การส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” (อ.วิวัฒน์ ศรีเกิด)

รูปภาพของ hun




            โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
1. ชื่อเรื่อง :  โครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน”
2. บทนำ
ผู้จัดทำผลงาน: นายวิวัฒน์   ศรีเกิด
ตำแหน่งปัจจุบัน: หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนดารุสสาลาม
ประวัติการศึกษา:                                          
- จบการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา53 จังหวัดกระบี่
- จบการศึกษาระดับมัธยมตอนต้นจากโรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดกระบี่
- จบการศึกษาระดับมัธยมตอนปลาย จากโรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดกระบี่
- จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิชาเอกนิเทศศาสตร์ จากสถาบันราชภัฏภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
- จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน จากมหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมมาธิราช กรุงเทพมหานคร    
ความสำเร็จในอดีต:
- พ.ศ.2550 ได้รับรางวัล “ครูดีเด่น กลุ่มสาระภาษาไทย” จากโรงเรียนดารุสสาลาม
- พ.ศ.2550 ได้รับรางวัล “งานวิจัยในชั้นเรียนดีเด่น” จากโรงเรียนดารุสสาลาม
- พ.ศ.2550 ได้รับคัดเลือกเป็น หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนดารุสสาลาม    
- พ.ศ.2552 ได้รับการคัดเลือก เข้ารอบ 26 ทีมสุดท้าย ในโครงการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
“คุณธรรมนำการคิด” จากบริษัทสำนักพิมพ์แม็ค
- พ.ศ.2552 ได้รับรางวัล “โครงการดีเด่น” จากโรงเรียนดารุสสาลาม

ข้อมูลโรงเรียน:
โรงเรียนดารุสสาลาม ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยนายหะยีดาโอ๊ะ บอตอ ตั้งอยู่ที่ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต3 เปิดสอนหลักสูตรวิชาสามัญ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายควบคู่การเปิดสอนหลักสูตรศาสนา  ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน  4,784 คน
ปรัชญา         :  เรียนทางโลก   ควบคู่ทางธรรม   นำโลกสู่สันติ
คติพจน์        : เคร่งศาสนา      วิชาการเด่น    เน้นวินัย
วิสัยทัศน์      : โรงเรียนดารุสสาลามเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นคนดี  มีคุณธรรม  จริยธรรม  ใฝ่เรียน  ใฝ่รู้  สู่ระดับสากล

ปัญหาการเรียนการสอนที่พบ:
ปัญหานักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก เป็นปัญหาการศึกษาอันดับต้นๆใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายประการด้วยกัน แต่มีสาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจและควรหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน นั้นก็คือ สาเหตุ“นักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสือ” และจากการสอบถามนักเรียน พบว่าสาเหตุที่นักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสือ เป็นเพราะหนังสือไม่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และไม่เห็นประโยชน์ของการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม
การอ่านถือเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้  ด้วยเหตุนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  มาตรา  24  จึงไม่เพียงระบุให้สถานศึกษาต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเท่านั้น  หากยังต้องให้ผู้เรียนรักการอ่าน  เพื่อให้เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
การอ่านเป็นการแสวงหาความรู้ที่ครอบคลุมกิจกรรมหลายด้าน เช่น  การรับรู้  การตระหนัก  การพัฒนา  การสนองตอบ  และการใช้จินตนาการ  เป็นต้น  การอ่านจึงสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง  การตอบสนองทางร่างกาย  และอารมณ์  ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ   บุคลิกภาพตลอดจนการประพฤติปฏิบัติของผู้อ่านเอง
ความต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไข:
โครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” เป็นโครงการที่จัดทำขึ้น เพื่อต้องการแก้ปัญหาสาเหตุที่นักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสือ ให้นักเรียนหันมาสนใจการรักอ่านมากขึ้น และต้องการให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม

