นกขุนทอง

รูปภาพของ sss29149

 นกขุนทอง

 

รูปร่างลักษณะ        เป็นนกขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่    ความยาวจากปลายปากจดหาง  25 -40 ซม. ปากสั้นกว่าหัว  ปากหนา  แบนข้าง  และโค้งเล็กน้อย   (พันธุ์ที่พบใน ประเทศไทยยาวประมาณ  33  ซม. )  ลำตัวค่อนข้างอ้วน  ป้อม  หัวโต คอสั้น หางสั้น ปลายหางตัด    ขนบริเวณกระหม่อมสั้นมาก  นกที่โตเต็มวัย    ขนคลุมลำตัวสีดำเป็นมันเหลือบ ออกม่วง ที่บริเวณท้ายทอย และ หลัง  ,   หน้าอกสีเหลือบออกเขียว และ น้ำเงิน ปีกมีแถบสีขาวบริเวณขนปีกบินชั้นแรก   ขนปีก บิน จำนวน  6  เส้น   ขนปลายปีกเส้นนอกสุดเล็ก   จะงอยปากสีส้มอมเหลือง  ถึง สีออกแดง   ด้านโคนจะงอยปากเข้มกว่า ด้านปลายจะงอยปาก  บริเวณหลังตามีแผ่นหนังสีเหลือง เรียกว่า เหนียง  อยู่บริเวณใต้ตาถึง ข้างคอและท้ายทอย ยาวประมาณ 3  ซม. ขา และ เท้า  สีส้มอมเหลือง นิ้วเท้ามี 4 นิ้ว  ชี้ไปข้างหน้า 3 นิ้ว และด้านหลัง 1 นิ้ว แต่ละนิ้วมีกรงเล็บที่โค้ง และ แข็ง    นกทั้งสองเพศสีสันคล้ายกัน   แต่  นกตัวเมีย  ตัวโตกว่านกตัวผู้     นกที่ยังไม่โตเต็มวัย    สีลำตัวจะออกสีตุ่นๆ  และ ไม่ดำเป็นมัน เหมือนนกที่ โตเต็มวัย  บริเวณด้านข้างของหัว  หลังตาจะมีสีเหลืองอ่อนจางๆ  ซึ่งบริเวณนี้ต่อไปจะพัฒนาเป็นเหนียง เหมือนนกที่ โตเต็มวัย     นกวัยอ่อน  ปากจะมีสีคล้ำกว่านกที่เต็มวัย

            แหล่งอาศัยหากิน        ป่าดงดิบชื้น    ป่าเบญจพรรณ  ชายป่า  ป่าโปร่ง  และ  พื้นที่โล่งใกล้ป่าดิบ  แต่จะต้อง เป็นบริเวณที่มี ฝนตกชุกพอสมควร  ปริมาณน้ำฝนที่ตกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  180  มม.  ต่อปี  และ อุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  15  องศา เซลเซียส   พบได้ตั้งแต่พื้น ที่ราบ  ไปจนถึงความสูง  1,370  เมตรจากระดับน้ำทะเล  แต่ส่วนมากจะพบที่ความสูงเฉลี่ย  600  เมตรจากระดับน้ำทะเล    

            มักชอบกินน้ำหวานจากดอกไม้ป่า  เช่น  ดอกทองหลางป่า  ดอกงิ้วป่า และ สนอินเดีย  โดยเกาะที่ก้านดอก และยื่นหัว และ จะงอยปาก  เข้าไปดูดน้ำหวานกิน  จึงมีละอองเกสรติดบริเวณกระหม่อม และ ไปติดในเกสรดอกตัวเมีย  จึงมีส่วน ในการช่วยผสมเกสร  ของดอกไม้บางชนิดด้วย   นอกจากนั้นยังชอบกินผลไม้สุก  เช่น  โพ ไทร ไกร กร่าง  หว้า กล้วย   มะละกอ   ถ้าผลไม้มีขนาดเล็กไม่เกิน  2  ซม. มันจะกลืนเข้าไปทั้งผล  เมล็ดผลไม้ที่แข็งจะไม่ถูกย่อย และ จะถ่ายออกมาภายใน  1  ชั่วโมง  สำหรับเมล็ดไม้บางชนิดที่มีเปลือกแข็งหุ้ม  เช่น เมล็ดจำป่าป่า   มันจะกินโดยใช้ปากขบให้เปลือกแตกก่อน    นอกจากนี้ มันก็กินพวก ไข่มด หนอน แมลง ตัวอ่อนของแมลง  ต่างๆ เช่น ตั๊กแตน ปลวก มด  ตลอดจนสัตว์เลื้อยคลานพวก กบ เขียด กิ้งก่า  หนูตัวเล็กๆ  ที่มันจับได้ ตามพื้นป่า หรือตามกิ่งก้านของต้นไม้  หรือตามคาคบไม้  เช่น กิ้งก่า  โดยจับฟาดกับต้นไม้ จนสลบ หรือ ตาย แล้วกลืนกิน ทั้งตัว  ไม่ฉีกกินเหมือนเหยี่ยว   นอกจากนี้อาจโฉบจับแมลง   ที่บินผ่านมากลางอากาศบ้าง 

