แคคตัส

รูปภาพของ pbs7608

                                                                              แคคตัส 

                                                                        

                                                            ประวัติความเป็นมาของแคคตัส    

มีข้อสันนิษฐานว่า ต้นตระกูลของแคคตัสนั้นเริ่มเกิดขึ้นใน  ช่วงปลายของยุค Mesozoic และช่วงต้นของยุค Tertiary ซึ่งเป็นยุคที่พืชมีดอกมีการ  พัฒนามากที่สุด เดิมต้นแคคตัสมีลักษณะไม่แตกต่างไปจากพืชอื่นมากนัก เช่น    สกุล (genus) Pereskia ซึ่งยังตงมีใบที่แท้จริงและทรงต้นเหมือนพิชอื่นทั่วไปแต่ด้วย  เหตุที่ต้องผจญภัยกับสภาพอากาศซึ่งเลวลงตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่น้ำฝนลด   ลงและอากาศร้อนแห้งแล้งจึงมีผลกระทบต่อพืชในเขตอเมริกาใต้ซึ่งได้รับแสงอาทิตย์ โดยตรงและต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถต้านทานต่อช่วงอุณหภูมิที่สูง  ขึ้นนี้ ด้วยการสะสมน้ำเป็นจำนวนมากไว้ที่ลำต้นทำให้ลำต้นมีลักษณะอวบอ้วนและ  สั้นลง  แคคตัสเป็นพืชพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา และมีการแพร่กระ  จายพันธุ์ไปยังแหล่งอื่น ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ กัน เช่น แคคตัสสกุล Rhipsalis แพร่  พันธุ์อยู่ในประเทศแอฟริกาและอินเดียโดยนก  หรือแคคตัสสกุล Opuntia บางชนิด  ที่มีผู้นำเข้าไปปลูกเลี้นงในยุโรปเป็นต้น ส่วนในประเทศไทย ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่ามี   การนำแคคตัสเข้ามาปลูกเลี้ยงเมื่อใด แต่น่าจะยาวนานกว่า 30 ปี โดยในสมัยก่อนมี  แคคตัสเพียงไม่กี่พันธุ์ เช่นที่เราเรียกกันว่า  ใบเสมา (Opuntia) โบตั๋น (Rhipsalis) เป็นต้น  

                         โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักคิดว่า ต้นไม้ที่มีหนามมักเป็นแคคตัส ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแคคตัสบางสกุล เช่น Lophophora หรือ Astrophytum บาง   ชนิดก็ไม่มีหนาม แต่ถูกจัดว่าเป็นแคคตัส ในขณะที่ไม้อวบน้ำ บางสกุล เช่น Euphor- bia ก็มีหนาม  แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นแคคตัส

                          หลักพฤกษาศาสตร์กล่าวว่า พืชที่จัดเป็นแคคตัสหรือจัดอยู่ในวงค์ Cactaceae นั้นเป็นไม้ยืนต้น และจะต้องมีบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า " ตุ่มหนาม "บริเวณ ดังกล่าวนี้จเป็นที่ที่พบกลุ่มของหนามหรือขนแข็งขึ้นอยู่ และเรียงไปตามแนวซี่หรือ  สันสูงของต้นอย่างเป็นระเบียบ อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่เกิดตาดอกและแตกกิ่งใหม่  ของต้นอีกด้วย  ส่วนในไม้อวบน้ำประเภทที่มีหนามนั้น หนามจะขึ้นเดี่ยว กระจัด   กระจายไม่เป็นระเบียบไปรอบ ๆ ต้น และไม่พบบริเวณตุ่มหนามเหมือนในแคคตัส อีกทั้งพืชทั้งสองกลุ่มที่มีหนามนั้นอยู่กันคนละวงค์ สิ่งสำคัญคือ ในกลุ่มของ Cactaceae นั้นดอกจะมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกแยกกัน รังไข่จะอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่น ๆ ส่วนกลุ่ม  Euphorbiaceae  ดอกจะไม่มีทั้งกลีบเลี้ยง และกลีบดอกและรังไข่จะอยู่  เหนือส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

