โรคหัวใจวาย

รูปภาพของ youdo2009

Frown โรคหัวใจวาย Laughing

 

http://www.student.in.th/article/editor/assets/heart.jpg

โรคหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจตาย
การทำงานของหัวใจเกิดจาการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งได้รับอาหารจากหลอดเลือดโคโรนารี ถ้าหลอดเลือดแดงนี้เกิดแข็งตัวหรือตีบแคบลงจากไขมันไปเกาะหรือมีพังผืดภายใน ผนังหลอดเลือด เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย ทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด และเมื่อเส้นเลือดแข็งตัวมากขึ้นจะเกิดการอุดตันของเส้นเลือด เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจได้ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง ภาวะผิดปกติของการทำงานของหัวใจ อันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ ได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอกับความต้องการ

  สาเหตุ


ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงนี้ เป็นปัจจัยสำคัญอันเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา(เจ็บ แน่นหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย เสียชีวิตตอย่างเฉียบพลัน) โรคสมองขาดเลือด (อัมพาต อัมพฤกษ์) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรม
ไขมันในเลือดสูง หรือ โคเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยที่โคเลสเตอรอลในเลือดเป็นไขมันประมาณร้อยละ 75 อีกร้อยละ 25 ได้จากอาหารที่เราบริโภค เช่น เนื้อสัตว์ ตับ สมอง นม เนย ไข่แดง (ไข่แดงเป็นสารอาหารที่ให้โคเลสเตอรอลมากที่สุด ไข่แดง 1 ฟอง มีโคเลสเตอรอล 250-300 มิลลิกรัม ส่วนในไข่แดงไม่มี)

โคเลสเตอรอลในเลือดมี 2 ชนิด
1. โคเลสเตอรอลอันตราย ถ้าเมื่อใดมีโคเลสเตอรอลประเภทนี้ในระดับสูงเกินไป จะทำให้โคเลสเตอรอลไปจับสะสมตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งและตีบแคบ
2. โคเลสเตอรอลดี เป็นโคเลสเตอรอลประเภทที่ให้ประโยชน์ ทำหน้าที่จับสารโคเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือดและนำไปทำลายที่ตับ จากการศึกษาพบว่าบุคคลที่มีระดับโคเลสเตอรอลประเภทนี้สูง ไม่ค่อยเกิดโรคหัวใจขาดเลือด มักจะมีอายุยืนยาว โคเลสเตอรอลดีช่วยป้องกันการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและตีบแคบ ภาวะความสมดุลของระดับไขมันทุกชนิดในเลือดจะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

 

http://www.thaigoodview.com/library/sema/sukhothai/lamphu_s/bodysystem/p...

 

  อาการ


1. เจ็บหน้าอกด้านซ้ายหรือบริเวณลิ้นปี่เป็นพักๆอาจเจ็บแบบ
    •     เจ็บแน่นๆหนักๆเหมือนกดหรือมีอะไรวางทับ
    •     เจ็บรัดในอก ทำให้หายใจไม่สะดวก
    •     อาจมีอาการร้าวไปบริเวณคอ กราม หรือแขน 2 ข้าง
    •     เจ็บลึกๆใต้ผนังทรวงอกลงไป
2. อาจมีอาการใจสั่น
3. ถ้าเจ็บหน้าอกนานกว่า 20 นาที อาจหมายถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ต่อไปอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตฉับพลัน
4. สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ได้

 

ปัจจัยเสี่ยง
1. อายุ-เพศ เพศชายมักพบมากกว่าเพศหญิง ผู้ชายมักเริ่มมีอาการของโรคนี้ตั้งแต่อายุ 40-50ปีขึ้นไป ผู้หญิงมักเริ่มเป็นมากขึ้นเมื่อพ้นวัยหมดประจำเดือน
2. โรคความดันโลหิตสูง
3. การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก แก้ไขโดยงดสูบ เมื่อเลิกสูบบุหรี่ 10 ปีขึ้นไปแล้ว อัตราเสี่ยงจะใกล้เคียงผู้ไม่สูบบุหรี่
4. มีไขมันในเลือดสูง ระดับโคเลสเตอรอลทั้งหมดในเลือดโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ซีซี (200 mg/100cc.)
5. โรคอ้วน ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมัน                    
6. โรคเบาหวาน
7. ขาดการออกกำลังกาย
8. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ก่อนอายุ 45 ปี

 

 

 

 

http://www.wanjai.com/webboard/webboard_images/3647.jpg

การรักษา

ต้องปฏิบัติตัวและติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
    1. การควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยง เพื่อช่วยลดการดำเนินของโรคไม่ให้เพิ่มขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในรายที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด
      1.1 ควบคุมอาหารและจำกัดการรับประทานไขมัน โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบพวกไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมัยสัตว์ (หมู เนื้อ เป็ด ไก่)) ไข่แดง กะทิ หอยนางลม นม เนย  และควรจำกัดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลด้วย
      1.2 ลดความอ้วนและออกกำลังกาย พยายามควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการเพิ่มการเผาผลาญอาหารโดยเฉพาะช่วยลดโคเลสเตอรอล ความดันโลหิตและโรคเบาหวาน
      1.3 งดสูบบุหรี่
      1.4 ลดความเครียด
      1.5 ปรึกษาแพทย์ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาโรคที่อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเหล่านี้แล้วต้องรีบรักษา โอกาสที่จะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะลดลงมาก
    2. การรักษาโดยการใช้ยา
      2.1 ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นยาเม็ดอมใต้ลิ้นและยาพ่นในช่องปาก ใช้เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ให้อมใต้ลิ้น 1 เม็ดห่างกัน 5-10 นาที ถ้าอมยาติดต่อกัน 3 เม็ด แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ควรเก็บไว้ในขวดสีชา ปิดฝาแน่นเพื่อป้องกันแสงและควรพกยานี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา
      2.2 ยาอื่นๆ ได้แก่ ยาไนเตรตที่ออกฤทธิ์ยาว ยากั้นเบต้า ยาต้านแคลเซียม เป็นต้นซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายไป
    3. การขยายรูของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ              
ด้วยท่อยางลูกโป่ง ซึ่งไม่ต้องผ่าตัดใหม่ หรือถ้าเป็นมาก อาจต้องผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจที่ตีบแคบโดยตรง

                                                                    

 

             

สร้างโดย: 
อ. สมาน ถวิลกิจ และ น.ส. สุพัตรา บุญพรม ม.6/7 เลขที่ 24 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 267 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • nbr14542
  • sss30134