การผลิตสื่อในรูปแบบ Model Learning เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ กลุ่มสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (อ.นูรเอ็ฮซาน บอตอ)

รูปภาพของ hun

การผลิตสื่อในรูปแบบ Model Learning เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ
กลุ่มสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ( Learning By Coordinating Group)วิชาชีววิทยา

   ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยเฉพาะในหมวดที่ 2 ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ต้องจัดให้ทุกคนมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา 12 ปี อีกทั้งในหมวด 4 การจัดจัดการศึกษามาตรา 22 ได้กล่าวไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องเล็งเห็นความสำคัญของผู้เรียนและมุ่งประโยชน์ของผู้เรียนสูงสุด และด้วยทางกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ มีจุดประสงค์จัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา ที่ได้กำหนดให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ในเนื้อหาวิชา มีทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ และนำความรู้ที่ได้ไปเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ต่างๆ และเป็นพื้นฐานในการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การจะพัฒนานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพต้องอาศัยปัจจัยหลายๆด้าน ทั้งในเรื่องกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ รวมทั้งทักษะของนักเรียนแต่ละคน สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ คือ การใช้สื่อและนวัตกรรม โรงเรียนจำเป็นต้องให้การสนับสนุนในเรื่องการใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน ทางกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและจัดทำโครงการการผลิตสื่อและนวัตกรรม ทั้งนี้เพื่อพัฒนาครู บุคลากรในกลุ่มสาระ และสามารถนำสื่อที่ผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน การผลิตสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ Model learning ข้าพเจ้าได้ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ผลิตขึ้นประกอบการเรียนการสอนในรูปแบบกลุ่มสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิชาชีววิทยา เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในหน่วยการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบว่ามีความแตกต่างกันจนสามารถแบ่งนักเรียนได้แบ่ง 3 กลุ่มย่อยๆ คือ นักเรียนกลุ่มที่เรียนดี นักเรียนกลุ่มที่เรียนปานกลาง และนักเรียนกลุ่มที่เรียนอ่อน ข้าพเจ้าจึงเล็งเห็นว่ากระบวนการกลุ่มสัมพันธ์น่าจะเป็นวิธีการที่จะสามารถลดช่องว่างระหว่างกลุ่มในชั้นเรียนได้ นอกจากจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมให้นักเรียนที่เรียนดีได้ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนให้สนุก ตลอดจนเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักเรียนเอง
การเรียนการสอนในรูปแบบนี้ นอกจากจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตโมเดล และการนำโมเดลมาใช้ประกอบการอภิปรายสรุปบทเรียนแล้วยังส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการกลุ่ม มีความรัก ความสามัคคีต่อกัน อีกทั้งโมเดลที่นักเรียนผลิตก็สามารถนำมาปรับใช้กับการสอนรูปแบบอื่นๆต่อไป  

บทนำ

ข้อมูลผู้สอน
ชื่อ    นางสาวนูรเอ็ฮซาน บอตอ
ตำแหน่ง     ครูผู้สอนวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
สถานที่ทำงาน    โรงเรียนดารุสสาลาม  อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส

ประวัติการศึกษา
ระดับประถมศึกษา        โรงเรียนบ้านบาโงสะโต  อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น    โรงเรียนดารุสสาลาม    อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย    โรงเรียนดารุสสาลาม    อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส
ระดับอุดมศึกษา        ปริญญาตรี  เอกชีววิทยา  วิชาโทเคมี คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)
ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับ                   ปริญญาโท  สาขาการบริหารการศึกษา  คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประวัติการทำงาน และผลงานเด่นที่ภาคภูมิใจ

ปี พ.ศ.2550 ได้รับบรรจุเป็นครูผู้สอนวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารุสสาลาม
ปี พ.ศ.2550 ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารุสสาลาม เข้าร่วมโครงการพัฒนาประชาธิปไตยในชุมชนมุสลิม (TCMD) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2551ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการผู้อำนวยการโรงเรียนดารุสสาลาม
ปี พ.ศ. 2551ได้รับรางวัลครูดีเด่นประจำกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารุสสาลาม
ปี พ.ศ. 2551ได้เป็นตัวแทนครูโรงเรียนดารุสสาลาม เข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนา  เพื่อปฎิรูปการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของมูลนิธิสุข – แก้ว แก้วแดง