                                                                  สายพันธุ์ของแคคตัส 

แคคตัสเป็นพืชในวงศ์CACTACEAEมีอยู่ประมาณ 50-150 สกุล สองพันกว่าชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆได้ 8 กลุ่ม คือ                    

1.กลุ่มPERESKIA   

 มีใบที่แท้จริงอยู่ ไม่มีหนามหรือขนแข็งปลายงอ เมล็ดมีสีดำและมีเยื่อหุ้มเมล็ด 

                                                               

2.กลุ่มOPUNTIA

ใบมีขนาดเล็กมาก มีหนามหรือขนแข็งปลายงอ เมล็ดมีปีก และมีเยื่อหุ้มเมล็ด

                                                          

3.กลุ่มCEREUS

ไม่มีใบ เมล็ดมีสีดำหรือน้ำตาล ต้นเป็นทรงกระบอก มีสันและหนามมากมาย ส่วนของโคนดอกด้านนอกอาจมีหนามปกคลุมหรือไม่มีก็ได้

                                                          

4.กลุ่มECHINOPSIS

คล้ายกับกลุ่มCEREUS แต่ต้นจะมีขนาดเล็กกว่า และผิวด้านนอกของดอกที่มีลักษณะเป็นหลอดมักมีขนหรือเกล็ดสั้นๆปกคลุม

                                                          

5.กลุ่มHYLOCEREUS

คล้ายกับกลุ่มCEREUS แต่จัดว่าเป็นพืชพวกEPIPHYTIC มีระบบรากอากาศ ต้นมีลักษณะเป็นสัน หนามค่อนข้างอ่อนแอ

                                                          

6.กลุ่มNEOPOTERIA

ทรงต้นค่อนข้างเล็ก มีลักษณะกลมแป้นหรือทรงกระบอก มีลักษณะของสันต้นชัดเจน ด้านโคนของหลอดดอกมีลักษณะเป็นปุยนุ่มและมีหนาม

                                                          

7.กลุ่มMELOCACTUS

ลักษณะคล้ายกลุ่มNEOPOTERIA บริเวณโคนของหลอดดอกจะมีปุยนุ่มหรือไม่มีก็ได้ แต่จะไม่มีหนามขึ้นปกคลุม ดอกเกิดทางด้านบนของส่วนที่เรียกว่าCEPHALIUMยกเว้นสกุลBUININGIAดอกจะเกิดบริเวณด้านข้างของCEPHALIUM

                                                          

8.กลุ่มECHINOCACTUS 

ลักษณะคล้ายกลุ่มMELOCACTUS แต่ดอกจะเกิดบริเวณตอนกลางของด้านบนสุดของต้น และไม่มีCEPHALIUM  

                                                                                              

                                                                     สกุลของแคคตัส                                        

                                                                       1. Ariocarpus
                                                                
มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 8 ชนิดกับอีก 2-3 สายพันธุ์ ชื่อสกุล Ariocarpus นี้มาจากคำว่า Aria ซึ้งหมายถึงผลของแคคตัสสกุลนี้นั้นเอง ลักษณะของแคคตัสในสกุลนี้ส่วนใหญ่จะมีลำต้นขนาดเล็ก ( เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 15 เซนติเมตร) มักจะขึ้นเป็นต้นยาวๆ หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ต้นอาจเตี้ยจนมีมีผิวด้านบนเสมอกับพื้นดิน
แคคตัสสกุลนี้บางชนิดจะมีเนินหนามซึ่งอาจยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร เช่น Ariocarpus tri gonus  บางชนิดก็มีขนเป็นปุยนุ่มอยู่ที่ซอกเนินหนามซึ่งเป็นบริเวณที่ออกดอกแต่จะมีบางชนิดที่ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกมีลักษณะเป็นรูปกรวย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 5 เซนติเมตร ดอกมักมีสีขาวหรือสีครีม มีบางชนิด เช่น Ariocarpus lotschoubeyanus มีดอกสีชมพูหรือสีม่วงแดง ผลมีลักษณะเป็นทรงการะบอก ยาวประมาณ 1.25 – 2.5 เซนติเมตร
แคคตัสสกุล Ariocarpus นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกและทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกาแคคตัสสกุลนี้เจริญเติบโตช้า และจะเจริญเติบโตได้ดีตามหินหรือทรายที่สามารถระบายน้ำได้ทนแสงแดดจัดได้ดี  

