โลกในยุคปัจจุบันและเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกในปัจจุบัน

ภูมิภาคยุโรปในโลกยุคปัจจุบัน

 

หลังจากการล่มสลายของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆในภูมิภาคยุโรปตะวันออกใน ค..1989 และ สหภาพโซเวียตล่มสลายในค..1991 ส่งผลให้ประเทศต่างๆในแถบยุโรปได้มีการรวมตัวกันเป็นเอกภาพมากขึ้น แต่การล่มสลายของระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นการเปิดโอกาสให้ชาติต่างๆ ได้แยกตัวเป็นอิสระมากขึ้น ทำให้ยุโรปเป็นดินแดนที่ไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ยุคหลังสงครามเย็นมีความสงบสุขและมีการสร้างเสริมทางอาวุธน้อยกว่ายุคสงครามเย็น

ยุคหลังสงครามเย็นนี้เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มีสงครามระเบิดขึ้นอย่างชนิดเกินความคาดหมายและสงครามมีระดับความเข้มข้นรุนแรงมากอยู่ทั่วโลก อย่างเช่นที่บอสเนีย ระวันดา และแม้กระทั่งที่มหานครนิวยอร์ก เป็นยุคที่มีความซับซ้อนและยากที่จะคาดการณ์ถึงผลของมัน มีความใฝ่ฝันอยากให้โลกกลับคืนสู่ยุคที่การเมืองโลกดำเนินตามกฎเกณฑ์ที่ง่ายๆบนรากฐานของระเบียบโลกแบบสองขั้วอำนาจ(bipolar world order)อีกครั้งหนึ่ง  แต่อย่างไรก็ดี แม้ระเบียบโลกใหม่จะเต็มไปด้วยความซับซ้อนแต่ยุคหลังสงครามเย็นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีสันติสุขมากกว่ายุคสงครามเย็น  การใช้จ่ายทางการทหารทั่วโลกลดลงราวหนึ่งในสามจากรายจ่ายที่เคยขึ้นสูงสุดในทศวรรษปี 1990 แม้ว่ารายจ่ายทางการทหารนี้จะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งนับแต่ปี ค.. 2001 ก็ตาม สงครามแบบเก่าเมื่อเกิดขึ้นก็ยุติลงได้รวดเร็วกว่า ส่วนสงครามแบบใหม่ก็เกิดขึ้นได้ยากกว่า  ในภูมิภาคละตินอเมริกา ในแถบรัสเซียและยุโรปตะวันออกไม่มีสงครามระหว่างประเทศที่สำคัญๆเกิดขึ้นเลย  ชาติต่างๆเหล่านี้ต่างเข้ามารวมอยู่ในเขตสันติภาพที่กิอาณาบริเวณของอเมริกาเหนือ ยุโรป

ตะวันตก ญี่ปุ่น/แปซิฟิก และจีน

โดยสรุป ทั่วทั้งโลกแทบไม่มีการสงครามระหว่างประเทศ  จะมีระดับการสู้รบที่ร้อนแรงเป็นจุดๆบ้าง ที่แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้  สงครามนองเลือดที่เคยมีมายาวนานในแอฟริกา  โดยเฉพาะที่ โมแซมบิก เอธิโอเปีย และเอริเทรีย ยุติลงอย่างสิ้นเชิง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์มีแนวโน้มที่จะมีสันติภาพในทศวรรษปี 1990 แต่สถานการณ์ได้เลวร้ายลงอีกครั้งในปี ค.. 1990 หลังจากมีการละเมิดข้อตกลง มีการลงนามข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ  ลัทธิชาตินิยมของเซอร์เบียที่เคยสั่นคลอนระเบียบโลกในทศวรรษปี 1990 ก็สงบระงับลงจากการปฏิบัติการของนานาชาติและจากการยินยอมปฏิบัติตามของชาวเซิร์บเอง ระเบียบโลกในทศวรรษปี 1990  จึงถือได้ว่าสามารถควบคุมได้ โดยที่ไม่ปรากฏว่ามีสงครามรุกรานหรือเกิดสงครามใหญ่แต่อย่างใด

  ตัวอย่างปัญหาของยุโรปหลังสงครามเย็น

ปัญหาภายในของอดีตยูโกสลาเวีย

 

 ค.ศ.1918 ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติเสมอมา แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบคอมมิวนิสต์ในอีก 30 ปีต่อมาก็ตาม ปัญหาเชื้อชาตินั้นสำคัญมากเพราะยูโกสลาเวียมาหลายชนชาติ เช่น เซิร์บ โครแอต บอสเนีย มุสลิม สโลวีน มาซิโดเนีย เป็นต้น

ต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวีย นำโดยจอมพลยอซีป บรอซ ตีโต (Josip Broz Tito) สามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นระบอบสังคมนิยมใน ค.ศ.1948 ประเทศสหพันธ์รัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียได้ถือกำเนิดขึ้น

ยูโกสลาเวียภายใต้การนำของจอมพลตีโตสามารถสยบการลุกฮือของชนชาติต่างๆไว้ได้ ถึงแม้จอมพลตีโตจะถึงแก่อนิจกรรมในค.ศ.1980 แต่พรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียยังคุมอำนาจได้ถึงค.ศ.1989

ในค..1989 ภูมิภาคยุโรปตะวันออกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียถูกกดดันจากประชาชนให้ยุติบทบาทการครอบครองประเทศ และยินยอมให้มีการเลือกตั้งในปีถัดมา ผลปรากฏออกมาว่าพรรคคอมมิวนิสต์ชนะการเลือกตั้งเฉพาะในสาธารณรัฐเซอร์เบีย และ มอนเตเนโกร เท่านั้น ส่วนรัฐอื่นๆ พรรคคอมมิวนิสต์แพ้ จึงเป็นสาเหตุให้สาธารณรัฐอื่นๆแยกตัวจากรัฐบาลกลางที่กรุงเบลเกรด

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความแตกต่างในด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี เช่น ชาวเซิร์บนับถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์ ส่วนชาวสโลวีนและโครแอตนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นต้น ทำให้เกิด ความขัดแย้งของรัฐบาลในแต่ละสาธารณรัฐต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงได้ขึ้นเป็นรัฐบาลกลางปกครองประเทศและรัฐบาลรัฐเซอร์เบียก็ได้ผลักดันให้ชาวเซิร์บเข้ามามีบทบาทในกองทัพมาขึ้น ทำให้สาธารณรัฐอื่นไม่พอใจเป็นอย่างมาก

          ในค.. 1991 สาธารณรัฐต่างๆได้แยกตัวจากยูโกสลาเวียดังนี้

1.สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย(Federal Republic of Yugoslavia) ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น           เซอรเบียและมอนเตเนโกร(Serbia and Montenegro) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2003 เป็นต้นมา

2.สาธารณรัฐโครเอเซีย (Republic of Croatia)                   

3.สาธารณรัฐสโลวีเนีย (Republic of  slovenia)

4.บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา(Republic of  Basnia and Herzegovina)

5.มาซิโดเนีย(Macedonai)

            เมื่อแต่ละสาธารณรัฐประกาศแยกตัวจากยูโกสลาเวีย ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือปัญหาทางด้านเชื้อชาติ  เช่น ชาวเซิร์บในเขตสาธรณรัฐโครเอเซีย บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวีนา ได้ก่อการต่อต้านรัฐบาลโครเอเชียและรัฐบอสเนีย ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลของสาธารณรัฐเซอร์เบีย การสู้รบในโครเอเชียระหว่างกองกำลังชาวเซิร์บกับกองทัพรัฐบาลโครเอเซีย เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ.1991 จนถึง ค.ศ.1995 เมื่อกองทัพรัฐบาลสามารถยึดครองดินแดนกลับคืนได้

ส่วนสงครามในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีความสลับซับซ้อนมากกว่าในโครเอเซีย เนื่องจากเป็นการสู้รบของ 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ชาวบอสเนียมุสลิม ชาวเซิร์บ และ ชาวโครแอต กองกำลังชาวเซิร์บได้ฆ่าล้างชนชาวบอสเนียมุสลิมหลายพันคน ต่อมาชาวบอสเนียได้ร่วมมือกับชาวโคแอตก่อตั้งสมาพันรัฐมุสลิมโคแอตในเดือน มีนาคม ค..1994 สงครามกลางเมืองดำเนินต่อไป ค..1995 กองทัพอากาศขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้โจมตีกองกำลังชาวเซิร์บในบอสเนีย  ปลาย ค.ศ.1995 สหรัฐอเมริกาได้เข้าเป็นตัวกลางเปิดการเจรจาสันติภาพในเรื่องปัญหาของบอเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยมีการประชุมกันในวันที่ 21 พฤศจิกายน ณ เมืองเดย์ตัน (Dayton) มลรัฐโอไฮโอ โดยมีผู้นำของบอสเนีย โครเอเซีย และเซอร์เบีย เข้าร่วมประชุม ต่อมาได้ลงนามสันติภาพ ณ กรุง ปารีส ในวันที่ 14  ธันวาคม  ค.ศ.1995 ต่อมาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ได้มีการจัดการเลือกตั้ง

โดยเลือกตัวแทนจาก 3 กลุ่ม คือตัวแทนชาวบอสเนียมุสลิม ตัวแทนชาวเซิร์บ และ ตัวแทนชาว     โครแอต ขึ้นดำรงตำแหน่งประทานสภาสมาพันธรัฐ และผู้ดูแลเขตการปกครอง

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และวิวัฒนาการหลังจากนั้น

 

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตขึ้นภายหลังสงครามอ่าวยุติลงเพียงไม่กี่เดือน  โดยที่ 15 สาธารณรัฐซึ่งเคยประกอบเข้าเป็นสหภาพโซเวียตต่างก็ได้เริ่มถอนอำนาจคืนจากรัฐบาลกลางที่อ่อนแอลงและได้ประกาศตนเป็นรัฐเอกราช เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ได้เกิดปัญหาตามมา นับตั้งแต่ปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจของแต่ละรัฐเรื่อยไปจนถึงการแบ่งปันทรัพย์สินของแต่ละรัฐ 3 สาธารณรัฐในคาบสมุทรบอลติก (เอสทัวเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย) ซึ่งเพิ่งถูกผนวกเข้าไปอยู่กับสหภาพโซเวียตในทศวรรษปี 1940 ได้ปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหาก  ส่วนอีก 12 สาธารณรัฐได้ดำเนินการเจรจากันอยู่นานภายใต้การนำของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟเพื่อก่อตั้งสมาพันธรัฐ(confederation) ซึ่งมีรูปแบบกำหนดให้สาธารณรัฐต่างๆมีความเข้มแข็งส่วนรัฐบาลกลางมีความอ่อนแอโดยมีอำนาจในการควบคุมน้อยลง 

สนธิสัญญาสหภาพ(Union Treaty) ที่ได้วางรูปแบบคร่าวๆของโครงสร้างใหม่ของสมาพันธรัฐไม่เป็นที่พึงพอใจของบรรดาพวกหัวรุนแรงในรัฐบาลกลางสหภาพโซเวียตเก่าจนนำไปสู่ความพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี ค.. 1991 แต่รัฐประหารครั้งนี้ซึ่งถูกต่อต้านอย่างแข็งขันจากพวกหัวใหม่ภายใต้การนำของนายบอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย จึงประสบกับความล้มเหลว และจึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตรวดเร็วยิ่งขึ้น

 หลังจากนั้นแล้วก็ได้มีการยอมรับลัทธิทุนนิยมและประชาธิปไตยเข้าเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองของรัฐอดีตสหภาพโซเวียตต่างๆ อดีตสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียตเหล่านี้ต่างก็แยกตนเป็นรัฐเอกราชแต่ก็ได้รวมตัวกันเป็นโครงสร้างการประสานความร่วมมือหลวมๆ เรียกว่า เครือรัฐเอกราช(The Commonwealth of Independent States)  ในบรรดาอดีตสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียตทั้งหลาย มีเพียง 3 สาธารณรัฐในคาบสมุทรบอลติกเท่านั้นที่มิได้เป็นสมาชิกของเครือรัฐเอกรัฐที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ส่วนรัสเซียและเบลารุสได้รวมตัวกันมีสถานะเป็นกึ่งสหภาพเมื่อ ปี ค.. 2000  ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับรัสเซียหลังเริ่มต้นยุคหลังสงครามเย็น

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตะวันตกกับรัสเซียและอดีตสาธารณรัฐโซเวียตอื่นๆ หลังเริ่มต้นยุคหลังสงครามเย็นนี้ มีลักษณะไม่ค่อยจะสนิทสนมกันมากนัก  เพราะข้างประเทศตะวันตกเองก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจของตนเอง ประกอบกับมีความรู้สึกว่ารัสเซียมีความจำเป็นต้องปฏิรูปภายในของตนมากกว่ามีความจำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและทางเศรษฐกิจจากภายนอก ดังนั้นประเทศตะวันตกจึงได้ให้ความช่วยเหลืออย่างจำกัดแก่รัสเซีย

