การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

เรื่อง   การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

 

                 การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในปัจจุบันมิได้มุ่งหวังให้นักเรียนอ่านออก เขียนได้

อย่างเดียว  หากมุ่งหวังให้นักเรียนนำความรู้ความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงสื่อสาร กับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล  ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ  และใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี  รวมทั้งต้องรักษาภาษาไทยไว้ในฐานะที่เป็นสมบัติของชาติ  (กรมวิชาการ. 2544 )จากการที่ครูมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการใช้ภาษาของนักเรียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูภาษาไทย  จะต้องจัดกิจกรรมการฝึกทักษะ  การฟัง พูด อ่านและเขียนบ่อยๆ  จนเกิดความเคยชิน  ครูภาษาไทยจะต้องเป็นที่พึ่งของนักเรียนได้  และที่สำคัญครูภาษาไทยจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี  ในการใช้ภาษาการจัดการเรียนการสอน  กลุ่มทักษะภาษาไทย  โดยเฉพาะทักษะการอ่านที่ผ่านมา  ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น เด็กอ่านหนังสือไม่ได้  และอ่านไม่คล่อง  (จินตนา  ใบกาซูยี, 2532)ดังนั้นการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้  และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน  การรู้จักฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี  ทั้งจะช่วยให้เกิดความชำนาญและมีความรู้กว้างขวางด้วย  ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้  โรงเรียนส่วนใหญ่มีหนังสืออ่านประกอบไม่เพียงพอ  ทางออกที่ยังพอมีก็คือครูจะต้องช่วยกันสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านขึ้น

                โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 อำเภอเมืองนราธิวาส   จังหวัดนราธิวาส  เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดเป็นไทยมุสลิม ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง จึงมีปัญหาในการสื่อสารทางภาษาโดยเฉพาะในระดับชั้นอนุบาล และระดับประถมศึกษาในช่วงชั้นที่  1 (ชั้น ป.1– ป.3)  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการพัฒนาและส่งเสริมทักษะภาษาไทยทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน  ครูผู้สอนจึงหาแนวทางในการพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และ

การเขียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านจับใจความสำคัญ  และเห็นว่าการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1  (ชั้นป. 1 – ป. 3) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ครูผู้สอนสามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน  ให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและท้องถิ่น

                ข้าพเจ้า  ชื่อนางเพ็ญสิริ  นงรัตน์  เกิดวันที่  9  ธันวาคม   2500  อายุ  52  ปี  บรรจุการเข้ารับตำแหน่งเป็นครู 1 ระดับ 1 ในวันที่  1 พฤศจิกายน  2521 ที่โรงเรียนวัดประชุมชลธารา (สุขคณานุกูล)  สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสุไหงปาดี  อำเภอสุไหงปาดี  จังหวัดนราธิวาส  และได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนบ้านมะนังกาหยีสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนราธิวาสจังหวัดนราธิวาส ในวันที่  1 มิถุนายน  2541 ปัจจุบันมีอายุราชการ 31 ปี คุณวุฒิสูงสุด  กศ.บ  วิชาเอก  การประถมศึกษา  จากสถาบันศึกษา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา    ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ชำนาญการ  ตำแหน่งเลขที่  399   สถานศึกษาโรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  อำเภอเมืองนราธิวาส  จังหวัดนราธิวาส  เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาสเขต 1  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  รับเงินเดือนในอันดับ  คศ. 2   ขั้น  33,540  บาท  ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการสอนเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่  3 /1  สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน   หน้าที่ที่ได้รับได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ  คือ