         นิสัยประจำพันธุ์          นกขุนทองเป็นสัตว์สังคม   ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง   และออกหากินด้วยกันเป็นฝูง    โดยมี จ่าฝูงคอยให้สัญญาณในการออกบิน  ด้วยการส่งเสียงร้องออกมาก่อน  จำนวนนกในฝูงมักจะเป็นเลขคู่เสมอ  ตั้งแต่ฝูงละ 6 - 8 ตัว จนถึง 12 -20  ตัว  เพราะนกจะจับคู่ในฝูงเดียวกัน  และ เมื่อจับคู่กันแล้ว  ก็ ยังรวมกลุ่มไปหาอาหาร เป็นฝูงเช่นเดิม  มันจะแยกจาก ฝูงก็ต่อเมื่อ  มีภาระในการเลี้ยงลูกอ่อน  เท่านั้น  แต่ก็ยังอยู่ในละแวกเดียวกับฝูง และ มีการติดต่อกับฝูงอยู่เสมอ    การหากิน จะ อาศัย หากินตามกิ่งของต้นไม้ใหญ่  หรือพุ่มไม้บ้าง  แต่จะไม่ลงมายังพื้นดิน  การเคลื่อนไหวตามกิ่งไม้ มักใช้วิธีกระโดด ไปทาง ด้านข้าง   ซึ่งแตกต่างจากนกเอี้ยง และ นกกิ้งโครงอื่นๆ   ในต้นไม้ผล ที่นกชอบ   มักพบหากินร่วมกับนกที่กินผลไม้ด้วยกัน เช่น  นกเงือก นกโพระดก นกเขาเปล้า  เป็นต้น

            หลังจากกินอิ่ม  นกขุนทองทั้งฝูง  จะไปเกาะพักตามกิ่งต่างๆของต้นงิ้วป่าบ้าง  ทองหลางป่าบ้าง  แต่จะต้อง เป็น  ต้นไม้ที่มีใบแน่นทึบ  โดยส่งเสียงสังสรรค์สนทนากันดังขรม  ได้ยินแต่เสียงแอ๊ะๆ แอ๊ะๆ  ดังไม่ขาดหู  ตัวที่เป็นคู่กัน จะมีแบบ แผนการร้องที่ต่างจากตัวที่ไม่ได้เป็นคู่กัน  เมื่อตัวหนึ่งส่งเสียงร้อง  คู่ของมันก็จะร้องตอบใน 2 - 4 วินาที  นอกจากนั้น ลักษณะการ ร้องโต้ตอบของนกที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน  จะเหมือนกัน  นกที่อยู่ในท้องที่อื่นจะร้องต่างกันออกไป  คล้ายกับคนที่มีภาษาถิ่น แตกต่างกันออกไปในแต่ละภาค   ในเวลากลางคืน     จะเกาะนอนตามกิ่งไม้เช่นเดียวกับนกเอี้ยง  หรือนกกิ้งโครงอื่นๆ  แต่จะไม่ เป็น ฝูงใหญ่เท่า  

     นาย เบอร์แทรม  เคยศึกษาเสียงร้อง หรือ เสียงพูด  ของนกขุนทองในประเทศอินเดีย  เขาจำแนกเสียงร้อง ของ นกขุนทอง  ออกเป็น  4  ประเภท คือ