3.เนื้อเรื่อง
3.1 ได้ทำอะไรเพื่อปรับปรุง/พัฒนา
โครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” เป็นโครงการที่ส่งเสริมการอ่านด้วยการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์(วารสารรายเดือน)ที่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนหันมาสนใจการอ่าน และในการจัดทำวารสารทุกฉบับจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านวิชาการให้นักเรียนได้ร่วมแสดงความสามารถด้วย โดยจะใช้ของรางวัลที่นักเรียนสนใจและอยากได้ มาเป็นแรงเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทักษะทางวิชาการควบคู่ไปด้วย
นอกจากนี้ในตอนสิ้นปีจะมีการจัดกิจกรรม “แฟนพันธุ์แท้วารสารนอกห้องเรียน”ขึ้น เพื่อต้องการให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการอ่าน โดยการจัดแข่งขันทดสอบความรู้จากเนื้อหาในวารสารฯ และจะใช้ของรางวัลที่นักเรียนสนใจและอยากได้ มาเป็นแรงเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเช่นกัน
3.2 แนวความคิด หรือทฤษฎีที่ใช้
แรงจูงใจ (Motivation) คือ สิ่งซึ่งควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ อันเกิดจากความต้องการ (Needs) พลังกดดัน (Drives) หรือ ความปรารถนา (Desires) ที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจากการเรียนรู้ก็ได้ แรงจูงใจเกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคลนั้น ๆ เอง ภายใน ได้แก่ ความรู้สึกต้องการ หรือขาดอะไรบางอย่าง จึงเป็นพลังชักจูง หรือกระตุ้นให้มนุษย์ประกอบกิจกรรมเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหรือต้องการนั้น ส่วนภายนอกได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่มาเร่งเร้า นำช่องทาง และมาเสริมสร้างความปรารถนาในการประกอบกิจกรรมในตัวมนุษย์ ซึ่งแรงจูงใจนี้อาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในหรือภายนอก แต่เพียงอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ อาจกล่าวได้ว่า แรงจูงใจทำให้เกิดพฤติกรรมซึ่งเกิดจากความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการเป็นสิ่งเร้าภายในที่สำคัญกับการเกิดพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีสิ่งเร้าอื่น ๆ เช่น การยอมรับของสังคม สภาพบรรยากาศที่เป็นมิตร การบังคับขู่เข็ญ การให้รางวัลหรือกำลังใจหรือการทำให้เกิดความพอใจ ล้วนเป็นเหตุจูงใจให้เกิดแรงจูงใจได้
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behavioral View of Motivation) ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในอดีต (Past Experience) ว่ามีผลต่อแรงจูงใจของบุคคลเป็นอย่างมาก ดังนั้นทุกพฤติกรรมของมนุษย์ถ้าวิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่าได้รับอิทธิพลที่เป็นแรงจูงใจมาจากประสบการณ์ใน อดีตเป็นส่วนมาก โดยประสบการณ์ในด้านดีและกลายเป็นแรงจูงใจทางบวกที่ส่งผลเร้าให้มนุษย์มีความต้อง การแสดงพฤติกรรมในทิศทางนั้นมากยิ่งขึ้นทฤษฎีนี้เน้นความสำคัญของสิ่งเร้าภายนอก (Extrinsic Motivation)
3.3 การวางแผนการทำงาน
ในการวางแผนการจัดโครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน”นั้น ผู้จัดทำได้ตั้งคำถามต่างๆขึ้น และตอบคำถามเหล่านั้นด้วยกิจกรรมต่างๆที่จะจัดขึ้นในโครงการนี้ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1.จะแก้ปัญหานักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างไร?
ตอบ  แก้ปัญหาโดยการจัดทำหนังสือ หรือสื่อสิงพิมพ์ที่นักเรียนอยากอ่าน
2.จะทำหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดใด?
ตอบ  วารสาร  เพราะสามารถใส่เนื้อหาได้หลายประเภท และเข้าถึงนักเรียนได้ง่ายกว่า
3.จะทำสื่อสิ่งพิมพ์อะไร?
ตอบ  วารสารรายเดือน เพราะจะได้สร้างความหลากหลายให้กับนักเรียน
4.จะใช้ชื่ออะไร?
ตอบ  ใช้ชื่อวารสาร “นอกห้องเรียน” หมายถึง ความรู้ต่างๆที่อยู่นอกห้องเรียน
5. จะใส่เนื้อหาอะไรบ้าง?
ตอบ  เนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคการเรียนวิชาต่างๆ , เคล็ดลับการเพิ่มความจำ, การดูแลสมอง, การเพิ่มความฉลาด, บุคคลสำคัญ, บทสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนเก่ง, บทสัมภาษณ์ครูหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการศึกษา, ความรู้เกี่ยวกับศาสนา, คุณธรรมนำความรู้, ความรู้จากทุกกลุ่มสาระ และกิจกรรมพิเศษ
6. จะทำให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการอ่านอย่างไร?
ตอบ  จัดทดสอบวัดความรู้จากวารสารฯ โดยใช้ของรางวัลที่นักเรียนอยากได้เป็นตัวดึงดูด
7. จะใช้รางวัลอะไรบ้าง?
ตอบ  เสื้อยืดวารสารนอกห้องเรียน, กระเป๋าผ้าวาสารนอกห้องเรียน, ข้อสอบ O-NETของปีที่ผ่านมาทุกวิชา, แฮนดี้ไดร์ฟ และทุนการศึกษา 