                                -  ทำหน้าที่เป็นวิชาการโรงเรียน                                -  ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่วงชั้นที่ 1  ( ป.1-3)                                -  ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพการเรียนทั้ง  8  กลุ่มสาระ                                -  ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดโรงเรียน                                -  ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครูเวร  ประจำวันพุธ                                 -   ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการอาหารกลางวัน                                -   ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสวัสดิการโรงเรียนบ้านมะนังกาหยี (เหรัญญิก)                                -  และหน้าที่อื่น ๆ ที่ผู้บริหารโรงเรียนมอบหมาย ได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านการเรียนการสอนและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ  อย่างเต็มความสามารถ เต็มใจ และเต็มเวลา ให้ความร่วมมือกับผู้ร่วมงาน เป็นผู้ตามที่ดี เป็นที่ไว้วางใจของผู้ร่วมงาน และผู้บังคับบัญชา  ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จตามเป้าหมายของทางราชการ   ในด้านระบบดูแลนักเรียนได้มีการแก้ปัญหาทางการเรียน โดยการสอนซ่อมเสริม การศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล มีการแก้ปัญหานักเรียนทั้งด้านการเรียนรู้  และด้านพฤติกรรมของนักเรียน  ผลที่ได้รับคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเป้าหมายที่วางไว้            ข้อมูลโรงเรียน   เป็นโรงเรียนขยายโอกาส  ขนาดใหญ่  ชื่อโรงเรียนบ้านมะนังกาหยี ตั้งอยู่หมู่ที่  1   ถนนระแงะมรรคา   ตำบลมะนังตายอ  อำเภอเมืองนราธิวาส  จังหวัดนราธิวาส  รหัสไปรษณีย์  96000   โทรศัพท์  0-7354-3094   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาสเขต 1   อำเภอเมืองนราธิวาส  จังหวัดนราธิวาส  มีนักเรียนทั้งหมด  445  คน  เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  มีจำนวนห้องเรียน   17  ห้องเรียน  มีเขตบริการ  2  หมู่บ้าน คือ  หมู่ที่  1  และหมู่ที่  2  โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  ได้เริ่มก่อตั้ง และเปิดทำการสอนในระดับประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 -  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4   ในวันที่   3  เดือนสิงหาคม  พ.ศ.  2471   บนเนื้อที่  35  ไร่  2 งาน  66  ตารางวา  ปัจจุบันมีครูทั้งหมด  29  คน  วิทยากรสอนศาสนา  2  คน  เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน  1  คน  นักการภารโรง   1  คน  มีผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อ นายวิชาญ  อธิกพันธุ์รองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อ  นายสมพงษ์  เงินมาก  คติพจน์ประจำโรงเรียน  คือ  การศึกษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต  สีประจำโรงเรียนคือ  สีเขียว สีเหลือง  อักษรย่อของโรงเรียนคือ  ม.ก.

           ปัญหาการเรียนการสอนที่พบเห็นในโรงเรียนคือ   โรงเรียนบ้านมะนังกาหยีเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดเป็นไทยมุสลิม ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง จึงมีปัญหาในการสื่อสารทางภาษา นักเรียนมีทักษะในการอ่านและการเขียนน้อยมาก   อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นส่วนใหญ่   ส่งผลให้ผู้เรียนมีปัญหาทางการเรียนโดยเฉพาะการอ่านและการเขียน  ข้าพเจ้าจึงวิเคราะห์หาสาเหตุที่เป็นปัญหาของการอ่านดังนี้

                         1.  สภาพวัสดุในโรงเรียน

1)  หนังสือที่นักเรียนสนใจอ่านในโรงเรียนมีไม่พียงพอ

                        2.  สภาพนักเรียน

 1)  นักเรียนบางคนมีร่างกายและสติปัญญาไม่พร้อมในการอ่าน

 2)  นักเรียนไม่ชอบอ่าน  ไม่รักการอ่าน

 3)  นักเรียนไม่นิยมอ่านหนังสืออื่นนอกจากหนังสือเรียน

 4)  นักเรียนไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน

                  3.  สภาพปัญหาของการอ่านคือ                        1)  นักเรียนบางคนอ่านหนังสือไม่ได้  ไม่รู้จักสระ พยัญชนะ และอ่านสะกดคำไม่ได้

                              2)  นักเรียนบางคนอ่านได้แต่ไม่คล่อง

                       3)  นักเรียนส่วนใหญ่อ่านจับใจความไม่ได้                       4)  นักเรียนส่วนมากอ่านช้า ขาดความกระตือรือร้นในการอ่าน                             5)  นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นประโยชน์ของการอ่าน  ไม่รักการอ่าน                             6)  นักเรียนขาดแคลนหนังสืออ่าน ประเภทหนังสือเพิ่มเติม และหนังสือส่งเสริมการอ่าน

