มงคลที่ 37 จิตปราศจากธุลี

                                                           มงคลที่ 37 จิตปราศจากธุลี

                                      

                             แหล่งที่มา : http://www.luangphorsodh.com/imgnitan/N77471.jpg

 

หมดราคะ โทสะ โมหะแล้ว
จิตผ่องแผ้ว เลิศดี ไม่มีสอง
ย่อมมีค่า สูงจริง ยิ่งเงินทอง
เหมือนสูริย์ส่อง ท้องฟ้า สง่างาม

จิตปราศจากธุลีคืออะไร ?
 ธุลี แปลว่า ฝุ่นละอองที่ละเอียดมาก ในที่นี้หมายถึงกิเลสอย่างละเอียดที่เกาะ ซึม แทรก หุ้มใจของเราอย่างซ่อนเร้นบางๆ
ทำให้ความผุดผ่อง ความใสสะอาดเสียไป ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็นไม่รู้

 จิตปราศจากธุลี หมายถึง จิตที่หมดกิเลสแล้วทั้งหยาบทั้งละเอียดอย่างถอนรากถอนโคน ไม่มีทางฟื้นกลับเข้ามาในใจได้อีก
ทำให้จิตสะอาดผ่องใส นุ่มนวลควรแก่การงาน ได้แก่จิตของพระอรหันต์

ประเภทของกิเลส  
     กิเลสในใจคนมีอยู่ 3 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลราคะ โทสะ โมหะ กิเลสแต่ละตระกูลก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ที่หยาบมากๆ
เห็นได้ชัดเจนเหมือนขยะมูลฝอย และเล็กลงเหมือนฝุ่นผง จนถึงที่ละเอียดมากๆ เหมือนธุลี บางคนเจอแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็น
กิเลสมองไม่ออก ดังนี้
 1.ตระกูลราคะหรือโลภะ คือ ความกำหนัดยินดี รัก อยากได้ ในคน สัตว์สิ่งของ หรืออารมณ์ที่น่าใคร่ มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด
ดังนี้
     1.อภิชฌาวิสมโลภะ ความโลภอย่างแรง แสดงออก เช่น ปล้นเขา จี้ ลักขโมย
     2.อภิชฌา ความเพ่งเล็งทรัพย์ของผู้อื่น จ้องๆ จะเอาของเขาล่ะแต่ยังสงวนท่าที ไม่แสดงออก
     3.โลภะ ความอยากได้ในทางทุจริต อยากได้ในทางที่ไม่ชอบ แต่ยังไม่แสดงออก
     4.ปาปิจฉา ความอยากได้โดยวิธีสกปรก เช่น อยากได้สตางค์เลยไปเล่นการพนัน ไม่รักษาเกียรติ ไม่รักษาชื่อเสียงของตน
     5.มหิจฉา ความอยากใหญ่ ความมักมาก เช่น รับประทานอาหารวงเดียวกัน  ก็คว้าเอากับอร่อยๆ ไปทานเสียคนเดียว ไม่รู้จัก
        เกรงใจคนอื่น ไม่รู้จักประมาณ
     6.กามราคะ ความพอใจในกาม รักเพศตรงข้าม ยังมีความรู้สึกทางเพศ
     7.รูปราคะ ความยินดีในอารมณ์ของรูปฌาน เป็นเรื่องของผู้ฝึกสมาธิจนได้รูปฌานแล้ว
     8.อรูปราคะ ความยินดีในอารมณ์ของอรูปฌาน เป็นเรื่องของผู้ฝึกสมาธิจนได้อรูปฌานแล้ว
 ข้อ 6-8 นี้แหละที่จัดเป็นกิเลสละเอียด ที่เรียกว่าธุลีในตระกูลราคะ

 2.ตระกูลโทสะ คือ ความไม่ชอบใจ ความคิดร้าย คิดทำลายผู้ที่ทำให้ตนโกรธ มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ดังนี้
     1.พยาบาท ความผูกอาฆาต จองเวร อยากแก้แค้น ไม่ยอมอภัย บางทีข้ามภพข้ามชาติก็ยังไม่ยอม เช่น พระเทวทัตต์ผูกพยาบาท
        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ภพในอดีตมา
     2.โทสะ ความคิดร้าย คิดทำลาย เช่น คิดจะเตะ คิดจะด่า คิดจะเผาบ้าน คิดจะทำให้อาย ฯลฯ
     3.โกรธ ความเดือดดาลใจ คือคิดโกรธแต่ยังไม่ถึงกับคิดทำร้ายใคร
     4.ปฏิฆะ ความขัดใจ เป็นความไม่พอใจลึกๆ ยังไม่ถึงกับโกรธแต่มันขัดใจ
 ข้อ4 ปฏิฆะ นี้แหละที่จัดเป็นธุลี กิเลสละเอียดในตระกูลโทสะ

 3.ตระกูลโมหะ คือ ความหลง เป็นอาการที่จิตมืดมน ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักบุญบาป ส่วนความไม่รู้วิทยาการต่างๆ ไม่ใช่โมหะ
คนที่มีความรู้วิทยาการมากเพียงใด มีปริญญากี่ใบก็ตาม หากยังไม่รู้จักบุญบาป ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำละก็ ได้ชื่อว่าตกอยู่ในโมหะ
ทั้งนั้น กิเลสตระกูลโมหะ มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ดังนี้
     1.มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่า พ่อแม่ไม่มีพระคุณ เห็นว่าบุญบาปไม่มี เห็นว่าโลกนี้โลกหน้าไม่มี เป็น ต้น ไม่เพียงแต่ไม่รู้เท่านั้น ยังคิดเห็นผิดอีกด้วย
     2.โมหะ ความหลงผิด ความไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
     3.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ามีตัวตน เช่น คิดว่าร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ
     4.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติธรรม เช่น ยังไม่มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า บุญบาปมีจริงไหม ทำสมาธิแล้วจะหมดกิเลสจริงหรือ
     5.สีลัพพตปรามาส ความติดอยู่ในศีลพรตอันงมงาย เช่น เชื่อหมอดู เชื่อศาลพระภูมิ เชื่อว่ากินเจแล้วได้บุญ เชื่อพระเจ้า
     6.มานะ ความถือตัว ถือเขาถือเรา
     7.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เป็นอาการที่จิตไหวกระเพื่อมน้อยๆ ยังไม่จรดศูนย์กลางกายแนบสนิท ไม่ได้หมายถึงความฟุ้งซ่าน ไม่รู้เหนือรู้ใต้อย่างที่คนทั่วไปเป็น
     8.อวิชชา ความไม่รู้พระสัทธรรม เช่น ไม่รู้ว่าตัวเรามาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน
  ตั้งแต่ข้อ 3-8 เป็นธุลี กิเลสอย่างละเอียดในตระกูลโมหะ

                                         


 โดยสรุป ธุลี หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดของทั้ง 3 ตระกูลรวม 10 ประการ ได้แก่
     1.สักกายทิฏฐิ
     2.วิจิกิจฉา
     3.สีลัพพตปรามาส
     4.กามราคะ
     5.ปฏิฆะ
     6.รูปราคะ
     7.อรูปราคะ
     8.มานะ
     9.อุทธัจจะ
     10.อวิชชา
     ทั้ง 10 ประการนี้บางทีเราเรียกว่า สังโยชน์ 10 พระโสดาบันจะสามารถละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ มีความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความลังเลเลย ส่วนพระสกิทาคามีก็ละได้ 3 ข้อแรกเช่นเดียวกับพระโสดาบัน แต่กิเลสข้อที่เหลือเบาบางลง ส่วนพระอนาคามีจะได้เพิ่มอีก 2 ข้อ คือ กามราคะและปฏิฆะ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ใจจรดอยู่ในพระนิพพานตลอดเวลาจึงละสังโยชน์ธุลีกิเลสทั้ง 10 ประการได้อย่างสิ้นเชิง มีจิตผ่องใส บริสุทธิ์ตลอด
 เหตุที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี ยังละสังโยชน์ทั้ง10ได้ไม่หมดนั้น ก็เพราะใจยังจรดอยู่ในพระนิพพานได้ไม่ตลอดเวลา

