฝรั่งครับ....วันหนึ่ง นักเรียนห้องเอ
กำลังเรียนภาษาไทย บังเอิญนักเรียนห้องบีซึ่งอยู่ติดกันก็เรียนภาษาไทยพอดี ครูห้องเอสอนให้นักเรียน
ออกเสียงว่า "ทอนมาย ทอนนี" แล้วสั่งให้นักเรียนทั้งห้องอ่านออกเสียงตาม "ทอนมาย..ทอนนี"
ในขณะเดียวกัน ครูห้องบี ก็เขียนบนกระดานแล้วให้นักเรียนอ่านออกเสียงพร้อมกันว่า "โทนมาย...โทนนี"
นักเรียนทั้งหมดก็ "โทนมาย...โทนนี" เมื่อหมดชั่วโมง ครูฝรั่งที่สอนภาษาไทยทั้งสองห้องออกมาเจอกัน
ต่างคนต่างว่าอีกฝ่ายหนึ่งสอนนักเรียนผิด ครูห้องเอก็ว่าต้องออกเสียง "ทอนมาย ทอนนี" จึงจะถูก ครูห้องบี
ก็ว่าิผิด ต้องว่า "โทนมาย...โทนนี" ต่างหากถึงจะถูก เถียงกันไปเถียงกันมา ต่างคนต่างไม่ยอม เลยพากัน
ไปหาครูคนไทยเพื่อให้ตัดสินคดีว่า ตกลงใครถูกใครผิดกันแน่ ครูคนไทยยิ้ม บอกว่า อ๋อ....ที่ถูกต้องนั้น
ยูทั้งสองต้่องออกเสียงว่า "ต้นไม้ต้นนี้" ไม่ใช่ "โทนมายโทนนี" หรือ "ทอนมายทอนนี" ครูฝรั่งทั้ังคู่้ฮาแทบกลิ้ง
หัวร่อเิอิ้กๆ กอดคอกันหันหลังเดินกลับไป
นี่แหละครับ.....ภาษาไทยเราเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ มีเสียงสูงๆต่ำๆ ฝรั่งเขาจึงมักเรียกภาษาไทยเราว่า
Tone Language แบบนี้แหละที่พาให้ครูฝรั่งทั้งสองเถียงกันจนแทบต่อยกันตัดสินถูกผิด
ตอนนี้ เราหันมามองทางภาษาอังกฤษบ้าง คำในภาษาเขา แม้จะไม่มีเสียงวรรณยุกต์ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า
แบบเรา แต่เขาก็มีเสียงหนัก (stress) เสียงเบา (weak) ในแต่ละคำ โดยเฉพาะคำที่มีสองพยางค์ขึ้นไป
เคล็ดลับข้อแรกจึงเป็น "การเน้นเสียงพยางค์ในคำ ( WORD STRESS)" ครับ
การเน้นเสียงพยางค์ในคำภาษาอังกฤษ ถือเป็นกุญแจทองดอกใหญ่เลยทีเดียวครับสำหรับการพูดและเข้าใจ
ภาษาอังกฤษ เพราะการเน้นเสียงนั้น "สำคัญอย่างยิ่งยวด" ถ้าเราศึกษาและฝึกหัดเรื่องเสียงหนัก-เบาได้ดี
เราจะไม่งงและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ง่ายเวลาที่ฝรั่งมังค่าพูดตามความเร็วปกติของเขาซึ่งเราก็มักจะดูว่า
พูดไวจัง ถ้าถามว่าการเน้นเสียงสำคัญมากนักหรือ? เรามาลองดูคำ 3 คำต่อไปนี้ก็ได้ครับ คือ photograph,
photographer และ photographic สามคำนี้ออกเสียงเน้นหนักต่างกันไปคนละที่ี้ ในแต่ละคำจะมีอยู่พยางค์หนึ่ง
ที่ออกเสียงหนักกว่าเพื่อน (หนักกว่าพยางค์อื่นที่เหลือ) สังเกตดูี้นะครับ เฉพาะพยางค์ที่ออกเสียงหนักนั้น
ผมทำเป็นตัวเข้มและเป็นอักษรตัวโตไว้ให้เห็นชัดๆ ลองดูครับ
คำแรก PHOtograph คำที่สอง phoTOGrapher และคำที่สาม photoGRAPHic
จำง่ายๆแบบลูกทุ่งก็ได้ว่า คำใดที่มีตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป จะต้องมี Stress หรือเสียงเน้นหนักเสมอ :