                        4.  สภาพครอบครัวนักเรียน

1)    ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญของการอ่านจึงไม่ส่งเสริมการอ่าน

                               2)  ครอบครัวไม่นิยมอ่านหนังสือ  ดังนั้นการซื้อหนังสือของบุตรหลาน จึงถือเป็นการสิ้นเปลือง

3)   ผู้ปกครองไม่ต้องการให้เด็กอ่านหนังสืออื่น ๆ นอกจากหนังสือเรียน

4)   ผู้ปกครองถือว่าการสอนอ่านเป็นหน้าที่ของครูจึงไม่สนใจการอ่านของเด็ก

5)   ผู้ปกครองบางคนจะส่งเสริมการอ่านหนังสือของโรงเรียนตาดิกามากกว่า

หนังสือของโรงเรียนหรือหนังสือเรียน

                         5.  สภาพการเรียนการสอน

1)    ครูส่วนมากสอนประจำชั้น และสอนทุกกลุ่มสาระจึงจัดกิจกรรมการเรียน

การสอนได้ไม่เต็มที่

2)    ครูไม่ถนัดสอนกลุ่มสาระการเียนรู้ภาษาไทย  จึงสอนได้ไม่ดี

3)    ครูไม่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน  เพราะไม่รู้วิธีการดำเนินการและไม่มีเวลา

4)   ครูมีงานอื่นที่นอกเหนือจากงานสอนมากเกินไป

5)   สถานการณ์ของเหตุการณ์ชายแดนใต้เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการจัดการเรียน

การสอน

                         6.  สภาพชุมชน 

1)    ชุมชนไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน  จึงไม่ส่งเสริมการอ่าน

2)     ชุมชนเห็นความสำคัญของการเรียนในโรงเรียนตาดิกามากกว่า  การเรียน

หนังสือของทางราชการที่จัดในโรงเรียน

                        ในการวางแผนการทำงาน   ได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา  ในการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  อำเภอเมืองนราธิวาส  จังหวัดนราธิวาส  ปัญหาที่พบคือ                                    1.  นักเรียนมีปัญหาในการใช้ทักษะทั้ง 4  ด้าน คือ การฟัง การพูด  การอ่าน และการเขียน                                    2.  การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารของนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล และระดับประถมศึกษาชั้น ป.1– ป.3

                                     3.  นักเรียนอ่านคำหรือข้อความแล้วไม่รู้จักความหมายของคำหรือข้อความ 

                                     4.  นักเรียนอ่านออกเสียง อ่านในใจ ไม่ถูกต้องตามลักษณะการอ่าน 

                                     5.  นักเรียนอ่านแล้วจับใจความสำคัญ  ตั้งคำถาม  ตอบคำถาม และอ่านแล้วเขียนเรื่องตามแผนภาพโครงเรื่องไม่ได้ 