        1      Chip - call  คือ  เสียงร้องสั้นๆ  เพื่อการติดต่อ  เป็นเสียงที่ดังมาก เกรี้ยวกราด ปรากฎเป็นเสียงแหลมสั้นๆ  คล้ายเสียง จิ๊ว  จิ๊ว  ร้องโดยนกที่โตเต็มวัยแล้วทั้งหมด  เมื่อ ตื่นเต้น หรือ ตกใจ  ขณะที่เปล่งเสียงร้องออกมา ลำตัวจะสะบัด หรือ หมุน  ใช้สำหรับ การติดต่อกันในระยะไกล  บางครั้งอาจเป็นเสียงตกใจ ในระยะใกล้ก็ได้  โครงสร้างของเสียงแบบนี้ ในนกแต่ละตัว จะแตกต่างกัน เล็กน้อย และ นกที่อยู่ในท้องที่ต่างกัน จะทำเสียงแตกต่างกัน  

        2       Um - sound    เสียง ฮัม  เป็นเสียงแหลมนุ่มๆ  ออกจากจมูก  นกจะทำอยู่ตลอดเวลาที่ทำกิจกรรมอยู่ ใช้สำหรับติดต่อกัน ในระยะใกล้   เสียงดังคล้าย  แอ๊ะ แอ๊ะ 

        3        Whisper - whisper    เสียงหวีดเป็นเสียงสูงสุดขีด  ดังคล้าย จิ๊..ย..ย..ย...ว  มักร้องในช่วงที่อยู่ว่างๆ  ไม่มีกิจกรรมอะไร  ดีกว่าอยู่เปล่าๆ  ว่างั้นเถอะ

        4        Call        เสียงเพื่อการติดต่อ เป็นเสียงดังที่มีความแปรเปลี่ยนมาก เช่น เหมือนกับเสียงหวีด เสียงครวญคราง เสียงแหลม หรือ เสียงขลุกขลักในลำคอ  เช่น เสียง แอะ..แอะ..  จิ๊ว    เจี๊ยว    นอกจากนั้นยังทำเสียงต่ำเหมือนเสียงคนพูดได้ด้วย  เสียงลักษณะนี้ นกขุนทองมักใช้มาก และ น่าสนใจมากที่สุด

          อนึ่ง   การแบ่งประเภทของเสียงนี้   แบ่งจากลักษณะคลื่นเสียงที่วัดโดย  Sonograph  และ พฤติกรรมขณะที่นกทำเสียง นั้น   ซึ่งจะแตกต่างกันไป  แต่การรับสัมผัสของคน   อาจจะฟังคล้ายกัน   เป็นเสียง  จิ๊ว หรือ เจี๊ยว  ทั้งหมด

           ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่        โดยทั่วไปนกขุนทองจะผสมพันธุ์ และ วางไข่ปีละ 1 - 3 ครั้ง  แต่โดยทั่วไป  2  ครั้ง  ในช่วงฤดูร้อน และ ฤดูฝน    และ จะจับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว ตลอดไป จนกว่าอีกฝ่ายจะตายจากไปจึงจะหาคู่ใหม่   วัยเจริญพันธุ์ของนกขุนทอง     จะอยู่ในราวอายุ   1  ปี ขึ้นไป  ตัวเมียจะถึงวัยเจริญพันธุ์ค่อนข้างเร็วกว่าตัวผู้เล็กน้อย   นกขุนทอง ในป่า ผสมพันธุ์กันกลางอากาศ  คือระหว่างที่นกทั้งคู่บินตามกันมา   นกตัวผู้ที่บินอยู่ข้างหลังจะเร่งความเร็วจนบินทัน และเข้าไป ประกบกับตัวเมียทางด้านหลัง   ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ ผละออกจากัน   

