ปริศนาการตาย มาริลีน มอนโร ผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นผู้หญิงของเคนเนดี

ปริศนาการตาย มาริลีน มอนโร ผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นผู้หญิงของเคนเนดี

 

               


                น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักดาราสาวเจ้าของฉายา

 

"สัญลักษณ์ทางเพศ" นาม มาริลีน มอนโร ผู้คนต่างกล่าวถึงเสน่ห์ที่ดูดตรงข้าม เธอเป็นผู้หญิงที่ร้อนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ

                แต่ต่อมาจู่ๆ เธอก็ตายปริศนา ในบ้านของเธอเอง แพทย์ที่ชันสูตรเธอบอกว่าเธอตายเพราะเสพย์ยาเกินขนาด

                เป็นไปได้หรือ! ดาราสาวที่ร้อนแรงระดับโลกจะเครียดจัดจนกินยาเกินขนาด ท่ามกลางชื่อเสียงและเงินทอง

                หลังการตายของเธอ จู่ ๆ ก็มีข่าวลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเธอเพียบ

                ไม่ว่าเธอจะเป็นเลสเบี้ยน นางขายตัว นางโรคประสาท หรือแม้กระทั้ง....................

                เป็นผู้หญิงของเคนเนดี ประธานธิบดีชื่อก้องของอเมริกา!?

                เรื่องราวแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่!?

               


 

 

              
                มารู้จักกับเธอมาริลีน มอนโร

                มารีลีน มอนโรนั้นชื่อเดิมของเธอมีชื่อว่า นอร์มา จีน เบเกอร์ ซึ่งมาจากนามสกุลของเพื่อนชายคนหนึ่งของแม่

                แต่หลายคนเชื่อว่า นอร์มา จีน เบเกอร์ นั้นแหละคือพ่อแท้จริงของเธอ

                เธอเกิดในบ้านเด็กกำพร้าในแอลเอ เนื่องจากแม่เธอมีอาการโรคประสาท ไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้ ส่วนพ่อแท้ไม่ต้องการเลี้ยงดูจึงฝากเธอเอาไว้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ต่อมาเธอก็ถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวกอดดาร์ดเพื่อนของพ่อแม่ของเธอ

                เมื่อเธอโตเป็นสาวสวยเมื่ออายุ 21 ปี และได้แต่งงานครั้งแรกกับหนุ่มกะลาสีเรือสินค้าคนหนึ่งชื่อ จิมมี่ โดเฮอร์ตี แต่การงานนี้ไม่ได้เกิดจากความรักแม้แต่น้อย เพราะเธอถูกครอบครัวผลักให้แต่ง เพราะด้วยนิสัยของเธอที่เปรี้ยวมากกว่าสาวชาวบ้านธรรมดา(พูดง่าย ๆ ว่าแรด) ทำให้การแต่งงานครั้งแรกจบลงด้วยการหย่าใน 5 ปีต่อมา

                ในช่วงที่เธอว่างหลังสามีคนแรกไม่อยู่บ้าน ด้วยความสวยของเธอ เธอคิดว่าจะไปทำงานหน้ากล้องโดยเป็นแบบถ่ายโฆษณาสินค้าซึ่งต่อมาก็ได้รับการชักจูงเข้าสู่วงการมายาฮอลลีวูด

                คนจะสวย....ช่วยไม่ได้

                ไม่นานนัก นอร์มา จีนเบเกอร์ เปลี่ยนชื่อมาเป็น มาริลีน มอนโร หลังจากที่เธอเซ็นสัญญากับบริษัทผลิตภาพยนต์ทวนตีธ์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ โดยนำชื่อท้ายของยายมาตั้ง หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็รุ่งเรืองถึงขีดสุดมาตลอด จนสื่อต่างๆ มักเรียกเธอว่าดาวค้างฟ้าแห่งฮอลลีวูด

