ยาคืออะไร

ผมได้อ่านข่าว เกี่ยวกับยาๆ CL ยา คนที่เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ เป็นโรคไต มาพบและหารือกับ รมว. กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับ CL ยา อะไรเนี่ยหล่ะคับ...เลยงงๆ ว่ามันคืออะไรหว่า.... --เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์/ผู้ป่วยมะเร็ง บุกกระทรวงสาธารณสุข ข้องใจ "ไชยา" ยังไม่ทันแถลงนโยบายสั่ง "ทบทวน" CL มะเร็ง ผลงานของ น.พ.มงคล เสียแล้ว แถมไล่ให้ผู้ป่วยกลับไปกินดอกไม้จันทน์อีกด้วย ขณะที่กระทรวงพาณิชยไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้ CL เหตุกลัวสหรัฐตัด GSP ด้านสมาคมผู้วิจัยยา PReMA สบโอกาส จะเข้าพบ รมต.ที่เกี่ยวข้องทันที--ประชาชาติธุรกิจ เพื่อให้หายสงสัย...เลยต้องไปค้นข้อมูลมาคับ ว่า CLยา คืออะไร ตามข้อมูล..เขาว่าอย่างงี้คับ CL หรือ compulsory license คือ มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา อ้าว....แล้วๆๆๆ มาตรการนี้..เป็นไปเป็นมายังไงเนี่ย...ไปหามาแล้ว มาอ่านกันต่อคับ เป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมยาจัดเป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งในวงการการเมืองสหรัฐ จากระบบการคุ้มครอง บริษัทผู้ผลิตยา
![]() ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นจากกรอบการเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพายารักษาโรคใหม่ๆ จากสหรัฐ/ยุโรป ภายใต้ระบบการคุ้มครอง สิทธิบัตร จากการขึ้น "ประเทศสมาชิก WTO มีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ด้วยการบังคับใช้สิทธิ (CL) ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
อ้อ...คงหมายถึง บริษัทเอกชนต่างชาติ ค้นคว้า คิดค้น ผลิตยาเพื่อรักษาหรือยับยั้งโรคบางโรคที่ ร้ายแรงถึงชีวิตไว้ได้
ฝันร้ายจากสหรัฐได้เริ่มตามมา "หลอกหลอน" ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อสำนักงานผู้แทนทางการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเลื่อนลำดับประเทศไทยจาก ความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะทำการค้าอย่างเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม ตามข้อกล่าวหาของสหรัฐก็คือ ประเทศไทย ได้เดินทางมาถึงขั้นตอนที่ 2 ก่อนที่จะถูกประกาศ 1)ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในส่วนของการเข้าสู่ตลาด การบังคับใช้กฎหมาย ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนสหรัฐ กับ ในรายงานการประเมินปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของประเทศคู่ค้าสหรัฐที่มีผลกระทบต่อการค้าสหรัฐประจำปี 2007 หรือ National Trade Estimate Report on Trade Barriers (NTE) ในส่วนของประเทศไทย ได้ถูกสหรัฐกล่าวหาตั้งแต่การเป็นรัฐบาลที่มาจากการ "ปฏิวัติ" มีผลทำให้สหรัฐไม่อาจจะเจรจาเขตการค้าเสรีทวิภาคี หรือ FTA ที่คั่งค้างกับประเทศไทย
![]()
อืมม์....ทางประเทศบริษัทยาต่างชาติ ดันมองว่านี่เป็นเพราะว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์การผลิตยามากกว่า รัฐบาลของในชุดที่แล้วของเรา เลยงัดเอามาตรการ CLยา มาใช้....
![]() “ยา” คือหนึ่งในปัจจัยจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าถึงเมื่อเกิดเจ็บป่วย และเป็นสิทธิของมนุษยชาติที่ต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐานอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว สถานะทางสังคม หรือความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจ
อ่านมาถึงตรงนี้ก็พอเข้าใจแล้วคับ ว่าเกี่ยวอะไรกับ ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้จันทน์ราคาถูกกว่ายาที่บริษัทยานำเอามาขายในประเทศ นี่ถ้าผมผลิตยาลดอาการโลภได้นะ...จะไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ ไม่ต้องใช้ CLยาเลย และแถมจะแจกให้กิน วันละสามเม็ด หลังอาหารเชียว...อิอิ นับตั้งแต่รัฐบาลไทยประกาศทำ CL บริษัทยา ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาตัวที่รัฐบาลประกาศทำ CL ก็มีปฏิกิริยากับเรื่องนี้มาโดยตลอด เริ่มจากการกล่าวหาว่า การประกาศมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยผิดกฎหมาย ทั้งที่ความจริงไม่ผิดทั้งกฎหมายไทยและข้อตกลงระหว่างประเทศ จากนั้นก็กล่าวว่าประเทศไทยไม่มีการเจรจา เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยาก่อนที่จะใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ทั้งที่ความจริงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ ต่างก็พยายามเจรจาต่อรองราคายากับบริษัทยามาโดยตลอด ต่อมาก็กล่าวหาว่า คุณภาพยาที่เกิดจากการทำ CL จะไม่ดีเท่ายาต้นแบบของบริษัท ทั้งที่ยาชื่อสามัญที่องค์การเภสัชกรรมผลิตหรือนำเข้าจากอินเดีย ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานและรับรองจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งแสดงว่ายาสามัญนั้นมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับยาต้นตำหรับที่มีสิทธิบัตร เมื่อหมดข้ออ้างในการตอบโต้ บริษัทยาจึงได้หาวิธีอื่น เพื่อแข่งขันกับยาราคาถูก และมีคุณภาพจากการทำ CL เริ่มที่ บริษัทเมิร์ค ชาร์ป แอนด์ โดร์ม เจ้าของสิทธิบัตรยาเอฟฟาไวเรนซ์ ได้ประกาศลดราคายาเอฟฟาไวเรนซ์ลงทั่วโลกในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของเอชไอวีซึ่งรวมถึงประเทศไทย จากเดิมที่ราคาต่อเดือน 1,500 บาท ลงมาอยู่ที่ 700 บาท เพื่อแข่งขันทางตลาดกับยาชื่อสามัญ ที่ไทยกำลังจะนำเข้าจากอินเดีย และผลิตได้โดยองค์การเภสัชกรรมซึ่งอยู่ที่ 650 บาทต่อเดือน สำหรับบริษัทแอ๊บบอท ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาคาเรทตรา เลือกที่ใช้มาตรการการขอเพิกถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่กับ อย. เพื่อตอบโต้การทำ CLของรัฐบาล ซึ่งยาดังกล่าวมีทั้งหมด 7 ตัว ได้แก่ ยาคาเรทตาในรูปแบบใหม่ในชื่อ “อลูเวียร์” ยาระงับปวดที่ชื่อ “บรูเฟ่น” ยาฆ่าเชื้อโรค/ยาปฏิชีวนะ “แอบบอติก” ยาป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ชื่อ “คลีวารีน” ยารักษาความดัน “ทาร์กา” ยารักษาอาการข้อต่ออักเสบ “ฮูไมร่า” ยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต “เซมปลาร์ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทแอ๊บบอตไม่ถอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมผง ยาลดความอ้วน ฯลฯ แต่ขอเพิกถอนเฉพาะตัวยาใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย มาตรการที่แอ๊บบอตใช้ตอบโต้การทำ CL ของรัฐบาลไทย เป็นวิธีการที่ใช้คนไข้/ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน โดยไม่สนใจว่าจะมีคนทุกข์ทรมานหรือเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วยเนื่องจากเข้าไม่ถึงยา |
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 155 ครั้ง