ข้อมูลโรงเรียน
โรงเรียนดารุสสาลามได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยนายหะยีดาโอ๊ะ บอตอ ซึ่งในสมัยนั้น ได้มีการจัดการเรียนการสอนแบบปอเนาะ ( สอนศาสนาเพียงอย่างเดียว ) ต่อมาปี พ.ศ. 2528 โรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปิดสอนศาสนาควบคู่กับวิชาสามัญเทียบเท่า ป. 7 และใน พ.ศ. 2528 โรงเรียนได้รับอนุญาตให้ขยายเพิ่มหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2524 ทางโรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสภาพจากโรงเรียนมาตรา 15(2) เป็นโรงเรียนตามมาตรา 15(1) แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และได้จดทะเบียนมูลนิธิดารุสสาลามอย่างเป็นทางการตามใบอนุญาตเลขที่ ต. 247/2536  ลงวันที่ 14 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2536 จากการที่โรงเรียนดารุสสาลามได้เริ่มก่อตั้งขึ้นและเปิดเรียนจนมีการพัฒนาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องทำให้ผลสำเร็จเกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับถึงปัจจุบัน  ปัจจุบันโรงเรียนดารุสสาลามมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น  4,784 คน



ปรัชญา       
เรียนทางโลก   ควบคู่ทางธรรม   นำโลกสู่สันติ

คติพจน์
เคร่งศาสนา    วิชาการเด่น    เน้นวินัย

วิสัยทัศน์
โรงเรียนดารุสสาลามเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นคนดี  มีคุณธรรม  จริยธรรม  ใฝ่เรียน  ใฝ่รู้  สู่ระดับสากล

พันธกิจ
1.สนับสนุนให้มีการจัดกระบวนการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย  โดยยึดนักเรียนเป็นสำคัญ
2.พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและชุมชน  โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
3.พัฒนาการบริหารจัดการศึกษา โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้และสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
4.ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ในการเรียนรู้และการดำรงชีวิต
5.ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาเต็มตามศักยภาพและสนับสนุนให้ผู้เรียน มีทักษะในการดำรงชีวิต คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
6.จัดภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนให้น่าอยู่ และเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนและชุมชน

โครงสร้างหลักสูตร
โรงเรียนดารุสสาลาม  จัดการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมี  2  หลักสูตรด้วยกัน คือ หลักสูตรสามัญ (หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 3 และ 4)  และหลักสูตรศาสนา (หลักสูตรอิสลามศึกษาปีพุทธศักราช 2542) และหลักสูตรพิเศษ คือ
1.หลักสูตรทางไกล หรือซานาวีต่อเนื่อง
2.หลักสูตรตะฮ์ฟิซและวิทยาศาสตร์
การจัดเวลาเรียน ได้จัดเวลาเรียนสัปดาห์ละ  5  วัน (เว้นวันศุกร์และเสาร์จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) วันละ  9  คาบ  โดย 2 คาบแรกของภาคเช้าและภาคบ่ายเรียนวิชาศาสนา  และ  3  คาบสุดท้ายในภาคเช้า และ  2  คาบสุดท้ายในภาคบ่าย เรียนวิชาสามัญ


ปัญหาการเรียนการสอนที่พบและความต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุง
จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในหน่วยการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบว่ามีความแตกต่างกันจนสามารถแบ่งนักเรียนได้แบ่ง 3 กลุ่มย่อยๆ คือ นักเรียนกลุ่มที่เรียนดี นักเรียนกลุ่มที่เรียนปานกลาง และนักเรียนกลุ่มที่เรียนอ่อน นั้นหมายถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ได้จัดขึ้นไม่ได้ตอบสนองจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามที่ได้ระบุไว้ในพระราชพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 22 ที่ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ”
จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงก่อให้เกิดแนวทางเพื่อที่จะแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนอ่อนและปานกลางรวมทั้งพัฒนาทักษะสำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนดี และส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนเกิดการเรียนรู้ในเต็มศักยภาพ ด้วยกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
การผลิตสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ Model learning ข้าพเจ้าได้ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ผลิตขึ้นประกอบการเรียนการสอนในรูปแบบกลุ่มสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิชาชีววิทยา ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่ากระบวนการกลุ่มสัมพันธ์น่าจะเป็นวิธีการที่จะสามารถลดช่องว่างระหว่างกลุ่มในชั้นเรียนได้ นอกจากจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมให้นักเรียนที่เรียนดีได้ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนให้สนุก ตลอดจนเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักเรียนเอง
การเรียนการสอนในรูปแบบนี้ นอกจากจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตโมเดล และการนำโมเดลมาใช้ประกอบการอภิปรายสรุปบทเรียนแล้วยังส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการกลุ่ม มีความรัก ความสามัคคีต่อกัน อีกทั้งโมเดลที่นักเรียนผลิตก็สามารถนำมาปรับใช้กับการสอนรูปแบบอื่นๆต่อไป