                มาริลีน มอนโรได้ดิบได้ดีจากอาชีพนักแสดงแห่งวงการมายาของช่วงยุคทศวรรษที่ 50 เนื่องจากเธอมีท่วงท่าและอิริยาบถในลีลาอันเย้ายวนใจของเธอในภาพยนต์หลายๆ เรื่องที่มาริลีนแสดง มากกว่าผลงานในภาพยนต์เสียอีก จนกระทั้งได้รับฉายาอีกอย่างคือ "สัญลักษณ์ทางเพศ"นับแต่นั้นเป็นต้นมา

                และนี้คือผลงานภาพยนตร์ทั้งหมดของเธอ

                พ.ศ. 2491 - เลดี้ ออฟ เดอะ คอรัส

                พ.ศ. 2492 - เลิฟ แฮปปี้

                พ.ศ. 2493 - เดอะ แอสฟัลต์ จังเกิ้ล

                พ.ศ. 2495 - แคลช บาย ไนท์

                พ.ศ. 2496 - เนียอะการา

                พ.ศ. 2497 - ริเวอร์ ออฟ โน รีเทิร์น

                พ.ศ. 2499 - บัส สต๊อป

                พ.ศ. 2500 - เดอะ ปริ๊นซ์ แอนด์ เดอะ โชว์เกิร์ล

                พ.ศ. 2502 - ซัม ไลท์ อิส ฮอต

                พ.ศ. 2503 - เลส เมค เลิฟ

                พ.ศ. 2504 - เดอะ มิสฟิทธ์

                พ.ศ. 2505 - ซัมทิง ก๊อท ทู กิฟ (ถ่ายทำไม่สำเร็จ)

                จากความงามในทุกสัดส่วนของเธอนี้เองมันไปเข้าตาทุกๆ คนในวงการเข้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย นักการเมือง (รวมทั้งคนเขียน) ที่ต่างหมายปองเธอ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถได้ตัวเธอ เพราะมาริลีนมีชื่อเสียงในด้านความดื้อรั้น หัวแข็ง และปากจัดมากคนหนึ่งในฮอลลีวูด มีหลายครั้งที่เธอไม่สามารถร่วมงานกับคนในวงการได้ และหลายคนที่ต้องทนกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเธอเกือบทุกวัน แม้กระทั้งผู้สื่อขาวที่เคยหน้าหงายจากการตอบโต้ของเธอเมื่อถามคำถามไม่เข้าหูมาแล้ว

                ปี 1954 มาริลีน แต่งงานกับ โจ ดิแมกจิโอ ดาราเบสบอลที่มีชื่อเสียง แต่ไม่นานหลังจากแต่งงาน 9 เดือนต่อมา เธอก็หย่าขาดจากเขาโดยไม่บอกเหตุผลว่าเพราะทำไม

                ปี 1956 มาริลีน แต่งงานเป็นครั้งที่3 กับ อาเธอร์ มิลเลอร์ คนเขียนบทละครชื่อดัง และช่วงนี้ชีวิตความเป็นดาราของมาริลีน มอนโร ก็ได้ก้าวถึงจุดสูงสุดในอาชีพการแสดง และในช่วงระหว่างนั้นเองความสวยสะพรั่งของเธอได้ไปสะดุดบุคคลคนหนึ่งเข้า

                จอห์น เอฟฟ เคนเนดี

 

                


               เขาลือว่าเธอเป็นเมียลับของพี่น้องเคนเนดี

                เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1962 มาริลีน มอนโร ได้รู้จักกับพี่น้องเคนเนดีเป็นครั้งแรก ในงานเลี้ยงวันเกิดของคนพี่เข้า โดยการแนะนำให้รูจักจากปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ค ดาราชายระดับแนวหน้าของฮอลีวูดที่เป็นญาติสนิทของตระกูลเคนเนดี

                ในงานนี้ มาริลีน มอนโร สร้างความประทับใจแก่ท่านประธานธิบดีด้วยการร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้กับเขา

                จอห์น เคนเนดีก็เหมือนชายหนุ่มทั่วๆ ไปที่ได้สัมผัสความงามของเธออย่างใกล้ชิดและอดลุ่มหลงตัวเธอไม่ได้ ต่อมาจากความสัมพันธ์จากคนรู้จักก็เก้ากระโดดเป็นเพื่อนสนิทกันในทันใด

                แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถือว่าเป็นความลับสุดยอด เพราะท่านประธานธบดีนั้นมีภรรยาแล้ว ถ้ามีข่าวออกไปชีวิตพังพินาศแน่

                แต่สำหรับมาริลีน มอนโร นั้นไม่เป็นเช่นนั้นเธอหวังมากและมากกว่าจะเป็นภรรยาลับของเคนนาดีเสียอีก

                และภายหลังที่มาริลีน มอนโร คบหาประธานาธิบดีเคนนาดี เธอยิ่งมีนิสัยแข็งกระด้านขึ้นมากยิ่งขึ้นต่อทุกคนรอบข้างของเธอ เธอเริ่มเป็นคนไม่ตรงต่อเวลาและเอาแต่ใจตนเอง

                แต่ความหวังอันสูงสุดของมอนโรนั้นไม่ง่ายเหมือนกลีบดอกกุหลาบ อย่างหนังที่เธอแสดง บนถนนสายการเมืองนั้นมีอำนาจลึกลับยิ่งใหญ่อยู่มันยุ่งเสียยิ่งกว่าวงการมายาของเธอมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า

                อย่างที่รู้กันอยู่ว่าตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานั้น มันอยู่ระหว่างขั้วอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆมาช้านาน ถ้าเกิดมีอะไรนิดหน่อยมาสะดุดล่ะก็มีหวังพังเป็นแถบๆ และมาริลีน มอนโร ต้องเจอหลังเป็นเมียลับของเคนเนดีก็คือหน่วยงานลับสุดยอดที่ขึ้นชื่อในการกำจัด "ขวางหนาม"

 

 


           

                ข่าวลือ ชีวิตหลังจากนั้น

                จู่ๆ ในช่วงอายุ 30 ปี มาริลีน มอนโร มีนิสัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เธอหงุดหงิกง่าย ทานยานอนหลับบ่อย และมีอาการประสาทจนต้องพึ่งจิตแพทย์และเข้าคอร์สบำบัดอยู่เป็นประจำ ปัญหาร้อยแปดนี้ทำให้อาชีพนักแสดงของเธอกำลังจะพัง แถมเธอยังถูกไล่ในระหว่างการแสดงภาพยนต์เรื่องหนึ่งอีก เนื่องจากผู้อำนวยการสร้างไม่พอใจกับพฤติกรรมไม่ตรงเวลาและความไม่รับผิดชอบของเธอ

                แต่แล้วเธอกับเพิ่มปัญหายุ่งๆ นี้ขึ้นไปอีก หลังจากที่เธอไปมีความความสัมพันธ์กับเคนนาดีแล้ว เธอดันมีสัมพันธ์ชู้สาวกับ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี น้องชายของจอห์นเข้าไปอีก มีหลายคนลือว่าเพราะโรเบิร์ตต้องการแยกห่างออกจากมาริลีนมอนโรก่อนที่สาธารณชนจะรู้มากกว่านี้ แต่กลับเป็นอีกคนที่หลงเสน่ห์เธอเสียนี้ ถึงขั้นคิดอย่าขาดจากภรรยาเขาเลยล่ะ

แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีหรือที่รอดจาก CIA หรือหน่วยข่าวกรองสุดยอดของสหรัฐได้  !  แม้แต่ FBI ก็เขอร่วมด้วยช่วยกัน

                เชื่อเลยทั้ง CIAและFBI  คงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าวว่าตอนนี้เธออยู่ไหน ไปหาใคร กินอาหารที่ไหนบ้าง ฯลฯ คงต้องมีการปฏิบัติแอบสะกดรอยตาม แอบมอง  แอบฟังโทรศัพท์                 ลักลอบบันทึกเทป ทุกสถานที่ที่เธอกำลังจะไป ฯลฯ เนื่องจากไม่แน่ใจว่า "เด็กของท่าน"นางนี้ อาจเป็นภัยที่เสี่ยงต่อหายนะของประเทศชาติ เพราะท่านประธานาธิบดีของเขาจะเผลอพูดความลับทางการเมืองอะไรไปหรือเปล่า ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงภัยจากคอมมิวนิสต์เสียด้วยสิ