                                                                    2. Astrophytum 

                                                               
แคคตัสสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด และอีกหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Astrophytum มาจากภาษากรีก แปลว่าพืชดาว ลำต้นอ้วนกลม หรือเป็นทรงการบอก บางชนิดอาจมีความสูงถึง 1 เมตร เช่น Astorphytum ornatum ลำต้นแข็ง บางชนิดจะมีปุยหรือเกล็ดสีขาวปกคลุมอยู่ บริเวณลำต้นมีสันต้น 5- 9 สัน อาจมีหนามหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ตุ่มหนามมีลักษณะเป็นปุยสีขาวคล้ายสำลี หนามกลางและหนามข้างมีขนาดใกล้เคียงกัน จึงไม่สามารถแยกได้ชัดเจนนัก หนามมีขนาดยาวประมาณ 3 – 10 เซนติเมตร
แคคตัสสกุลนี้ออกดอกเป็นรูปกรวย บริเวณตอนกลางด้านบนของต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 9 เซนติเมตร สีของดอกส่วนมาก จะอยู่ในโทนสีเหลือง แต่อาจจะมีสีอื่นๆผสมอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น กลีบอกสีเหลือง บริเวณโคนกลีบและกลางดอกอาจจะเป็นสีส้มหรือสีแดง เป็นต้น ลักษณะผลเป็นทรงกลม มีขนาด 2.5 เซนติเมตร บางชนิดผลจะมีหนามปกคลุมคล้ายกับต้น เมื่อผลแก่เต็มที่จะแตกออกทางด้านโคน ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
แคคตัสสกุล Astophytum มีถิ่นกำเนิดแถบตอนกลาง ตอนเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศเม็กซิโก ยกเว้น Astrophytum asterias ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา แคคตัสสกุลนี้สามารถเจริญเติบโตได้ที่ระดับความสูงกว่า 2100 เมตร และเจริญเติบโตได้ในหลายพื้นที่ เช่น ระหว่างซอกหินทะเลทราย หรือใกล้กับไม้พุ่มจำพวกซีโรไฟต์ ( xerophytic bushes) ออกดอกว่าย โอยส่วนใหญ่ ใช้เวลา 3 – 6 ปี ก็จะได้ดอก และสามารถเพราะจากเมล็ดได้  

                                                                         3. Corypantha 

                                                                 
แคคตัสในสกุลนี้ประกอบด้วย 40 ชนิดและหลายสายพันธุ์ ชื่อ Corypantha มาจากภาษากรีก หมายถึง ยอด และ ดอก รวมแล้วหมายถึง ตำแหน่งการออกดอกบนต้น
ทรงต้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งที่เป็นทรงกลมขนาดใหญ่ และเล็ก ทรงกระบอก ทรงแท่งเล็ก ความสูงประมาณ  30 เซนติเมตร อาจพบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นต้นเดี่ยวกลุ่มที่มีอายุหลายปีอาจมีอยู่รวมกันถึง 50 หัวหรือมากกว่านั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจยาวถึง 65 เซนติเมตร เช่น Corypantha recurvata ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแอริโซนา พบว่ามีถึง 200 หัว ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ประกอบด้วยหนาม 30 อัน ในลักษณะกระจาย หนามยาว 2.5 เซนติเมตร มีสีสันมากมายหลากหลายตั้งแต่สีเหลือง สีชมพู สีส้ม จนถึงสีม่วงแดง บางชนิดกลีบดอกจะมีลักษณะเป็นรอยหยักเล็กๆ ที่ปลายกลีบ ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดเล็ก ยาวถึง 5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวจนถึงโทนสีแดง
แคคตัสสกุล Corypantha มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหลายแห่ง ทั้งทางเหนือสุดของรัฐอัลเบอร์ตาในประเทศแคนาดา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา และในประเทศเม็กซิโก พบได้ที่ระดับความสูง 2000 เมตร บางชนิดเช่น Corypantha vivipara นั้น พบได้ในหลายสภาพพื้นที่ เช่น ทางตอนเหนือที่อากาศหนาวเย็นของรัซอัลเบอร์ตาในเขตทุ่งหญ้า และบริเวณป่า
แคคตัสในสกุลนี้ปลูกเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้ทั้งเพราะเมล็ดและตัดแยก บางครั้งพบว่าหัวที่งอกใหม่นั้นมักมีรากงอกติดอยู่ด้วยในฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ำมาก แต่ถ้างดให้น้ำในฤดูหนาวจะช่วยให้ทนต่อ อุณหภูมิต่ำได้ดี  