TEACHer, JaPAN, CHIna, aBOVE, converSAtion, INteresting, imPORtant, deMAND, etCETera, etCETera, etCETera
พยางค์ใดในคำนั้นๆที่ไม่เน้นเสียงก็ออกเสียงเป็นเสียงแผ่วเบาไป ก็แน่ละครับ ฝรั่งเจ้าของภาษาเขาจะฟัง
เสียงที่เน้นหนักเป็นสำคัญครับ ส่วนเสียงที่ไม่เน้น (weak) เขาก็ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก เราจึงพอสรุปได้ว่า ถ้าเรา
ศึกษาและฝึกหัดเรื่องการเน้นเสียงหนักเบาให้ดี ถูกต้อง เข้าใจ และคล่องแคล่ว เราจะพัฒนาการออกเสียง
และความเข้าใจภาษาอังกฤษของเราได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติครับ หากท่านมีปัญหาก็ลองถามไถ่ครู
ภาษาอังกฤษดู หรือเปิดพจนานุกรมดู ส่วนการฝึกหัดฟังเสียง เราอาจฟังจากวิทยุ เทป หรือภาพยนต์เสียง
ในฟิล์ม
ดังนั้น นอกจากจะศึกษาและฝึกหัดเรื่อง "การเน้นเสียง" ให้เข้าใจและคล่องแคล่วแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่
ควบคู่กันไปกับการหัดพูดหัดเน้น ก็คือการฟังอังกฤษให้คล่อง "หัดฟังภาษาอังกฤษ" ให้คล่องก็จะพูดได้
คล่อง และจำแนกแยกแยะสิ่งที่ได้ยินได้....ต่อจากนั้นก็จะ "ใช้ภาษาัอังกฤษ" ได้ดี
เคล็ดลับข้อสอง "SENTENCE STRESS" หรือ "การเน้นเสียงคำในประโยค"
เปรียบไปก็คล้ายๆกับข้อแรกที่ว่า word stress ครับ word stress เป็นการ "เน้นเสียงพยางค์ในคำ์" แต่ Sentence
stress นั้น "เน้นเสียงคำในประโยค" นี่เป็นกุญแจดอกสำคัญดอกที่สอง ลองดูสักประโยคนะครับ เช่น
We want to go. ประโยคนี้ เราจะออกเสียงคำทั้ง 4 คำเบาเท่ากันหมด หรือหนักเท่ากันหมดไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่ดี
ดังนั้น คำไหนที่เราต้องการเน้น เราออกเสียงให้ "หนักกว่า" เข้าไว้ คำใดที่ไม่สลักสำคัญเท่าใดก็จะเบากว่า
อย่างในประโยคนี้ ถ้าถามว่าคำไหนล่ะที่เราต้องการเน้น คำตอบก็คือ "want" กับคำว่า "go" เวลาออกเสียง
ประโยคนี้ก็จะเป็นว่า We WANT to GO.
หรืออื่นๆที่คล้ายๆกันนี้ เป็นต้นว่า
We WANT to GO to WORK.
We DON'T WANT to GO to WORK.
We DON'T WANT to GO to WORK at NIGHT.
เห็นไหมครับ ลองฝึกลิ้นฝึกพูดดูนะครับ...หลักง่ายๆ....ไม่ยากๆ.....
ขอสรุปว่า "การเน้นเสียงคำในประโยค" เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนอกจาก "การเน้นเสียงพยางค์ในคำ"
(word stress) จะว่าไปก็สำคัญพอๆกันครับ
เคล็ดลับข้อสาม : ฟัง! ฟัง! ฟัง!
ผมเดาเอาว่าคงมีนักเรียนไทยหรือคนไทยซึ่งสนใจศึกษาภาษาอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่เคยฟังรายการข่าว
ภาคภาษาอังกฤษจากสถานีวิทยุ BBC หรืออื่นๆ แล้วบ่นว่าไม่อยากฟังไม่อยากหัดต่อไป..เนื่องจากรู้สึกว่า
เขาพูดไวเกินไปและฟังไม่เข้าใจอีกต่างหาก ผมก็ว่า....ก็นั่นแหละ...เพราะว่าฟังไม่เข้าใจและไวเกินไป...