                เรื่องนี้มีหลักฐานคือ  บ้านพักของเธอหลังเธอเสียชีวิตนั้น ภายหลังถูกครอบครองโดย       เวโรนิกา ฮาเมล นักแสดงสาว เธอให้ช่างซ่อมไปซ่อมหลังคา และช่างก็ได้ไปเจอขยะกองโตที่เป็นชิ้นส่วนต่างๆมากมายที่หลงเหลือจากการใช้โทรศัพท์ถูกทิ้งใต้หลังคาหลังนั้น

                ทิ้งทำไมเป็นจำนวนมาก?

                แน่นอนสิ่งที่พวกเขากังวลเริ่มเป็นความจริง มาริลีน มอนโร นั้นรู้ทุกอะไรหลายอย่างที่หลุดปากจากท่านประธานาธิบดี อย่างไม่ตั้งใจ เธอได้จดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้ลงในสมุดบันทึกสีแดงเล่มหนึ่งเพราะเธอมีนิสัยช่างจดมานานตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว อีกทั้งเธอมักเป็นโรคหลงๆ ลืมๆ ง่ายอีกด้วย

                ภายหลังมีผู้เรียกสมุดเล่มนี้ของเธอว่า "บันทึกสีแดง"  มันไม่ใช้สมุดบันทึกชีวิตประจำวันของเธอเท่านั้น มันยังเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของอเมริกาอีกด้วย

แต่ภายหลังที่เธอตายมันหายสาปสูญไป และไม่มีใครพบเห็นสมุดเล่มนั้นอีกเลยและไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในเป็นอย่างไรกันแน่

                ว่ากันว่ามาริลีน มอนโรเคยพูดถึงสมุดเล่มนี้ให้กับโรเบิร์ต สแลนเซอร์ผู้กำกับฮอลลีวูดให้ฟังว่าเธอรู้แผนการของ CIA คิดร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียในแผนลอบสังหาร คาสโตร ในคิวบา!

                เธอหารู้ไม่ว่าคำพูดจากปากเธอจะสร้างหายนะกับชีวิตของเธอในเวลาต่อมา!

                แถมยังมีคำพูดที่หลุดจากปากของน้องชายเคนนาดีอีกเรื่องการถอนกำลังออกจากปฏิบัติการ "อ่าวหมู" ที่เป็นเหตุการณ์เสียหน้าที่สุดของสหรัฐอเมริกา

                และมีอีก CIA ยังสืบรู้อีกว่า มาริลีน มอนโร ยังมีสายสัมพันธ์ลับกับกลุ่มมาเฟียเพื่อวางแผนแบล็กเมล์อีก! เอาล่ะสิ

                เมื่อรู้ขนาดนี้แล้วมีหรือพวกเขาจะอยู่เฉย…………..

 

                


                ข่าวลือปริศนาก่อนตายของมาริลีน มอนโร

                ว่ากันว่าวันที่ มาริลีน มอนโร เสียชีวิตนั้น มีแหล่งข่าวว่า น้องชายของเคนนาดีมาที่บ้านบ้านพักของเธอเองที่ เบรนต์วูด แคลิฟอร์เนีย และเกิดมีการโต้เถียงอย่างรุนแรง มีการใช้กำลังกันด้วย บ็อบบี้ผลักเธอลงไปที่เตียง เธอเริ่มร้องไห้ เหตุเพราะเขาขอให้เลิกลาความสัมพันธ์กัน เพราะข่าวของเขากับเธอกำลังจะแดง เพราะเธอเริ่มปูดเรื่องของพี่ชายมากไปแล้ว ถ้าเรื่องนี้ข่าวหูนักข่าวล่ะก็ชีวิตสองพี่น้องพังแน่ เลิกเสียที่ได้ไหม!

