ทรัพยากรดิน

รูปภาพของ sss29151

ทรัพยากรดิน ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ โดยใช้เวลาที่นานมาก หินที่สลายตัวผุกร่อนนี้จะมีขนาดต่าง ๆ กัน เมื่อผสมรวมกับซากพืช ซากสัตว์ น้ำ อากาศ ก็กลายเป็นเนื้อดินซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะมากน้อยแตกต่างกันไปตาม ชนิดของดิน ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทที่ใช้ไม่หมดสิ้น ดินเกิดจากการสลายตัวของอินทรีย์สาร(ซากพืชซากสตว์สลายตัวเป็นฮิวมัส) และอนินทรีย์สาร(สลายตัวเป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน) คลุกเคล้ากันโดยผสมกับน้ำและอากาศจนกลายเป็นดิน กำเนิดและสมบัติทั่วไปของดิน กำเนิดดิน ดินเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ รวมกับอินทรียสารจากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์ การสลายตัวของหินและแร่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจะให้วัตถุต้นกำเนิดดิน และสลายตัวของสารอินทรีย์ เช่น ซากพืชซากสัตว์จะได้ฮิวมัส เมื่อวัตถุต้นกำเนิดดินผสมคลกเคล้ากับฮิวมัส โดยมีจุลินทรีย์ช่วยให้ย่อยสลายในที่สุดจะกลายเป็นดิน ถ้านสังเกตดินจากท้องที่จะเห็นว่ามีลักษณะต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากดินเหล่านั้นมีกำเนิดที่ต่างกันซึ่งอาจเนื่องจากสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิดดิน กาลเวลา และส่วนผสมจากฮิวมัสของสิ่งมีชีวิตต่างๆซึ่งมีผลทำให้ดินมีลักษณะต่างกันไป นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า มีการทับถมเป็นชั้นๆเกิดเป็นดินชั้นบนและดินชั้นล่าง สมบัติทั่วไปของดิน ดินขุดจากที่ความลึกต่างกันจะมีลักษณะต่างกัน การผุพังทับถมของแร่ธาตุและซากพืช ซากสัตว์เป็นเวลานาน มีผลทำให้เนื้อดินมีลักษณะเป็นชั้น และมีสีต่างกัน จึงอาจใช้ลักษณะบางประการของดินเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้นของดิน เช่น สี เนื้อดิน โดยทั่วไปเราแบ่งประเภทของดินอย่างง่ายๆเป็นดินชั้นบนและดินชั้นล่าง ตามปกติดินชั้นบนมักจะมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ที่ผิวดินมาก ทำให้ดินมีสีคล้ำ และสารอินทรีย์นี้จะมีน้อยลงในดินชั้นล่าง ลึกลงไปจากดินชั้นล่าง จะพบวัตถุต้นกำเนิดดินซึ่งเกิดจากหินบางชนิดที่กำลังสลายตัว นอกจากนี้ถ้าลองบี้ดินแล้วสังเกตดินอย่างละเอียด จะพบว่าดินชั้นบนร่วนซุย และเม้ดดินมีขนาดโตกว่าดินชั้นล่าง การที่เม็ดดินมีขนาดโตทำให้ช่องว่างระหว่างเม้ดดินมีขนาดใหญ่ด้วย น้ำและอากาศสามารถผ่านช่องว่างขนาดใหญ่ได้ดีกว่าช่องขนาดเล็ก ส่วนที่เป็น ช่องว่างทั้งหมดในดิน คือ ความพรุน ของดินนั่นเอง โดยทั่วไป ดินชั้นบนเหมาะแก่การปลูกพืชมากกว่าดินชั้นล่าง ทั้งนี้เนื่องจากดินชั้นบนมีความพรุนมากกว่า อากาศและน้ำ รวมทั้งอาหารพืชที่ละลายน้ำสามารถผ่านได้ง่าย ทำให้รากพืชแทรกชอนไปได้ไกลและสามารถค้ำจุนลำต้นให้แข็งแรง นอกจากนี้ดินชั้นบนยังมีฮิวมัส ซึ่งเป็น อาหารพืชที่สำคัญอีกด้วย ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ความเป็นกรดเบส หรือ pH ก็เป็นสมบัติที่สำคัญของดินอีกประการหนึ่ง เราอาจใช้กระดาษลิตมัสทดสอบความเป็นกรด เบส ของดิน ได้ แต่โดยทั่วไปมักนิยมใช้ยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ที่บอกความแตกต่างของความเป็นกรดเบสได้ละเอียดกว่ากระดาษลิตมัส นอกจากนี้ยังใช้สารเคมีตรวจสอบความเป็นกรดเบสของดินได้ ความเป็นกรดเบสของดินขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ตัวอย่างปัจจัยที่เพิ่มความเป็นกรดของดิน ได้แก่ การเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ในดิน การใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิด ส่วนตัวอย่างที่ปัจจัยที่ทำให้ดินเป็นเบสได้แก่ การใส่ปูนขาว โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมที่เกาะอยู่ กับเม้ดินมีมากน้อยต่างกันจึงทำให้ดินแต่ละชนิดมีความเป็นกรดเบสต่างกัน ค่า pHของดินที่เหมาะกับพืชบางชนิด 1 ข้าว 5.5-6.0 2 ผักกาดหัว กะหล่ำดอก ขึ้นฉ่าย ถั่วลันเตา ผักกาดหอม 6.0-7.0 3 กะหล่ำปลี แครอท คะน้า 5.7-7.0 4 ยาสูบ 5.4-5.7 5 มันเทศ 5.5-7.0 6 ฝ้าย 6.0-8.0 7 สับปะรด 5.0-6.0 เห็นว่าดินที่มีค่าช่วง