เราถึงต้องหัดฟังไงครับ....พยายามฟังมากๆ...บ่อยๆ... สมัยผมเรียน มศว. (ตอนนี้เป็น ม.นเรศวร) ผมเคยถาม
อาจารย์จอห์นผู้่สอนภาษาอังกฤษผมว่า อาจารย์ช่วยบอกหน่อยว่าทำไงจึงจะเขียนได้ดี ท่านตอบสั้นๆว่า
"Write a lot" อีกครั้งหนึ่งถามว่า ทำไงจึงจะเก่งอ่าน อาจารย์ตอบสไตล์เดียวกันว่า "อ่านมากๆ".... "Read a lot"
และอีกหนถามว่า ทำไงจึงจะฟังเก่งพูดเก่ง อาจารย์็ตอบแบบเดิมเปี๊ยบ... ท่านคงทายได้ก่อนแล้วว่าคำตอบ
ก็คือ "Listen a lot" (ฟังมากๆ) และ "Speak a lot" (พูดมากๆ)
ลองนึกถึงเด็กน้อยหรือเด็กทารกสิครับ เด็กทารกหรือเด็กน้อย 2 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ขวบนั้น จะเข้าใจอะไรๆ
หมดที่เราพ่อแม่และคนรอบข้างพูดให้ได้ยินได้ฟังหรือก็เปล่า.... แต่เขา้็เรียนรู้ให้เข้าใจด้วยการ "ฟัง...ฟัง...และ
ฟัง" จะว่าไป แทบว่าจะเรียนรู้ให้เข้าใจภาษาด้วยการฟังอะไรๆแทบตลอดทั้งวันทั้ังคืนก็ว่าได้ ตลอดสัปดาห์
ตลอดเดือน...ฯลฯ หลังจากนั้น จึงค่อยหัดพูด.....ต่อจากนั้นก็หัดอ่าน........ในที่สุดก็หัดเขียน.... ผมจึงอยาก
พูดว่า ถ้าอยากเรียนภาษาให้ได้ดีละก็ "ฟัง" มาก่อนอันอื่นทั้งสิ้น "ฟังมากๆ" ครับ
เคล็ดลับข้อสี่ : "ไม่ต้องฟัง....ไม่ต้องฟัง"
ถ้าเราหัดฟังเทป ฟังข่าวหรือรายการภาคภาษาอังกฤษจากสถานีวิทยุใดๆละก็ ผมว่าเราไม่จำเป็นต้อง "ฟัง"
มันเสียทุกอย่างโดยตลอด อย่างจริงๆจังๆเอาเป็นเอาตายก็ได ปล่อยให้เป็นแค่ "ได้ยิน" (เข้าหู) ก็ได้แล้ว
เพราะว่า "ฟัง" กับ "ได้ยิน" นั้นต่างกัน "ฟัง" ดูจะตั้่งอกตั้งใจกว่าและเครียดเคร่งกว่า แต่ "ได้ยิน" นี่สบายๆ...
ไม่หนักหนาสาหัสเท่า "ฟัง" ก็ลองคิดดูสิครับ...บางทีเราฟังแทบแย่แต่ไม่ได้ยินก็มี หรือหลายครั้งหลายคราว
ที่เราได้ยินชัดเจนโดยไม่ได้ตั้งใจจะฟังก็มี.... ใช่ไหมครับ ผมจึงว่า ถ้าเราเปิดเทปฟัง หรือฟังวิทยุ ก็ปล่อยให้
วิทยุว่าไปหรือเทปเดินไปเรื่อยๆ...ไม่ต้องซีเรียสเครียดเคร่งกับคำใดคำหนึ่งที่ฟังสะดุดแล้วก็งุนงงสับสน
เลยฟังไม่ต่อเนื่อง....พาลไม่อยากฟังต่อ.....
อย่าลืมนะครับ...."ไม่ต้องฟัง....ไม่ฟัง" เอาแค่ "ได้ยิน...ได้่ยิน" ก็ฝึกหัดเข้าใจภาษาอังกฤษได้เหมือนกันครับ
เคล็ดลับข้อ 5 - เพิ่มศัพท์ใหม่วันละ 5 คำ
ถ้า 1 วันเราเพิ่มศัพท์ใหม่ได้ 5 คำ ปีหนึ่ง 365 วัน เท่ากับ 5 x 365 ได้ใหม่มาถึง 1,825 คำ ไม่ใช่น้อยนาขอรับ
ผมเคยใช้วิธีหาสมุดโน้ตมาเล่มหนึ่ง จดศัพท์ใหม่ 5 คำในแต่ละวันไว้ทุกวัน ท่องไปจดจำไป ศึกษาเรียนรู้ไป
ลืมบ้างก็ช่างมันครับ แต่ในที่สุดก็จะมีศัพท์ไว้ใช้อย่างมากมายตามความต้องการครับ....
