ดอกไม้ในวรรณคดี

ดอกไม้ในวรรณคดี ดอกไม้ในวรรณคดีไทย หมายถึงดอกไม้ที่บรรดากวีไทยท่านได้พรรณาไว้เป็นบทร้อยกรองอย่างไพเราะในหนังสือวรรณคดี เช่น รามเกียรติ์  อิเหนา เงาะป่า ดาหลัง ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี บทเห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงนิราศทองแดง นิราสหริภุญชัย นิราศพระประธม นิราศสุพรรณ นิราศเมืองแกลง นิราศภูเขาทอง นิราศอิเหนา นิราศเจ้าฟ้าลิลิตพระลอ และลิลิตตะเลงพ่าย     เป็นความสามารถเฉพาะตัวของกวีไทย ที่ได้พรรณาชื่อดอกไม้หลายชนิดไว้อย่างไพเราะ ทั้งลักษณะ สีสัน กลิ่น ทำให้ผ้อ่านเกิดมโนภาพ ประทับใจ เหมือนได้ไปอยู่ ณ ที่ด้วย  หวังว่าสิ่งที่เรียบเรียงมาคงจะเป็นประโยชน์และเกิดความประทับใจกับการพรรณาของกวีไทยบ้าง             ดอกไม้ในวรรณคดี

 ชื่อดอกไม้  วรรณคดีที่กล่าวถึง ถิ่นกำเนิด
 กระดังงา  รามเกียรติ์ นิราศกลาง ไทย ฟิลิปปินส์
 กาหลง  รามเกียรติ์ อิเหนา บทเห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย นิราศขุนช้างขุนแผน พระอมัยมณี  ไทย  พม่า
 แก้ว  รามเกียรติ์ อิเหนา ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย ขุนช้างขุนแผน  ไทยพม่า
 กุหลาบ  รามเกียรติ์ มัทนะพาธา พระอภัยมณี อิเหนา  ทวีปเอเชีย  ทวีปอเมริกา
 จำปี  รามเกียรติ์ เงาะป่า ลิลิตตะเลงพ่าย ขุนช้างขุนแผน  ไทย  มาเลเซีย อินโดนีเซีย
 จำปา รามเกียรติ์ อิเหนา เงาะป่า  ไทย  จีน  มาเลเซีย อินเดีย 
 ชงโค  รามเกียรติ์  อิเหนา  ลิลิตตะเลงพ่าย  จีน   อินเดีย
 ช้องนาง  รามเกียรติ์ ลิลิตพระลอ  ทวีปแอฟริกา
นางแย้ม รามเกียรติ์ อิเหนา ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย ไทย พม่า อินโดนีเซีย

ดอกไม้ในวรรณคดี

สายหยุดชื่อพฤกษศาสตร์  :  Desmos chinensisวงศ์  :  ANNONACEAFชื่อไทยพื้นเมือง  :  สายหยุดวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง  : อิเหนา,  รามเกียรติ,  นิราศนรินทร์,  นิราศธารโศก, เงาะป่า,  ลิลิตตะเลงพ่าย  กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง     สายหยุด เป็นไม้เลื้อยกิ่งไม้ยื่นต้น มีเถาหรือต้นใหญ่แข็งแรง สามารถเลื้อยพันเกาะต้นไม้หรือสิ่งอื่นไปได้ไกลตั้งแต่ 5 – 8 เมตร มักแตกกิ่งก้านสาขามากในบริเวณส่วนยอด และแผ่สาขาออกไปเป็นบริเวณกว้าง ใบสีเขียวเข็ม รูปรีขอบขนาดปลายใบแหลม ออกใบสลับกันตรงข้ามตามข้อต้นขนาดใบยาวประมาณ 12 – 14 เซนติเมตร     ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตามข้อต้นโคนก้านใบ และตามตาติดกับกิ่งหรือลำต้น ดอกมีลักษณะคล้ายดอกกระดังงาไทย กลีบเล็กยาวดอกละ 5 กลีบ แต่ละกลีบจะบิดงออย่างดอกกระดังงาไทย เมื่ออ่อนเป็นดอกสีเขียว และเมื่อแก่จัดหรือบานเต็มที่ดอกจะมีสีเหลือง จะออกดอกเป็นระยะตลอดปี ดอกไม้ชนิดนี้ส่งกลิ่นหอมจัดในตอนเช้าตรู่ พอสายกลิ่นจะค่อยลดกลิ่นหอมลงและหมดกลิ่นเมื่อใกล้เที่ยงวัน      พันธุ์ไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีเพาะเมล็ดหรือตอน แต่ก็เป็นไม้ที่ตอนออกรากยาก และตายง่ายกว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ด เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งการปลูกบนที่ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง ในสภาพดินอันชุ่มชื้น เมื่อปลูกได้โตพอควรแล้ว ก็ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องปุ๋ยเท่าใดนัก แต่เมื่อต้นยังเล็ก ๆ อยู่ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน และปุ๋ยหมักไว้บ้าง เป็นพันธุ์ไม้ที่เติบโตช้า ปลูกโดยการเพาะเมล็ดและบำรุงเต็มที่ประมาณ 3 – 4 ปี จึงจะมีดอก   สายหยุดเป็นพันธุ์ไม้ของไทยแท้ชนิดหนึ่ง    และมีกล่าวถึงอยู่ในวรรณคดีไทยมากที่สุด  แต่ชื่อพฤกษศาสตร์ของสายหยุดฟังดูเหมือนไม้เมืองจีนได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เสลาชื่อพฤกษศาสตร์ :  Lagerstroemia tomentosaวงศ์  :  LYTHRACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  :  เสลาใบใหญ่,  อินทชิต,  ตะแบกขน,  อินทนิล,  ตะเกรียบวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง  :  ลิลิตตะเลงพ่าย เสลา เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงได้ตั้งแต่ 10 – 20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ สีเข้มเปลือกไม้เสลาสีเทาเข้มค่อยข้างดำ ตามลำต้นมีรอยแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ไปตลอดลำต้น ใบยาวรูปหอก ขอบขนานเป็นคลื่นที่ขอบใบเล็กน้อย มีขนปุยอ่อนนุ่มสีเหลืองทอง ปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ทั้งอ่อนและใบแก่ โคนใบโค้งมนเข้าหากัน มีก้านใบเพียงนิดหน่อย ปลายใบเรียวแหลมและมีติ่งแหลมยื่นเล็กน้อย     ก่อนที่เสลาจะออกดอกจะผลัดใบก่อน แต่การผลัดใบของเสลามักจะทิ้งใบไม่หมดเลยทีเดียว