แนวความคิดหรือทฤษฏีที่ใช้
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง การจัดกิจกรรมโดยวิธีต่างๆ อย่างหลากหลายที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างแท้จริงเกิดการพัฒนาตนและสั่งสมคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมของประเทศชาติต่อไป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน จึงต้องใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้รูปแบบการสอนหรือกระบวนการเรียนการสอนใน หลากหลายวิธีซึ่งจำแนกได้ดังนี้ (คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้,2543 : 36-37)
1. การจัดการเรียนการสอนทางอ้อม ได้แก่ การเรียนรู้แบบสืบค้น แบบค้นพบ แบบแก้ปัญหา แบบ สร้างแผนผังความคิดแบบใช้กรณีศึกษา แบบตั้งคำถามแบบใช้การตัดสินใจ
2. เทคนิคการศึกษาเป็นรายบุคคล ได้แก่ วิธีการเรียนแบบศูนย์การเรียน แบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบชุดกิจกรรมดารเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
3. เทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ประกอบการเรียน เช่น การใช้สิ่งพิมพ์ ตำราเรียน และแบบฝึกหัดการใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน ศูนย์การเรียนชุดการสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนสำเร็จรูป
4. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นปฏิสัมพันธ์ ประกอบด้วย การโต้วาทีกลุ่ม Buzz การ อภิปราย การระดมพลังสมอง กลุ่มแก้ปัญหา กลุ่มติวการประชุมต่าง ๆ การแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มสืบค้นคู่คิดการฝึกปฏิบัติ เป็นต้น
5. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นประสบการณ์ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เกม กรณีตัวอย่างสถานการณ์จำลองละคร เกม กรณีตัวอย่างสถานการณ์จำลอง ละคร บทบาท สมมติ
6. เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ ได้แก่ ปริศนาความคิดร่วมมือแข่งขันหรือกลุ่มสืบค้น กลุ่มเรียนรู้ ร่วมกัน ร่วมกันคิด กลุ่มร่วมมือ
7. เทคนิคการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ได้แก่ การเรียนการสอนแบบใช้เว้นเล่าเรื่อง (Story line) และการเรียนการสอนแบบ แก้ปัญหา (Problem-Solving)
นอกจากนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี (2541:72) ได้กล่าวไว้ว่า
“…ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ใหม่จากการเอาวิชาเป็นตัวตั้งไปสู่การเอาคนและสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้ง เรียนจาก ประสบการณ์และกิจกรรม จากการฝึกหัดจากการตั้งคำถามและจากการแสวงหาคำตอบซึ่งจะทำให้สนุก ฝึกปัญญาให้ ้กล้าแข็ง ทำงานเป็น ฝึกคุณลักษณะอื่น ๆ เช่น ความอดทน ความรับผิดชอบ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรวมกลุ่ม การจัดการ การรู้จักตน…”
จึงเห็นได้ว่า “การสอนโดยเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ จะช่วยพัฒนาผู้เรียนในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ทั้งด้านความรู้ทักษะ และเจตคติ (ลักษณะนิสัย) และทั้งด้าน IQ (Intelligence Quotient) และด้าน EQ (Emotional Quotient) ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็น คนเก่ง คนดีและความสุข”ตามเป้าหมายการจัดการศึกษาในปัจจุบัน
ทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์
ทฤษฎีสังคมมิติ (Sociometric Orientation) ของโมเนโร (Monero)ทฤษฎีนี้มีแนวคิดที่สำคัญคือ
1) ขอบเขตการกระทำของกลุ่มขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกในกลุ่มในการเลือกรูปแบบและวิธีการที่จะปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Interpersonal Choice)
2) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ได้ดีคือ การแสดงบทบาทสมมติ (role playing) และการใช้เครื่องมือวัดสังคมมิติ (Sociometric Test)
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Orientation) ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ทฤษฎีนี้มีแนวคิดที่สำคัญ คือ
1) เมื่อบุคคลอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะต้องอาศัยกระบวนการจูงใจ (Motivation Process) อาจเป็นการให้รางวัล หรือการได้รับผลจากการทำงานในกลุ่ม
2) ในการรวมกลุ่ม บุคคลมีโอกาสแสดงตนอย่างเปิดเผยหรือพยายามป้องกันปิดบังตนเองโดยวิธีต่าง ๆ (Defense Mechanism) การช่วยให้บุคคลแสดงออกตามความเป็นจริง โดยใช้วิธีการบำบัดทางจิต (Therapy) สามารถช่วยให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น
ทฤษฎีจิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ทฤษฎีนี้มีแนวความคิดว่า การใช้หลักจิตวิทยาต่าง ๆ เช่น จิตวิทยาการรับรู้ การเรียนรู้ ความคิด ความเข้าใจ การให้แรงจูงใจ ฯลฯ สามารถช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของบุคคล
ทฤษฎีบุคลิกภาพของกลุ่ม (Group Syntality Theory) ของ แคทแทล (Cattel) ทฤษฎีนี้อาศัยหลักการจากทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) คือ กฎแห่งผล (Law of Effect) เพื่ออธิบายพฤติกรรมของกลุ่ม แนวคิดในทฤษฎีนี้ประกอบด้วย
ลักษณะของกลุ่มโดยทั่วไป ดังนี้
1) กลุ่มแต่ละกลุ่มมีสมาชิกซึ่งมีบุคลิกภาพเฉพาะตัว (Population Traits) ได้แก่ สติปัญญา ทัศนคติ บุคลิกภาพ เป็นต้น
2) กลุ่มแต่ละกลุ่มมีบุคลิกเฉพาะกลุ่ม (Syntality Traits หรือ Personality Traits) ซึ่งเป็นผลจากสมาชิกกลุ่มที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป บุคลิกภาพของกลุ่มได้แก่ ความสามารถของกลุ่มที่มีอยู่ การกระทำของสมาชิกร่วมกัน การตัดสินใจ รวมทั้งพฤติกรรมหรือการแสดงออกของสมาชิก เป็นต้น
3) กลุ่มแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างภายในเฉพาะตน (Characteristic of Internal Structure) ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและแบบแผนหรือลักษณะในการรวมกลุ่มพลังอันเกิดจากบุคลิกภาพของกลุ่ม (Dynamics of Syntality) หมายถึงการแสดงกิจกรรมหรือความร่วมมือของสมาชิกในกลุ่มเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งการกระทำของสมาชิกมีลักษณะ 2 ประการ
1) ลักษณะที่ทำให้กลุ่มรวมกันได้ (Maintenance Synergy) หมายถึงลักษณะของความร่วมมือในการกระทำกิจกรรมของสมาชิกแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกเป็นไปได้อย่างราบรื่น และก่อให้เกิดความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (cohesion) ซึ่งทำให้กลุ่มไม่แตกแยกหรือมีสมาชิถอนตัวออกจากกลุ่ม
2) ลักษณะที่ทำให้กลุ่มประสบผลสำเร็จ (EffectiveSynergy) หมายถึงกิจกรรมที่สมาชิกกระทำเพื่อให้กลุ่มบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
ทฤษฎีสัมฤทธิผลของกลุ่ม (A Theory of Group Achievement) สต็อกดิลล์(Stogdill) ได้อธิบายทฤษฎีนี้ว่า สัมฤทธิผลของกลุ่มโดยทั่วไปมี 3 ด้าน คือ
1) การลงทุนของสมาชิก (Member Inputs) เมื่อบุคคลรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างจะแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งคาดหวังการตอบสนองตามความคิดเห็นและความเข้าใจของตนซึ่งการกระทำต่าง ๆ ของสมาชิกกลุ่มถือเป็นการลงทุนของสมาชิก
2) โครงสร้างและผลสัมฤทธิ์ของกลุ่ม
2.1) โครงสร้างอย่างเป็นทางการ (Formal Structure) คือสิ่งที่คาดหวังจากการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น การกำหนดตำแน่งให้แก่สมาชิกแต่ละคนให้มีฐานะ (Status) และหน้าที่ (Functions) ตามที่ควรจะเป็น เพื่อให้สมาชิกกระทำและตอบสนองตามที่คาดหวังไว้และทำให้ผลของการทำงานเป็นจริงขึ้นมาได้
2.2) โครงสร้างเกี่ยวกับบทบาทของสมาชิก (Role Structure) คือโครงสร้างของกลุ่มที่เชื่อว่าจะมีอยู่ภายในตัวสมาชิกแต่ละคน สมาชิกแต่ละคนจะมีอิสระที่จะแสดงบทบาทของตนได้อย่างเต็มที่ บทบาทที่กล่าวถึงได้แก่ ความรับผิดชอบ (Responsibility) และอำนาจ (Authority) ในการทำตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
2.3) ผลงานของกลุ่ม (Group Outputs) หรือสัมฤทธิผลของกลุ่ม (Group Achievement) หมายถึงผลที่ได้รับจากการลงทุนของสมาชิกซึ่งได้แก่การแสดงออก การปฏิสัมพันธ์ และการคาดหวังผลโดยผ่านการแสดงออกตามโครงสร้างและการกระทำของกลุ่ม ผลที่กลุ่มได้รับมี 3 ประการ คือ
ก. ผลของการทำงาน (Productivity) ซึ่งเกิดจากความคาดหวังหรือจุดมุ่งหมายและการกระทำเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
ข. ขวัญกำลังใจของกลุ่ม (Group Morale) หากกลุ่มมีโครงสร้างและกระบวนการที่ดี ขวัญและกำลังใจของสมาชิกของกลุ่มจะมีมากขึ้น
ค. ความสามัคคี หรือการยึดเหนี่ยวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (cohesion) เป็นผลที่เกิดขึ้นจากความพอใจของสมาชิกกลุ่มในการทำงานร่วมกัน