                มีคำยืนยันจากเพื่อนบ้านว่าได้ยินเสียงทะเลาะกันจากบ้านหลังนั้น เห็นบ็อบบี้จากไปและมีเสียงตะโกณตามมาว่า "ปล่อยให้บ๊อบบี้ อยู่ตามลำพังเถอะ"และได้ยินเสียงแก้วและกระจกแตกอีก"

                นี้คือคำพูดสุดท้ายที่เธอมีชีวิตอยู่และเราก็ไม่รู้อะไรเลยว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น……

                วันที่ 5 สิงหาคม ปีค.ศ.1962 สาวใช้ พบร่างที่ไร้วิญญาณของมาริลีน มอนโร วัย 36 ปี นอนตายอยู่บนเตียงในห้องนอน ที่ภายหลังจากการชันสูตรและแถลงการต่อสาธารณะชนว่า มาริลีน มอนโร เสียชีวิตเพราะเธอทานยานอนหลับเกินขนาด คาดว่าเธอเสียชีวิตวันที่ 4 สิงหาคม

             
                และเมื่อตำรวจมาถึง และเข้าไปที่ตรวจเหตุนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าเธอฆ่าตัวตายจริงๆ มีขวดยาเทเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะ กระจกและแก้วแตกกระจาย มีการทำลายข้าวของในบ้านด้วย

จากการชันสูตรก็ไม่มีอะไรผิดปกติ พบเพียงแต่กากของยาระงับประสาทกับน้ำ และเศษอาหารนิดหน่อยในกระเพาะอาหารของเธอเท่านั้น แพทย์ลงความเห็นว่าเธอกินยาเข้าไปเกินขนาด จนเธอช็อกขาดสติ ส่วนยาที่ใช้เกินขนาดคาดว่าเป็นยา "เอนนีมา"ถูกฉีดลงที่ก้นของเธอ

                "แอนนีมา" เป็นยาลดความอ้วนชนิดหนึ่ง ที่คนในวงการบังเทิงมักชอบใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่แพทย์ชันสูตรยังสงสัยว่ายาชนิดนี้ทำให้เธอตายจนริงหรือ เพราะก่อนหน้านั้นเธอก็ใช้ยาชนิดด้วย

 

 


           

                เทปลับ

                คดีนี้จบอยากเงียบในเวลาต่อมา เพราะไม่มีใครติดใจสงสัยอะไร จนกระทั้ง......43 ปี หลังการตายของมาริลีน มอนโร

                จู่ๆ นาย จอห์น ดับเบิ้ลยู ไมเนอร์ อัยการประจําเขตในลอสแอนเจลิส ผู้รับหน้าที่สืบสวนกรณีการเสียชีวิตของดาราสาวคนดังเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ออกมาให้รายละเอียดเรื่องที่เขายังคงปฏิเสธเรื่อยมา เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่ว่ามอนโรฆ่าตัวตาย

                หลักฐานที่มาอ้างถึงเป็นเทปลับที่ถูกบันทึกเป็นขั้นตอนในการบําบัดจาก ด็อกเตอร์ ราฟ กรีนสัน จิตแพทย์ประจําตัวของมอนโร ซึ่งภาพจากเทปก่อนวันเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน แสดงให้อย่างชัดเจนว่ามอนโรไม่ได้มีอาการเครียดหรือกลัดกลุ้มจนเป็นสาเหตุของการปลิดชีพตัวเอง แถมเธอยังระบุว่ากําลังมุ่งมั่นในงานแสดงกับการเตรียมรับบทในหนังที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์สด้วยซ้ำ
                "นี่เหรอที่ว่าเป็นพฤติกรรมของคนที่เข้าข่ายกําลังจะฆ่าตัวตาย ผมเห็นว่ามันเป็นการวินิจฉัยผิดพลาดแน่มันดูแล้วค่อนข้างจะเหลวไหลไปหน่อยนะ"     ไมเนอร์ชี้ชัด