และอดีตสาธารณรัฐโซเวียตอื่นๆทั้งๆที่ประเทศเหล่านี้ต่างก็ประสบปัญหามาตรฐานการครองชีพตกต่ำของประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย 

นอกจากนี้แล้วประเทศตะวันตกก็เกิดความหวาดหวั่นที่รัสเซียใช้นโยบายแข็งกร้าวเข้าปราบปรามพวกขบวนการแยกดินแดนในจังหวัดเชนยาของรัสเซียในปี ค.. 1995 และ 1999 ข้างฝ่ายผู้นำรัสเซียเองก็กลัวว่าการขยายตัวขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต(NATO) เข้าไปในพื้นที่ยุโรปตะวันออกจะนำไปสู่การวางกองกำลังของนาโตไว้เป็นภัยคุกคามตามแนวพรมแดนของรัสเซีย ในขณะเดียวกันนี้ ญี่ปุ่นและรัสเซียก็ยังไม่สามารถตกลงเรื่องข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่คาราคาซังกันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองยุติได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆเหล่านี้ระหว่างกัน แต่บรรดามหาอำนาจแห่งโลกก็ได้เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันภายหลังสงครามเย็นยุติลงมากยิ่งขึ้น  รัสเซียได้รับการยอมรับให้เป็นรัฐสืบทอดอำนาจของสหภาพโซเวียต และได้ที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ  ทั้งรัสเซียและสหรัฐอเมริกาได้ทำการลดอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ในทศวรรษปี 1990  ค.ศ.1998 รัสเซียต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินรูเบิล ทำให้เงินทุนสำรองเหลือน้อยลง ส่งผลต่อตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ มีการถอนเงินทุนออกนอกประเทศ ทำให้การหมุนเวียนของเงินตราต่างประเทศลดลง รัฐบาลรัสเซียจึงต้องออกพันธบัตรระยะสั้นและขึ้นอัตราดอกเบี้ย วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้รัสเซียต้อพักชำระหนี้ต่างประเทศและลดค่าเงินรูเบิล และต้องกู้เงินจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ(IMF)

ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับรัสเซียภายหลังประธานาธิบดีปูตินขึ้นสู่อำนาจ

นายวลาดิเมียร์ ปูติน ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียต่อจากนายเยลต์ซินในปี ค.. 1999  และสงครามปราบพวกกบฏเชเชนของนายปูตินก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวรัสเซียเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในรัสเซียแต่ความสัมพันธ์ระหว่ารัสเซียกับสหรัฐอเมริกาก็ต้องเผชิญกับการท้าทายจากผลประโยชน์ที่ขัดกันในหลายภูมิภาค  รัสเซียมี ความเห็นว่า ฝ่ายตะวันตกไม่เพียงแต่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเงินเพียงแค่นิดหน่อยแก่รัสเซียเท่านั้น  แต่ยังพยายามที่จะขยายพรมแดนของนาโตมาทางตะวันออกอยู่เรื่อยๆ นอกจากนั้นแล้วก็ยังสนับสนุนให้มีการสร้างท่อน้ำมันใหม่เพื่อส่งน้ำมันจากอดีตสาธารณรัฐโซเวียตต่างๆไปยังผู้บริโภคชาวตะวันตกโดยไม่ผ่านดินแดนของรัสเซีย  อีกทั้งก็ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำสงครามของรัสเซียในจังหวัดเชนยาของรัสเซียเอง ทั้งๆที่ฝ่ายตะวันตกเองได้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารของตนอยู่ทั่วโลกโดยเป็นการกระทำตามลำพังปราศจากการยินยอมจากชาติใดๆ นอกจากนั้นฝ่ายตะวันตกก็ยังได้วางแผนที่จะรีบเร่งติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่ขนย้ายออกมาตามสนธิสัญญาเอบีเอ็ม(ABM Treaty) กลับไปไว้ตามแนวพรมแดนของรัสเซีย

..2000-ปัจจุบัน รัสเซียมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้น การควบคุมเงินทุนสำรองและกระแสบัญชีเดินสะพัดเกินดุล การที่รัสเซียมีรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ส่งผลให้รัสเซียนำรายได้ไปส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม และนำเงินไปชำระหนี้ต่างประเทศพร้อมกับดำเนินมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านต่างๆ

  

ประธานาธิบดีของรัสเซียตนปัจจุบัน คือ นายดีมิทรี  เมดเวเดฟ เขาจะสานต่อนโยบายของประธานาธิบดีปูติน และจะขอให้นายปูติน เป็นนายกรัฐมนตรีของเขา ส่วนตัวเขาเองจะกำกับดูแลนโยบายต่างประเทศด้วย

 

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก

หลังจากการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ประเทศต่างๆพยายามปฏิรูประบบเศรษฐกิจไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เปิดโอกาสให้เอกชนเข้าไปมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศโปแลนด์และฮังการีมีการเปิดตลาดหุ้น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมีการปฏิรูประบบภาษีใหม่ แต่เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และ สภาวะเงินเฟ้อ ภูมิภาคยุโรปตะวันออกจึงต้องพึ่งพาประเทศยุโรปตะวันตกทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี การจัดการด้านเศรษฐกิจ

            ค.ศ.2004 สหภาพยุโรป(EU) รับกลุ่มประเทศภูมิภาคยุโรปตะวันออกเข้าเป็นสมาชิก ทำให้กลุ่มยุโรปตะวันออกมีโอกาสได้รับการช่วยเหลือในด้านต่างๆ จาก สหภาพยุโรปมากขึ้น เท่ากับว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออกได้ถูกผนวกเข้เป็นหน่วยเศรษฐกิจหน่วยเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรวมยุโรปเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ผลการรวมยุโรป

  เหตุการณ์สำคัญในยุคหลังสงครามเย็น คือ การวมยุโรปเข้าเป็นสหภาพยุโรป(EU) และการขยายสมาชิกของสหภาพครอบคุมประเทศต่างๆในยุโรปตะวันออก(ค.ศ.2004) ส่งผลต่อดุลอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจของโลกยุคหลังสงครามเย็นอย่างยิ่ง

 

สหภาพยุโรป (European Union)

1.                  ความทั่วไป

- สมาชิก 15 ประเทศ : ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร

- ประชากรประมาณ 370 ล้านคน พื้นที่ประมาณ 3,337,000 ตร.กม. ผลผลิตรวมประชาชาติ (GNP) ประมาณ 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.         ความเป็นมา

-     1952 จัดตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community-ECSC) มีสมาชิก 6 ประเทศ   ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์ก

-    1958 จัดตั้งประชาคมพลังงานปรมาณู (European Atomic Energy Community Euration) และประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community / EEC)

-    1967 ทั้งสามองค์กรได้รวมตัวกันอยู่ภายใต้กรอบ EEC

-    1968 EEC พัฒนาเป็นสหภาพศุลกากร (Custom Union) และก้าวเข้าสู่การเป็นตลาดร่วม (Common Market)

-    1973 สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิก EEC

-    1981 กรีซเข้าเป็นสมาชิก สเปนและโปรตุเกสเข้าเป็นสมาชิกในปี 1986

-    1987 ออก Single Act เพื่อพัฒนา EEC ให้เป็นตลาดร่วมหรือตลาดเดียวใน 1 มกราคม 1993 และเรียกชื่อใหม่ว่าประชาคมยุโรป (European Community) หรือ EC

-    1992 ลงนามสนธิสัญญามาสทริชท์ (Treaty of  Mastricht) เรียกชื่อใหม่ว่า สหภาพยุโรป (European Union) หรือ EU

-    1995 ออสเตรีย ฟินแลนด์ และสวีเดน เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

-    1997 ลงนามสนธิสัญญาอัมสเตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam)

-    2000 ได้มีการจัดทำสนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) และประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.. 2001

3.         ลักษณะของการรวมตัว สนธิสัญญามาสทริชท์ เน้น เสาหลัก” 3 ประการ (the three pillars of the European Union) คือ

            3.1 เสาหลักที่หนึ่ง การรวมตัวด้านเศรษฐกิจ (Economic Integration)

   -ยุโรปตลาดเดียว (Single Market) ให้มีการเคลื่อนที่ปัจจัย 4 ประการ โดยเสรี (free movement) คือ (1) บุคคล  (2) สินค้า  (3) การบริการ  (4) ทุน

    -การมีนโยบายร่วม (Community or Common Policies) ในด้านการค้า การเกษตร (CAP) พลังงาน สิ่งแวดล้อม ประมง และด้านสังคม เป็นต้น  สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU) EU  ได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของ EMU เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.1999 ซึ่งมีเงินสกุลเดียวคือ เงินยูโร (Euro) และมีธนาคารกลางของสหภาพ

            3.2 เสาหลักที่สอง นโยบายร่วมด้านการต่างประเทศ และความมั่นคง (CFSP) และนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (Common Security and Defense Policy)

            3.3 เสาหลักที่สาม ความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและกิจการภายใน (มหาดไทย) รวมทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด การจัดตั้งกองตำรวจร่วม (Europol) และการดำเนินการร่วมด้านความมั่นคงภายใน ฯลฯ

4.         การค้าและการลงทุน

            4.1 EU มีสัดส่วนของ GDP ประมาณร้อยละ 40 ของประเทศ ทั้งหมด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 และร้อยละ 19

            4.2 EU มีมูลค่าการค้ามากที่สุดในโลกคือประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าโลก และนำเข้า   สินค้าจากนอกสหภาพเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 21 ของมูลค่าการค้าโลก

            4.3 โดยทั่วไป มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก EU (Intra-EU Trade) ยังคงมากกว่ามูลค่าการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม (Extra-EU Trade)

            4.4 ประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่า Extra-EU Trade ทั้งหมด

 5.         ทิศทางและแนวโน้มของพัฒนาการการรวมตัวของสหภาพยุโรปในอนาคต

5.1 การขยายจำนวนสมาชิก ปัจจุบัน EU มีความตกลง Association Agreements หรือ Europe Agreements ซึ่งมีนัยเป็น การเตรียมการเข้าไปเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป กับประเทศต่าง ๆ (Candidate Countries) ได้แก่ ฮังการี โปแลนด์ เช็ก สโลวัก บัลแกเรีย โรมาเนีย สโลเวเนีย แลตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย มอลตา และไซปรัส นอกจากนี้ ตุรกีซึ่งมีความตกลงสหภาพศุลกากร (Custom Union) กับสหภาพยุโรปก็ได้รับสถานะเป็นประเทศที่สมัครเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Candidate Country) ด้วย โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการขยายสมาชิกอีกครั้งประมาณ ค.. 2005 โดยจะเริ่ม การเจรจาอย่างเป็นทางการประมาณปี 1997 ซึ่งสหภาพยุโรปได้กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ ใน การรับประเทศใด เข้าเป็นสมาชิกหรือที่เรียกกันว่า Copenhagen Criteria นั่นคือ เงื่อนไขด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และความสามารถที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขทางด้านการเมือง นิติบัญญัติ  และสหภาพเศรษฐกิจและการเงินของยุโรป

5.2 การประชุมระหว่างรัฐบาล (Inter-Governmental Conference/IGC) และสนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) โดยการประชุม IGC  ได้เริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 ธันวาคม ค.. 2000 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิรูปกระบวนการตัดสินใจ (Decision Making) ของสหภาพยุโรป เพื่อเตรียมสำหรับการบริหารงานในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายสมาชิกของสหภาพยุโรปจาก 15 ประเทศในปัจจุบัน เป็น 27 ประเทศ โดยได้มีการหารือกันถึงประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ การคำนวณจำนวนกรรมาธิการในคณะ กรรมาธิยุโรป  การกำหนดน้ำหนักคะแนนเสียงในคณะมนตรียุโรปตลอดจนการกำหนดสาขาของนโยบายที่จะใช้วิธีลงมติแบบเสียงข้างมาก (Qualified Majority Voting) เป็นต้น การประชุมในครั้งนี้ได้มีการจัดทำสนธิสัญญานีซเพื่อเวียนให้ประเทศสมาชิกให้สัตยาบันด้วย

5.3 การประชุมสุดยอดของคณะมนตรียุโรป ระหว่างวันที่ 23-24 มีนาคม ค.. 2001  ที่กรุงสตอกโฮล์ม ได้มีการหารือประเด็นต่างๆ ดังนี้

·         ด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งได้หารือเรื่องตลาดภายในของ EU การลดระดับความช่วยเหลือของรัฐต่อภาคธุรกิจและบรรษัท การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ การบริการด้านไปรษณีย์ การจัดตั้งอาณาเขตน่านฟ้ายุโรปร่วมกัน เทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระตุ้นให้มีการเจรจา WTO รอบใหม่

·         ด้านสังคม ซึ่งได้หารือเรื่องการจ้างงาน ความเสมอภาคทางเพศ การจัดระบบบำเหน็จบำนาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลก และการดูแลเด็ก คนชรา ผู้ทุพลภาพ และผู้ถูกทอดทิ้ง