                                    6.  นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน

                                    7.  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ

ความต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไขปัญหาและสาเหตุดังกล่าว จึงได้ศึกษาแนวการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน  โดยการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544  วิเคราะห์หลักสูตร สาระการเรียนรู้  ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  และจุดประสงค์การเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย    ศึกษาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ   ศึกษาคำจากบัญชีคำพื้นฐานที่ใช้ในการเรียนการสอนภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 (ชั้นประถมศึกษาปีที่1-3) ของสำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาคู่มือการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและการทำหนังสือสำหรับเด็ก  ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหนังสือส่งเสริมการอ่าน  ศึกษาวิธีหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านและเอกสารที่เกี่ยวข้อง   กำหนดจุดมุ่งหมายทั่วไป  และจุดมุ่งหมายเฉพาะของหนังสือส่งเสริมการอ่านแต่ละเล่ม  วางเค้าโครงเรื่องทั้ง 6 เรื่อง กำหนดแนวคิด ให้ผู้รู้และเพื่อนครูอ่านช่วยวิจารณ์ติชม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข เขียนเรื่องตามเค้าโครงเรื่องที่วางไว้ พร้อมตั้งชื่อเรื่อง จัดทำต้นฉบับหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 6 เรื่อง  จัดทำภาพประกอบเรื่อง  เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กนักเรียนจัดทำคำอธิบายศัพท์ไว้ท้ายเล่มทุกเรื่อง  จัดทำรูปเล่มหนังสือส่งเสริมการอ่าน ต้นฉบับและนำไปหาประสิทธิภาพให้ผู้เชี่ยวชาญ  ตรวจสอบความถูกต้องตามโครงสร้าง  การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านวิธีการหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนรักการอ่านเพิ่มมากขึ้น  คือ  การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน  ข้าพเจ้าจึงแต่งหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่  1  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน  ประกอบหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ขึ้น  การแต่งหนังสือส่งเสริมการอ่านนี้  ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนคือ  ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาในการเรียนการสอนภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ศึกษาหลักสูตร เนื้อหาสาระ และเอกสารต่างๆ ในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน คือใช้ลักษณะการแต่งเรื่องโดยใช้คำจากบัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้ในการเรียนการสอนภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ 1 ( ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 )   สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มาผูกเป็นเรื่องราว และสอดแทรกคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ  นำเรื่องที่แต่งมาใช้ประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ในชั่วโมงภาษาไทยของตารางเรียน  หรือในชั่วโมงซ่อมเสริม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่หลักสูตรต้องการ                          ข้าพเจ้าได้สร้างนวัตกรรมประเภทหนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีทั้งหมด  6 เรื่อง ซึ่งได้จัดทำเป็นรูปเล่ม โดยใช้กระดาษ อาร์ตมัน ขนาด 18.50 X 26  ซ.ม.ขนาด 8 หน้ายก   มีภาพประกอบที่มีสีสันสวยสะดุดตา  ที่ดึงดูดและเร้าความสนใจกับนักเรียน  ทำให้น่าอ่าน  หนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ทั้ง  6  เรื่อง  มีจุดประสงค์ดังนี้                       1.  เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการอ่านจับใจความสำคัญ                        2.  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์และความหมายของคำศัพท์                        3.  เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีความรู้  ความเข้าใจ  เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการอ่านที่ถูกต้อง คล่องแคล่ว  รวดเร็ว                        4.  เพื่อให้นักเรียนมีความสนุกสนานในการอ่าน                        5.  เพื่อเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน                        6.  เพื่อฝึกให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์                        7.  เพื่อให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้  ตลอดจนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน              8.  เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี  มีคุณธรรม  นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน                 จุดมุ่งหมายเฉพาะ ของหนังสือส่งเสริมการอ่าน ทั้ง  6  เรื่อง  มีดังต่อไปนี้                        1.  ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียน                        2.  ประกอบการเรียนการสอนหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานภาษาไทย    ชั้นประถมศึกษาปีที่  3                          3.  ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐาน  8  ประการ4.  ให้ผู้อ่านมีความสนุกสนาน                        5.  ตอบสนองผลการเรียนรู้ที่คาดหวังสาระการอ่าน  สาระการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3                         6.  แก้ปัญหาการเรียนการสอน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย        7.  พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ        8.  ลดปัญหาการขาดแคลนหนังสือสำหรับเด็กในโรงเรียน        9.  ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์10.  บูรณาการกับกลุ่มประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวกับทักษะการอ่านคุณธรรมพื้นฐาน  8  ประการที่เน้นในหนังสือส่งเสริมการอ่านทั้ง   6  เล่ม  คือ              คุณธรรมด้านการขยัน ประหยัด และซื่อสัตย์  มี 2  เรื่อง คือ              1.  เรื่องอยู่แบบพอเพียงของตาคำ              2.  เรื่องผลิตภัณฑ์หนึ่งชุมชน                                   คุณธรรมด้านการมีวินัย สุภาพ และสะอาด มี  2  เรื่อง คือ              1.  เรื่องบ้านนี้มีความสุข              2.  เรื่องเรียนรู้จากสวนสัตว์              คุณธรรมด้านการมีน้ำใจ และความสามัคคี  มี 2  เรื่อง คือ              1.  เรื่องกระจิบน้อยน้ำใจงาม              2.  เรื่องลูกแมวเหมียว                                           การนำนวัตกรรมไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน       

     การอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  จำนวน 30 แผน 30 ชั่วโมง

  