                                                                    4. Discocactus

                                                              
แคคตัสสกุลนี้มีอยู่ไม่เกิน 20 ชนิด เจริญเติบโตได้ช้า มักขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ ทรงกลมแป้น เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นอาจจะแตกหน่อหรือกิ่งก้านได้ ต้นมีหลายสี ตั้งแต่สีเขียวอ่อน สีเขียวอมน้ำตาล และสีม่วงเข้ม ต้นเป็นสัน 10 -25 สัน และมีตุ่มหนามเป็นปุยนุ่ม ประกอบด้วยหนามข้าง 5 – 20 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 3 เซนติเมตร หนามทั้ง 2 ชนิด สามารถจำแนกออกจากกันได้อย่างชัดเจน หนามมีหลายสี ตั้งแต่สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาล จนถึงสีดำ
แคคตัสสกุล Discocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล โบลิเวีย และปารากวัย การนำต้นไปเพาะเลี้ยงที่อื่นนอกถิ่นกำเนิดนั้นมักจะนิยมเพาะต้นจากเมล็ดมากกว่าการนำต้นที่โตแล้วไปเลี้ยงเพราะต้นจะตายได้ง่าย แคคตัสสกุลนี้เจริญเติบโตได้ดีในดินทรายที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ บางครั้งอาจจะใช้ดินผสมก็ได้ แต่ต้องมีการระลายน้ำที่ดี ต้นไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสได้  

                                                                    5. Echinocactus 

                                                               
แคคตัสสกุลนี้มีอยู่มากกว่า 10 ชนิด ต้นมีทรงกลมถึงทรงกระบอก อาจขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บางชนิดมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความสูงถึง 1.8 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1 เมตร ผิวต้นมีสีเขียวอมห้า เนื้อเยื่อชั้น epidermis ( เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ชั้นอื่นๆ ) แข็งแรงมาก ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ร้อนแรงได้ดี ตอนกลางด้านบนของต้นจะมีปุยสีขาวถึงสีเหลื่องปกคลุมลำต้นเป็นสัน 8 – 50 สัน มีตุ่มหนามอยู่ห่างกันเห็นได้ชัดเจน ประกอบด้วยหนามช้างที่ตรงหรือโค้ง แผ่กระจายออกมาจากตุ่มหนาม แต่บางชนิดอาจแนบชิดไปกับผิวต้น มีความแข็งแรงมาก ประมาณ 5 – 12 อัน ยาวมากกว่า 5 เซนติเมตรและมีหนามกลางที่แข็งกว่ายื่นตรงออกมาจากต้น 1 – 4 อัน ยาวประมาณอันละ 5 – 10 เซนติเมตร สีหนามมีตั้งแต่สีขาว สีชมพู สีเหลืองทองจนถึงสีดำ
ดอกออกเป็นวงรอบยอดของต้นซึ่งมีปุยนุ่ม ส่วนชนิดที่ต้นมีขนาดใหญ่จะออกดอกเป็นวงรอบส่วนบนของต้น ดอกมีหลายสี แต่ส่วนมากอยู่ในโทนสีเหลือง ยกเว้น Echinocactus horizonthalonius ซึ่งมีดอกสีชมพูจนถึงสีม่วง ดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.25 เซนติเมตรหลอดดอกมีลักษณะเป็นปุยนุ่ม เมื่อบานจะแผ่กว้างออก ผลมีสีเหมือนกับส่วนปุยนุ่มบนต้น ผิวภายนอกมีลักษณะเป็นขนหรือปุยนุ่มปกคลุมเมื่อแก่เต็มที่จะแห้ง
แคคตัสสกุล Echinocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนกลางและทางเหนือของประเทศเม็กซิโก และทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา มักพบอยู่ตามบริเวณที่เป็นหินหรือพุ่มไม้ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดได้ดี เจริญเติบโตเร็ว โดยเฉพาะ Echinocactus grusonii แต่มีบางชนิด เช่น Echinocactus horizonthalonius และ Echinocactus polycephalus นั้น จะเจริญเติบโตช้า หากเกิดจากการเพาะเมล็ดเมื่อต้นยังเล็ก ควรระวังอันจรายจากอุณหภูมิต่ำและควรงดให้น้ำเมื่อถึงฤดูหนาว 