 

·         ด้านนโยบายต่างประเทศ ซึ่งได้หารือเรื่องปัญหามาเซโดเนีย การเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง การปฏิรูปเศรษฐกิจของรัสเซีย และบทบาทของ EU ในคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น

 

5.4 สหภาพเศรษฐกิจและการเงินและเงินสกุลเดียว สหภาพยุโรปได้เข้าสู่การเป็นสหภาพเศรษฐกิจและการเงินที่สมบูรณ์เมื่อ   1 มกราคม ค..1999 และจะมีเงินสกุลเดียวหมุนเวียนใช้ในระบบเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปเดือน 1 มกราคม ค.. 2002 นอกจากนี้                สหภาพยุโปรดกำลังแก้ไขปัญหาการว่างงาน และการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งชันในตลาดโลก

5.5 สหภาพยุโรปในประชาคมโลก

·       สหภาพยุโรปกำลังพยายามพัฒนา European Identity ในระบบความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปทั้งโดยการพัฒนา CFSP และการปรับทิศทางองค์กรด้านความมั่นคงอื่น ๆ ในยุโรป รวมทั้งขยายความร่วมมือและบทบาทด้านความมั่นคงใน

ภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ตะวันออกกลาง และสำหรับเอเชียก็ได้พิจารณาเข้าร่วมใน KEDO (Korean Energy Development Organization) ด้วย

 

·       สหภาพยุโรปกำลังดำเนินการและเจรจาขยายการจัดตั้งเขตการค้าเสรีทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคยุโรปอย่างมาก  โดยใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศยุโรปกลางและตะวันออก และกำลังเจรจาเพื่อมีความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเมดิเตอร์-เรเนียน ละตินอเมริกา และ          แอฟริกาหลายประเทศ และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Trans-Atlantic Market Place

ในปัจจุบัน ประเทศต่างๆเริ่มให้ความสำคัญแก่เงินยูโรมากขึ้น จึงเท่ากับว่าสหภาพยุโรปได้ก้าวหน้าขึ้นมาถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้การรวมตัวกันของประเทศต่างๆในยุโรปเป็นการรื้อฟื้นความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

 

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยุคหลังสงครามเย็นนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์(globalization)  ประเทศต่างๆทั่วโลกมีบูรณาการเข้าสู่ตลาดโลก ทำให้เกิดผลทั้งทางดีและทางไม่ดี  มีศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ๆเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนต่างๆของเอเชียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากในทศวรรษปี 1990 (แม้ว่าจะมีการถดถอยมากในปี ค.. 1997) ในขณะเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจนมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับโลก และระดับประเทศ(รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา) โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการต่อต้านขึ้นในหมู่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือในหมู่คนที่มีความเชื่อว่าเอกลักษณ์ของพวกเขาถูกคุกคามจากอิทธิพลของต่างชาติ  การเกิดขึ้นของความรู้สึกทางชาตินิยมและความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนาซึ่งส่งผลในรูปแบบที่มีความุนแรงป่าเถื่อนมีผลส่วนหนึ่งมาจากแรงต่อต้านนี้เอง  และจากแรงต่อต้านนี้อีกเหมือนกันก็ยังได้เกิดขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่นำโดยลัทธิทุนนิยมขึ้นอีกเช่นเดียวกัน

 ภูมิภาคอเมริกาเหนือในโลกปัจจุบัน
                                                                 
ทวีปอเมริกาเหนือมีอาณาเขตตั้งแต่มหาสมุทรอาร์กติกมาจนถึงคอคอดปานามา ขนาบข้างด้วยมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตก พื้นที่ของทวีปอเมริกาเหนือประกอบด้วยเขตวัฒนธรรม 2 เขต คือ เขตแองโกลอเมริกา และเขตละตินอเมริกา ประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศอภิมหาอำนาจของโลก

            ดังนั้น การศึกษาถึงสหรัฐอเมริกาจึงเท่ากับศึกษาภูมิภาคอเมริกาเหนือโดยรวม เมื่อสงครามเย็นยุติลงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991 นโยบายการแข่งขันทางด้านอุดมการณ์ลดความสำคัญลงไป แต่สหรัฐอเมริกาได้เบนความสนใจไปยังประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย

 

1. นโยบายของสหรัฐอเมริกาในช่วง ค.. 1989 - ปัจจุบัน 

            ตั้งแต่ค.ศ 1989 นโยบายของสหรัฐอเมริกาก็เปลี่ยนไปจนกระทั่งถึงปัจจบันในช่วงเวลานี้สหรัฐอเมริกาได้ผ่านการปกครองของประธานาธิบดี 3 ท่าน ได้แก่

 

   1. จอร์จ บุช ประธานาธิบดีคนที่ 41 (ค.ศ. 1989-1993)

            ขณะที่จอร์จ  บุช ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองโลกเกิดขึ้นหลายประการ  เช่น  เยอรมนีตะวันออกและตะวันตกรวมตัวเป็นประเทศเดียวกันเรียกว่า สหพันธ์สาธาราณรัฐเยอรมนี สหภาพโซ-เวียตล่มสลายลง สงครามเย็นยุติลง เป็นต้น

            ประธานาธบิดีจอร์จ  บุช ได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญหลายประการ  เช่น ส่งทหารเข้าไปจับตัวมานูเอล  นอริเอากา  ผู้นำเผด็จการปานามามาขึ้นศาลสหรัฐอเมริกาในข้อหาค้ายาเสพติด ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา  เมื่อค.ศ. 1994 สมาชิกประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ก่อตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก หรือ เอเปก ซึ่งก่อตั้งในปี ค.. 1989 และสหรัฐอเมริกายังส่งทหารไปปฏิบัติการ พายุทะเลทราย ในสงครามอ่าวเปอร์เชีย ค..1990-1991 เพื่อช่วยคูเวตขับไล่กองกำลังของอิรักออกไป โดยร่วมกับประเทศพันธมิตรในนามของสหประชาชาติ

 

2. บิลล์ คลินตัน ประธานาธิบดีคนที่ 42 (.. 1993-2001)

          ประธานาธิบดีบิล คลินตัน  ได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ เช่น การอนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลเม็กซิโกเพื่อพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ล้มละลาย การเข้าประชุมกลุ่ม 7 ประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจโลก การจัดประชุมผู้นำอาหรับและอิสราเอลเพื่อจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ การร่วมองค์การนาโต เพื่อส่งทหารเข้าไปปกป้องการทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแคว้นคอโซโว ประเทศยูโกสลาเวีย การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนาม เป็นต้น

 

3.จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธาธิบดีคนที่ 43

        

การดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังจากจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในค.ศ. 2000 มีลักษณะแข็งกร้าวกว่าสมัยประธานาธิบดีคลินตัน  โดยหันไปเน้นทาง

ด้านการทหาร ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และดำเนินการแทรกแซงประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลัง   จากเหตุการณ์การก่อวินาศกรรม วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 สหรัฐอเมริกาได้หันมาให้นโยบายปรามปรามการก่อการร้ายทั่วโลก เป็นหัวหอกในการเข้าไปแทรกแซงประเทศต่างๆ ภายใต้ข้ออ้างการปราบปรามการก่อการร้าย

 

           การดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังเหตุการณ์การก่อวินาศกรรม มักไม่ได้อยู่ใต้กรอบขององค์กรสหประชาชาติแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสงครามอิรัก ซึ่งไม่ได้รับมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งกำดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้บทบาทขององค์การสหประชาชาติมีความคคลุมเคลือมากขึ้นในการรักษาสันติภาพ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาทำตนเป็นตำรวจโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวในประเทศอื่นๆภายใต้ข้ออ้างการก่อการร้าย

         นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีจอร์ต ดับเบิลยู. บุช จึงมีลักษณะเน้นหลักในด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับนโยบายการค้า สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในการกดดันประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับตน

             

2.ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเอเชีย


           ในช่วงหลังจากสงครามเย็นยุติลงเป็นต้นมา ประเทศในแถบเอเชียมีอัตราการเจริญเติบโต                  ในระดับสูง โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน กลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 6-8 ต่อปี ทั้งยังมีทรัพยากรและแรงงานคุณภาพในระดับสูง ประเทศเหล่านี้เป็นคู่ค้าสำคัญกลุ่มหนึ่งของสหรัฐอเมริกา จากความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศในเอเชียกับสหรัฐอเมริกาในด้านเศรษฐกิจ ผลดังกล่าว ทำให้สหรัฐอเมริกาเริ่มดำเนินนโยบายกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศคู่ค้าด้วยการใช้มาตรการทางการค้า สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือ เช่น

1. สหรัฐอเมริกากดดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดการค้าและลงทุนให้แก่สหรัฐอเมริกา โดยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นแบบเสรี เพื่อเอื้ออำนวยต่อสินต้าและนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในการเจรจาตลาดในประเทศ                                                                                                                          2.รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้มาตราการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นมาตราการกีดกันทางการค้าของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาได้กีดกันการนำเข้าสินค้าทะเลจากประเทศไทย โดยอ้างว่าสินค้าดังกล่าวเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม

            3.รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการด้านสิทธิมนุษยชนมากดดันประเทศต่างๆ โดยนำไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ เช่น การใช้มาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าที่มาจากประเทศที่ถูกระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

3.ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับตะวันออกกลาง

ประชากรในภูมิภาคตะวันออกกลางนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก ยกเว้นประเทศอิสลาเอลที่นับถือศาสนายูดาห์ การที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปติดต่อสัมพันธ์กับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ก็เพราะภูมิภาคนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือ น้ำมัน

ลักษณะการติดต่อสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้ สหรัฐอเมริกาขยายอิทธิพลเข้าไปในภูมิภาคนี้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในด้านการสร้างพันธมิตรกับชาติที่เป็นมิตรกับตะวันตก ใช้มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจกับชาติที่ไม่เป็นิตรกับสหรัฐอเมริกา เช่น นโยบายกับอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลาม ค.ศ.  1979 หรือใช้มาตราการทางทหารกับชาติที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา เช่น สงครามกับอิรัก ใน ค.ศ.1990-1991 และ ค.ศ. 2003 การโจมตีลิเบีย ใน ค.ศ. 1986 เป็นต้น ตลอดจนเข้าไปตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้ จนเป็นที่มาของการต่อต้านสหรัฐอเมริกาและเกิดขบวนการก่อการร้ายที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร

 

4. ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรป

 

การสิ้นสุดสงครามเย็น และสภาพสังคมยุโปรที่เปลี่ยนไปส่งผลให้บริบทความสัมพัรธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความเปลี่ยนของยุโรป ได้แก่

         1.การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆในยุโรปตะวันออก และการล่มสลายของสหภาพโซ-เวียต ทำให้การคุกคามที่มีต่อกลุ่มในประเทศยุโรปอื่นๆ หมดไป บทบาทของสหรัฐอเมริกาทางด้านการทหารที่มีต่อยุโรปจึงลดน้อยลง

         2. การรวมตัวของยุโรปทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจภายใต้องค์กรสหภาพยุโรป ได้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้ภูมิภาคยุโรป ส่งผลให้ภูมิภาคนี้มีการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาลดน้อยลง และสหรัฐอเมริกาต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองที่มีต่อยุโรปให้เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็ยังคงมีบาบาทต่อยุโรปผ่านองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศในภูมิภาคนี้บางประเทศเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองจนเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน เช่น สงครามกลางเมืองในประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคยุโรปโดยรวม องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือได้เข้าไปมีบทบาทการรักษาสันติภาพในประเทศนี้ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้มีบทบาทส่งกองกำลังเข้าร่วมกับนาโตในการควบคุมระงับสงครามกลางเมือง อันเป็นการแสดงถึงบทบาทและอิทธิพลทางด้านการเมืองและการทหารที่มีต่อยุโรป

 

           ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ การรวมตัวของสหภาพยุโรปก่อให้เกิดองค์การระหว่างประเทศที่ผนึกกำลังทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีอำนาจใจการต่อรองทั้งทางด้านการเมืองและทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปบางครั้งมีกรณีความขัดแย้ง เช่น กรณีการกีดกันทางการค้าเรื่องการนำเข้าสินค้าตัดต่อพันธุกรรมของสหภาพยุโรปหรือกรณีการเกิดขึ้นของเงินตราสกุลใหม่อย่างยูโรขึ้นมาเทียบเคียงกับเงินตราสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังได้เข้าไปลงทุนและให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศภูมิภาคยุโรปตะวันออกทางด้านต่างๆ เช่น เงินทุน เทคโนโลยี เป็นต้น

 

5. ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับแอฟริกา

            ภูมิภาคแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและชาติพันธุ์ค่อนข้างสูง แต่ขณะเดียวกันภูมิภาคนี้ก็มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างสูงเช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ๋ระหว่างสหรัฐเอมริกากับภูมิภาคนี้จึงเป็นไปในสองด้านคือ การเข้าไปมีกรอบความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง และความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ

            ในความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคแอฟริกา ผ่านทางองค์การสหประชาชาติเป็นส่วนใหญ่โดยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม การส่งกองกำลังทหารอมริกันเข้าไปรักษาสันติภาพภายใต้กองกำลังขององค์การสหประชาชาติ เช่น การส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในประเทศโซมาเลีย เพื่อระงับสงครามกลางเมืองระหว่างผู้นำกองกำลังอิสระต่างๆ ภายในประเทศใน ค.ศ.1992 และได้ถอนกองกำลังออกใน ค.ศ.1995 เมื่อโซมาเลียมีรัฐบาลปกครอง

ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา โดยการให้สิทธิพิเศษทางด้านการค้าแก่ประเทศในแอฟริกา ซึ่งสามารถส่งสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งหมเข้าสหรัฐอเมริกาโดยไม่เสียภาษีศุลกากร แต่ต้องใช้วัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับแอฟริกาดังกล่าวเรียกว่า กฎหมายการขยายตัวและโอกาสของแอฟริกา นโยบายดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกาในการเปิดตลาดวัตถุดิบของสหรัฐอเมริกาในทวีปแอฟริกา

     ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีนโยบายเขื่อมโยงเศรษฐกิจของแอฟริกาเข้าสู่เศรษฐกิจโลก และป้องกันภัยต่างๆ ที่อาจมาจากทวีปแอฟริกาซึ่งจะมีผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาได้ เช่น ปัญหาก่อการร้าย โรคระบาดต่างๆ เป็นต้น

 

6. ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอเมริกากลางและอเมริกาใต้

            กลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ได้ชื่อว่าเป็นประตูบ้านของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงขยายอิทธิพลเข้าไปในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องโดยวิธีการต่างๆ เช่น

            1.การจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์กรนานารัฐอเมริกา ได้ร่วมกันก่อตั้งโดยสหรัฐอเมริกาประเทศละตินอเมริกา ในค.ศ.1947 องค์การดังกล่าวเป็นองค์การทีมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาค องค์การดังกล่าวอยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐอเมริกา ทำให้ภูมิภาคทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมดต้องอยู่ใต้การชี้นำของสหรัฐอเมริกาตลอดมา

             2.การสนับสนุนฝ่ายที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตร โดยสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการของหลายประเทศ หรือสนับสนุนฝ่ายกบฎในการต่อต้านรัฐบาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา เช่น การที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนขบวนการคอนทราในการโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายซ้ายของนิการากัว เป็นต้น การที่สหรัฐส่งกองกำลังทหารเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามโดยตรง แล้วตั้งรัฐบาลที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาแทนที่ เช่น

สหรัฐอเมริกาส่งกองทหารเข้าโค่นรัฐบาลนายพลมานูเอง นอริเอกา แห่งปานามา ในเดือนธันวาคม ค..1989 เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีข้อมูลว่าผู้นำปานามามีส่วนพัวพันกับยาเสพติด เป็นต้น

         3.นอกจากการแทรกแซงภูมิภาคละตินอเมริกาแล้ว สหรัฐอเมริกายัง

ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่กลุ่มประเทศละตินอเมริกาด้วยดีเสมอมา เช่น ในสมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี สหรัฐอเมริกาได้เสนอโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า เพื่อช่วยยกมาตรฐานการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของชาวละตินอเมริกาให้ดี

ภูมิภาคอเมริกาใต้ในโลกปัจจุบัน


ลักษณะทางการเมือง

     ประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบบเผด็จการ ประเทศเหล่านี้มีนโยบายการปกครองโดยเน้นความสำคัญที่กองทัพ จนทำให้ประเทศประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตามมา ประเทศในอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเผด็จการทหารสลับกับเผด็จการพลเรือน  ซึ่งมักได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ เช่น ประเทศชิลี ทหารได้เข้ามาทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลสังคมนิยมแล้วจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้น การเมืองประเทศชิลี เริ่มเกิดปัญหาใน ค.. 1970 ซัลวาดอร์ อาเยนเด กอสเซนส์ (Salvador Allende Gossens ) ผู้นิยมลัทธิมากซ์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี รัฐบาลของเขาได้ทำการแก้ไขสภาพความยากจน โดยออกกฎหมายเวนคืนเหมืองแร่ ธนาคารแห่งชาติ และธุรกิจการค้าใหญ่ๆเป็นของรัฐ จัดการจัดแจงรายได้ประชากรอย่างทั่วถึงกัน มีการขึ้นค่าแรงงาน ควบคุมสินค้า และปฏิรูปที่ดิน แต่ยังคงมีการทำผิดกฎหมาย และการใช้ความรุนแรงในกลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนรัฐบาล ต่อมาการบริหารประเทศได้ล้มเหลวลง รัฐบาลได้รับการต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม ประกอบกับภาวะทางเศรษฐกิจทรุดลงอย่างหนัก จึงทำให้เกิดความปั่นป่วนทางด้านการเงิน และการเมืองอย่างรุนแรงกลุ่มทหารได้เข้ายึดอำนาจในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1973 และแถลงว่าประธานาธิบดีเอเยนเดได้ฆ่าตัวตายแล้ว ต่อมานายพลเอากุสโต ปิโนเชต์ อูการ์เต ( Augusto Pinochet Ugarte ) ผู้นำกลุ่มทหารได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อมา และได้ประกาศแผนการกำจัดลัทธิมากซ์ขึ้น การปราบปรามกลุ่มผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปในระหว่าง ค.ศ. 1980-1988 ส่งผลให้ประชาชนประมาณร้อยละสิบต้องอพยพออกนอกประเทศ และมีการเรียกร้องให้ปิโนเชนต์จัดการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้น ในที่สุดรัฐบาลของปิโนเชนต์ได้จัดให้มีการลงประชามติ

ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1988 ปรากฏว่าประชาชนไม่ยอมรับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปของเขา ปิโนเชนต์จึงได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1989 ประชาชนได้เลือกประธานาธิบดีที่มาจากพลเรือน ส่วนนายพลปิโนเชนต์ก็ยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำกองทัพของชิลีต่อไปจนถึงวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1998 และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1994  เดือนมีนาคม ค.. 1994

 

          กลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในชิลีได้ประเมินว่ามีประชาชนกว่า 3,100 คน ถูกกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างที่นายพลปิโนเชนต์ปกครองประเทศ ต่อมาจากการขอร้องของสเปนทำให้นายพลปิโนเชนต์ปกครองประเทศ ต่อมาจากการเข้าพักอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ในข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม และหลังที่ได้มีการพิจารณาเป็นระยะเวลาอันยาวนานเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน  เจ้าหน้าที่อังกฤษได้ออกมาประกาศว่า นายพลปิโนเชนต์ มีสภาพจิตใจไม่เหมาะสมที่จะถูกนำตัวไปสอบสวนพิจารณาคดี จากนั้นวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2000 นายพลปิโนเชนต์ได้กลับสู่ชิลีและถูกกักบริเวณตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2000  ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2000 ริคาร์โด ลากอส เอสโคบาร์  (Ricardo Lagos Escobar ) ได้เป็นประธานาธิบดี

          นอกจากฝ่ายทหารแล้ว บางประเทศในทวีปอเมริกาใต้ยังมีขบวนการนอกกฎหมายเข้ามามีบทบาทในวงการเมืองภายในประเทศด้วย เช่น โคลอมเบียได้มีขบวนการนอกกฎหมายเข้ามามีอิทธิพลต่อระบอบการปกครองในการกำหนดตัวผู้ปกครองประเทศ

ประเทศโคลอมเบียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเพาะปลูกและค้าขายสิ่งเสพติดมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งกระบวนการผลิตและจำหน่ายยาเสพติดจะมีกลุ่มขบวนการผู้ค้าเสพติดอยู่เบื้องหลัง และกลุ่มขบวนการผู้ค้ายาเสพติดได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง จนถึงขั้นลอบสังหารผู้นำประเทศที่มีนโยบายขัดผลประโยชน์ของพวกตน และให้มีการสนับสนุนนักการเมือง การปราบปรามกลุ่มขบวนการผู้ค้าเสพติดของรัฐบาลได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งใดที่รัฐบาลดำเนินการอย่างเข้มงวด ก็จะทำให้กลุ่มขบวนการผู้ค้าเสพติดทำการโต้ตอบ โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1989 หลุยส์ คาร์ลอส กาแลน (Louis Carlos Galan ) ผู้ที่คาดว่าจะเป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งใน ค.ศ. 1990 ได้ถูกลอบสังหารเสียชีวิต และต่อมาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีคนสำคัญอีกคนก็ได้ถูกลอบสังหารเช่นกัน ซึ่งเป็นวิธีการขู่ขวัญของกลุ่มขบวนการผู้ค้าเสพติด

        ใน ค.. 1994 ประธานาธิบดีเออร์เนสโต แซมเปอร์ ปิซาโน (Ernesto Samper Pizano) ถูกตรวจพบว่าเข้าได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มผู้ค้าเสพติดในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่สมาชิกรับสภาก็ได้ลงคะแนนที่จะไม่ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1998  แอนเดรส ปาสตรานา อารานโก (Andres Pastrana Arango) บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีมิเซล ปาสตรานา บอร์เรโร (Misael Pastrana Arango ค.ศ. 1970-1974 ) ได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดี ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1999 ประชาชนกว่า 5 ล้านคนจาก 700 เมือง ได้ทำการประท้วงต่อต้านความรุนแรงและการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 ผู้นำการต่อสู้ฝ่ายขวา อัลวาโร อูเบริ เวเลซ (Alvaro Uribe Velez) ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายของรัฐบาลใหม่เน้นการปราบปรามความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาการเมืองการปกครองอีกประการ

   

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนาประเทศ ระบบเศรษฐกิจยังอยู่ในขั้นผลิต เพื่อการยังชีพและผลิตเพื่อการพาณิชย์ แต่อย่างไรตามประเทศเหล่านี้ก็ยังคงมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ คือ

การเกษตร ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ประกอบอาชีพเพาะปลูกเพื่อใช้ผลผลิตเป็นอาหาร และมีการปลูกพืชผลบางชนิดส่งเป็นสินค้าออก แต่การเกษตรของทวีปนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนหนึ่งอยู่ในการครอบครองของคนร่ำรวย ซึ่งเกษตรกรที่แท้จริงยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดิน เช่น ในประเทศเปรู ประชากรที่เป็นคนร่ำรวย เป็นเจ้าของพื้นที่การเกษตรประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ ส่วนประเทศอาร์เจนตินา เจ้าของที่ดินบางคนครอบครองที่ดินเป็นล้านๆไร่ก็มี ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ กาแฟ โกโก้ ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย กล้วย เป็นต้น

           นอกจากการเพาะปลูกแล้ว ทวีปอเมริกาใต้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งในด้านการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะประเทศในทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงโคเนื้อและแกะแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง การทำป่าไม้โดยเฉพาะป่าแอเมซอนซึ่งเป็นแหล่งไม้เนื้อแข็งที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนการประมงแหล่งใหญ่อยู่ที่ชายฝั่งประเทศเปรูและชิลี นอกจากนี้ทวีปอเมริกาใต้ยังผลิตแร่ธาตุสำคัญของโลก เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี ทองคำ และน้ำมันปิโตรเลียม โดยเฉพาะเวเนซุเอลาเป็นประเทศสมาชิกของกลุ่ม

อุตสาหกรรม

ทวีปอเมริกาใต้มีความล้าหลังทางด้านอุตสาหกรรมกว่าทวีปอมริกาเหนืออยู่มาก อุตสาหกรรมในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบาและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น การผลิตน้ำตาล การผลิตอาหารกระป๋อง เป็นต้น ประเทศที่มีอุตสหกรรมก้าวหน้า และมีอุตสาหกรรมใหญ่ ได้แก่ อาร์เจนตินาและบราซิล ซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักหลายประเภท เช่น การผลิตเหล็กและเหล็กกล้า การกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี การผลิตรถยนต์ เป็นต้น แหล่งอุตสาหกรรมของทวีปอเมริกาใต้ มักอยู่ในเขตเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ เช่น เซาเปาโล รีโอเดจาเนโร บัวโนสไอสเรส เป็นต้น

การค้า

สินค้าออกส่วนใหญ่ของประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ วัตถุดิบและผลผลิตจากการเกษตรที่สำคัญคือ  กาแฟ เนื้อสัตว์ ข้าวโพด กล้วย โกโก้ ฝ้าย น้ำมัน สินแร่เหล็ก และทองแดง สินค้าที่สั่งเข้ามาส่วนใหญ่เป็นวัตถุสำเร็จรูปจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่สำคัญคือ เครื่องจักรและเครื่องยนต์สำหรับการเกษตร ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ

         