สัมฤทธิ์ผลของกลุ่มดังกล่าว เป็นผลที่เกิดจากการลงทุนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกของสมาชิกแต่ละคน การปฏิสัมพันธ์ของสมาชิก ความรับผิดชอบของสมาชิก การใช้อำนาจของผู้นำ บทบาทหน้าที่ของสมาชิก ทั้งที่เป็นทางการและที่เป็นบทบาทเฉพาะตน การคิดและตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม เป็นต้น
ทฤษฎีพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Fundamental Interpersonal Relations Orientations) ซุทซ์ (Schutz) อธิบายทฤษฎีนี้ไว้ว่า สมาชิกกลุ่มทุกคนมีความต้องการที่จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้อื่น ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม/หมู่/คณะ (Inclusion) ต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือและการยกย่องจากผู้อื่น นอกจากนั้นยังต้องการที่จะเป็นที่รักของบุคคลอื่น (Affection) ในขณะเดียวกันกันก็ต้องการที่จะมีอำนาจเหนือผู้อื่น ควบคุมผู้อื่น (Control) บุคคลแต่ละคนมีรูปแบบหรือมีลักษณะเฉพาะในการปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงและปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ซึ่งความสัมพันธ์นั้นอาจเป็นไปในลักษณะที่เข้ากันได้ (Compatibility) หรือเข้ากันไม่ได้ (Incompatibility) ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และการปรับตัวของสมาชิกในกลุ่ม
ทฤษฎีสนามของ เคริ์ท เลวิน (Kurt Lewin) (ทิศนา แขมมณี. 2522 : 10 – 12) ทฤษฎีนี้มีแนวคิดที่สำคัญสรุปได้ดังนี้คือ
1. พฤติกรรมเป็นผลมาจากพลังความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
2. การรวมกลุ่มแต่ละครั้งจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มอยู่ในรูปการกระทำความรู้สึกและความคิด
3. โครงสร้างของกลุ่มจะเกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างกัน
4. ปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบการกระทำ ความรู้สึกและความคิดจะก่อให้เกิดโครงสร้างของกลุ่มแต่ละครั้งจะมีลักษณะแตกต่างกัน
5. สมาชิกในกลุ่มจะมีการปรับตัวเข้าหากัน และพยายามช่วยกันทำงาน การที่บุคคลพยายามปรับปรุงบุคลิกภาพของตนที่มีความแตกต่างกันนี้จะก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และก่อให้เกิดพลังของกลุ่มที่ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยดี
ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ (Interaction Theory) ของเบลล์ (Bales) โฮมาน (Homans) และไวท์ (Whyte) แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีนี้ คือ
1. กลุ่มจะมีปฏิสัมพันธ์โดยการกระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง (Activity)
2. ปฎิสัมพันธ์จะเป็นปฎิสัมพันธ์ทุก ๆ ด้าน คือ
2.1 ปฎิสัมพันธ์ทางร่างกาย (Physical Interaction)
2.2 ปฎิสัมพันธ์ทางวาจา (Verbal Interaction)
2.3 ปฎิสัมพันธ์ทางอารมณ์ (Emotional Interaction)
3. กิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำผ่านการมีปฎิสัมพันธ์นี้จะก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก (Sentiment) ขึ้น
ทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์ คือหลักการที่เน้นหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ที่มีผลต่อกันและกัน ทั้งนี้โดยยึดหลักการเรียนรู้บางประการดังนี้
1.การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ควรเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ดังนั้น ผู้เรียนจึงควรมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน และมีกิจกรรมในการเรียนของตน
2.การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากแหล่งต่าง ๆ กัน มิใช่แหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ของแต่ละบุคคล ถือว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ
3.การเรียนรู้ที่ดีจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจจึงจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำและสามารถใช้การเรียนรู้นั้น ให้เป็นประโยชน์ได้ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบด้วยตัวเองนั้นมีส่วนในการเข้าใจได้ดี
4.การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้นั้นมีความสำคัญ หากผู้เรียนเข้าใจและมีทักษะในเรื่องนี้แล้ว จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และคำตอบต่าง ๆที่ตนต้องการ
5.การเรียนรู้ที่มีความหมายแก่ผู้เรียน คือ การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ (ทิศนา แขมมณี และคณะ, 2518 : 199 – 200)