            รัง    จะใช้ รู หรือโพรงไม้  ที่เกิดตามธรรมชาติ หรือ โพรงเก่าที่นกหัวขวานทิ้งร้างไว้   โดยที่ปากของมัน ไม่แข็งแรง พอที่จะเจาะโพรงไม้ได้เอง    รังสูงจากพื้นดิน  3  - 16   เมตร  ต้นไม้ที่มักใช้เป็นโพรงรัง   มักเป็นไม้ใหญ่สูง และ เป็นไม้เนื้ออ่อน  เช่น ตะแบก  สมพง  ตะเคียนหิน  กระบก สนเขา  และ สัก   บริเวณอาศัย และ ที่สร้างรังของนกขุนทอง จะอยู่ใน พื้นที่ประมาณ  1  ตารางกิโลเมตร ต่อ  1 ฝูง การสร้างรังของนกในฝูงเดียวกันมักอยู่ใกล้กัน  บางคู่อาจจะทำรังอยู่บนต้นไม้ ต้นเดียว กัน  ซึ่งเคยพบถึง 2 - 3 คู่   ลักษณะรังมักเป็นแบบหยาบๆ  ใช้วัดสุที่หาได้ในบริเวณใกล้เคียงมารองก้นรัง    ปกติไม่มีวัสดุรองรัง  แต่บางตัวอาจใช้กิ่งไม้เล็กๆ   ใบไม้แห้ง  ใบหญ้า   คราบงู   ฟางข้าว   แต่ก็ใช้จำนวน ไม่มากนักรองรัง   นกทั้งสองเพศ ช่วยกัน สร้างรัง  โดยคาบกิ่งไม้เล็กๆมารองก้นรัง   ก่อนจะใช้ใบไม้แห้งเสริมอีกชั้น    แต่บางรังก็ไม่มีวัสดุรองก้นรังเลย     รังมักเป็นโพรง ที่ถูกเจาะลึกลงไปในลำต้นเป็นแอ่งเว้า   ก้นรังอยู่ลึกจากปากโพรงประมาณ  10 - 30  ซม.   รังมีไข่ 2 -3 ฟอง   ลักษณะไข่ ปลายข้างหนึ่ง แหลมมน   อีกข้างหนึ่งป้าน  สีฟ้าอมเขียว  มีจุดสีน้ำตาลประปราย  บริเวณด้านป้าน  ขนาดเฉลี่ยประมาณ  2.5 - 3.5  ซม.   ทั้งพ่อแม่นกจะช่วยกันกกไข่  โดยผลัดกันกกไข่ครั้งละนานประมาณ  10 - 20  นาที  แต่ส่วนใหญ่แม่นกจะกกนานกว่า  เมื่อได้เวลาผลัดเวร นกตัวที่อยู่นอกรังจะส่งสัญญาณด้วยเสียงร้อง แอ๊ะๆ แอ๊ะๆ   เป็นการบอกตัวที่อยู่ในรังว่า  "ฉันพร้อมจะเปลี่ยน เวรแล้วนะ "    ทำนองนี้แหละ 

             นกขุนทองใช้เวลาในการฟักไข่นานราว  14 -20 วันในช่วงเวลานี้ มันจะระแวดระวังภัย และ ตื่นตัวมาก  บางครั้งมี ศัตรูเช่น นกปีกลายสก๊อท   และ นกตะขาบดง  เข้ามาใกล้รัง  จึงถูกเตือนก่อนด้วยเสียงอันแข็งกร้าว   แต่เมื่อผู้บุกรุกยังทำเฉย  พ่อลูกอ่อนขี้โมโหจึงออกแรงสั่งสอน  จิกตี จนผู้บุกรุก ต้องบินหนีไป    แม้ว่านกขุนทองจะแยกออกจากฝูง   มาฟูมฟักลูกอยู่  แต่ก็ยังติดต่อกับสมาชิกในฝูงอยู่  โดยพ่อแม่นกที่ออกเวรฟักไข่   มาจับเกาะที่กิ่งไม้นอกรัง  จะ ส่งเสียงร้องโต้ตอบ กับเพื่อน ที่มอง ไม่เห็นตัวอยู่ตลอดเวลา   แสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฝูงเดียวกัน     ปกตินกขุนทองจะใช้รังเดิมเสมอ  ปีหนึ่งจะวางไข่  2 - 3 ครั้ง  โดยครั้งแรกราวเดือนกุมภาพันธ์   ครั้งที่ 2 ในราวเดือนกรกฎาคม  ถึง เดือนสิงหาคม   แต่หากวางไข่ครั้งแรก   ฟักเป็นตัว หมดโดยไม่ถูกรบกวน  นกคู่นั้นอาจวางๆไข่เพียงครั้งเดียวในปีนั้น   