การค้ากับต่างประเทศนั้นเกือบทุกประเทศต่างเสียดุลการค้าเสมอมา ยกเว้นประเทศบราซิลและเวเนซุเอลาเท่านั้นที่ได้เปรียบดุลการค้ามาตั้งแต่ ค.. 1997 ทั้งนี้เพราะบราซิลเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเอบทุกประเภทจนมีการผลิตส่งเป็นสินค้าออก ส่วนเวเนซุเอลาก็เป็นประเทศที่ส่งน้ำมันดิบเป็นสินค้าออกรายใหญ่รายหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น อาร์เจนตินา ต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง ค.ศ. 2000-2001 หลังจากเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเกิดจากการชะลอตัวของการลงทุน การขาดดุลคลัง การขาดดุลการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินเปโซที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ตลอดจนผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลอาร์เจนตินาต้องออกมาตรการหลายประการเพื่อแก้ไขตลอดจนต้องปล่อยเงินเปโซลอยตัว และกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปัจจุบันเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระยะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่อาร์เจนตินาต้องมีหนี้สินต่างประเทศจำนวนมากถึง 134 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงเวลาปัจจุบันที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกพยายามรวมตัวจัดตั้งองค์การทางเศรษฐกิจเพื่อการต่อรองกับประเทศอื่นๆนั้น ประเทศต่างๆใรทวีปอเมริกาใต้ก็ได้รวมกันจัดตั้งองค์การตลาดร่วมกับอเมริกาใต้ตอนล่าง หรือ Mercado Sur-MERCOSUR Southern Cone Common Market ประเทศสมาชิกประกอบด้วยอารืเจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย มีชิลีเป็นสมาชิกสมทบ ก่อตั้งใน ค.ศ. 1991 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าเสรีในภูมิภาค กำหนดนโยบายการค้าและอัตราภาษีศุลกากร ผสานนโยบายทางเศรษฐกิจของแต่ละชาติ และควบคุมการผลิตทางเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด องค์การนี้มีจุดมุ่งหมายจะตั้งเขตการค้าเสรีใน ค.ศ. 2005 และตลาดร่วมใน ค.ศ. 2015 แต่องค์การดังกล่าวก็ต้องเผชิญกับปัญหาบางประการ เช่น ระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก

ในด้านการต่างประเทศ กลุ่มประเทศละตินอเมริกาต้องเผชิญกับการแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้าแทรกแซงกลุ่มประเทศละตินอเมริกา จนทำให้ดูเหมือนกลุ่มประเทศละตินอเมริกากลายเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาเป็นเพื่อการค้ำจุนรัฐบาลเผด็จการของแต่ละประเทศ โดยให้ค้ำจุนอิทธิพลและผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงก่อน ค.ศ. 1979 แต่ในช่วงหลังสหรัฐอเมริกาหันมาใช้นโยบายสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแทน

                    ในปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เช่น เปรู อาร์เจนตินา บราซิล และชิลี เป็นต้น ผู้นำในปัจจุบันและสมาชิกสภาผู้แทนรัฐบาลล้วนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แสดงให้เห็นว่าการเมืองการปกครองของกลุ่มประเทศละตินอเมริกาใต้เริ่มมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ละประเทศเหล่านี้ยังต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอีกมากที่จะต้องแก้ไข เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากการพัฒนาประเทศของกลุ่มภูมิภาคอเมริกาใต้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

   

ภูมิภาคโอเชียเนียในโลกปัจจุบัน

โอเชียเนียเป็นเขตแดนที่ประกอบด้วยหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และทวีปออสเตรเลียซึ่งประกอบด้วยประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีพื้นที่ประมาณ 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร ดินแดนในเขตโอเชียเนียแบ่งออกเป็น 3 เขตใหญ่ๆคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปวิฟิก ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะไมโครนีเซีย เมลานีเซีย และโปลีนีเซีย

      ประชากรส่วนใหญ่ในเขตโอเชียเนีย แบ่งออกเป็นสองเชื้อชาติใหญ่ๆคือ เชื้อชาติยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ในประเทสออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนชนชาวพื้นเมืองมี 3 กลุ่ม คือ พวกไมโครนีเซียน เมลานีเซียน และโปลินีเซียน ซึ่งอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากดินแดนแถบนี้เคยถูกปกครองโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกามาก่อน ดังนั้นเกือบทุกประเทศจึงใช้ภาอังกฤษเป็นภาหลักควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่น และนับถือสาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ และแองกลิคัน นอกจากนี้ชนเผ่าพื้นเมืองตามหมู่เกาะต่างๆยังนับถือลัทธิภูตผีปีศาจและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

    ในปัจจุบัน ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียต่างประสบปัญหาในหลายด้าน ทั้งปัญหาด้านเชื้อชาติ ปัญหาการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

ปัญหาเชื้อชาติ

     ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาหนึ่งของภูมิภาคโอเชียเนีย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่ดินแดนแห่งนี้เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก และปัญหานี้ยังนำมาซึ่งปัญหาในด้านอื่นๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในสาธารณรัฐฟิจิ

     ปัญหาของฟิจิเป็นปัญหาที่เกิดมาจากความแตกต่างในด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาวฟิจิ ซึงเป็นชาวพื้นเมืองเดิมกับชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย

            ชาวอินเดียเข้ามาในฟิจิครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเข้ามารับจ้างเป็นคนงานตัดอ้อยของชาวอังกฤษที่เข้ามาลงทุนในฟิจิ และในที่สุดชาวอินเดียเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นชาวฟิจิหลังจากที่อยู่อาศัยเป็นเวลายาวนาน และปัจจุบันชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียส่วนใหญ่ควบคุมกิจการด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ                                                   

ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค..1990 ได้มีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เอื้อประโยชน์ต่อชนพื้นเมืองเชื้อสายฟิจิ โดยระบุให้ผู้บริหารประเทศต้องมาจากชาวฟิจิเชื้อสายพื้นเมืองเท่านั้น แต่ต่อมาใน ค.. 1997 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และให้มีความเสมอภาคระหว่างชาวฟิจิเชื้อสายฟิจิและเชื้อสายอินเดียมากขึ้น

            กรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้งภายในประเทศฟิจิมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาเฮนดรา โชดรี (Mahendra Chauhry) ซึ่งเป็นชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียชนะการเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟิจิในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1999 โดยมีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา (Ratu Sir Kamisese Mara) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

            หลังนายกรัฐมนตรีโชดรี บริหารประเทศครบ 1 ปี จอร์จ สไปต์ (George Speight) บุตรชายของแซม สไปต์ นักการเมืองฝ่ายค้านและเป็นนักธุรกิจเชื้อสายฟิจิได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาพร้อมด้วยพรรคพวกติดอาวุธอีก 10 คน และจับกุมนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 43 คนเป็นตัวประกัน ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 พร้อมกับประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ และออกแถลงการณ์อ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำในนามของชาวฟิจิทุกคนที่ไม่ต้องการให้อำนาจการปกครองประเทศไปตกอยู่ในมือของชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย รวมทั้งอ้างเหตุผลว่าการกระทำในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนมาจากกองทัพฟิจิ และประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญล้มล้างอำนาจของประธานาธิบดีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา และประกาศแต่งตั้งราตู ติโมชิ ซิลาโตลู(Ratu Timoci Silatolu) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคสมาคมชาวฟิจิเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในวันเดียวกันประธานาธิบดีมาราได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วกรุงซูวา พร้อมกับเรียกร้องให้มีการยุติการควบคุมตัวประกัน

ในระยะแรกกองทัพฟิจิยังคงวางเฉยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันชาวฟิจิจำนวน 50,000 คน ได้ชุมนุมกันบริเวณรัฐสภาเพื่อให้การสนับสนุนการรัฐประหารในครั้งนี้ ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม นายพลเรือจัตวาแฟรงก์ ไบนิมารามา (Frank Bainimarama) ผู้บัญชาการทหารของฟิจิได้เข้ายึดอำนาจซ้อนโดยได้ประกาศกฎอัยการศึก กดดันให้สไปต์ปล่อยตัวประกัน  และได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1990 ที่ให้สิทธิเฉพาะชาวพื้นเมืองขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีขณะเดียวกันได้แต่งตั้งราตู เอเปลี ไนลาติเกา (Ratu Epeli Nailatikau) อดีตนายทหาร และนักการทูต บุตรเขยของประธานาธิบดีมารา ให้รักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ในวันที่ 3กรกฎาคมปีเดียวกันได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น โดยมีการแต่งตั้งไลซีเนีย การาเซ (Laisenia Qarase) นักธนาคารชาวพื้นเมืองฟิจิขึ้นรักษาการแทนโชดรี แต่ผลการแต่งตั้งก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ก่อการ โดย เฉพาะสไปต์ เพราะไม่มีกลุ่มคนผู้ก่อการได้เข้าร่วมรัฐบาล

กองทัพฟิจิได้พยายามเจรจาและสร้างความกดดันต่อสไปต์และกลุ่มผู้ก่อการ จนในที่สุดในวันที่ 13 กรกฎาคมปีเดียวกัน โชดรีและตัวประกันอื่นๆก็ได้รับการปล่อยตัว นับเป็นการยุติวิกฤตการณ์การจับตัวประกันซึ่งดำเนินมายาวนานถึง 56 วัน และในวันเดียวกันที่ประชุมสภาผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองฟิจิได้ร่วมลงมติแต่งตั้งราตู โจเซฟา อิโลอิโล(Ratu Josefa Iloilo) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิจิถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ตลอดจนได้รับผลกระทบจากการระงับสิทธิการเป็นสมาชิกภาพในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ

ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจของลัทธิจักรวรรดินิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 และเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งความขัดแย้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียในปัจจุบัน ระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชนชาวยุโรป ชาวเอเชีย แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์                            

อะบอริจินส์(The Aborigines) เป็นชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย ชนกลุ่มนี้ได้อพยพจากคาบสมุทรมลายูเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนออสเตรเลีย เมื่อ 38,000 ปีมาแล้ว พวกอะบอริจินส์มีหลายกลุ่ม ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ชนผิวขาวจะอพยพเข้ามาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 พวกอะบอริจินส์มีลักษณะเป็นสังคมล่าสัตว์และมีความแตกต่างระหว่างชนกลุ่มต่างๆทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น

เมื่อชาวยุโรปอพยพเข้ามาในดินแดนออสเตรเลียได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวอะบอริจินส์นั้นคือ ชาวยุโรปได้นำเอาอารยธรรมของตนเข้าไปแทนที่วัฒนธรรมของชนกลุ่มพื้นเมือง และชาวอะบอริจินส์ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคมเร่ร่อนล่าสัตว์มาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร นอกจากนี้ชนกลุ่มนี้ยังได้รับการปฏิบัติจากชาวยุโรปที่ตั้งถิ่นฐานบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยรวมทั้งความพยายามเผยแพร่อารยธรรมแก่ชนกลุ่มนี้ต้องประสบความล้มเหลวเนื่องจากชนกลุ่มนี้ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้

ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญแก่กลุ่มชนพื้นเมืองมากขึ้น เนื่องจากชนกลุ่มนี้นับวันจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ โดยรัฐบาลออสเตรเลียปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อชาวอะบอริจินส์เรื่อยมา โดยได้รับการกระตุ้นจากหมอสอนศาสนาคริสต์ใน ค.. 1939 และ1945 รัฐบาลได้มอบสิทธิชนชาวอะบอริจินส์เป็นพลเมืองออสเตรเลียและให้ความคุ้มครองในสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านต่างๆส่งผลให้ชาวอะบอริจินส์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ในปัจจุบันชนเผ่าอะบอริจินสาบงกลุ่มได้พยายามปรับวิถีชีวิตของตนให้เข้ากับชนผิวขาว ขณะที่บางกลุ่มยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดังเดิมไว้ต่อไป รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้ความคุ้มครองชนเผ่าอะบอริจินส์ทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ใน ค.ศ. 1976 รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกพระราชบัญญัติสิทธิความเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเผ่า เป็นต้น ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ประชากรชนเผ่าอะบอริจินส์มีจำนวนประมาณ 30,000 คน

นอกจากนี้ ประเทศออสเตรเลียยังเป็นสังคมที่มีหลายเชื้อชาติ โดยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมออสเตรเลียจะมีชนชาติอังกฤษเป็นชนชาติหลัก ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศออสเตรเลียมีผู้อพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้อพยพจากเอเชียใต้และยุโรปใต้ ในตอนต้นของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมออสเตรเลียเริ่มประกอบด้วยชนเชื้อชาติอื่นๆ มากขึ้น ชนชาติที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชาวเอเชีย ชาวยุโรปใต้ ซึ่งมักมีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจากชนชาวอังกฤษในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดความแตกแยก และกีดกันซึ่งกันและกันจนกลายเป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กัน รัฐบาลออสเตรเลียต้องบัญญัติกฎหมายออกมาสกัดกั้นพวกอพยพ เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศให้มากขึ้นประกอบกับทัศนคติเรื่องเชื้อชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางยอมรับความหลากหลายในด้านเชื้อชาติมากขึ้น ส่งผลให้ในปัจจุบัน สังคมออสเตรเลียจึงประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ มากมายหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันโดยปกติ ถึงแม้ออสเตรเลียจะมีกลุ่มการเมืองขวาจัด เช่น พรรควันเนซัน (One Nation Party) ซึ่งมีนโยบายชาตินิยมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากชาวออสเตรเลียในปัจจุบัน

ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประสบปัญหาช่องว่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ระหว่างชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองกับชาวยุโรป นอกจากนี้ ชนชาวเมารีกำลังเผชิญปัญหาความสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเองไป ซึ่งนับเป็นปัญหาด้านเชื้อชาติที่สำคัญในแระเทศนิวซีแลนด์

ปัญหาการเมือง

ปัญหาการเมืองของประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีหลายประการด้วยกัน เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีทั้งประเทศที่มีการพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกมาแล้วทั้งสิ้น         

1.ปัญหาการแทรกแซงของชาติตะวันตก ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคโอเชียเนียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก แม้แต่ในปัจจุบันดินแดนบางแห่งยังคงเป็นดินแดนอาณานิคมอยู่เช่น ดินแดนดปลินีเซียของฝรั่งเศส ( French Polynesia) หมู่เกาะอเมริกันซามัว (American Samoa) เป็นต้น หมู่เกาะบางแห่งมีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น หมู่เกาะนิวแคลีโดเนีย ( New Caledonia ) ของฝรั่งเศสเป็นแหล่งแร่นิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก ทำให้ฝรั่งเศสไม่อาจให้เอกราชกับดินแดนแห่งนี้ได้ ทั้งชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเมลานีเซียได้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส นอกจากนี้ ชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นบานใหม่ เช่น ชาวยุโรป ชาวเอเชีย  ชาวโปลินีเซีย ก็ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสต่อไป เนื่องจากกลุ่มชนเหล่านี้เกรงที่จะสูญเสียสิทธิบางประการแก่ชาวพื้นเมืองหลังได้รับเอกราช ปัญหาการเมืองของนิวแคลีโดเนียจึงกลายเป็นปัญหาระหว่างเชื้อชาติด้วย ใน ค.ศ. 1998 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำความตกลงกับนิวแคลีโดเนีย โดยจะให้อำนาจแก่ดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ในการปกครองตนเองมากขึ้น                          

นอกจากนี้ ดินแดนภูมิภาคโอเชียเนียยังเป็นดินแดนที่สร้างความตึงเครียดแห่งหนึ่ง เนื่องจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ มักใช้ภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลแห่งนี้เป็นสถานที่ทำการทดลองอาวุธร้ายแรงต่างๆ เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่เกาะบีกีนีในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ไน ค.ศ. 1995 ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากชาวโลก

2.ปัญหาการก่อการร้ายประเทศในภูมิภายโอเชียเนียมีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียได้สร้างความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกากับอังกฤษอย่างแน่นแฟ้นตลอดมา ออสเตรเลียได้เข้าร่วมรบกับสหรัฐอเมริกาในการต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน และล่าสุดในสงครามอิรักเมื่อ ค.. 2003

แต่การที่ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในการทำสงครามทำให้ขบวนการก่อการร้ายที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกามองออสเตรเลียเป็นประเทศเป้าหมายในการก่อวินาศกรรมไปด้วย เช่นเดียวกับชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาชาติอื่นๆ ดังเช่นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมสถานเริงรมย์แห่งหนึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2002 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำนวน 88 คนรวมอยู่ด้วย ขบวนการที่ปฏิบัติการก่อวินาศกรรมดังกล่าว คือ ขบวนการเจมาอิสลามมิยาห์ (Jemaah Islamiyah) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มขบวนการอัลเคดาห์เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมดังกล่าวจึงเป็นการมุ่งโจมตีออสเตรเลียยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาการก่อการร้ายจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญขงภูมิภาคโอเชียเนียไปด้วย

ปัญหาความแตกต่างทางเศรษฐกิจ

ประเทศต่างๆในภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กับประเทศกำลังพัฒนา อันได้แก่ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า

1.การเกษตร ในภูมิภาคโอเชียเนีย แหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญอยู่ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในการผลิตทางด้านการเกษตรทั้งสองประเทศมีการใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกรรมที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง สินค้าส่งออกมีทั้งพืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากการเลี้ยงสัตว์ทั้งโคนม โคเนื้อ และแกะ ภาคเกษตรกรรมถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ส่วนประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงมีลักษณะการผลิตทางด้านเกษตรกรรมเป็นแบบยังชีพ ยังไม่มีการพัฒนาทางด้านการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งประเภทของผลิตผลทางเกษตรกรรมยังมีลักษณะที่เหมือนกัน เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ปลา พืชผลเมืองร้อน

2.อุตสาหกรรม ชาวออสเตรเลียร้อยละ 25 ทำงานด้านอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรกล ผลิตรถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร เคมีภัณฑ์ การทอผ้า การต่อเรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น ส่วนประเทศหมู่เกาะอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนีย การอุตสาหกรรมมีน้อยมากและมักเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การแกะสลักไม้ การทำเนื้อมะพร้าวตากแห้ง การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมยังคงล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ในด้านการทำเหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การทำเหมืองแร่บอกไซต์ เหล็ก ถ่านหิน ยูเรเนียม ทองแดง สังกะสี เหมืองแร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ แร่ที่ขุดได้เกือบทั้งหมดจะนำมาเป็นวัตถุดิบใช้ภายในประเทศ นอกจากนี้ก็มีการทำเหมืองถ่านหินในนิวซีแลนด์ เหมืองทองคำ ทองแดง ในปาปัวนิวกินี เหมืองฟอสเฟตในหมู่เกาะโซโลมอน และนาอูรู เหมืองนิกเกิลในฟิจิ

 

3.การค้า การค้านอกภูมิภาคส่วนมากเป็นการค้าระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ กับประเทศอื่นๆในเครือจักรภพด้วยกัน โดยเฉพาะกับอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีการค้ากับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ หนังสัตว์ ผ้าขนสัตว์ นม เนย และน้ำตาล เครื่องจักรกลทางการเกษตร เยื่อกระดาษ ปูนซีเมนต์ ผลไม้ ข้าวสาลี ส่วนสินค้าเข้ามักเป็นวัตถุดิบ เช่น สินแร่ เครื่องจักร รถยนต์ ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ปริมาณการค้าของทั้งสองประเทศมีสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียทั้งหมด

นอกจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว  ประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียยังคงมีการค้าขายกับต่างประเทศค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศค่อนข้างสูง เนื่องจากสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงจำพวกอุปกรณ์เครื่องจักร อาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค ขณะที่สินค้าส่งออกเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าทางการเกษตร การประมง แร่ธาตุซึ่งเป็นสินค้าไม่กี่ชนิดที่มีมูลค่าต่ำ และมีราคาที่ไม่แน่นอนในตลาดโลก ประเทศในภุมิภาคนี้จึงพยายามพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆขึ้นมา เช่น  ภาคการท่องเที่ยว

             การที่ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีการพัฒนาในเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้รายได้ของประชากรแต่ละประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันด้วย เช่น ประชาชนของประเทศออสเตรเลียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 24,630 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงมากประเทศหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศปาปัวนิวกินีในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ประชากรของประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประเทศหมู่เกาะโซโลมอล ประชากรของประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,910 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่างกันของประเทศในภูมิภาคนี้

ในปัจจุบันประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียได้รับการช่วยเหลือในด้านต่างๆโดยฉพาะในด้านการพัฒนาประเทศทั้งจากประเทศที่เคยเป็นเจ้าอณานิคมและจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เช่น ใน ค.ศ.2003-2004 ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณมุ่งเน้นให้การช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาต่างๆแก่ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้ภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น

 

 

 

 

ภูมิภาคแอฟริกาในโลกปัจจุบัน

ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ลักษณะภูมิประเทศของทวีปแอฟริกามีลักษณะเป็นอ่าวเว้าแหว่งและคาบสมุทรน้อยใหญ่ พื้นที่มีลักษณะเป็นทะเลทราย ที่ราบ ที่ลุ่ม ภูเขาและที่ราบสูง ประชากรส่วนใหญ่ของทวีปเป็นชนผิวดำ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายเผ่า นอกจากนั้นก็มีชนผิวขาวที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีป อันได้แก่ ชาวอาหรับทางตอนเหนือและชาวยุโรปทางตอนใต้ของทวีป

      ทวีปแอฟริกาได้ชื่อว่าเป็นทวีปที่มีความยากจนและล้าหลังมากทวีปหนึ่ง แม้ว่าประเทศต่างๆหลังจากได้รับเอกราจะเร่งพัฒนาประเทศของตนให้มีความเจริญก้าวหน้า แต่การพัฒนาประเทศดังกล่าวก็ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศในทวีปแอฟริกาไม่ประสบความสำเร็จ มีหลายประการ  เช่น

1.   ปัญหาความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากภายในทวีปแอฟริกามีชนเผ่าต่างๆจำนวนมากแต่ละเผ่าพันธุ์มีประเพณีวัฒนธรรม ภาษาเป็นของตนเองและมีความยึดมั่นในชนเผ่าของตนเองสูง นอกจากนี้พัฒนาการของสังคมแอฟริกายังเป็นสังคมแบบชนเผ่าก่อนการเข้ามาของชาติตะวันตก  เมื่อชาติตะวันตกเข้ามายึดครองดินแดนทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคม และได้ทำการขีดเส้นแบ่งอิทธิพลระหว่ากัน ชนเผ่าต่างๆมีความหลากหลายก็เข้ามาอยู่ด้วยกันภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก ใช้ภาษาตะวันตกเป็นสื่อกลาง แต่ชนเผ่าเหล่านี้ก็ขาดการบูรณาการทางวัฒนธรรมระหว่างชนเผ่าที่จะทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และไม่มีความคิดเรื่องชาติเดียวกัน เมื่อชาติตะวันตกให้เอกราชแก่ประเทศต่างๆจิตสำนึกความเป็นเผ่ายังคงฝังรากลึกอย่างเหนียวแน่น ภายในชาติเดียวกันมักประกอบด้วยหลายชนเผ่าซึ่งมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และอาจถึงขั้นทำลายล้างซึ่งกันและกัน

 

2.ปัญหาคุณภาพชีวิต

ในปัจจุบันคุณภาพชีวิตของประชากรชาวแอฟริกาอยู่ในสภาพที่ต่ำมาก เนื่องมากปัจจัยหลายประการ ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ความแห้งแล้งทุรกันดาร ลงครามระหว่างประเทศและชนเผ่าต่างๆ ปัญหาโรคระบาด เป็นต้น ประชากรในทวีปแอฟริกามีอัตราการเกิดและการายสูง นอกจากนี้ ทวีปแอฟริกายังมีปัญหาประขากรไม่รู้หนังสืออีกเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความยากจนที่ขาดปัจจัยสนับสนุนในด้านการศึกษา กลุ่มคนไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา คือ กลุ่มชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ประชากรขาดการศึกษา คือ ประชากรส่วนใหญ่มีความเชื่อและยึดมั่นกับระบบชนเผ่าของตน และรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญในด้านการศึกษา เช่น ขาดการวางแผนระบบการศึกษา ไม่มีการศึกษาภาคบังคับในบางประเทศ ทำให้ประชากรชาวแอฟริกามีดอกาสพัฒนาตนเองได้ยาก ความด้อยคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวแอฟริกาล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

3.ปัญหาการแบ่งแยกสี

ในประเทศแอฟริกาใต้ยึดถือนโยบายการแบ่งแยกสีผิวอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1948 เช่น สาธารณรัฐแอฟริกาใต้มีประชากรประมาณ 44 ล้านคน ร้อยละ 75เป็นชนผิวดำ ร้อยละ14เป็นชนผิวขาว ร้อยละ 8 เป็นพวกสายเลือดผสมและร้อยละ 3 เป็นชาวเอเชีย ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เพิ่งได้รับเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1910 หลังจากนั้น ใน ค.ศ. 1948 รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ประกาศนโยบายแบ่งแยกสีผิว (apartheid) เป็นนโยบายกีดกันคนผิวดำออกจากความเป็นประชาชนชาวแอฟริกาใต้โดยคนผิวขาวคนผิวดำถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในฐานะพลเมืองในด้านต่างๆทั้งในด้านการอยู่อาศัย มีการจำกัดที่อยู่อาศัย ของชนผิวดำภายในเมืองใหญ่มีการแยกโรงเรียนระหว่างคนผิวดำกับผิวขาว การใช้สถานที่สาธารณต่างๆ ทั้งห้องสมุด สุขาสาธารณะนอกจากนี้ รัฐบาลของแอฟริกาใต้ยังเป็นรัฐบาลของคนผิวขาวยังได้จำกดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะการต่อต้านรัฐบาล พรรคชาตินิยมแห่งแอฟริกา เมื่อปี ค.. 1984 ข้อจำกัดเริ่มผ่อนปรน เนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติให้ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว จนกระทั่ง ค.. 1991 แอฟริกาใต้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชนผิวดำกับชนผิวขาว  เดือนเมษายน ค.. 1994 แอฟริกาใต้จัดการเลือกตั้งที่ชนผิวดำมีสิทธิออกเสียงทางการเมืองเป็นครั้งแรก และเนลสัน แมนเดลา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนแรก นโยบายการแบ่งแยกสีผิวในสาธารรัฐแอฟริกาใต้จึงถูกยกเลิกไปในที่สุด