การวางแผนการดำเนินงาน

- ผู้บริหารจัดประชุมหัวหน้าฝ่ายและกลุ่มสาระเพื่อแถลงนโยบาย การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
- หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์จัดประชุมบุคลากรเพื่อชี้แจงนโยบายจากผู้บริหาร
- ครูจัดทำโครงการหรือแผนการจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองต่อนโยบายของผู้บริหาร
- เสนอหัวหน้ากลุ่มสาระและผู้บริหาร
- ประชุมวางแผนเพื่อเตรียมพร้อม
- ดำเนินการสอน
- ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- ประเมินการสอนโดยนักเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระ และผู้บริหาร
- สรุปผลการจัดการเรียนการสอน

กระบวนการดำเนินงาน
- กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6
- เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน
1) วิเคราะห์เนื้อหา โดยการกำหนดหน่วยระดับบทเรียนกำหนดหัวเรื่องและความคิดรวบยอด
2) วางแผนการสอน โดยการจัดลำดับการจัดกิจกรรมก่อนหลังอย่างชัดเจน
3) สื่อ (Model) ที่นักเรียนออกแบบประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน
4) กำหนดวิธีวัดและประเมินผลในแต่ละครั้งที่สอน
วิธีดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำการทดสอบก่อนการเรียน   โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน และแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน ทั้งนี้ควรใช้ข้อมูลจากผลการสอบครั้งที่ผ่านมาประกอบการพิจารณาด้วย
2. ครูแจ้งวิธีการสอนให้นักเรียนทราบว่าจะมีการสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มๆละประมาณ 6 คน (แต่ละกลุ่มต้องประกอบไปด้วยนักเรียนกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อนจำนวนเท่าๆกันเพื่อความยุติธรรม และเพื่อเอื้อให้นักเรียนโดยเฉพาะกลุ่มเก่งสามารถช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นๆภายในกลุ่ม) จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อที่สนใจจะศึกษาโดยยึดหัวข้อในบทเรียน
3. ครูให้เวลานักเรียนเตรียมความพร้อมเพื่อค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่สนใจ และกำหนดวันที่จะให้แต่ละกลุ่มมาสอนเพื่อนในห้อง โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มผลิตสื่อการสอนในรูปโมเดลประกอบการอภิปรายด้วย (ครูต้องกำหนดว่า โมเดลที่ผลิตต้องทำมาจากวัสดุราคาถูก หรืออาจจะรีไซเคิลมาจากสิ่งของเหลือใช้ แต่ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลิตชิ้นงานที่มีความคงทน สวยงาม และสามารถสื่อในสิ่งที่ต้องการนำเสนอได้)
4. ครูกำหนดเกณฑ์การประเมินดังนี้ คือ
- มีความรู้ในเรื่องที่เตรียมมา สามารถตอบคำถามได้        2.5 คะแนน
- มีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อให้มีความสวยงาม
คงทน สามารถสื่อในเรื่องที่สอนได้                                               2.5    คะแนน
- ใช้เวลาได้เหมาะสม            2.5    คะแนน
- มีความสามัคคีภายในกลุ่ม
(สังเกตจากการแบ่งงาน การอภิปรายและตอบคำถาม)    2.5    คะแนน