จากนั้นเสลาก็จะเริ่มออกดอก และบานติดต่อกันในประมาณเดือน  มีนาคม  ถึงเมษายน ดอกของเสลามีสีม่วงสดใสออกเป็นช่อ ๆ เมื่อเวลาที่ดอกเสลาบานก็จะแน่นช่อซึ่งเป็นรูปทรงกระบอก ที่ก้านช่อดอกและกลีบรองดอกมีขนอ่อนนุ่มสีเหลืองทองปกคลุมโดยทั่วไป กลีบดอกและกลีบรองดอกของเสลามักมีจำนวนไม่แน่นอน มักมี 6,7 หรือ 8 กลีบ     เสลาเป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณป่าดงดิบและป่าชายหาดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคกลาง ลงมาจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กระเบาชื่อพฤกษศาสตร์ : Hydnocarpus sumatrana วงศ์  : FLACOURTIACEAEวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง  : ลิลิตตะเลงพ่าย     กระเบา เป็นต้นไม้ที่คนไทยรู้จักมาแต่นานแล้ว เพราะนอกจากกระเบาจะเป็นไม้ที่มีเนื้อเหนียว นิยมใช้ไม้กระเบามาทำเป็นด้ามเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในแวดวงของการกสิกรรมแล้ว คนไทยยังนิยมใช้เมล็ดของกระเบาสะกัดไปทำน้ำมันทาแก้โรคผิวหนังมาแต่นานแล้วด้วย กระเบาจึงไม่มีชื่อพื้นเมืองอื่นมาเรียกซ้ำซ้อนในเมืองไทย เหมือนอย่างไม้ชนิดอื่น ๆ      กระเบาเป็นต้นไม้ป่าที่มีขึ้นอยู่ทั้งทางภาคเหนือและใต้ของประเทศไทย และมักพบขึ้นอยู่ในเขตป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 – 1,400 เมตร เป็นต้น ไม้ไม่สูงใหญ่มาก คืออาจมีขนาดต้นสูงตั้งแต่ 6 – 15 เมตร เรือนยอดค่อนข้างแน่นทึบมักเป็นพุ่มทรงกลม ไม่ผลัดใบแต่ลำต้นมักคดงอ กิ่งก้านมักจะแตกออก ไปเป็นแนวตรงในลักษณะที่ตั้งฉากกับต้น เปลือกของลำต้นเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็น     กระเบาเป็นไม้เลี้ยงเดี่ยว ใบเป็นรูปหอกเรียวรี ปลายใบแหลม ขอบในเรียบเกลี้ยงเนื้อใบค่อนข้างหนาแต่อ่อนนุ่ม ใบทุกใบมักบิดพลิ้ว หรือพันไปทางใดทางหนึ่ง ขนาดใบกว้างประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 – 25 เซนติเมตร ออกดอกเป็นกระจุกตามกิ่งหรือง่ามใบเป็นสีขาวอมสีเขียวจาง ๆ ในกลุ่มดอกหนึ่ง ๆ อาจออกดอกได้ตั้งแต่ 5 –15 ดอก กระเบาออกดอกในระหว่างเดือน มีนาคม เมษายน ผลกลมผิวของผลเป็นสีน้ำตาลนวลคล้ายกำมะหยี่ กร่างชื่อพฤกษศาสตร์ : Ficus bengalensisวงศ์  : MORACEAEชื่อไทยพื้นเมือง   : นิโครธวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง  : ดาหลัง, นิราศธารทองแดง, มหาเวสสันดรชาดก, ขุนช้างขุนแผน, ลิลิตตะเลงพ่าย     กร่าง เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบกลมโตขนาดฝ่ามือ ลายเล็กน้อย เรือนพุ่มกลมเตี้ย มีกิ่งก้านสาขางอกงาม กร่างมีรากอากาศย้อยลงมาจากกิ่งก้านและพาดพันหุ้มล้อมรอบลำต้น ทำให้ตามลำต้นของกร่างเป็นซอกเป็นโพรงเหมาะแก่งูใหญ่ ๆ อาศัย กร่างเป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เย็น กว่าต้นไม้อื่น ๆ อีกหลายจำพวก     กร่างออกดอกให้ผลเช่นพวกมะเดื่อทั้งหลาย ดอกและผลกลมโตขนาดผลมะแว้งใหญ่ ๆ ผลสุกสีเหลืองแดง จึงทำให้กร่างเป็นที่อาศัยของนกต่าง ๆ ที่อาศัยความร่มเย็นและอาหาร กร่างขึ้นห่าง ๆ ตามป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ ไป โดยมากนิยมปลูกตามวัดถือว่าไม้ชนิดนี้พระพุทธเจ้าก็ได้เคยอาศัยร่มเงานั่งบำเพ็ญฌาณมาครั้งกาลก่อนโน้น รักชื่อพฤกษศาสตร์  :  Melanorrhoea usitataวงศ์   : ANACARDIACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  :  ฮักวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง  :  ลิลิตเพชรมงกุฎ, สมุทรโฆษคำฉันท์, ขุนช้างขุนแผน, ลิลิตตะเลงพ่าย     รัก เป็นตนไม้ขนาดใหญ่ มีความสูงได้ตั้งแต่ 15 – 25 เมตร ลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมเขียวเข้ม เปลือกสีเทาเข้มค่อนข้างดำ หรือสีน้ำตาลเทาแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องมียางสีดำซึมตามรอยแตก ตามกิ่งก้านอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลเทาหนาแน่นปกคลุมอยู่ ขนจะร่วงหลุดเมื่อกิ่งก้านแก่ขึ้น ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว รูปมนรีขอบขนานออกเรียงเวียนสลับอยู่ตอนปลาย ๆ กิ่งเป็นกลุ่ม ขนาดใบกว้างประมาณ 5 – 12 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 – 36 เซนติเมตร โคนใบและปลายใบโค้งเป็นวงมนกว้างเข้าหากัน หลังมีขนเล็กน้อย แต่ท้องใบมีขนสีน้ำตาลปนเทาขึ้นอย่างหนาแน่นแต่จะร่วงหลุดออกหมดเมื่อใบแก่เต็มที่ เนื้อใบหนา ก้านใบยาวประมาณ 1 – 3.5 เซนติเมตร     ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมติดต่อกันไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จึงค่อยกลายเป็นผล ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตามง่ามใบปลาย ๆ กิ่ง เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ ที่ดอกมีขนสีน้ำตาลปนเทาขึ้นปกคลุมอยู่ด้วยเช่นเดียวกับใบพบขึ้นตามป่าเบ็ญจพรรณแล้งและป่าดงดิบ สลัดได     สลัดไดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม เป็นพืชที่ใช้ลำต้นเป็นใบไปในตัว ต้นหรือใบเป็นไม้รูปเหลี่ยมปกติมีสี่เหลี่ยมมีหนามแหลมตามแนวเหลี่ยมทั้งสี่ด้าน มีดอกขนาดเล็กเป็นสีขาว หรือแดง ออกเป็นระยะระหว่างแนวหนามตามเหลี่ยมต้นในบริเวณส่วนยอด เป็นพืชที่มักขึ้นอยู่ตามโขดเขาหินที่แห้งแล้ง ตามภูเขา หรือตามเกาะแก่งในทะเล เป็นพืชที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีมาก     สลัดได จะมียางสีขาวอยู่ตามลำต้นและกิ่งก้าน ยางของสลัดไดมีพิษมาก หากคนหรือสัตว์รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้มึนเมา ท้องร่วงอาจเป็นภัยถึงชีวิตได้ ถ้ามีปลูกในบ้านจึงควรระมัดระวังเด็ก ๆ ที่ซุกซน อาจพลาดพลั้งเล่นยางเข้าปาก     นักไสยศาสตร์ในรุ่นเก่านิยมใช้สลัดได เป็นเครื่องป้องกันผี เพราะมีศรัทธาเชื่อกันว่าต้นสลัดไดมีผีสิงอยู่ในต้นของสลัดไดทุก ๆ ต้น จึงไม่นิยมปลูกใกล้บ้านด้วยเกรงว่าจะถูกผีของสลัดไดตามมาขว้างปาบ้านเรือนของตน  แต่ก็นิยมเอากิ่งของสลัดได ไปผูกห้อยโยงไว้ตามโรงบ่อนการพนัน ทั้งนี้ก็เพื่อกันผีนักการพนันของคนอื่นที่จะเข้ามาเล่นคาถาอาคมในโรงบ่อนของตน     แพทย์แผนโบราณ ใช้สลัดได เป็นสมุนไพรเข้าเครื่องยาระบาย รวมทั้งรู้จักใช้ยางจากต้นสลัดไดไปเบื่อปลาได้เช่นเดียวโล่ติ้น หรือหางไหลเช่นกัน     สลัดไดเมื่อต้นแก่จัด ก็จะเกิดเป็นเนื้อไม้มีแก่นแข็งอยู่ภายใน เมื่อต้นกลายเป็นแก่นแข็งแล้วมันก็จะตาย แก่นของไม้นี้เรียกว่า กระลำพักตามคติของคนไทยโบราณเชื่อกันว่า แก่นนี้มีธาตุหอมอันเป็นกายสิทธิ์อยู่ในอากาศ เมื่อความกายสิทธิ์นี้ได้ลงมาจับกับต้นไม้อะไรแล้วต้นไม้นั้นก็กลายเป็น กระลำพักหรือ กฤษณา หรือ ขอนดอก บางคนเชื่อว่าเกิดจากต้นลั่นทมก็มี     สลัดได ขยายพันธุ์ได้ง่าย เพียงแต่หักต้นหรือใบไปปักจิ้มดินไว้ มันก็จะขึ้นเป็นต้นใหม่ได้เอง กุ่มชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Cratera religiosa ชื่อสามัญ  :  Phak Kum.วงศ์    : CAPPARIDACEAE.วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง : อิเหนา , นิราศธารทองแดง , สมบัติอมรินทร์คำกลอน , ลิลิต เพชรมงกุฎ , รามเกียรติ ลิลิตตะเลงพ่าย        กุ่ม เป็นต้นไม้ยืนตันขนาดกลาง สูงได้ตั้งแต่  10-20 เมตร ใบออกเป็นช่อแต่ละช่อมี 3 ใบ ใบเป็นรูปยาวรี คล้ายใบหอกขอบขนานเรียบเกลี้ยง โคนทั้ง 3 ใบ  โค้งมนเข้าหากัน ปลายใบเรียวแหลมมีติ่งแหลมยาว ชอบขึ้นข้างลำธาร ยอดอ่อนใช้ปรุงอาหารได้ แต่ไม่นิยมนำมาปรุงสด ๆ ต้องนำมาดองกับน้ำเกลือ หรือน้ำมะพร้าว หรือน้ำซาวข้าว ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ  2-3 วัน แล้วจึงนำไปปรุงอาหารจะผัดหรือแกงก็ได้   กรรณิการ์ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Nyetanthes arbou – tristis. วงศ์ :  VERBENACEAE  วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง : อิเหนา , ลิลิตตะเลงพ่าย ,ดาหลัง, นิราศธารโศก, รามเกียรติ ,นิราศธารทองแดง                กรรณิการ์ เป็นไม้ยืนต้นซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย อินเดีย ลังกา พม่า แถว ๆ ละแวกบ้านเรานี่เอง เป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูงได้ประมาณ 15 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมักเป็นเหลี่ยมเป็นพุ  โดยเฉพาะบริเวณส่วนที่เป็นกิ่งแขนงหรือกิ่งอ่อน มักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีรอยเส้นคาดรอยต้น ๆ เป็นช่วง  ไปตามข้อเปลือกของลำต้นเป็นสีขาว บริเวณแนวสันเหลี่ยมของกิ่งหรือลำต้น มีตุ่มเล็ก ๆ ประเป็นแนวอยู่ตามสันเหลี่ยมของต้นหรือกิ่งอีกด้วย                ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ๆ สลับทิศทางกันไปมาตามข้อต้น ใบเขียวเนื้อใบสากระคาย เพราะมีขนละเอียดเป็นละอองปกคลุมอยู่ตามใบและยอดกิ่งอ่อน ใบรูปมนตรี ปลายใบแหลม ปลายใบมนขอบริมใบเรียบไม่มีจัก ขนาดใบยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกมีขนาดเล็กออกเป็นช่อ ๆ มีก้านแขนงช่อดอกย่อย  ๆ เป็นจำนวนมากในช่อดอกย่อยช่อหนึ่ง มีตั้งแต่ 5-8 ดอก แต่ดอกจะผลัดกันบานเพียงคราวละดอกเดียวตอช่อดอกย่อยช่อ หนึ่ง ๆ กลีบดอกสีขาวมี 6 กลับปลายกลีบหยักเป็นหางปลา เมื่อบานเต็มที่  กลีบดอกทั้ง 6 กลีบ จะบิดหมุนตะแคงไปทางขวาลักษณะคล้ายกังหัน วงในดอกสีแดง หรือสีชาด หลอดดอกก็เป็นสีแดงชาดเช่นเดียวกับวงในดอกเกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ่อนอยู่ในหลอดดอก ขนาดดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร หลอดดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตรขยายพันธุ์ด้วยวิธีจำเพาะเมล็ด ตอน หรือปักชำกรรณิการ์เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคหลายชนิด และใช้สีจากก้านคั้นทำสีขนมหรือใช้เป็นสีย้อมผ้าก็ได้ กาหลงชื่อทางพฤกษศาสตร์ :  Bauhinia acuminata. วงศ์  :  CAESALPINACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  :  เสี้ยวน้อย เสี้ยวดอกขาว ส้มเสี้ยววรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :   อิเหนา , ดาหลัง , ลิลิตพระลอ รามเกียรติ์ , ลิลิตตะเลงพ่าย , กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง                กาหลง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่อยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศไทย และเป็นดอกไม้ที่วรรณคดีเก่า ๆ ของไทยเรามักกล่าวถึงอยู่เป็นอันมากอีกชนิดหนึ่งมีต้นสูงประมาณ 4-5 ฟุต เป็นไม้ใบแฝด ออกใบสลับกันตามข้อต้นใบสีเขียวระคายมือ ทรงใบมองเหมือนรูปปีกของแมลง ปกติใบมันพับงอเข้าหากันขนาดใบกว้างและยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร                ดอกออกเป็นช่อตามข้อโคนก้านใบส่วนยอด ดอกสีขาว มีกลีบดอก 6 กลีบ เรียงทับซ้อนเหลื่อมกัน เกศรผู้เป็นเส้นสีขาวคล้ายเส้นด้ายยาวยื่นออกมาจากกลางดอก 5 เส้น ปลายเกสรผู้เป็นตุ่มสีเหลืองสดใส เกสรตัวเมียเป็นสีเขียวอ่อนอยู่กึ่งกลางมีเส้นเดียว ขนาดโคและยาวกว่าเกสรตัวผู้ ขนาดดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ดอกกาหลงช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ 5-8 ดอก แต่จะผลัดกันบานคราวละ 2-3 ดอก                กาหลงเป็นต้นไม้ที่ชอบกลางแจ้ง ปลูกขึ้นง่ายในดินทุนกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด และตอน ออกดอกเป็นระยะตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกกาหลงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ดอกรับประทานปวดศรีษะ ลดความดันโลหิตสูง ชาวจีนรุ่นเก่า ๆ นิยมปลูกกาหลงไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้านเชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณแก่เจ้าของมาก เกดชื่อทางพฤกษศาสตร์ :  Manikara hexandra. วงศ์  :  SAPOTACEAE.วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :  อิเหนา ,ลิลิตพระลอ,  ดาหลัง , สมบัติอมรินทร์    คำกลอน ,ลิลิตเพชรมงกุฎ , มหาเวชสันดรชาดก , สมุทรโฆษคำฉันท์ ,ขุนช้างขุนแผน , รามเกียรติ์ ลิลิตตะเลงพ่าย        เกด เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบมีความสูงได้ตั้งแต่ 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีน้ำตาลปนเทา บางต้นจะออกเป็นสีคล้ำ ๆ แตกเป็นร่องลึกหรือเป็นสะเก็ด เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน มีแก่นไม้แข็งสีน้ำตาลแดง ใบหนาเกลี้ยง  หน้าใบเขียวเข้มเป็นมันท้องใบสีเขียวเข้าหาก้านใบ ปลายใบกว้างและหยักเว้าเข้าเป็นรูปหัวใจ                ออกดอกตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามง่ามใบ สีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเย็น กลีบดอกมีถึง 18 กลีบ มีกลีบรองดอก 6 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น พบขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง และป่าชายเลยหาดทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ แต้วชื่อทางพฤกษศาสตร์ :  Cratoxylunt maingayi วงศ์  : GUTTIFERAEวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :   กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ , นิราศธารทองแดง , ลิลิตเพชรมงกุฎ ขุนช้างขุนแผน ,  รามเกียรติ , ลิลิตตะเลงพ่าย                แต้ว เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง คือ อาจสูงได้ตั้งแต่ 8-20 เมตร แต้วมักมีขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าโปร่งในภาคตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคใต้ เป็นไม้ผลัดใบเวลาออกดอกออกใบจะร่วงหมดต้น ดังนั้นเวลาแต้วออกดอกจึงเป็นต้นไม้ที่สวยงามมาก เพราะมีแต่ดอกเต็มต้นมองอร่ามตาไปเลยดีเดียว และถ้าจะนำมาปลูกเล่นเป็นต้นไม้ประดับบ้านก็จะสวยไม่น้อยเลย                แต้วเป็นต้นไม้ใบเลี้ยงเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้ามไปตามกิ่ง เนื้อ ใบหนาเกลี้ยงปลายใบโค้งมน โคนใบทั้งสองเข้าหากัน ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร                แต้วออกดอกเป็นกลุ่ม ๆ ตามกิ่งเหนือรอยแผลใบที่ร่วงแล้ว กลีบรองดอกหนาเป็นรูปช้อนสีม่วงคล้ำ กลีบดอกบางเป็นสีขาวหรือสีชมพูเรื่อ ๆ เกสรผู้มีมากออกเป็นกระจุกอยู่กลางกลีบดอก แต้วจะออกดอกในระหว่างเดือนมีนาคม เดือนพฤษภาคม                 เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการทำเสาเข็ม เผาถ่านและทำเชื้อฟืน เปลือกใช้ทำสีย้อมผ้า นางแย้มชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Volkameria fragrans.. วงศ์  :   VERBENACEAE  ชื่อพื้นเมือง  : ปิ้งชะมด  ปิ้งช้อน ,ปิ้งสมุท, ส้วนใหญ่วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :  อิเหนา , รามเกียรติ์ , ดาหลัง, ลิลิตพระลอ , นิราศธารโศก , นิราศทองแดง , ลิลิตตะเลงพ่าย , กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง                นางแย้ม เป็นไม้เนื้ออ่อน มีพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 3-5 ฟุต เป็นไม้ใบเดี่ยวออกใบเป็นคู่ขนานกันตามข้อต้น ใบรูปใบโพ ขอบมีจักรอบใบแต่ไม่มีติ่ง ปลายใบแหลมยาวอย่างใบโพ ขนาดใบกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร ยาวประมาณ 17 เซนติเมตร ใบค่อนข้างอ่อนนุ่มแต่ระคายมือ                ออกดอกเป็นช่อ ติดกันเป็นแผงตามยอดและปลายกิ่ง ลักษณะดอกคล้ายดอกมะลิซ้อนสีขาว เมื่อบานเต็มที่ขนาดดอกกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร มวลดอกเหล่านี้เบียดเสียดติดกันแน่นอยู่ในช่อ และมีกลิ่นหอมแรงมาก มีดอกดกขนาดปานกลาง คือ ไม่ออกดอกทั้งกออย่างดอกเข็ม นางแย้มที่เคยพบในเทือกเขาดงรัก เขตจังหวัดสุรินทร์ต่อบุรีรัมย์นั้น เจริญงอกงาม เจริญงอกงามมาก เคยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางช่อดอกไดกว้าง 8.5 นิ้ว ขนาดปกติช่อดอกหนึ่ง ๆ กว้างประมาร 4-5 นิ้วเท่านั้น ประดู่ชื่อทางพฤกษศาสตร์ :  Pterocapus macrocarpus วงศ์  :  PAPILONACEAEวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :   อิเหนา , ตะเลงพ่าย , ลิลิตพระลอ, รามเกียรติ ,         มหาเวสสันดรชาดก                ประดู ที่คนไทยรู้จักกันดีและนิยมปลูกกันมากอยู่เป็นที่แพร่หลายนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 พันธุ์ คือ                1. ประดู่ หรือประดู่ป่า (pterocapus macrocarpus)  พันธุ์ไม้ชนิดนี้มักมีขนาดอยู่ในป่าเบญจพรรณ และในป่าดงดิบทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศไทยประดู่ชนิดนี้ค่อยข้างเล็ก และช่อดอกมักไม่แตกกิ่งก้านแขนงดอกมากนัก และกิ่งก้านมักไม่ห้อยระย้า                2. ประดู่บ้านหรือประดู่ลาย (Ptercarpus indicus) ประดู่ชนิดนี้เป็นพันธุ์ไม้ของถิ่นอินเดีย แต่มีเข้ามาปลูกประดับเป็นต้นไม้แต่งริมถนนในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ในครั้งรัชสมัยของพระปิยมหาราช ประดู่ชนิดนี้มีพุ่มแผนใบกว้าง ปลายกิ่งยาวห้อยระย้า ช่อดอกจะแตกช่อแขนงย่อยเป็นช่อใหญ่                ประดู่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงไดถึง 25 เมตร หรือกว่านั้นเนื้อไม้มีราคาและมีประโยชน์ในทางหัตถศิลป์หลายอย่าง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้า และเลือกจะแจกสะเก็ดออกเป็นร่องตื้น ๆ ใบเป็นใบรวมเป็นช่อหนึ่ง ๆ มีประมาณ 7-11 ใบที่ออกปลายช่อออกเดี่ยวไม่จับคู่ และมีขนาดใหญ่กว่าใบคู่อื่น ๆ ในช่อเดียวกัน รูปใบมนรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร                ดอกขนาดเล็กสีเหลืองออกเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่ง หรือโคนก้านใบใกล้ ๆ ส่วนยอด มีกลิ่นหอมไกล ดอกจะบานพร้อมกันในระหว่าง 1-3 วัน ในเดือนเมษายน ขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด ปรูชื่อทางพฤกษศาสตร์ :    Alangium saluiifolium วงศ์  :  ALANGIACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  :  ปรู่ ,ปรู๋ ,  ปู๋ , ผุ, ผล,  มะเกลือกา , มะตาปู๋วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :   ลิลิตพระลอ , ดาหลัง , นิราศธารโศก ,ขุนช้างขุนแผน,  รามเกียรติ์ , ลิลิตตะเลงพ่าย                ปรู เป็นต้นไม้ผลัดใบ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก คือ อาจสูงได้ตั้งแต่ 5-15 เมตร พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณแล้ง ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ต้นไม้ต้นนี้จะต้องทิ้งใบหมดต้นก่อน จึงจะผลิดอกออกผล แต่ในระหว่างที่ยังไม่ผลัดใบ เรือนพุ่มยอดจะแลดูโปร่ง รูปร่างเรือนยอดไม่แน่นอน ลำต้นและกิ่งก้านก็มักจะบิดตะกูด คดโค้ง งอไปงอมา ภาษาทางศิลปเราเรียกว่าเรือนต้นไม้ในรูปแบบอย่างนี้ว่า ทรง Dramatic From  หรือ ทรงลีลาเริงระบำอะไรทำนองนี้แหละครับ คงเพราะเหตุนี้เองจินตกวีของเราจึงกล่าวถึงต้นไม้นี้ไว้มากในวรรณคดีไทยต่างๆ                 ตามกิ่งก้านเล็ก  ของปรูมักจะมีหนามยาวและมีใบเล็ก ๆ ออกตามปลายหนามนั้นด้วย ลักษณะใบตามปกติของปรูเป็นรูปมนรี ปลายใบมีติ่งแหลมโคนใบเรียวสอบ เนื้อในบางและเกลี้ยง ขอบใบมักบิดพริ้วเป็นลอน เป็นใบเดี่ยวออกสลับข้างกันไปตามกิ่ง ขนาดใบยาวตั้งแต่ 5-13 เซนติเมตร และกว้างไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร ดอกสีขาวนวลมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบที่ร่วงแล้ว ดอกขนาดเล็กมี 6 