ลืมคุยไปอีกนิดว่า วันแรกเราจดและจำไว้ได้ 5 คำ พอวันที่สอง อีก 5 คำ เป็น 10 คำ เราก็หันกลับไปดู 5 คำ
ในวันก่อนเป็นการทบทวนความจำอีกที....วันที่ 3.....4 ......5 ......6....7 ฯลฯ ไปเรื่อยๆ ก็หมายความว่า ถ้านับ
จากวันเริ่มไปถึงวันที่ 20 ก็จะมีอยู่ 100 คำ เราใช้เวลาดูย้อนทั้งหมดสักแว็บหนึ่งว่าจำได้หรือไม่....ดูผ่านๆตา
100 คำ ใช้เวลา 2 - 3 นาทีเอง แป๊บเดียวเองครับ...หรือไม่เกิน 5 นาทีหรอก... หรือถ้าขี้เกียจทบทวนทุกวันๆ
ก็สองวันทีหรือสามวันทีก็ได้....แล้วแต่ท่าน...ไม่มีอะไรตายตัว...ยืดหยุ่นกันไป...เพียงแต่ทำเป็นประจำก็ดีแล้ว
"5 คำ ทุกวัน" คงไม่ยากลำบากเกินไปใช่ไหมขอรับ?
เคล็ดลับข้อ 6 - ศึกษาเรียนรู้วัันละ 30 นาที ดีกว่าทีเดียวหลายชั่วโมง
เนื่องจากผมไม่ค่อยชอบอะไรหนักๆเครียดๆ เลยใช้หลักแบบ "ศึกษาน้อยๆ...แต่ศึกษาบ่อยๆ" สบายใจกว่าและ
จำแม่นกว่า ได้เรื่องได้ราวกว่า "ศึกษามากๆ....แต่นานๆที" ครับ นี่ถ้าเป็นภาษาวัยโจ๋ก็คงจะว่า "รักน้อยๆ......
แต่รักบ่อยๆ" ดีกว่า "รักมากๆ...แต่นานๆที" กระมัง...? ผมหัดฟัง..พูด...อ่าน...และเขียน...ในแต่ละวัน ตอนเช้า
ก่อนไปโรงเรียนบ้าง...ตอนค่ำคืนบ้าง....ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ คือศึกษาวันละ 30 นาที ครับ......แบ่งเวลาดูนะครับ
"30 นาที ทุกวัน" คงพอแบ่งได้อยู่
เคล็ดลับข้อสุดท้าย ข้อที่ 7 - ทบทวน....ทบทวน
ตอนนี้ผมไม่ได้ "ทบทวน...ทบทวน" ตามที่ว่านี้แล้วครับ แ่ต่ผมก็เคยใช้วิธีนี้ตั้งแต่ตอนเริ่มเรียนมัธยมต้น
ขอเล่านิดหนึ่งว่า เวลาได้ความรู้อะไรใหม่ๆเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ (หรือวิชาอื่นก็ตาม)....ผมมักจดโน้ตลงใน
สมุดโน้ตต่างหากซึ่งไม่ใช่สมุดโรงเรียน พอเวลาผ่านไป 1 วัน ผมจะเปิดสมุดดูอีกที ถ้าผ่านไป 1 สัปดาห์
ผมก็จะเปิดดูอีกที และเมื่อผ่านไปเดือนหนึ่ง ผมก็จะเอามาเปิดดูอีกที คำว่า "เปิดดูอีกที" ก็คือ "ทบทวน...
ทบทวน" ที่ผมใส่ไว้ตรงหัวเรื่องนั่นเอง การ "ทบทวน...ทบทวน" มันท้าทายสมองเราดีครับ ท้าทายให้สมอง
ระลึกว่าจำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน...ลืมไปแค่ไหน.....เมื่อจำได้มากกว่าลืมก็พอใจแล้วครับ ถ้าเป็นยุคนี้
ก็อาจพูดว่า "ความรู้พอเพียง" กระมัง..... การทบทวนจึงสำคัญพอๆกันกับการฝึกหัดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ....
ก่อนจากกัน...ที่ตั้งชื่อว่า "เคล็ดลับฯ" น่ะ ผมพูดเล่นๆเอามัน..เอาบรรยากาศสนุกๆไปอย่างนั้นเอง ที่จริงไม่ใช่
เคล็ดลับอะไรที่ไหน...ยังมีผู้รู้ผู้มีประสบการณ์อีกมากมายนับไม่ถ้วนที่มีเคล็ดดีๆเด็ดๆกว่านี้มากมายหลายเท่า
เพียงแต่ว่าทั้งหมดที่ว่ามานั้น ผมใช้กับตัวเองมาในอดีต และได้ผลดี ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษา
ดังที่ตั้งใจ ก็เลยนำมาฝากกันด้วยความปรารถนาดีเท่านั้นครับ ผิดพลาดตกหล่นอะไรตรงไหน ขออภัยมา
ณ ที่นี้
อ่านแล้วโหวตด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 416 ครั้ง