3.4 กระบวนการดำเนินงาน
1. รับสมัครทีมงาน (นักเรียน) ซึ่งนักเรียนที่เป็นทีมงานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดทำวารสาร การย่อความสรุปความ และการสัมภาษณ์บุคคลด้วย
2. รับสมัครสมาชิก
3. จัดทำวารสาร
4. จัดกิจกรรมพิเศษของวารสารฯ
5. รับสมัครนักเรียนเพื่อทดสอบความรู้ในกิจกรรมกิจกรรม “แฟนพันธุ์แท้วารสารนอกห้องเรียน”
6. เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้ปรับปรุงโครงการในปีต่อไป
7. สรุปผลการดำเนินงาน  


4. บทสรุป
4.1 ผลที่เกิดขึ้น
โครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” เป็นโครงการที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยที่ครูเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองจากการอ่าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไป สำหรับผลการจัดโครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน”  ปีการศึกษา 2551 ปรากฏดังนี้
1. หลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวารสารฯปรากฏ ว่ามีนักเรียนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากถึง 634 คน แสดงว่านักเรียนเริ่มมีความสนใจในตัววารสาร แม้ยังไม่ได้เห็นของจริง
2. หลังจากที่นักเรียนได้รับวารสารไปแล้วปรากฏว่า นักเรียนให้ความสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาในวารสาร และมีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทักษะทางวิชาการเป็นจำนวนมาก ซึ่งการแข่งขันทักษะทางวิชาการได้แก่ การประกวดภาพถ่ายกีฬาสีพร้อมคำขวัญ การแต่งกาพย์ยานี11 เป็นต้น
3. ในการจัดกิจกรรม “แฟนพันธุ์แท้วาสารนอกห้องเรียน” เพื่อทดสอบความรู้จากเนื้อหาในวารสารนอกห้องเรียน และเพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน ปรากฏว่ามีนักเรียนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากถึง 223 คน
ทั้งหมดคือผลที่เกิดขึ้นจริง จากการจัดทำโครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” และจากการใช้แบบสอบถาม สอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับวารสารนอกห้องเรียน ปรากฏผลดังนี้
1. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขนาด รูปเล่ม ตัวอักษร และความสะดวกในการนำไปใช้ ระดับดีมากร้อยละ 66 ระดับดีร้อยละ 24 ระดับปานกลางร้อยละ6 และระดับน้อยร้อยละ4
2. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปภาพและเนื้อหาระดับดีมากร้อยละ 21 ระดับดีร้อยละ 30 ระดับปานกลางร้อยละ13 ระดับน้อยร้อยละ19 และระดับน้อยที่สุดร้อยละ17
3. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาและความน่าสนใจระดับดีมากร้อยละ 74 ระดับดีร้อยละ 18 และระดับปานกลางร้อยละ8
4. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหา และความสะดวกในการอ่าน ระดับดีมากร้อยละ 64 ระดับดีร้อยละ 22 ระดับปานกลางร้อยละ10 และระดับน้อยร้อยละ4
5. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน ระดับดีมากร้อยละ 70 ระดับดีร้อยละ 19 และระดับปานกลางร้อยละ11
6. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ. นำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้กับตนเองระดับดีมากร้อยละ 34 ระดับดีร้อยละ 22 ระดับปานกลางร้อยละ16 ระดับน้อยร้อยละ 10 และระดับน้อยที่สุดร้อยละ 18
7. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของกิจกรรมต่างๆ ระดับดีมากร้อยละ 22 ระดับดีร้อยละ 30 ระดับปานกลางร้อยละ 18 ระดับน้อยร้อยละ 17 และระดับน้อยที่สุดร้อยละ 13
8. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของรางวัลต่างๆ ระดับดีมากร้อยละ 82 ระดับดีร้อยละ 15 และระดับปานกลางร้อยละ3
9. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของสถานที่จัดกิจกรรม ระดับดีมากร้อยละ 8ระดับดีร้อยละ 11 ระดับปานกลางร้อยละ49 ระดับน้อยร้อยละ24 และระดับน้อยที่สุดร้อยละ1
10. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสนใจในการสมัครเป็นสมาชิกวารสารนอกห้องเรียนในปีการศึกษาหน้า ระดับดีมากร้อยละ 100




                รูปที่3 : ตัวอย่างแบบสอบถามที่ใช้ในการประเมินโครงการ

 

           ข้อความ

 

 

                 ระดับความคิดเห็น

 

 

 

 

 

 

5

4

3

2

1

 