กลีบ ออกดอกในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ผลมีขนาดเล็กลักษณะกลมป้อม และมีกระจุกของกลีบรองดอกติดอยู่ตอนปลายอย่างผลฝรั่ง ภายในผลมีเมล็ดเดียว แต่เมล็ดของปรูแข็งมาก เนื้อไม้ชนิดนี้มีลวดลายสวยและเหนียวมาก จึงเป็นที่นิยมเอาเนื้อไม้ไปทำพานห้องปืนหรือทำด้ามเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะส่วนประกอบสำคัญ ๆ ในการสร้างเกวียน นอกจากนี้แล้วก็ใช้เป็นสมุนไพรอีกด้วย พุดจีบชื่อทางพฤกษศาสตร์ :   Erratamd Coronarid วงศ์  : APOCYNACFAEวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :  อิเหนา , รามเกียรติ ,ตะเลงพ่าย ,กาพย์เห่เรือและ เห่ครวญเจ้าฟ้ากุ้ง                พุดจีบ เป็นพันธ์ไม้ของประเทศอินเดีย ต้นไม้และใบคล้าย  ๆ พุดซ้อน (Cardenia jasminoides)  ของไทยเรา คือ เป็นไม้พุ่มเตี้ยออกใบหนาทึบ ทรงพุ่มแน่น มีพุ่มสูงประมาณ 4-8 ฟุต ใบสีเขียวเข้มมีลักษณะใบมนรี ปลายใบแหลมเป็นติ่งยาวออกมาประมาณ 1 เซนติเมตร ลำต้นเหนียว เมื่อเด็ดใบหรือหักกิ่งจะมีน้ำยางสีขาวไหลซึมออกมา (แต่ต้นหรือใบของพุดซ้อนจะไม่มียางที่ว่านี้ เพราะเป็นไม้ต่างวงศ์)                พุดซ้อนออกดอกเป็นพวง ห้อยตามยอดหรือตามง่ามกิ่งใกล้ ๆ กับยอด ประมาณช่อละ 10-15 ดอก และดอกจะบานไล่กันครั้งละดอกในช่อหนึ่ง ๆ ดอกตูมมีลักษณะคล้ายมะลิตูม ดอกตูมเป็นสีเขียวอ่อน เหลือบด้วยสีงาช้าง และบิดเป็นเกลียว ก้านดอกมักป่องตรงกลางขนาดดอกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร เมื่อดอกบานจึงเป็นสีขาวซ้อนกัน 3 ชั้น ๆ ละ 4 กลีบ กลีบชั้นกลางใหญ่กว่าชั้นล่าง ส่วนกลีบชั้นบนนั้นมีขชนาดเล็กบานบิดอยู่เป็นกระจุกรอบกลีบดอกมีรอยยับเยินและบิดงอพริ้ว ขนาดดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร                        พันธุ์ไม้ชนิดนี้ เป็นไม้ที่ออกดอกตลอดปี มีดอกดกและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นได้ทั้งในที่กลางแจ้งและที่ร่มรำไร ขยายพันธ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด หรือตอน ปุ๋ยให้ได้ทุกชนิด พนมสวรรค์ชื่อทางพฤกษศาสตร์  :  Clerodendruim paniculatum วงศ์  : VERBENACEAE                                         

วรรณคดีไทยที่กล่าวถึง :  อิเหนา , ลิลิตตะเลงพ่าย , รามเกียรต

พนมสวรรค์ เป็นพันธุ์ไม้ของไทยที่ค่อนข้างหายากชนิดหนึ่งในปัจจุบันนี้ สันนิษฐานว่าจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย หรือในแถบสุมาตรานี้เอง เป็นไม้พุ่มเตี้ยลักษณะต้นและใบคล้ายนางแย้ม ต้นสูงประมาณ 5-8 ฟุต ลำต้นและกิ่งก้านเป็นทรงสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีเขียวจัดกิ่งแก่สีน้ำตาลจาง ๆ  ในลำต้นและกิ่งกลวง กิ่งเปราะและหักง่ายเมื่อทุกพายุแรง ๆ ใบโตขอบใบจักเป็นรูปมุมแหลมหยักเข้าในสองหยัก ขนาดใบยาวประมาณ 8-12 นิ้ว ลักษณะใบค่อนข้างบอบบาง เมื่อโดนแสงแดดจัดใบจะเหี่ยวหลุบลง แต่จะฟื้นได้โดยเร็ว เมื่อพ้นแสงแดด หรือถูกน้ำ                ดอกสีเหลืองเหมือนสีทองสุกสว่าง ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม มี 5 กลีบ เกสรยาวโผล่ดอกออกมาเป็นประมาณเท่ากับความยาวของหลอดดอก คือประมาณ 3 เซนติเมตร ออกเป็นช่อตั้งทรงฉัตรตามยอดปลายกิ่ง ดอกช่อหนึ่ง ๆ สูงประมาณ 12-18 นิ้ว ดอกจะบานอยู่ราว 1 สัปดาห์ จึงติดเมล็ด เป็นต้นไม้ออกดอกตลอดปี                 พนมสวรรค์ ปลูกได้ทั้งสภาพติดดินเกือบทุกชนิด ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตเร็วเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ทั้งในกลางแจ้ง หรือในที่ร่มที่แสงแดดรำไร ขยายพันธ์ด้วยวิธี ปักชำ , ตอน , เพาะเมล็ด หรือตัดหางไหลจากรากไปปักชำก็ได้ พนมสวรรค์เป็นพันธุ์ไม้ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเก่า ๆ ของไทยหลายเรื่อง ในวรรณคดีบางเรื่องเรียกพนมสวรรค์ว่า นมสวรรค์ก็มีเช่น รามเกียรติ ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1 ตอน นางมาลีเก็บดอกไม้ ความว่า เที่ยวเก็บบุปผา มาลาศ พุทธชาติสุกรพนมสวรรค์ ดังนี้เป็นต้น ไม้วงศ์ยางในวรรณคดีไทยสกุลไม้ยาง        พันธุ์ไม้ในสกุลไม้ยางที่พบในป่าเมืองไทยนั้น มีอยู่หลายชนิดด้วยกันพันธุ์ไม้ในสกุลนี้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบริมขอบใบจะเรียบเกลี้ยงไม่มีจักเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ดอกมีกลิ่นหอมเป็นสีขาวหรือสีชมพูมีขนาดดอกใหญ่ ผลใหญ่ กลีบรองดอกเจริญพร้อมผล เมื่อแก่จัดจะกลายเป็นบืกยาว 2 บืก บืกสั้น 3 บืก ไม้สกุลยางชนิดที่นักวรรณคดีไทยน่าจะรู้จัก เพราะมีชื่อที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย ตามที่สอนพบ มีไม้ในสกุลยางดังต่อไปนี้ ยางพลวงหรือพลวงชื่อพฤกษศาสตร์  :  Dipterocarpus tuberoulatusวงศ์   :  DIPFEROCARPACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  :  ตัง,กุ่ง,เกาะ,สะแต้ว,คลง,คลุ้ง,โคล้ง,สะเติงวรรณคดีที่กล่าวถึง :  สมบัติอมรินทร์คำกลอน,ขุนช้างขุนแผน,รามเกียรติ์,ลิลิตตะเลงพ่าย        พลวงหรือยางพลวง เป็นต้นไม้ที่มักพบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆตามป่าเบญจพรรณแล้ง ทั้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นต้นไม้ผลัดใบมีลำต้นสูงตั้งแต่ 20-30 เมตร ลำต้นเปลาตรงเปลือกหนาเป็นสีน็ตาลปนสีเทาจางๆตามเปลือกของลำต้นแตกเป็รร่องไปตามยาวของลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใบไม่แน่นทึบมากนัก ใบรีรูปไข่ เนื้อใบหนา ขนาดใบค่อนข้างใหญ่ คือกว้างประมาณ 15-25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-50 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อเดี่ยวตามง่ามใบ บริเวณปลายกิ่ง ดอก 5 กลีบเป็นสีม่วงอมแดง ผลเป็นรูปกรวยปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวเป็นปีก 2 แฉก ส่วนตัดกับปีกใบพองโตเป็นพู 5 พู ขนาดปีกยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร        พลวงหรือยางพรวง มักชอบขึ้นตามที่ลาดต่ำในบริเวณใกล้ลำห้วยหรือใกล้ๆกับที่ชุ่มชื้น และผลัดใบก่อนการออกดอก พลวงหรือยางพลวงออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือน ยางกราดหรือกราดชื่อพฤาศาสตร์   : Dipterocarpus intrvcatusวงศ์  : DIPFEROCARPACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  : กราด,เหียงกราด,เหือง        วรรณคดีที่กล่าวถึง : สมบัติอมรินทร์คำกลอน,ขุนช้างขุนแผน,รามเกียรติ์,ลิลิตตะเลงพ่าย        กราดหรือยางกราด เป็นต้นไม้ผลัดใบ มีขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณแล้วทั่วไป ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ลำต้นของกราดหรือยางกราด เปลาตรงเปลือกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม และแตกสะเก็ดเป็นร่องไปตามความยาวของต้น เรือนยอกกลมทึบ ใบรีรูปไข่ โคนใบหยกเป็นร่อง ยางเหียงหรือเหียงชื่อพฤกษศาสตร์  : Dipterocapus obtusifoliusวงศ์  : DIPTEROCARPACEAEชื่อไทยในวรรณคดี  : เหียงพลวง,เหียงโยน,ตะแบ,เห่งวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง   : ลิขิตพระลอ,ลิลิตตะเลงพ่าย,ลิลิตเพชรมงกุฎ,มหาเวสสันดรชาดก,สมุทรโฆษคำฉันท์,ขุนช้างขุนแผน,รามเกียรติ์        เหียงหรือยางเหียง เป็นต้นไม้ผลัดใบ ขนาดใหญ่สูงใหญ่ได้ตั้งแต่ 8-20 เมตร พบขึ้นอยู่เป็นกลุ่มๆตามป่าเบญจพรรณแล้วทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ        เหียงหรือยางเหียง มีลำต้นเปลาตรง เปลือกของลำต้นหนาเป็นสีน้ำตาลแตกเป็นสะเก็ดหนาๆเป็นร่องยาวไปตามต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ ใบมนรูปไข่ปลายใบมนแหลมสอบ โคนใบโค้งมนหรือเว้าเข้าหากัน เนื้อใบสากหนามีขนเป็นขุยสีน้ำตาลคลุมตลอด ดอกสีชมพูขนาดใหญ่มี 5 กลีบออกเป็นช่อเดี่ยวๆตามง่ามใบบริเวณปลายกิ่ง กลีบรองดอกเรียบเกลี้ยง ตอนโคนตัดกันคล้ายรูปถ้วยปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวยื่นออกเป็นบืก 2 แฉก ขนาดบืกยาวประมาณ 10-11 เซนติเมตร ออกระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม        เนื้อไม้ของเหียงหรือยางเหียงใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนโดยทั่วไป คนขายไม้แปรรูปในปัจจุบันนี้โมเมบอกคนซื้อว่าเป็นไม้ยางหรือยางนาอีกเช่นเดียวกัน ยางนาหรือยางชื่อพฤกษศาตร์   : Dipterocapus alatusวงศ์   : DIPTEROCARPACEAE ชื่อไทยพื้นเมือง   : ยาง,ยางขาว,ยางหยวก,ยางควาย,ยางถุง,ยางเนิน,ยางแม่น้ำ,ยางใต้,เยี่ยง,เคาะ, ขะยาง,ชันนา,จ้อง,ทองหลัก,ร่าลอย,เหงวรรณคดีที่กล่าวถึง: อิเหนา,ลิลิตพระลอ,ลิลิตเพชรมงกุฏ,นิราศธารทองแดง,มหาเวสสันดรชาดก,สมุทรโฆษคำฉันท์,ขุนช้างขุนแผน,รามเกียรติ์,ลิลิตตะเลงพ่าย        เมื่ออ่านพบในวรรณคดีไทยตามที่ต่างๆซึ่งกล่าวถึงชื่อไม่ว่า ยางเพียงสั้นๆแล้ว หากเราไม่คิดกันให้มากมายแล้ว ก็น่าจะมาพุ่งที่ยางหรือยางนาชนิดนี้มากกว่า ไม้ในวงศ์ยางอื่นๆเพราะยางหรือยางนาชนิดนี้ คือต้นยางที่ให้น้ำมันยาง แก่คนไทยในรุ่นโบราณมาแล้วอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว รวมทั้งยังเป็นต้นไม้ที่คนไทยรุ่นเก่าเก๋ากิ๊ก ท่านได้โค่นล้มเลื่อยตัดนำเอาเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์ ในการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัย เป็นลำดับรองลงมาจากไม้สักทีเดียวเพราะยางหรือยางนานี้ เป็นไม้ที่มีขนาดสูงใหญ่มาก บางต้นหากปล่อยไว้ไม่มีคนไปราวีรังควานแล้ว ก็อาจสูงได้กว่า 40 เมตร หรือสูงมากกว่านั้นรวมทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีในทุกภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเขตป่าดงดิบใกล้ๆกับลำห้วยลำธารนั้น