                ส่วนเทปมีเนื้อหามาริลีนมอนโรพูดกับคุณหมอราฟ    กรีนสัน

                มอนโรเริ่มต้นด้วยการขอบคุณหมอกรีนสัน ที่ช่วยให้เธอกลับมา "ควบคุมตัวเอง ควบคุมชีวิต" ได้อีกครั้ง พร้อมทั้งขอบคุณที่เขาช่วยแก้ปมความรู้สึกทางเพศ ซึ่งเธอกล่าวติดตลกว่า ถ้าออสการ์มอบรางวัลสาขาแกล้งทำเป็นถึงจุดสุดยอด เธอคงได้ไปนานแล้ว

                 "คุณบอกว่ามีอุปสรรคในใจฉันขวางกั้นจากการบรรลุจุดสุดยอด...ฉันขอยกย่องคุณ ตอนนี้ ฉันถึงจุดสุดยอดมากมาย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สอง หรือสามครั้ง ในหนึ่งครั้งของผู้ชาย"

                เธอยังกล่าวถึงตัวเองอย่างภาคภูมิใจ "เมื่อวาน ฉันยืนแก้ผ้ามองตัวเองในกระจกอยู่ตั้งนาน ฉันเพิ่งทำผมใหม่ แล้วฉันเห็นอะไร หน้าอกฉันเริ่มคล้อยลงนิดนึง แต่เอวยังไม่เลว ก้นเป็นก้น และยังเจ๋งที่สุด ขา เข่า ข้อเท้า ของฉันยังได้รูปทรง เท้าฉันไม่ใหญ่เกินไป โอเคเลย มาริลีน เธอมีทุกอย่าง"

                จากนั้นเธอก็กล่าวถึงชู้รัก คู่ขา อดีตสามี และเพื่อน ซึ่งที่น่าสนใจคือ เธอไม่ได้พูดเลยว่ามีสัมพันธ์สวาทกับเคนนาดี แต่รับว่ามีกับน้องชายเขา โดยคร่ำครวญว่าเธอไม่กล้าพอที่จะเลิกกับเขา

                ที่เซอร์ไพรส์คือ มาริลีนรับว่ามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน-โจน ครอฟอร์ด ซึ่งเธอเล่าว่ามีอะไรกันแค่ครั้งเดียว "ครั้งต่อมาที่ฉันเจอครอฟอร์ด เธอต้องการอีก ฉันบอกเธอตรงๆ ว่าฉันไม่สนุกนักกับผู้หญิง ซึ่งหลังจากฉันปฏิเสธ เธอก็กลายเป็นอาฆาตแค้น"

                เธอกล่าวถึงประธานาธิบดีเคนเนดีว่า "มาริลีน มอนโร คือพลทหาร ผู้บังคับบัญชาของเธอคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีอำนาจมากที่สุดในโลก หน้าที่อันดับหนึ่งของทหารคือเชื่อฟังคำสั่ง เมื่อเขาบอกว่าทำอย่างนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้ นี่คือคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา"

                ส่วนโรเบิร์ต น้องชาย "ไม่มีที่ว่างในชีวิตฉันสำหรับเขา แต่ฉันไม่กล้าเผชิญความจริงและทำให้เขาเจ็บปวด ฉันอยากให้ใครสักคนช่วยบอกเขาว่ามันจบแล้ว ฉันพยายามจะบอกประธานาธิบดีให้บอกแทน แต่ฉันเข้าไม่ถึง"

                มาริลีนยังกล่าวถึงอดีตสามีทั้งสองคน รายแรกคือโจ ดิมักจิโอ นักเบสบอลผู้เป็นตำนาน     "โจรักมาริลีน มอนโร และจะรักตลอดไป ฉันรักเขา และจะรักตลอดไป แต่โจไม่สามารถแต่งงานอยู่กินกับมาริลีน มอนโร ดาราหนังผู้โด่งดัง เพราะในความคิดของคนอิตาเลียนหัวดื้ออย่างเขา คิดถึงแต่เมียอิตาเลียนที่อยู่เหย้าเฝ้าเรือน.. คุณหมอ คุณก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ฉัน แต่ทุกครั้งที่ฉันต้องการเขา โจจะอยู่ที่นั่นเสมอ ไม่มีใครเป็นเพื่อนที่ดีกว่านี้อีกแล้ว"