ระดับโทษของกิเลสทั้ง 3 ตระกูล
 ราคาะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า คนจะรักกัน อยู่กันฉันสามีภรรยาถือว่าไม่ผิดศีลธรรม ขออย่าไปนอกใจหรือไปมีชู้ก็แล้วกัน โทษของราคะไม่ค่อยหนักนัก แต่ว่าจะให้เลิกละก็ยากมาก คลายช้า คนลองรักกันแค่ไม่เห็นหน้าไม่กี่วันก็ทำท่าจะตายเอาให้ได้ บางทีตายแล้วเกิดใหม่ใจยังผูกพันกันอยู่เลย จะให้เลิกรักเลิกยาก
 โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว เวลาโกรธ ขัดใจขึ้นมาฆ่ากันได้ บางทีถึงขนาดฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ทำอนันตริยกรรมก็ยังได้ มีโทษมาก แต่ทว่าคลายเร็ว ถ้าเขามาขอโทษขอโพย เอาอกเอาใจไม่นานก็หาย โทสะคลายเร็วอย่างนี้
 โมหะ มีโทษมากด้วย คลายช้าด้วย ความหลง ความไม่รู้ พระสัทธรรมนี้มีโทษมาก ทำให้เราหลงไปทำบาปตกนรกเสียย่ำแย่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนทนทุกข์กันตลอดมาก็เพราะโมหะนี่เอง และแถมเจ้าโมหะความหลงนี้ยังคลายช้าอีกด้วย คนลงไม่รู้จักบุญจักบาปละก็กว่าจะแก้ได้ ท่านว่าหืดขึ้นคอเลย บางทีก็ต้องรอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปโน้นยังไม่รู้จะแก้หายหรือเปล่า

ข้อควรปฏิบัติ
 เราต้องทราบว่ากิเลสทั้ง 3 ตระกูลนี้ มันฟูมันงอกงามได้ เช่น คนบางคนเดิมอาจจะเป็นคนไม่โลภอะไร พอใจอยู่กับของของตน แต่ไม่ระวังตัวเผลอไปหน่อยเดียว มีลาภยศมาล่อมาก ๆเข้า อาจกลายเป็นคนโลภไปทำบาปทำชั่วเพราะความอยากได้ก็ได้ เดิมอาจเป็นคนใจเย็นแต่ถูกยุถูกแหย่มากๆ เจ้ากิเลสก็อาจงอกงาม กลายเป็นคนเจ้าโทสะไปได้เหมือนกัน หรือเดิมก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป เข้าใจธรรมะบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง บุญบาปก็แค่สงสัยว่ามีหรือไม่ แต่ไปคบคนพาลเข้า กลายเป็นมิจฉาทิฐิไม่เชื่อบุญเชื่อบาป ปฏิเสธนรกสวรรค์ คิดว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณต่อตัวเองเป็นไปได้เหมือนกัน
 เราจึงต้องระวังไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งใจทำสมาธิภาวนาไปตามลำดับ ไม่ย่อท้อ สักวันหนึ่งก็คงจะทำใจหยุดใจนิ่งเข้าศูนย์กลางกาย เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ทำพระนิพพานให้แจ้งได้ และกำจัดธุลีกิเลสทั้งหลายให้ร่อนหลุดไปจากใจ เป็นพระอรหันต์ เสวยสุขอันเป็นอมตะได้เหมือนกัน 

“ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว  ไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว ไม่ประทุษร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย
ผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว ไม่หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง กิเลสทั้ง3ตระกูลย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว เหมือนผลตาลสุกหล่นจากขั้ว เหมือนอาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไปฉะนั้น” ขุ.อิติ.25/268/295-296

                                  

                             แหล่งที่มา : http://mediacenter.mcu.ac.th/data/caipyo/m4/wimutti.jpg

                                                              

                                                                     สารบัญ คลิกที่นี่

 

สร้างโดย: 
นางปาลิดา สวนชังและนางสาวนันทิชา เรืองวินิตวงศ์

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 194 คน กำลังออนไลน์