         ลุกนกแรกเกิด  ผิวหนังเป็นสีออกชมพู  ยังไม่มีขนตามตัว  อาจมีขนขาวๆแซมบ้างบางส่วน  และ จะหลับตาอยู่ราว 7 - 8   วัน  จึงลืมตาขึ้น  นับจากวันแรกที่ลูกนกออกจากไข่  พ่อแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงดูลูกอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย   ผลัดกันไป เที่ยวหาอาหารมาป้อนลูกครั้งแล้วครั้งเล่า   แต่ส่วนใหญ่พ่อนกจะบินไปหาอาหารบ่อยครั้งกว่า  และส่งต่อให้แม่นกป้อนลูก    วันแรกๆ ลูกนกจะถูกป้อนด้วย  หนอน ตั๊กแตน และ ผลไม้สุก  เมื่อลูกนกอายุ 2 - 4 วัน ก็สามารถร้องขออาหารจากพ่อแม่ได้แล้ว  พ่อแม่จะหาอาหารขนาดใหญ่ขึ้นมาให้ลูกกินเพิ่มวันละ 1 - 2 ครั้ง  ได้แก่ กิ้งก่าตัวเล็กๆ  หรือกิ้งก่าบิน  โดยนำมาป้อนให้ทั้งตัว บางครั้งหากหาอาหารได้มาก   พ่อแม่นกก็จะนำมาเก็บสำรองไว้ข้างรัง  มูลที่ลูกนกถ่ายออกมานั้น พ่อแม่นกจะช่วยกันคาบ ออกไปทิ้ง นอกรัง  โดย  วางไว้บนกิ่งไม้ใหญ่ ( ไม่ทิ้งลงพื้นดินห่างรัง  หรือ ทิ้งลงน้ำ  เหมือนนกบางชนิด ที่ทำรังใกล้น้ำ   หรือในโพรง  )   ,   ระยะที่ลูกยังเล็กอยู่นี้  พ่อแม่นกมักไม่ค่อยอยู่ห่างรังมากนัก  เวลาแดดส่องเข้าไปในรังซึ่งจะทำให้ลูกร้อน   พ่อนกหรือแม่นก  จะคอยนั่งบังแดดอยู่ที่ปากโพรง   ยามค่ำคืน พ่อแม่นกจะอยู่กับลูกในรังคอยปกป้องคุ้มครองลูกน้อย  บางที พ่อนก ก็จะออกมาเกาะกิ่งไม้เฝ้ายามอยู่นอกรัง   บางครั้งมีนกเค้าโมงบินมาเกาะใกล้ๆรัง  พ่อแม่นกก็รีบบินออกมา  รุมจิกตี จนนกเค้าโมงต้องบินหนีไป 

            เมื่อลูกนกอายุได้  9  วัน  ขนสีดำจะเริ่มขึ้น และ ผิวหนังค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตัดกับสีขนอย่างเด่นชัด   พออายุได้ 14  - 16  วัน  ก็มีขนสีดำขึ้นปกคลุมเต็มตัวแล้ว และ เมื่อ อายุได้  18 -20  วัน  ก็สามารถอกมารับอาหาร  จากพ่อแม่ ที่ปากโพรงได้  พอลูกนกอายุ  27  วัน  ก็สามารถบินออกจากรังได้แล้ว  หลังจากลูกนกออกจากรังไปแล้วประมาณ   10  วัน  โพรงนี้ก็จะ เป็นที่ทำรังของนกคู่ใหม่  หรือ อาจเป็นการวางไข่ครั้งที่ 2  ของนกคู่เดิม     โดยธรรมชาติ  พ่อแม่นกจะไม่เลี้ยงลูกที่ ออกจากรังไปแล้ว  ลูกนกต้องเลี้ยงตัวเอง  และ จะเป็นสมาชิกในฝูง เดียวกับ พ่อแม่ต่อไป     ลูกนกที่เพิ่งออกจากรังนี้  นับว่ายังเป็น วัยรุ่นอยู่  ขนตามตัวยังไม่ดำเข้มเป็นมัน  แต่มีแถบขาวที่ขนปีกบินชั้นแรกแล้ว    และ เหนียง บริเวณใต้ตาถึงข้างคอ เป็นสีเหลือง อ่อน  พออายุได้   3  เดือน ก็นับว่าเป็นหนุ่มสาวแล้ว  ขนจะมีสีดำสนิทเป็นมันเงา   เหนียงคอเปลี่ยนเป็นสีส้มสดใส  ครั้นอายุได้ ประมาณ  1  ปี เหนียงคอจะยาวมากที่สุดคือประมาณ  2 -3 ซม.   นับเป็น วัยที่เจริญพันธุ์มีคู่ได้แล้ว    นกขุนทองป่า มีอายุยืนยาว เพียงใด ยังไม่เป็นที่ทราบกัน  แต่ สำหรับนกขุนทองที่ได้รับการเลี้ยงดูในกรง  มีรายงานว่าอายุยืนนานที่สุดถึงประมาณ   20 - 24   ปี    แสดงว่าในธรรมชาติ    มันจะต้องมีอายุยืนยาวกว่านี้มาก