                และเป็นเช่นนี้จริงๆ โจ ดิมักจิโอ ส่งดอกไม้ไปที่หลุมศพของมาริลีนทุกวันตลอดเวลาหลายสิบปี จนเขาตายตามไป

                อย่างไรก็ดี กับสามีอีกคน อาเธอร์ มิลเลอร์ นักเขียนบทละครผู้โด่งดัง เธอบอกว่าการแต่งงานกับเขาเป็นความผิดพลาด

                 "ของฉัน ไม่ใช่ของเขา เขาไม่สามารถให้ความรัก ความอบอุ่น ความใส่ใจ ได้อย่างที่ฉันต้องการ มันไม่ใช่ธรรมชาติของเขา อาเธอร์ไม่เคยมองว่าฉันมีหัวคิด.. เรื่องบนเตียงหรือ ก็งั้นๆ เขาไม่ค่อยสนใจ"

                 มาริลีน มอนโร ยังกล่าวถึงอนาคตด้านงานแสดงเอาไว้ว่ากําลังเตรียมตัวฝึกหนักเพื่อการแสดงเกี่ยวกับบทประพันธ์เรื่องเยี่ยมของเชคสเปียร์สอีกว่า

                 "ฉันได้อ่านเรื่องของเชคสเปียร์สทั้งหมดและก็ลองฝึกตัวเองหลายๆบทพูดนะ ฉันอยากเริ่มจากการเล่นเป็นจูเลียตก่อน...อย่าหัวเราะเยาะฉันเลยน่ะ ฉันจะแต่งหน้า เลือกชุดที่เหมาะ และลองเล่นผ่านกล้องเพื่อใช้ฝีมือทั้งหมดเนรมิตจูเลียตที่มีอายุเพียง14ปีและบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาให้ได้"                   

               
                    "ลองคิดดูซิว่าคนที่กําลังวางแผนในอนาคตแบบนี้และพูดออกมาในเทป             ไม่น่าจะมีแนวโน้มฆ่าตัวตายได้เลย"ไมเนอร์ย้ำอีก


                   นอกจากนี้ ในสําเนาคัดลอกคําพูดของมอนโรจากเทปลับที่ไมเนอร์อ้าง ยังรวมไปทั้งเรื่องความรักลับๆแบบเลสเบียนระหว่างมอนโร และนักแสดงสาว โจน ครอว์ฟอร์ด อีกด้วย "คราวหน้าถ้าเจอกับครอว์ฟอร์ด เธอดูเหมือนจะอยากยุ่งกับฉันอีกสักรอบ ฉันเคยบอกให้เธอพูดออกมาตรงๆ แต่ฉันก็ไม่ค่อยชอบมีอะไรกับผู้หญิงเลยนะ"
                และที่สําคัญ รวมไปถึงเรื่องที่เธอบรรยายความรู้สึกที่ต้องแยกทางกับแฟนหนุ่มทายาทตระกูลดัง โรเบิร์ต เคนเนดี้

                "ในชีวิตของฉันคงไม่มีที่ให้เขาอยู่อีกต่อไปแล้ว และฉันก็ไม่มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันและทําให้เขาต้องเจ็บปวดอีกแน่...ฉันอยากให้มีสักคนหนึ่งที่ไปบอกเขา ว่าเรื่องของเรามันจบแล้ว และฉันก็เคยพยายามเข้าพบท่านประธานาธิบดีเพื่อให้ท่านเป็นคนบอก แต่ฉันก็เข้าไม่ถึงตัวท่าน"  บทพูดจากปากของมอนโรซึ่งไมเนอร์ย้ำกับสํานักข่าวเอบีซีว่าคัดลอกมาจากเทป
                  นอกเหนือจากนี้ เรื่องราวที่ไมเนอร์อ้างไว้ทั้งหมดได้ถูกซื้อไปโดยไม่มีการระบุราคา จาก แมทธิว สมิธ โปรดิวเซอร์รายการทีวีและนักเขียนแนวการเมืองชื่อดังแห่งยุคนั้น และนํามาเรียบเรียงเป็นหนังสือโดยสมิธให้ชื่อว่า Marilyn's Last Words: Her Secret Tapes and Mysterious Death พร้อมทั้ง สมิธเองก็เคยกล่าวทํานองเดียวกันกับไมเนอร์ว่า "สาระสําคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ ผมว่าเธอไม่ใช่คนที่จะฆ่าตัวตายนะ!"
                แม้เทปลับนี้จะเปิดออกแต่นี้ไม่ใช้เป็นครั้งแรกเพราะ อัยการเคยพยายามจะรื้อฟื้นคดีเมื่อปี 1982 มาแล้ว แต่ก็สรุปว่าไม่สามารถหาพยานหลักฐานพอที่จะฟื้นคดีได้