pH ต่างกันจะเหมาะกับพืชต่างชนิดกัน หรือจะกล่าวได้ว่าพืชแต่ล่ะชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีค่า pH ที่พอเหมาะแก่พืชนั้น นอกจากนี้พืชแต่ละชนิดต้องการแร่ธาตุต่างกัน เพื่อการเจริญเติบโต บางครั้งเราพบว่าพืชบางชนิดไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุที่ต้องการซึ่งมีอยู่ในดินไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพความเป็นกรดเบสไม่เหมาะสม ดังนั้นในการปลูกพืช ต้องคำนึง ถึงค่าความเป็นกรดเบสของดินด้วย ถ้าความเป็นกรดเบสไม่เหมาะสมและสามารถจะปรับปรุงได้ก็ควรหาวิธีปรับปรุง เช่น ถ้าดินเป็นกรดมากก็อาจเติมปูนขาวหรือดินมาร์ล ถ้าดินเป็นเบสมาก ก็อาจเติมกำมะถันผงในดินได้ การชะล้างพังทลายของดิน าสาเหตุสำคัญในการชะล้างพังทลายของดินมี 2 ประเภท คือการชะล้างพังทลายตามธรรมชาติ เช่น การกัดชะด้วยฝนหรือลมอันเนื่องจากขาดพืชคลุมดิน แผ่นดินถล่มเนื่องจากความลาดเอียงและแรงโน้มถ่วง ตลอดจนการกัดชะเนื่องจากกระแสน้ำ ส่วนการชะล้างพังทลายโดยการกระทำของมนุษย์ก็มีหลายอย่างเช่น การหักร้างถางป่า การขุดเหมืองแร่ การสร้างถนนหนทาง ล้วนเป็นการทำลายดินทั้งสิ้น การชะล้างพังทลายของดินไม่ว่าจะเกิดตามธรรมชาติหรือโดยการกระทำของมนุษย์ก็ตาม ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายแก่มนุษย์เอง การชะล้างพังทลายทำให้ดินเกิดเป็นร่องน้ำ และดินชั้นบนซึ่งอุดมด้วยธาตุอาหารพืชจะต้องถุกเคลื่อนย้าย เป็นผลกระทบต่อเกษตรกรรมและยังทำให้ แม่น้ำและอ่างเก็บน้ำตื้นเขิน เนื่องจากการตกตะกอน ทั้งยังเร่งการเกิดสันดอนขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมทางน้ำ นอกจากนั้นยังอาจเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องหาวิธีปรับปรุงและสงวนรักษาดินชั้นบนไว้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ประโยชน์ของดิน ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ 1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90% 2. การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ 3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย 4. เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปี ชนิดของดิน อนุภาคของดินจะรวมตัวกันเข้าเกิดเป็นเม็ดดิน อนุภาคเหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน ขนาดเล็กที่สุดคืออนุภาคดินเหนียว อนุภาคขนาดกลางเรียกอนุภาคทรายแป้ง อนุภาคขนาดใหญ่เรียกว่า อนุภาคทรายเนื้อดิน จะมีอนุภาคทั้ง 3 กลุ่มนี้ผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดลักษณะของดิน 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วน 1. ดินเหนียว เป็นดินที่เมื่อเปียกแล้วมีความยืดหยุ่น อาจปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีความสามารถในการจับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้สูง หรือค่อนข้างสูง เป็นดินที่มีก้อนเนื้อละเอียด เพราะมีปริมาณอนุภาคดินเหนียวอยู่มาก เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน 2. ดินทราย เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดีมาก มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย พืชที่ชั้นบนดินทรายจึงมักขาดทั้งอาหารและน้ำเป็นดินที่มีเนื้อดินทรายเพราะมีปริมาณอนุภาคทรายมาก 3. ดินร่วน เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ยืดหยุ่นได้บ้าง มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในธรรมชาติมักไม่ค่อยพบ แต่จะพบดินที่มีเนื้อดินใกล้เคียงกันมากกว่า สีของดิน สีของดินจะทำให้เราทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ปริมาณอินทรียวัตถุที่ปะปนอยู่และแปรสภาพเป็นฮิวมัสในดิน ทำให้สีของดินต่างกันถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย ลักษณะโครงสร้างที่ดีของดิน ได้แก่ สภาพที่เม็ดดินเกาะกันเป็นก้อนเล็ก ๆ อยู่รวมกันอย่างหลวม ๆ ตลอดชั้นของหน้าดิน ควรมีอากาศร้อยละ 25 น้ำร้อยละ 25 อนินทรีย๋สารร้อยละ 45 และ อินทรีย์สารร้อยละ 5 จะเป็นดินที่เหมาะสมต่อการปลุกพืชทั่วไป ปัญหาทรัพยากรดิน ดินส่วนใหญ่ถูกทำลายให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ หรือตัวเนื้อดินไปเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ และการสูญเสียตามธรรมชาติทำให้เราไม่อาจใช้ประโยชน์จากดินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การสูญเสียดินเกิดได้จาก 1. การกัดเซาะและพังทลายโดยน้ำ น้ำจำนวนมากที่กระทบผิวดินโดยตรงจะกัดเซาะผิวดิน ให้หลุดลอยไปตามน้ำ การสูญเสียบริเวณผิวดินจะเป็นพื้นที่กว้าง หรือถูกกัดเซาะเป็นร่องเล็ก ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความแรง และบริเวณของน้ำที่ไหลบ่าลงมาก 2. การตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า ถางป่าทำให้หน้าดินเปิด และถูกชะล้างได้ง่ายโดยน้ำและลมเมื่อฝนตกลงมา น้ำก็ชะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปกับน้ำ ทำให้ดินมีคุณภาพเสื่อมลง 3. การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี การเตรียมที่ดินทำการเพาะปลูกนั้นถ้าไม่ถูกวิธีก็จะก่อความเสียหายกับดินได้มากตัวอย่างเช่น การไถพรวนขณะดินแห้งทำให้หน้าดินที่สมบูรณ์หลุดลอยไปกับลมได้ หรือการปลูกพืชบางชนิดจะทำให้ดินเสื่อมเร็ว การเผาป่าไม้ หรือตอข้าวในนา จะทำให้ฮิวมัสในดินเสื่อมสลายเกิดผลเสียกับดินมาก ดินที่เป็นกรด เกษตรกรแก้ไขได้โดยการใช้ปูนขาวหว่าน และไถพรวนให้เข้ากับดิน การอนุรักษ์ดิน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนั้น จะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตะกอนดินที่ถูกชะล้างทำให้แม่น้ำและปากแม่น้ำตื้นเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเป็นจำนวนมาก เราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือเสื่อมโทรมซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการอนุรักษ์ดิน 1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ควรจะสงวนรักษาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ใช้ในกิจการอื่น ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมในการเพาะปลูกมีอยู่จำนวนน้อย 2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตะกูลถั่ว การใส่ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน เป็นต้น 3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชบังลม การไถพรวนตามแนวระดับ การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย ถ้าผิวดินไม่มีพืชคลุมเมื่อฝนตกน้ำฝนก็จะชะเอาผิวดินที่อุดมสมบูรณ์ให้ไหลไปตามน้ำโดยเร็ว วิธีป้องกันจึงต้องให้มีพืชคลุมดินไว้เสมอ การทำสวนบนเนินหรือไหล่เขาที่มีความลาดเอียง หากไถเป็นร่องจากที่สูงลงไปต่ำแล้วฝนตก จะชะล้างผิวดินลงไปยังที่ต่ำได้เร็วมาก ดินจะเสื่อมความอุดมสมบูรณ์อย่างรวดเร็วด้วย หากจะทำการเพาะปลูกบนเนิน หรือไหล่เขา ก็ควรเลือกวิธีอนุรักษ์ดิน เช่น ก.การปลูกพืชตามแนวระดับ ใช้วิธีการไถพรวน หว่าน ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน ขวางความลาดเอียงของพื้นที่ ข.การปลูกพืชแบบขั้นบันได ใช้วิธีการส้รางคันดินหรือแนวหินขวางความลาดเอียงของพื้นที่ แล้วปลูกพืชบนขั้นบันได วิธีการดังกล่าวจะชะลอการชะล้างพังทลายของดิน เริ่มตั้งแต่การลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกลงมากระแทกกับผิวดิน การควบคุมน้ำไหลบ่าทั้งปริมาณและความเร็วและการเพิ่มความต้านทานของดินมิให้แตกตัวได้เร็ว แม้ว่าการปลูก พืชจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ดินวิธีหนึ่งแต่การปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำซากอยู่ในที่เดิมตลอดเวลาจะทำให้ดินจืดขาดธาตุอาหาร จึงจำเป็นต้องปลูกพืชหมุนเวียนและเพิ่มสารอินทรีย์ในดินอาจกระทำได้โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์เหล่านี้จะช่วยให้ดินมีความสามารถอุ้มน้ำ ดีขึ้น อากาศแทรกซึมได้สะดวกและลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน แต่การใช้ปุ๋ยนั้นก็ต้องใช้ให้พอเหมาะมิฉะนั้นพืชจะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากการเกิดดินโดยกระบวนการตามธรรมชาติต้องใช้เวลานานมาก ไม่ทันความต้องการใช้ดินที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับดินบางส่วนถูกชะล้างพังทลายไป

สร้างโดย: 
ด.ญ.พรชนก เลิศสนธิ์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 26 คน กำลังออนไลน์