                        1.   จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โดยใช้หนังสือส่งเสริม                        2.  จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่                                                2.1  แบบฝึกทักษะระหว่างเรียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 ชุด                             2.2  แบบทดสอบหลังเรียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 6  ชุดๆ ละ 10 ข้อ                                                  2.3  แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ                                        2.4  แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน  ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ระดับ  จำนวน 10 ข้อ                  3.  จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนจัดการเรียนรู้   กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 จำนวน 20  คน จำนวน 30  แผน แผนละ1 ชั่วโมง รวม 30  ชั่วโมง หลังจากนักเรียนใช้หนังสือจบแต่ละเรื่อง  ดำเนินการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อเรียนจบทั้ง 6 เรื่องแล้ว สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                          4.  นำผลการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้คือ

                   ผลการดำเนินงาน  ในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 3  โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  คือ

                   1. หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   ที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  82.97/82.33                     2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส  เขต  1  ที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านมีความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  คือ  มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01                     3.  ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3/1  โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1  ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่  1  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด                         แสดงให้เห็นว่าผลการจัดกิจกรรม โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอ่านจับใจความสูงขึ้น  อาจเนื่องมาจากที่ข้าพเจ้าได้มีการศึกษาเอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎีในการที่จะใช้สื่อนวัตกรรมที่มีความเหมาะสม  ผ่านการสร้าง  ทดลองและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่นำมาใช้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ  ก่อนที่จะนำเครื่องมือมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจริง ของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจริง   ซึ่งสามารถอภิปรายผลได้  ดังนี้                           ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นได้ผ่านขั้นตอนและกระบวนการสร้างอย่างมีระบบและวิธีการที่เหมาะสม  คือ ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู หลักการ  เทคนิควิธีการเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน  ตัวละครของเรื่องอยู่ในวัยเดียวกับเด็ก  ตัวหนังสือมีขนาดเหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน  ผ่านกระบวนการ  การตรวจสอบแก้ไขปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญ  ผ่านการทดลองใช้กับนักเรียนเพื่อหาความเหมาะสมในการใช้ภาษา  เนื้อหา  และแก้ไขปรับปรุงก่อนนำใช้กับกลุ่มตัวอย่าง รูปเล่มของหนังสือมีความคงทนถาวร สวยงาม สะดวกต่อการหยิบไปใช้ทั้งในและนอกโรงเรียน  ภาพประกอบมีสีสันสวยงาม  สะดุดตาจูงใจนักเรียนให้อยากอ่านและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย  เป็นการส่งเสริมการอ่าน  ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการเรียนรู้  เนื้อเรื่องแทรกคุณธรรมช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้ผู้เรียนมีลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สถานศึกษาและหลักสูตรต้องการ  ส่งผลให้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ 1  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์  เหมาะสำหรับใช้พัฒนาการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมากที่สุด                         ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต  1  ที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านมีความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  คือ  มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนรู้ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกอย่างสร้างสรรค์  ผู้เรียนได้ร่วมกิจกรรมกลุ่ม  มีความรับผิดชอบในกระบวนการกลุ่ม  รวมทั้งสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี  ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น                          ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1  ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากกระบวนการและขั้นตอนในการสร้างหนังสือ  กิจกรรมในการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับระดับความสนใจของผู้เรียน  เนื่องจากมีการศึกษาหลักการ  และทฤษฎีอย่างเป็นระบบ  ผ่านกระบวนการแก้ไขปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี  ผ่านขั้นตอนการแก้ไขให้มีความเหมาะสมก่อนการนำไปใช้จริง  นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย  ทำให้มีความสนุกสนานต่อการเรียน  จึงทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นที่พอใจของนักเรียนทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด                        ผลที่เกิดขึ้น  ความสำเร็จของตนเอง                         1.  