                 คดีนี้ดำมืดอีกครั้ง

 

               


               ข่าวลือในวันสังหาร

                มาริลีนมอนโรอาจถูกมาเฟียเป็นคนฆ่า และมือสังหารอาจเป็นจอห์นนี โรเซลลี มือสังหารของมาเฟีย !

                ว่ากันว่าก่อนเที่ยงคืนวันที่ 4 นั้นจอห์นีพร้อมผู้ช่วยอีกคนได้มาเข้าห้องนอนที่ มาริลีน มอนโร นอนอยู่ เขาจัดการล็อกตัวเธอและปิดจมูกด้วยโครโรฟฟอร์มจนเธอแน่นิ่งไป หลังจากนั้นก็พลิก ร่างของเธอและถลกชุดนอนเธอขึ้นและฉีดยา "แอมนีมา"เข้าไปที่ก้นเธอและจัดวางเธอบนที่นอนในท่าเธอกำลังนอนหลับนั้นแหละ

                แต่ยังมีข่าวลือเหตุการณ์หลังจากนี้อีก!

                ช่วงค่ำวันที่ 4 นั้นโรเบิร์ต เคนนาดี กลับมาที่นั้นอีกครั้ง เนื่องจากมาริลีน มอนโรโทรไปหาเขาและขู่ว่าจะกินยาตาย แต่เมื่อบ็อบบี้ไปถึงกลับพบร่างเธอแนบนิ่งอยู่บนเตียงก่อน เขาตกใจมาก และเชื่อกันว่าคนที่โทรไปเรียกรถพยาบาลก่อนสาวใช้ที่จะโทรนั้นคือตัวบ็อบบี้เองนั้นแหละ และมีคนเห็นด้วยน่ะว่ามีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงตัวบ็อบบี้ออกจากเหตุการณ์นั้นด้วย และสายตรวจนายหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นพบรถคนหนึ่งจอดอย่างน่าสงสัย พอไปตรวจก็พบว่าเป็น ปีเตอร์ ลอว์เฟอร์ ดาราดัง และด้านหลังก็มีคนหนึ่งนั้นด้วยเขาคือ

                โรเบิร์ต เคนเนดี !

 

                


                ก่อนจบ

                ว่ากันว่า(อีกแหละ) ภรรยาของปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด นั้นเคยถามสามีว่า มาริลีน มอนโร ตายเพราะ "เเอนนีมา"หรือเปล่า

                ปีเตอร์ได้ยินดังนั้นตอบว่า

                "บางครั้งปริศนาก็ควรเป็นปริศนาต่อไป เพราะหากมีผู้ขุดคุ้ยเรื่องราวมากกว่านี้ก็จะกระทบหลายฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้ควรจบลงด้วยการจากไปอย่างเดียวดายของตัวละครน่าเศร้าที่ตกเป็น "เหยื่ออธรรม คนเดียวดีกว่าน่ะ"

 

                อนิจจา มาริลีน ผู้น่าสงสาร  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สร้างโดย  กัญญามาศ เฮงษฎีกุล  โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ที่มา  ฆาตกรโหดสะท้านโลกบทความของผม

http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=219485&chapter=24

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 41 คน กำลังออนไลน์