1. ขนาด
รูปเล่ม ตัวอักษรเหมาะสม สะดวกต่อการนำไปใช้

 

 

 

 

 

 

2. รูปภาพเหมาะสมกับเนื้อหา

 

 

 

 

 

 

 

3. เนื้อหาน่าสนใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

4. เนื้อหาไม่ยาก
ไม่ซับซ้อน อ่านเข้าใจง่าย

 

 

 

 

 

 

 

5. นักเรียนได้รับประโยชน์จากเรื่องที่อ่าน

 

 

 

 

 

 

 

6. นำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้กับตนเอง

 

 

 

 

 

 

 

7. ความเหมาะสมของกิจกรรมต่างๆ

 

 

 

 

 

 

8. ความเหมาะสมของรางวัลต่างๆ

 

 

 

 

 

 

 

9. ความเหมาะสมของสถานที่จัดกิจกรรม

 

 

 

 

 

 

 

10.ปีการศึกษาหน้า
คุณจะสมัครเป็นสมาชิกวารสารนอกห้องเรียน
    อีกหรือไม่

 

 

 

 

 

4.2 สรุปผลการจัดโครงการ
1.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับขนาด รูปเล่ม ตัวอักษร และความสะดวกในการนำไปใช้ อยู่ใน ระดับดีมาก
2.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับรูปภาพและเนื้อหา อยู่ในระดับดี
3.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับเนื้อหาและความน่าสนใจ อยู่ในระดับดีมาก
4.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับเนื้อหา และความสะดวกในการอ่าน อยู่ในระดับดีมาก
5.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน อยู่ในระดับดีมาก
6.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้กับตนเอง อยู่ในระดับดีมาก
7.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับความเหมาะสมของกิจกรรมต่างๆ อยู่ในระดับดี
8.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับความเหมาะสมของรางวัลต่างๆ อยู่ในระดับดีมาก
9.นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับความเหมาะสมของสถานที่จัดกิจกรรม อยู่ในระดับปานกลาง
10.นักเรียนทั้งหมดมีความพึงพอใจในตัววารสารนอกห้องเรียน และมีความสนใจจะสมัครเป็น    สมาชิกวารสารนอกห้องเรียนอีกในปีการศึกษาหน้า
4.3 ประโยชน์ที่ได้รับ
นักเรียน
1.นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือมากขึ้น
2.นักเรียนได้ความรู้เพิ่มเติมจากการอ่าน
3.นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
4.นักเรียนได้เห็นคุณค่าของการอ่าน
5.นักเรียนได้แสดงความสมารถของตนเอง จากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้น
6.นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น
ครู
1.ครูมีความรู้รอบตัวมากขึ้น จากการที่ครูต้องจัดเตรียมเนื้อหาเพื่อใช้ในวารสารนอกห้องเรียน
2.ครูสามารถนำผลการจัดโครงการไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้
แนวทางการพัฒนาผู้เรียน
โครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” เป็นโครงการที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่าน และส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านถือเป็นการแสวงหาความรู้ที่ครอบคลุมกิจกรรมหลายด้าน เช่น  การรับรู้  การตระหนัก  การพัฒนา  การสนองตอบ  และการใช้จินตนาการ  เป็นต้น  การอ่านจึงสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง  การตอบสนองทางร่างกาย  และอารมณ์  ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ   บุคลิกภาพตลอดจนการประพฤติปฏิบัติของผู้อ่านเอง
ซึ่งจากผลการจัดโครงการที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่านนั้นในระยะเริ่มแรก ครูต้องเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนหันมาสนใจการอ่าน ซึ่งครูแต่ละคนอาจมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ในโครงการนี้ส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่านโดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์ที่นักเรียนสนใจ และใช้ของรางวัลที่นักเรียนอยากได้มาเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้วย
สรุป
ความสำเร็จของโครงการส่งเสริมการอ่านด้วย “วารสารนอกห้องเรียน” ในปีการศึกษา 2551 ส่งผลให้ผู้บริหารของโรงเรียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการอ่าน โดยได้ยกย่องโครงการนี้ให้เป็น “โครงการดีเด่นของโรงเรียน” ประจำปีการศึกษา2551 และได้มอบหมายให้บรรจุโครงการนี้ไว้ในแผนปฏิบัติงานของกลุ่มสาระภาษาไทยในปีการศึกษา 2552 ด้วย
เพื่อนครูท่านใดที่มีความสนใจโครงการนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่กลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนดารุสสาลาม หรือที่เวปไซ์ www..Darussalam.co.th  และ www. Kuringma.info



มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 26 คน กำลังออนไลน์