                                                                   6. Gymnocalycium  

                                                                
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากว่า 120 ชนิดและอีกหลายสายพันธุ์ชื่อสกุล Gymnocalycium มาจากภาษากรีก หมายถึง ตาเปลือย ( naked bud ) แคคตัสในสกุลนี้เป็นสกุลที่น่าสนใจ เพราะมีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันออกไปและมีดอกที่มีสีสันสวยงาม ลางชนิดอาจมีขนาดเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 7.5 เซนติเมตร เช่น Gymnocalycium baldianum แต่บางชนิดก็อาจจะมีขนาดใหญ่ มีขานดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20 เซนติเมตร เช่น Gymnocalycium spegazzinii ชนิดที่มีต้นขนาดเล็กมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนชนิดที่มีขนาดใหญ่มักจะพบขึ้นอยู่เป็นต้นเดี่ยวๆ สีของต้นมีตั้งแต่สีเขียวถึงสีน้ำตาลแดงหรือเป็นสีเทาคล้ายหินชนวน ลำต้นเป็นสันประมาณ 6 – 20 สัน มีลักษณะยื่นออกมาคล้ายคาง ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ปกคลุมด้วยปุยสีขาวหรือสีเหลือง  ในต้นที่มีขนาดเล็กตุ่มหนามจะอยู่ชิดติดกัน ส่วนในต้นที่มีขนาดใหญ่นั้นตุ่มหนามจะอยู่ห่างกัน ตุ่มหนามประกอบไปด้วยหนามข้างที่ละเอียดกระจายแยกออกจากกันแนบกับลำต้น มีอยู่ประมาณ 2 – 12 อันและยาวประมาณ 1 – 6 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางจะยาวกว่าหนามข้างเล็กน้อย มีลักษณะแข็ง โผล่ตั้งออกมาจากลำต้น และมีหลายสี
ดอกมีกลายลักษณะ มีทั้งที่เป็นทรงกรวยและทรงระฆัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 7.5 เซนติเมตร มีหลายสี เช่น สีขาว สีเขียว สีชมพู และสีแดง ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวปนน้ำตาล สีแดง หรือ สีเทาคล้ายหินชนวน ผิวของผลมีลักษณะเป็นเกล็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับผิวนอกของหลอดดอก มีขนาดยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร
แคคตัสในสกุล Gymnocalycium มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหลายๆพื้นที่ของประเทศอาร์เจนตินา โบลิเวีย ปารากวัย และอุรุกวัย พบได้ในหลายพื้นที่ ทั้งในที่ที่มีระดับความสูง 3500 เมตร ในทุ่งหญ้า หิน ดิน ทราย ลางชนิดที่มีรูปร่างอ้วน กลม นั้น เคยพบว่าถูกฝังอยู่ในทรายตลอดฤดูร้อน แคคตัสในสกุลนี้ลูกเลี้ยงง่าย สามารถออกดอกได้ภายในเวลา 2 – 3 ปี ในช่วงฤดูร้อนควรให้น้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำได้  