ยางหรือยางนานี้จะเจริญงอกงามเป็นพิเศษทีเดียว เนื้อไม้ยางที่ดีที่สุดคือไม้ยางหรือยางนา ต้นนี้เอง และคนที่ซื้อไม้แปรรูปถูกหลอกจากร้านขายไม้ว่า ไม้ยางแท้นั้นก็เพราะว่ามันคือไม้ยางชั้นดีจากต้นยางชนิดนี้ละครับ (แต่เดี๋ยวนี้ไม้ยางหรือยางนาแท้ๆตามร้านขายไม้แปรรูปเดี๋ยวนี้ ผมคิดว่าคงจะไม่มีใครซื้อแล้วละมั้ง อย่างดีก็คงจะเป็นไม้ยางอื่นๆก็ซื้อยางเหมือนกันนี้หน่า) เช่น ยางพลวง ยางพราด หรือยางเหียง ทั้งนั้น หรือบางทีเผลอๆก็อาจไม่ใช่ยางอย่างที่ว่านี่สักยางเดียว  สกุลไม้กะบาก(ANISOPTERA)        พันธุ์ไม้ในสกุลไม้กะบากหรือ Genus Anisoptera เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ มีเรือนยอดเป็นพุ่มค่อนข้างกว้าง เปลือกของลำต้นเรียบหรือล่อนลักษณะของไม้สกุลนี้ ที่น่าจดจำไว้ก็คือ จะมีเปลือกเรียงทับซ้อนเป็นชั้นๆ ใบค่อนข้างใหญ่ ปลายใบกว้าง โคนใบสอบ เส้นแขนงในลายใบห่างโค้งตอนปลายของเส้นแขนงใบมักจรกกันก่อนถึงบริเวณริมขอบใบ ในด้านล่างจะมีขนสีเหลืองเรื่อๆเกาะติดอยู่เป็นกระจุกๆผลมีขนาดเล็กติดบืกยาวผลละ 2 บืก เส้นลายใบในบืกที่ติดอยู่กับผลมี 3 เส้นตามยาว มองเห็นได้ชัดเจนมาก พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีพบอยู่ต่มป่าดงดิบ หรือดงดิบชื้น หรือในป่าดงดิบแล้งในบางท้องถิ่น        ในวรรณคดีไทย มักมีการกล่าวพันธุ์ไม้ในสกุลนี้อยู่เสมอ แต่ส่วนมากในวรรณคดีไทยมักเรียกไม้สกุลนี้ว่า ตะบาก ตะบากหรือกะบากชื่อพฤกษศาสตร์          : -วงศ์   : DIPTEROCARPACEAEชื่อไทยพื้นเมือง  : กะบากขาว,กระบากทอง,ทะหดวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง   : ลิลิตตะเลงพ่าย        ตะบากหรือกะบาก เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าดงดิบชื้น,ป่าดงดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วๆไป มีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ แต่เดี๋ยวนี้คงไม่เหลือมากแล้ว เพราะพ่อค้าไม้รุ่นใหม่ เขาก็หลอกขายคนที่ไม่รู่ว่าเป็นยางไม้อีกเหมือนกันแหละ ว่าที่จริงแล้วไม้ตะบากหรือกะบากดำนี้เป็นไม้สวะ สมัยก่อนไม่นิยมนำมาสร้างบ้านเรือนกันอย่างเดี๋ยวนี้หรอก อย่างดีก็ทำแค่ไม้แบบหล่อคอนกรีต หรือทำลังใส่ของเท่านั้นเสร็จแล้วก็ทำฟืน สมัยก่อนผู้คนก็ไม่นิยมเอนไม้ตะบากมาทำฟืนหุงต้มด้วยซ้ำไป เพราะถูกไฟลุกก็มอดแล้ว  ไม้พันจำ(VATICA)        พันธุ์ไม้ในสกุลจำ เป็นพันธุ์ไม้ที่พบขึ้นอยู่ในป่าดงดิบทั่วๆไป เป็นต้นไม้ขนาดกลาง เรือนยอดอาจเป็นพุ่มกลม หรือเป็นรูปเจดีย์ต่ำๆดอกมีกลิ่นหอมแรง ลำต้นมักมีรอยด่างสีเทาๆและสีเหลือง ซึ่งเกิดจากพวกพืชไลเค่นส์(Lichens)บางทีก็อาจมียางซึ่งมีลักษณะคล้ายชันสีขาวใสๆไหลออกมาตามเปลือกของลำต้นด้วย ลักษณะที่สังเกตได้ง่าย ของพันธุ์ไม้ในสกุลนี้ก็คือเปลือกของลำต้เรียบเกลี้ยงไม่มีรอยด่างสีเทาและเหลืองสลับกัน เพราะไลเค่นส์เส้นลายใบเป็นเส้นร่างแพ และเส้นลายใบนี้ปรากฎชัดเจนมากทางใบด้านใต้เมื่อใบแห้งสนิทแล้ว พันจำชื่อพฤกษศาสตร์  : Vatica cinereaวงศ์   : DIPTEROCARPACEAEชื่อไทยพื้นเมือง   : สักน้ำ,ยางหนู,สะเดาปักวรรณคดีไทยที่กล่าวถึง   : ลิลิตตะเลงพ่าย        พันจำ เป็นต้นไม้ที่วรรณคดีไทยเก่าๆกล่าวถึงอยู่หลายเล่ม จึงเข้าว่าชื่อของต้นไม้สกุลนี้จะเป็นชื่อเดิมที่เรียกกันมาตั้งแต่โบราณแล้ว แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า ในวรรณคดีไทย จะหมายถึงจำพันชนิดนี้หรือพันจำขน ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า พันจำเช่นเดียวกัน        พันจำ เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่มีการผลัดใบมึ้นอยู่ทั่วไปในป่าดงดิบทุกแห่งของประเทศไทย เป็นไม้ขนาดกลางสูงตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร ลำต้นเปลาตรง แต่มักมีพูนพอนต่างๆตามบริเวณโคนต้น เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม ใบมนรีรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบโค้งอย่างบิดเบี้ยว เส้นแขนงใบเป็นเส้นร่างแหเห็นชัดเจนทั้งสองต้น ดอกสีขาวกลิ่นหอมมาก กลีบดอกและกลีบรองดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ขนาดดอกเล็กกลีบดอกแหลมเรียว ผลมีรูปร่างเป็นทรงกลมขนาดเล็ก บืกยาวรูปใบพายติดกับผลอยู่ 1 คู่ บืกสั้นติดผลรูปหอกมี 3 บืก มีขนาดยาวราว 1 ใน 3 ของคู่บืกยาว คู้บืกยาวของผลพันจำยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร        พันจำออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม พันจำทีเนื้อไม้ที่มีคุณภาพสูง เพราะเป็นไม้เนื้อเหนียว แข็งแรงทนทาน จึงเป็นที่นิยมใช้ไม้พันจำในการก่อสร้างต่างๆเช่น ทำเสาเรือน สะพาน เสาโป๊ะ และอื่นๆ ที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน  

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 64 คน กำลังออนไลน์