มีความรู้และทักษะ  ในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียน  ในระดับชั้นประถมศึกษา  จำนวน  6  เรื่อง  เป็นหนังสือที่มีคุณภาพ เพราะมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  82.97/82.33  ข้าพเจ้าได้สร้างขึ้นโดยผ่านขั้นตอนและกระบวนการสร้างอย่างมีระบบและวิธีการที่เหมาะสม  มีภาพประกอบสีสรรสวยงาม สะดุดตาจูงใจนักเรียนให้อยากอ่านและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย  เนื้อเรื่องได้แทรกคุณธรรม รูปเล่มกะทัดรัด  และสะดวกต่อการหยิบใช้                         2.  มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง  และเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน  หรือหนังสืออ่านเพิ่มเติมในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ  ต่อไป                         3.  มีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย  ใช้แก้ปัญหาของเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน  นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์                         ผลที่เกิดขึ้น  ความสำเร็จของนักเรียน                         1.  นักเรียนมีทักษะในการอ่านจับใจความสูงขึ้น  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต  1  ที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านมีความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  คือ  มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน                         2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด                           3.  นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น  และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากกว่าเดิม                         สรุปบทเรียน  ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ                        1.  มีความรู้เกี่ยวกับคุณธรรมพื้นฐาน  8 ประการ ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ                          2.  มีความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีสอนภาษาไทยมากขึ้น  เช่น  แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542   หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  และสื่อการเรียนการสอน      3.  มีความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน  เช่น การอ่านและความหมายของการอ่าน  ประโยชน์ของการอ่าน   องค์ประกอบของการอ่าน   จุดมุ่งหมายของการอ่าน   ความสนใจและความต้องการในการอ่าน ประเภทของการอ่าน กระบวนการอ่านวิธีการอ่าน การอ่านจับใจความ  และการเสริมสร้างการอ่าน        4.  มีความรู้เกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหนังสือส่งเสริมการอ่าน  เช่น  ความหมายของหนังสือส่งเสริมการอ่าน   วัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน  ลักษณะของหนังสือส่งเสริมการอ่าน    ประเภทของหนังสือส่งเสริมการอ่าน และขั้นตอนในการเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน                        5.  มีความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน เช่น งานวิจัยการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  เรื่องเที่ยวเมืองพังงา  ของสุชาติ  เจริญฤทธิ์  (2543 : บทคัดย่อ)  งานวิจัยการสร้างหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้ภาษา ไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องผาน้ำย้อย  ของอำนวย  เลื่อมใส  (2546 : บทคัดย่อ)  งานวิจัยการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 เรื่อง  ศิลปะการขับซอจังหวัดน่าน  ของบุศกร  มหาวงศ์  (2542)  และงานวิจัยการศึกษาในการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม  ในกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย เรื่องยาเสพติด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 25  คน จากกลุ่มโรงเรียนสุพรรณรัตน์  อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่ ของ บุปผา  มหาสรานท์  (2542)                        แรงบันดาลใจในการดำเนินงานในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน  คือ การพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง  เพื่อหาแนวทางแก้ไขนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ได้  การอ่านจับใจความสำคัญ   การสร้างหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านในมุมหนังสือของห้องเรียน และเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับผู้เรียน  เพื่อนำไปสู่การสร้างวิทยฐานะให้กับตนเอง                        ประโยชน์ที่ได้รับกับตนเอง คือ1.   มีความรู้และเข้าใจวิธีการในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน                  2.  มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง3.  มีหนังสือส่งเสริมการอ่านในมุมหนังสือของห้องเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นแนวการพัฒนาผู้เรียน  เป็นการส่งเสริมการอ่านที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนให้กับผู้เรียน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน  การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  นักเรียนเห็นประโยชน์ของการอ่าน  นักเรียนอ่านแล้วจับใจความสำคัญของเรื่องได้  และนำข้อคิดจากเรื่องที่อ่านหรือคุณธรรมที่แทรกในหนังสือ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้              หนังสือส่งเสริมการอ่านทั้ง  6  เรื่องได้เผยแพร่ให้ครู หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งในโรงเรียนบ้านมะนังกาหยี  และโรงเรียนอื่นๆ ในเขตพื้นที่การศึกษา นราธิวาส  เขต  1   นอกจากนั้นยังเผยแพร่ไปยังโรงเรียนอื่นในเขตพื้นที่การศึกษา นราธิวาส  เขต  2  อีกด้วย                                                                ลงชื่อ..........................................ผู้รายงาน

             ตำแหน่ง ครูโรงเรียนบ้านมะนังกาหยี

            วันที่  21 เดือน  ธันวาคม  พ.ศ. 2552

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 288 คน กำลังออนไลน์