 

4.ปัญหาการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

หลังจากประเทศในทวีปแอฟริกาได้รับเอกราชปกครองตนเอง ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เนื่องจากประชากรชาวแอฟริกาขาดความพร้อมในการปกครอง ทำให้ระบอบการปกครองตกอยู่ในมือของนักการเมืองและกลุ่มการเมืองเพียงกลุ่มเดียว หรือทหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักเป็นในรูปของการปฏิวัติรัฐประหารเกือบทั้งหมดหรือการสู้รบจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด เช่นประเทศโซมาเลียเกิดเหตุการณ์สงครามการเมืองระหว่างกองกำลังอิสระทำให้ประชาชนของโซมาเลียต้องอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านและอีกบางส่วนต้องการความช่วยเหลือ  ของบรรเทาทุกข์จากนานาชาติเป็นต้น

องค์การประชาชาติก็ได้กำลังรักษาสันติภาพนำโดยกองทหารสหรัฐอเมริกา เข้าไปรักษาสันติภาพในดินแดนโซมาเลียภายใต้ภารกิจ ปฏิบัติการฟื้นฟูความหวัง  และระงับสงครามระหว่างผู้นำกองกำลังอิสระ รวมทั้งคุ้มครองกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย แต่ในที่สุดความกดดันจากสงครามกลางเมืองที่รุนแรงทำให้กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติต้องยุติภารกิจและถอนตัวจากประเทศโซมาเลียในเดือนมีนาคม ค.. 1995 สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้นำกองกำลังอิสระในประเทศโซมาเลีย โดยไม่มีสหประชาชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป

เหตุการณ์ต่างๆแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันประชาชนชาวแอฟริกาเริ่มมีจิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตย โดยได้ทำการปฏิเสธระบอบการปกครองแบบเผด็จการ เป็นที่มาของปัญหาถ่วงรั้งการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า นอกจากนี้นานาประเทศและองค์กรระดับนานาชาติมีส่วนผลักดันให้ระบอบประชาธิปไตยในแอฟริกาเจริญเติบโต

 

5.   ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ

ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกา ประสบอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศในทวีปอื่นๆเนื่องมาจากลักษณะของระบบเศรษฐกิจแอฟริกาเอง ซึ่งจำแนกได้เป็น

 

1.         การเกษตร ส่วนใหญ่เป็นการเกษตรดั้งเดิม ซึ่งใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ทำให้ได้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อการบริโภคของประชากร จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันเกษตรกรของบางประเทศในทวีปเริ่มนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการเพาะปลุกมากขึ้น แต่การเลี้ยงสัตว์ยังคงเลี้ยงแบบดั้งเดิม นอกจากทวีปแอฟริกายังคงมีการล่าสัตว์ของชนพื้นเมืองเดิมอยู่ ส่วนการประมงน้ำเค็มทำกันน้อยมาก ปัญหาสำคัญคือผลผลิตยังคงขึ้นกับสภาพธรรมชาติ

2.         อุตสาหกรรม ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปมีความล้าหลังในด้านอุตสาหกรรมมาก ปัญหาสำคัญคือ การขาดแคลนเงินทุน เทคโนโลยี และระบบการจัดการ

3.         การค้า การค้ากับต่างประเทศต่างๆในทวีปแอฟริกาอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกาเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบและสั่งสินค้าสำเร็จรูปและอาหารเข้ามา จึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า มีประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าก็เฉพาะประเทศที่ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

 

6.การรวมตัวของชาติต่างๆในทวีปแอฟริกา

  ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีประเทศต่างๆจำนวนมากและมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นทวีปที่มีปัญหาหลายด้าน ประเทศในทวีปแอฟริกาจึงพยายามรวมตัวสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

       องค์การเอกภาพแอฟริกัน (Organization of African Unity -OAU) ก่อตั้งเมื่อค.ศ. 1963 เพื่อสร้างความร่วมมือกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และสังคม การดำเนินงานขององค์การไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากการร่วมมือของประเทศสมาชิกยังมีไม่มากนัก ส่วนการแก้ไขข้อขัดแย้งก็ไม่ประสบ  ความสำเร็จเท่าที่ควร  เนื่องจากองค์การมักดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆอย่างล่าช้า ทำให้ปัญหาขยายเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาองค์การยังไม่สามารถทำได้มากนักเนื่องจากพื้นฐานทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในทวีปแอฟริกามีความแตกต่างกัน

 

               การดำเนินงานององค์การเอกภาพแอฟริกันยังพอมีอยู่บ้างที่ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะเรื่องการรักษาสันติภาพ นอกากนี้ประเทศต่างๆในทวีปแอฟริกาได้มรการรวมตัวกันในระดับภูมิภาเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น

    ประเทศในทวีปแอฟริกาปัจจุบันเกิดขึ้นจากการแบ่งเตอิทธิพลของชาติจักรวรรดินิยมตะวันตกในสมัยอาณานิคม หลังจากที่ประเทศต่างๆได้รับเอกราชแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ปัญหาการไร้เสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาสงคราม ปัญหาขาดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากร ดังนั้น หากประชาชนชาวแอฟริกันยุติความขัดแย้งระหว่างกัน เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาทวีปแอฟริกาก็จะทำให้เป็นทวีปที่มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต

 

 

ภูมิภาคเอเชียในปัจจุบัน

ปัญหาปาเลสไตน์

เกิดสงครามใหญ่ถึง 4 ครั้ง สร้างความเสียหายอย่างมากและก่อให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นของประชากรปาเลสไตน์ ขณะที่อิสราเอลยังคงยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ไว้และส่งชาวยิวไปตั้งถิ่นฐานยังดินแดนที่ยึดครอง ชาวปาเลสไตน์และกลุ่มประเทศอาหรับไม่เคยให้การรับรองถึงการมีอยู่ของประเทศอิสราเอล รวมถึงการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอลด้วย ชาวปาเลสไตน์ได้ก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ ทำการต่อต้านอิสราเอลเพื่อก่อตั้งประเทศปาเลสไตน์

           ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับเริ่มผ่อนคลายลง เมื่ออียิปต์ซึ่งเป็นประเทศคู่สงครามกับอิสราเอลมาโดยตลอด ได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอล เรียกว่า ข้อตกลงแคมป์เดวิดในค.. 1978 อิสราเอลยินยอมถอนกำลังทหารออกจากดินแดนของประเทศอียิปต์ และเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน ข้อตกลงดังกล่าวเกิดภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกา แต่กลุ่มประเทศอาหรับไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพฉบับนี้

แต่ข้อตกลงฉบับดังกล่าวก็เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการสร้างสันติภาพตะวันออกกลาง ใน ค.ศ.1988 จอร์แดนซึ่งเป็นกลุ่มประเทศคู่สงครามกับอิสราเอลอีกประเทศหนึ่งได้ถอนตัวจากการเรียกร้องดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้ประกาศอำนาจอิสระของปาเลสไตน์ โดยยอมรับว่ามีประเทศอิสราเอลในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ในค.. 1993 ยาซีร์ อาราฟัต ผู้นำองค์กรการปลดปล่อยปาเลสไตน์กับยิตชัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ลงนามในข้อตกลงวอชิงตันโดยการไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกาและนอร์เวย์ ข้อตกลงฉบับนี้อิสราเอลยินยอมให้ปาเลสไตน์ปกครองตนเองในดินแดนฉนวนกาซาและเมืองเจริโค ในเขตดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและอิสราเอลยินยอมถอนทหารออกจากดินแดนฝั่งตะวันตกให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ค.. 1994ส่วนปาเลสไตน์จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อตั้งรัฐสภาปาเลสไตน์ทำหน้าที่ดูแลด้านสังคม การเก็บภาษี การศึกษา แทนหน่วยงานของอิสราเอล อิสราเอลยังได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับจอร์แดน ใน ค.. 1994 เพื่อยุติกรณีพิพาทในเรื่องดินแดน และสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

กระบวนการสันติภาพเริ่มเลือนรางลง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนต่อๆมาล้วนมีนโยบายอนุรักษ์นิยมทั้งสิ้น ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ใช้วิธีการรุนแรงในการต่อสู้กัน โดยอิสราเอลไม่ยอมคืนดินแดนในปกครองแก่ปาเลสไตน์ขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ก็ก่อการร้ายต่อต้านอิสราเอล ทำให้รัฐบาลอิสราเอลตอบโต้อย่างรุนแรงซึ่งส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในค.. อิสราเอลได้สร้างกำแพงเวสต์แบงก์และต้องทำการรื้อถอนกำแพงออก เนื่องจากละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลังจากที่นายยาซีร์ อาราฟัตถึงแก่อนิจกรรม นายอับดุล อับบาสผู้นำสายกลางได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปาเลสไตน์ แนวทางสันติภาพของปาเลสไตน์จึงขึ้นอยู่กับความจริงใจในกระบวนการสันติภาพของผู้เกี่ยวข้องกับกรณีความขัดแย้งปาเลสไตน์ทุกฝ่ายเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในภูมิภาคนี้

ปัญหาหมู่เกาะสแปรตลี

หมู่เกาะนี้อยู่กลางทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งประเทศเวียดนาม จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไน ความสำคัญของหมู่เกาะนี้มี 2 ประการคือ

1.   หมู่เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ และกองเรือรบยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ

2.   หมู่เกาะนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันและแก็สธรรมชาติทำให้ประเทศต่างๆอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อ้างการครอบครองเหนือหมู่เกาะสแปรตลีทั้งหมด ขณะที่ชาติอื่นๆต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในบางส่วนของหมู่เกาะ โดยจีนประกาศกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะใน ค.ศ.1974

 

           การอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนเป็นกรขยายอิทธิพลไปยังเส้นทางยุทธศาสตร์และการพาณิชย์ที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของ โลกอีกด้วย ใน ค.ศ. 1988จีนได้ปะทะทางเรือกับเวียดนามในเขตหมู่เกาะสแปรตลี การปะทะดังกล่าวทำให้ประเทศต่างๆที่อ้างกรรมสิทธิ์ได้เสริมกำลังทหารในแถบนั้นรวมทั้งสร้างสิ่งก่อสร้างและลงทุนทางเศรษฐกิจในพื้นที่หลังปีค.ศ. 1991 เป็นต้นมา กรณีหมู่เกาะสแปรตลีได้ก่อให้เกิดกรณีความขัดแย้งหลายครั้ง จนทำให้สมาคม อาเซียนต้องแถลงการณ์ ประกาศอาเซียนเกี่ยวกับทะเลจีนใต้เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1992 โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆที่อยู่ในกรณีพิพาทเกี่ยวกับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้แก้ไขกรณีพิพาทด้วยสันติวิธี แต่ประเทศต่างๆที่อยู่ในกรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีต่างก็แสดงความเป็นเจ้าของเหนือหมู่เกาะดังกล่าวด้วนวิธีการต่างๆ เช่น ปฏิบัติการทางทหาร เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารในแถบนี้ ทำให้ประเทศต่างๆเกิด ความหวาดระแวงจีนมากขึ้น สภาวะความตึงเครียดในทะเลจีนใต้จึงยังคงดำเนินสืบต่อมา กรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะสแปรตลี เป็นปัญหาที่มีความสำคัญระดับโลก ทั้งในด้านความสำคัญของหมู่เกาะที่มียุทธศาสตร์และการพาณิชย์ ตลอดจนประเทศที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงหรือประเทศอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กับเส้นทางยุทธศาสตร์ ดังกล่าว ถ้าประเทศใดได้ครอบครองหมู่เกาะสแปรตลีจะมีผลกระทบต่ออีกหลายประเทศ ดังนั้น ปัญหากรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีจึงอาจเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ได้