             ช่วงเวลาที่นกขุนทองทำรังวางไข่            นกขุนทองผสมพันธุ์ และ วางไข่ปีละ 1 - 3 ครั้ง  แต่ส่วนมาก  2  ครั้ง   ครั้งแรกอยู่ในช่วงเดือน  ธันวาคม  หรือ มกราคม  เรื่อยไปจนถึง พฤษภาคม   และครั้งที่   2   ตั้งแต่เดือน  มิถุนายน ถึง  เดือน กันยายน  ทั้งนี้ แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของถิ่นอาศัย  แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น นกขุนทอง พันธุ์อินเดีย  ( G. r. indica )  ผสมพันธุ์เดือน พฤษภาคม  -  สิงหาคม  ,  นกขุนทองพันธุ์ เหนือ  ( G.r. intermedia )  ในประเทศจีน  ผสมพันธุ์เดือน เมษายน  -  พฤษภาคม   ,  ในประเทศพม่า  ผสมพันธุ์เดือน  เมษายน -  พฤษภาคม  ,  เช่นเดียวกัน  แต่ในประเทศ ไทย     ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ผสมพันธุ์ในเดือน  กุมภาพันธุ์  - พฤษภาคม   สำหรับนกขุนทองพันธุ์ใต้ ( G.r. religiosa )   มีรายงานว่าสร้างรัง และ วางไข่ระหว่างเดือน ธันวาคม -  พฤษภาคม              

                การสืบพันธุ์ ของ นกขุนทอง มักทำในช่วงที่เมื่อลูกนกชุดก่อนหน้า  ออกจากไข่แล้ว จะเป็นช่วงต้นฤดูฝนพอดี  หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย  เพื่อจะได้มีอาหารอุดมสมบูรณ์     แต่มีบางคู่ที่ผสมพันธุ์ล่าไปถึงช่วงฤดูฝน  ก็ มักไม่ประสพ ผลสำเร็จ เนื่องจากไข่เสียบ้าง  รังพังบ้าง    

                   ศัตรูตามธรรมชาติของนกขุนทอง            เนื่องจาก นกขุนทองกินอาหารได้หลายชนิด  เช่น กินผลไม้ เหมือนกับนกเขาเขียว นกกก นกปรอด และ นกโพระดก   ทั้งยังกินน้ำหวานจากดอกไม้  กินมด ปลวก แมลง ต่างๆ     และ สัตว์เลื้อยคลาน เล็กๆตามต้นไม้   จึงมักมีการแก่งแย่งอาหารกับนกอื่นๆเป็นประจำ  แต่ไม่ถึงกับรุนแรงนัก เพราะนก ขุนทอง เลือกอาหารได้หลายชนิด และ อาหารในป่ามีอุดมสมบูรณ์   นั่นเอง  ตามปกตินกขุนนทองใช้เวลาเพียงสั้นๆ ในการหาอาหาร  เว้นแต่ในช่วงที่มีลูกอ่อนอาจใช้เวลานานกว่าปกติบ้าง   

                    นอกจากเรื่องอาหารแล้ว   นกขุนทองมักมีปัญหาเรื่องการแย่งโพรงไม้ทำรังกับนกอื่นๆ  เช่น   นกเอี้ยง  นกโพระดก นกหัวขวาน นกแก้ว  นกเค้าแมว    บางครั้งถึงกับมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง   ผู้ชนะจึงจะได้ครอบครอง โพรงไม้นั้น  และ เมื่อใดที่ นกขุนทองสามารถครอบครองโพรงไม้ที่ใช้ทำรังได้แล้ว      มันจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสถานที่อีก  ทำให้กลายเป็นผู้ครอบครองถิ่น นั้นไปในที่สุด  

สร้างโดย: 
ด.ญ.ธัญญรัตน์ ชลภัทรอภิวิชญ์ ม.1/8 เลขที่ 34 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 179 คน กำลังออนไลน์