หมายเหตุ ครูให้นักเรียนทุกกลุ่มเป็นผู้ประเมินประกอบกับการประเมินของครู และให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ประเมินตนเองด้วย นั่นคือ คะแนนจากการนำเสนองานจะมาจากคะแนนเฉลี่ยทั้งของครูและนักเรียน
5. หลังจากการนำเสนอ ครูจะให้มีการตอบคำถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม จากนั้น ครูและนักเรียนจะสรุปบทเรียนร่วมกัน นักเรียนแต่ละคนก็จะสรุปความรู้ที่ได้ในรูปแผนผังมโนทัศน์ลงในสมุดของตนเอง และจะส่งให้ครูตรวจในวันสอบ จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และมีทักษะในการสรุปบทเรียน
6. ครูกำหนดวันสอบวัดผลสัมฤทธิ์รายบท หลังจากดำเนินกิจกรรมการสอนเสร็จสิ้น ทั้งนี้คะแนนจากการสอบจะได้มาจากคะแนนของผู้เรียนเอง 70% และคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มอีก 30% ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบเพื่อนสอนเพื่อน ทั้งนี้คะแนนของนักเรียนกลุ่มเก่งก็จะดึงคะแนนของเพื่อนกลุ่มอ่อนให้ดีขึ้นตามไปด้วย
7. รวบรวมคะแนนและประเมินนักเรียนเป็นรายบุคคล
8. ทำการประเมินการสอนโดยนักเรียนและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนต่อไป

บทสรุป
ผลที่เกิดขึ้น

-นักเรียน
1. นักเรียนทุกกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
2. ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ และสืบค้นความรู้ด้วยตนเอง
3. นักเรียนมีความสุขในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม
4. นักเรียนมีความรัก สามัคคี และช่วยเหลือกัน
5. นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์

- ครู
1. ครูเข้าใจวิธีสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
2. ครูมีการพัฒนาเทคนิควิธีสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สามารถนำไปทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนานักเรียนได้
3. ครูสามารถนำวิธีสอนรูปแบบใหม่ๆมาปรับใช้กับนักเรียนในทุกระดับชั้น ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด

สรุปบทเรียนที่ได้รับ
การที่ผู้บริหาร คณะครูให้ความร่วมมือ และให้ความสำคัญ กับการพัฒนาเทคนิควิธีสอนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้สูงสุด และสามารถนำความรู้ที่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ประโยชน์ที่ได้รับ
การพัฒนาเทคนิควิธีสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สามารถนำไปทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนานักเรียนได้ ครูสามารถนำวิธีสอนรูปแบบใหม่ๆมาปรับใช้กับนักเรียนในทุกระดับชั้น ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุดในด้านทักษะกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ รวมทั้งทักษะการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้นักเรียนมีความสามัคคี ช่วยเหลือกัน และเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์และจากการเข้าร่วมเป็นโรงเรียนในเครือข่ายโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการศึกษา ใน 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ และมีการจัดประชุมสัมมนาโรงเรียนในเครือข่ายอยู่สม่ำเสมอ การนำเสนอผลงาน Best Practice ของแต่ละโรงเรียนในกลุ่มเครือข่าย ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ให้แต่ละโรงเรียนสามารถนำประโยชน์ที่ได้รับมาปรับใช้ เพื่อปรับปรุง พัฒนาโรงเรียนต่อไป

 

 

 




เรียน  อาจารย์นูรเอ็ฮซาน

ขอชื่นชมว่ามีความพยายามในการศึกษาวิจัยดีมาก  ขั้นต่อไปควรเติมข้อมูลรายละเอียดด้วยก็จะดีนะคะ  เช่น  ผลการวิจัยที่บอกว่า

1.  นักเรียนทุกกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
2. ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ และสืบค้นความรู้ด้วยตนเอง
3. นักเรียนมีความสุขในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม
4. นักเรียนมีความรัก สามัคคี และช่วยเหลือกัน
5. นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์

 ถ้ามีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง  จะเป็นงานวิจัยในชั้นเรียนที่มีมาตรฐานได้เลยค่ะ  ลองพัฒนางานวิจัยนี้ดูนะคะ

วรัยพร

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 27 คน กำลังออนไลน์