                                                                    7. Lophophora 

                                                               
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียง 2 ชนิด แต่มีหลากหลายสายพันธุ์ชื่อสกุล L0phophora มาจากภาษากรีก หมายถึง การผลิตดอกออกผลที่ส่วนยอด ( crest – bearing )  ลักษณะลำต้นเป็นทรงกลม อ่อนนุ่ม สีเหลืองซีดจนถึงสีเขียวอมฟ้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 – 13 เซนติเมตร มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ และเป็นกลุ่ม เป็นระบบรากสมบูรณ์ลำต้นเป็นสัน 5 – 13 สัน ตุ่มหนามเป็นปุย สีขาว อยู่ห่างกันเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ไม่มีหนาม
ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลืองครีม และสีชมพู จะมีเส้นสีเข้มตรงกลางตามความยาวของกลีบดอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.25 – 2.5  เซนติเมตร จะเกิดดอกบริเวณยอดที่มีสีขาวปกคลุมผลมีลักษณะยาว รี  ค่อนข้างเล็ก เมื่อแก่จะเป็นสีขาว สีชมพู หรือสีแดงภายในจะมีเมล็ดอยู่ 2 – 3 เมล็ด
แคคตัสในกลุ่ม Lophophora มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโกและทางตะวันออกเฉียงหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น ในรัฐเท็กซัส สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวหรือดินทรายโตช้า แต่ให้ผลได้ง่าย สามารถออกดอกภายในเวลา 5 – 6 ปี 

                                                                   8. Mammillaria 

                                                            
แคคตัสในสกุลนี้มีมากมายกว่า 400 ชนิดและอีกหลากหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Mammillaria มาจากภาษาละตินว่า Mammilla ( nipple ) หมายถึง โครงสร้างที่เป็นเนินหนามขนาดเล็กของพืช  ชื่อสกุลนี้ตั้งโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ E.H. Haworth แคคตัสในสกุลนี้มีรูปทรงแตกต่างกันออกไปมากมาย มีทั้งที่เป็นทรงกลมแป้นและทรงกระบอก อาจจะขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มก็จะประกอบด้วยหัวที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันออกไป ใน 1 หัวจะประกอบไปด้วยเนินหนาม ซึ่งระหว่างรอยต่อของเนินหนามมักจะมีขนปกคลุมอยู่ หนามก็มีหลายสี หลายขนาด ลักษณะเป็นขนแข็งหรือตะขอ
ดอกมีลักษณะเป็นทรงระฆังหรือทรงกรวย มีขนาดเล็ก ผลิตเป็นวงตรงยอดต้น และมักจะมีท่อดอกสั้น ยกเว้นเพียงไม่กี่ชนิดที่จะมีท่อดอกขนาดยาว เช่น Mammillaria saboae fa. Haudenan ส่วนผลมีขนาดค่อนข้างเล็กเป็นรูปไข่ยื่นยาวและเรียวเล็กผิวเกลี้ยงเรียบ มีหลายสี เช่น สีเขียว สีชมพู หรือสีแดงเมื่อแก่เต็มที่แล้ว
แคคตัสสกุล Mammillaria มีถิ่นกำเนิดอยุ่ในประเทศเม็กซิโกแต่บางชนิดก็อาจจะพบได้ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา แถบตะวันตกของหมู่เกราะเวสต์อินดีส และแถบอเมริกาใต้ แคคตัสในสกุลนี้สามารถปลูกเลี้ยงและออกดอกได้ง่ายในดินที่มีการะบายน้ำดี ส่วนชนิดที่มีหนามมาหนาแน่นมากจะต้องการร่มเงาบ้างเล็กน้อย  