ปัญหาความขัดแย้งของประเทศอิรัก

             ปัญหาอิรักโดยแก่นแม้เป็นผลพวงของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองในอิรัก ซึ่งเปิดทาง ให้ซัดดัม ฮุสเซน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศในปี ๑๙๗๙ ในช่วงสงครามเย็น อิรักเคยดำเนินนโยบาย ช่วยฝ่ายสหรัฐอเมริกาปิดล้อมสหภาพโซเวียตและกรุงแบกแดดเองเคยเป็นที่ตั้งของ สำนักงานองค์ การสนธิสัญญาแบกแดด (อังกฤษ อิรัก อิหร่าน ตุรกี ปากีสถาน และ สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา) อย่างไรก็ดี หลัง ฮุสเซน เป็นประธานาธิบดี และเป็นผู้นำของพรรคบาธ (Renaissance - พรรค แห่งการฟื้นฟูความรุ่งเรือง) อิรักยึดมั่นในอุดมการณ์รวมชาติอารับทั้งมวลให้เป็นปึกแผ่น มีจุดยืน ต่อต้านอิทธิพลประเทศตะวันตกอดีตเจ้าอาณานิคมเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และมองโลกอาหรับจะไม่มีวันเป็นไทและก้าวไปสู่ความรุ่งเรืองสูงสุดได้ตามศักยภาพ หากไม่ปฏิวัติล้มล้างระบอบการปรกครองในประเทศอาหรับที่ฉ้อราษฎร์ฟอนแฟะ และทำตัวเป็นสมุนของชาติตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา  ที่สำคัญพรรคบาธ เรียกร้องให้ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์จิฮัด ล้มลางระบอบกษัตริย์ในประเทศย่านอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา

   

             ปัญหาอิรักโดยแก่นแม้เป็นผลพวงของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองในอิรัก ซึ่งเปิดทาง ให้ซัดดัม ฮุสเซน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศในปี ๑๙๗๙ ในช่วงสงครามเย็น อิรักเคยดำเนินนโยบาย ช่วยฝ่ายสหรัฐอเมริกาปิดล้อมสหภาพโซเวียตและกรุงแบกแดดเองเคยเป็นที่ตั้งของ สำนักงานองค์ การสนธิสัญญาแบกแดด (อังกฤษ อิรัก อิหร่าน ตุรกี ปากีสถาน และ สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา) อย่างไรก็ดี หลัง ฮุสเซน เป็นประธานาธิบดี และเป็นผู้นำของพรรคบาธ (Renaissance - พรรค แห่งการฟื้นฟูความรุ่งเรือง) อิรักยึดมั่นในอุดมการณ์รวมชาติอารับทั้งมวลให้เป็นปึกแผ่น มีจุดยืน ต่อต้านอิทธิพลประเทศตะวันตกอดีตเจ้าอาณานิคมเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และมองโลกอาหรับจะไม่มีวันเป็นไทและก้าวไปสู่ความรุ่งเรืองสูงสุดได้ตามศักยภาพ หากไม่ปฏิวัติล้มล้างระบอบการปรกครองในประเทศอาหรับที่ฉ้อราษฎร์ฟอนแฟะ และทำตัวเป็นสมุนของชาติตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา  ที่สำคัญพรรคบาธ เรียกร้องให้ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์จิฮัด ล้มลางระบอบกษัตริย์ในประเทศย่านอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา

             ระบอบกษัตริย์ราชวงค์อาเชไมต์ในอิรักถูกปฏิวัติโค่นล้ม เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎคม ๑๙๕๘   หลัง ครองราชย์นาน ๓๗ ปี จากนั้นอิรักประกาศตัวเป็นกลาย พร้อมถอนตัวออกจากองค์การสนธิสัญญาแบกแดด ซึ่งส่งผลให้องค์การนี้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น Central Treaty Organization หรือ CENTO (องค์กรในลักษณะเดียกับ SEATO และ NATO)
       อุดมการณ์ดังกล่าวเมื่อผนวกกับสไตล์การเดินหมาก และนโยบายที่ค่อนข้างก้าวร้าวของ ฮุสเซน ทำให้เขากลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศรอบบ้าน และไม่เป็นที่ไว้ใจแม้กระทั่ของประธานาธิบดี ฮัส ซัดแห่งซีเรีย แม้จะยึดมั่นในอุดมการณ์บาธเหมือนกัน
       ฮุสเซน แสดงตัวเป็นผู้นำ/ผู้พิทักษ์ ผลประโยชน์ของชาติอาหรับ ด้วยการเป็นหัวหอกบุกโจมตี อิหร่านเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๑๙๘๐ หน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อของแบกแดดเปรียบเทียบฮุสเซน เป็น "อัศวินอาหรับ" และการทำสงครามครั้งนี้เหมือนเมื่อครั้งบรรพบุรุษของอิรักรบชนะเปอร์เซียใน สมรภูมิคาดิสสิยาห์ ปี ค.ศ. ๖๓๗
       ไม่ว่าแบกแดดจะพูดเช่นไร ข้อเท็จจริงก็คือ ในอิรักมีผู้สนับถือศาสนามุสลิมนิกายชิอะต์อย่าง ในอิหร่านร้อยละ ๖๐ - ๖๕ และนับถือนิกายสุหนี่ร้อยละ ๓๒ - ๓๗ ขณะที่อำนาจการปกครองตก อยู่ในมือของผู้นับถือนิกายสุหนี่ เช่น ฮุสเซนกับพรรคพวก
     

       นอกจากนี้อิรักยังมีพรมแดนประชิดติดกับอิหร่านยาวถึง ๑,๔๕๘ กิโลเมตร ชาวอิรักมุสลิม นิ กายอะต์มีถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต ้และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่วนทางตอนเหนือของประเทศ เป็นถิ่งฐานของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด(จำนวนร้อยละ๑๕-๒๐ ของประชากรทั้งสิ้น ๒๒ ล้านคนเศษ) ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิมนิกายสุหนี่ แม้จะไม่ใช่ชนชาติอาหรับ นอกจากที่อิรัก พวก เขากระจายกันอยู่ในประเทศซีเรีย ตุรกี อาร์มีเนีย และอิหร่าน และปรารถนามีรัฐเอกราชเป็นของตัว เองแยกต่างหากจากรัฐเจ้าบ้าน ในดินแดนชาวเคิร์ดมีแหล่งน้ำมันอยู่จำนวนหนึ่งด้วยพวกเคิร์ดเคย ก่อกบฏเรียกร้องเอกราชในอิรักในปี ๑๙๑๙ และ ๑๙๒๓ เป็นต้น ผู้นำของเคิร์ดกลุ่มต่าง ๆ มีอาทิ จาลาล ทาลาบานีแห่งพรรค Patriotic Union of Kurdistan (PUK) อับดุลลาห์ โอชาลัน แห่ง พรรค Kurdistan Workers' Party (PKK) และมาซูด บาร์ซานี แห่งพรรค Kurdish Democratic Party (KDP) อิรักทำสงครามกับอิหร่านนาน ๘ ปี ผลกระทบโดยตรงที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เศรษฐกิจของ ประเทศเสื่อมทรุดอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันร้อยละ ๑๐ ของทั่วโลก อิรัก เป็นหนี้ต่างประเทศ ๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียนสหรัฐ ฯ ในจำนวนนี้เป็นหนี้ของชาติอาหรับ ๓๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ และเป็นหนี้ชาติที่ไม่ใช่อาหรับ ๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ
  ศักดิ์ศรีส่วนตัวและการต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ ทำให้ฮุสเซนปราบปรามฝ่ายค้านหนักมือ ยิ่งขึ้น และที่สุดตัดสินใจยกกำลังบุกคูเวตในเดือนสิงหาคม ๑๙๙๐ คูเวตได้รับความช่วยเหลือจาก ชาติอาหรับและชาติตะวันตก กองกำลังต่อต้านซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาใช้แสงยานุภาพที่เหนือกว่า เผด็จศึก ฮุสเซน ได้ภายใน ๗ เดือน
   ในฐานะผู้ชนะสงคราม สหรัฐอเมริกาเคลื่อนไหว ผลักดันให้คณะมนตรีความมั่งคงสหประชา ชาติลงมติ (เลยที่ ๖๘๗) ปลดอาวุธอิรักพร้อมกับจัดตั้งหน่วยงาน UNSCOM (United Nations Special Committee) ขึ้นมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ๑๙๙๐ ภารกิจหลักของหน่วย นี้มุ่งสืบค้นและทำลายโครงการพัฒนาอาวุธและคลังแสงอาวุธเคมี - ชีวะ รวมทั้งอาวุธที่มีอำนาจ ทำลายล้างสูงชนิดอื่น ๆ (Weapons of Mass Destruction - WMD) ของอิรัก

 

          นอกจากนี้สหประชาชาติยังได้ทำการคว่ำบาตรอิรักทางเศรษฐกิจ เพื่อตัดแหล่งเงินที่อาจนำมา ใช้พัฒนาอาวุธดังกล่าวด้วย ต่อมาในเดือนเมษา ๑๙๙๕ คณะมนตรี ฯ สหประชาชาติมีมติที่ ๙๘๖ ออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีว่าไร้มนุษยธรรมกับเด็ก คนชรา และคนป่วยในอิรัก (โครงการ "น้ำมันแลกอาหาร")
       อิรักพยายามดิ้นให้ตัวเองหลุดพ้นจากการปิดล้อมดักกล่าว โดยเล่นเกมเอาเถิดเจ้าล่อกับคณะ ทำงาน UNSCOM ตลอดมา อิรักจะหยุดให้ความร่วมมือเป็นระยะ ๆ สร้างสถานการณ์ให้ชาวโลก หันมาสนใจความทุกย์ยากของตน ทางสหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติจะขู่ให้กลับไปร่วมมือกับ UNSCOM ต่อซึ่งอิรักก็จะอิดออดจนกระทั่งเป็นว่า ฝ่ายอิรักกับพันธมิตรหลักอังกฤษเงื้อง่าพร้อมลง มือโจมตีด้วยกำลังอาวุธ เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์กลางเดือน พฤศจิกายน ๑๙๙๘ ในคราวนั้น สหรัฐอเมริกาและอังกฤษระงับการโจมตีชั่วคราว แต่ก็ย้ำชัดเจนว่า ถ้าอิรักทำ เช่นนี้อีก จะโดนโจมตีทันทีโดยไม่มีการถามไถ่อะไรทั้งสิ้น ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกากับอังกฤษปฏิบัติ ตามคำพูดจริงด้วยการโจมตีอิรักสี่ระลอกเริ่มตั้งแต่วันที่๑๖ (๑๗ ธันวาคม ๑๙๙๘ หลังนาย ริชาร์ด บัตเลอร์หัวหน้าหน่วย UNSCOM รายงานคณะมนตรีความมั่นคง ว่าอิรักไม่ให้ความร่วมมือ อย่าง เต็มที่

แก่นของปัญหาอิรักอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อพิพาทระหว่างซัดดัม ฮุสเซน กับสหรัฐอเมริกา โดย ภายหลังพยายามใช้สหประชาชาติบังหน้าในการปฏิบัติการ ส่วนจะด้วยเหตุผลเบื้องลึกอย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่งก่อน อย่างไรก็ดีจากขัอมูลที่มีอยู่ พออนุมานได้ว่าสหรัฐอเมริกาต้อง การโค่นล้ม ฮุสเซน เนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบันต่อประเทศพันธมิตร ของตนรอบอ่าวเปอร์เซีย และต่อแหล่งน้ำมันที่ตนจำเป็นต้องใช้ในย่านนี้ นอกจากนี้ที่ตั้งทางภูมิ ศาสตร์ยังทำให้อิรักสามารถทีบทบาทอย่างสำคัญ ต่อท่อน้ำมัน และก๊าซที่ความว่าจะวางจากทะเล แคสเปียนพาดผ่านมาทางตอนใต้ของตุรกีอีกด้วย จะเห็นได้ว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ระหว่างคู่กัดสองประเทศนี้ มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลางโดย รวม และความไร้เสถียรภาพย่อมมีผลสะเทือนต่อประมาณการผลิต และราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งสถานณ์การณ์เศรษฐกิจโลกในที่สุด

เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกในปัจจุบัน


                เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนมีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ในระดับที่ต่างกันไป บางเหตุการณ์มีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ในระดับชุมชนท้องถิ่น   แต่บางเหตุการณ์มีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ในระดับชาติหรือระดับโลก  ที่สำคัญคือ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีความสำพันธ์สืบเนื่องเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน   โดยเฉพราะเหตุการณ์สำคัญของโลกต่างมีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อย่างกว้างขวาง  และยังเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆตามมาอีกมากมาย  ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญของโลก  เช่น  การสะสมและลดอาวุธนิวเคลียร์  การปฏิรูปของสาธารณรัฐประชาชนจีน  การล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง  วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเซีย  และเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม  ที่วันที่  11  กันยายน  ค.ศ.2001  เหตุการณ์สำคัญเหล่านี้มีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้าวขวาง  และเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของประวัติมนุษย์ชาติ  ดังนั้นการศึกษาเหตุการณ์สำคัญต่างๆทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในช่วงสมัยใหม่  ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    จัดทำโดยนาย ธวัชชัย  เนตระกูล  เลขที่ 4  ม.6/4 แหล่งที่มา http://writer.dek-d.com/dek-d/story/view.php?id=468782http://story.yenta4.com/social/2009/01/12/public-10

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 160 คน กำลังออนไลน์