ปีรามิดแห่งอียิปต์

   ปีรามิดแห่งอียิปต์ 

http://www.lovely-pearl.com/tag/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94
 

          ก่อนอื่นคงต้องเข้าใจกันก่อนว่าปิรามิดใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่พระศพขององค์ฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นปิรามิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser) ในราชวงศ์ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็นสถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุพระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าปิรามิดขั้นบันไดหรือ Step pyramid
          ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างปิรามิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่มต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุงไคโรราว 15 ไมล์ ปิรามิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือปิรามิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึงทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างปิรามิดจะเป็นมาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพในมาสตาบาเช่นเดิม
          ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างปิรามิดอีกหลายปิรามิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์ โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดปิรามิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ ปิรามิดอันหนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52º กับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของปิรามิดเป็น 43.2º ไปจนถึงยอดปิรามิด ทำให้ปิรามิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า ปิรามิดโค้ง หรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้างปิรามิดยุคแรก ปิรามิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43º ตลอดจนถึงยอดมีลักษณะปิรามิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนานนามว่า ปิรามิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหิน reddish sandstone จะมองเห็นเป็นสีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นปิรามิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
          แต่ปิรามิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาปิรามิดแห่งเมืองกิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้านนอกฉาบผิวเรียบ สร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู (Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างปิรามิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน  ปิรามิดแห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ
2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า 2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12 เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในปิรามิด ไปจนถึงห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ
          ถัดจากมหาปิรามิดคูฟูเป็นปิรามิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาปิรามิดเล็กน้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มีระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของปิรามิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนหายไปตามกาลเวลา ปิรามิดอันเล็กลงมาคือปิรามิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเร ที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีปิรามิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าปิรามิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุต มีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าปิรามิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่า สฟิงซ์ (Sphinx) หล