                                                                     9. Melocactus

                                                               
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากมายกว่า 60 ชนิด ชื่อสกุล Melecactus มาจากภาษากรีกว่า Melos ( Melon ) หมายถึง รูปทรงของต้นที่เป็นทรงกลมแป้นหรือทรงการะบอก มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือชึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จนถึงระยะผลิตดอกออกผลจะเกิดปุยนุ่มที่เรียกว่า cephalium ที่บริเวณยอดของต้น ซึ่งดอกและผลก็จะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ด้วย
แคคตัสในสกุลนี้มีลำต้นสูงประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง เป็นสันประมาณ 9 – 20 สัน มีตุ่มหนามรูปไข่ขนาด 2.5 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยหนามข้างที่มีลักษณะโค้งงอ แนบขนานไปกับนำต้น ประมาณ 8 – 15 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 1.25 7.5 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางยื่นตรงออกมาจากลำต้น มีอยู่ประมาณ 1 – 5 อัน และยาว 2 – 9 เซนติเมตร ทั้งหนามกลางและหนามข้างแข็งแรงมาก ยกเว้นชนิดที่มีหนามสั้นซึ่งหนามมักอ่อนและละเอียด สีหนามมีหลายสี เช่น สีขาว น้ำตาลออกแดงเข้ม และดำ บริเวณ cephalium ประกอบด้วยขนสีขาวหรือสีอื่นๆ และอาจมีหนามแข็งสีต่างๆ ได้ด้วยดอกมีสีออกโทนม่วงแดง มักออกเป็นวงและฝั่งจมอยู่ใน cephalium มีขนาดยาวประมาณ 1.25 – 3.75 เซนติเมตร โดยความยาวของดอกซ่อนอยู่ใน cephalium ผลมีลักษณะยาวเป็นทรงไม่พลอง ยาวมากกว่า 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีชมพูถึงสีแดงแจ่มจ้า บางครั้งผลก็จะจมอยู่ใน cephalium ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น
แคคตัสสกุล Melocactus พบมากที่สุดในบริเวณตอนใต้ของหมุ่เกาะเวสต์อินดีส ทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาและบราซิล ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในหลายๆ พื้นที่และหลายๆ สภาพแวดล้อม จะใช้เวลาประมาณ 5 – 10 ต้นจึงจะสร้าง cephalium แต่ถ้าเป็นชนิดที่ต้นมีขนาดเล็กอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ในช่วงฤดูร้อนมีความต้องการน้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาว

                                                                    10. Obregonia

                                                              
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ   Obregonia denegrii ซึ่งได้รับการค้นพบในปี พ.ศ. 2468 ชื่อสกุล Obregonia ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโก คือ Alvaro Obregon ลักษณะลำต้นเป็นทรงกลม มีจุดเด่นคือ เป็นกลีบหนา สีเขียว ปลายงอนแหลม เรียงหงายซ้อนกันเป็นชั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร และมีขนาดฐานกว้างถึง 2.5 เซนติเมตร ตุ่มหนามอยู่บริเวณปลายกลีบ มีปุยนุ่มสีขาว ประกอบไปด้วยหนาม 4 อัน แต่ละอันยาวมากกว่า 1.5 เซนติเมตร
ดอกจะเกิดบริเวณปุยนุ่มตรงกลางยอดของต้น มีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ส่วนผลมีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเล็ก เมื่อแห้งจะแตกออก
แคคตัสกลุล Obregonia มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเม็กซิโก ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด ชอบขึ้นใต้ร่มเงาของต้นไม่จำพวก xerophyte เจริญเติบโตค่อนข้างช้า ของดินที่มีการะบายน้ำดี ชอบร่มเงา ถ้าต้นได้รับแสงมากเกินไปจะแดงและชะงักการเจริญเติบโต  

                                                                     11. Opuntia

                                                             
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากมายกว่า 400 ชนิดและอีกหลากหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Opuntia มาจากชื่อเมือง Opuntia ในประเทศกรีซ แคคตัสในสกุลนี้มีหลากหลายลักษณะ มีทั้งต้นเล็ก เป็นทรางกลมต่อๆ กันจนถึงชนิดที่มีขนาดใหญ่ เป็นทรงการะบอกต่อกัน และสูงกว่า 2 เมตร และบางครั้งก็พบว่ามีลักษณะสูงใหญ่เหมือนไม้ยืนต้นส่วนหนามก็มีทั้งแบบแข็ง ยาว และ เป็นอันตราย เช่น O[untia bigelovii หรือเป็นแบบอ่อนคล้ายการะดาษ เช่น Opuntia platyacantha
ดอกของแคคตัสใสสกุลนี้ไม่มีท่อดอก แต่ส่วนรังไข่มีขนาดใหญ่ปกคลุมด้วยหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีน้ม สีแดง และ สีม่วงแดง มักจะออกดอกดกและสวยงามมาก ส่วนผลมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะมีสีเหลืองถึงสีแดง ขนาดเส็นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 - 7.5  เซนติเมตร แคคตัสในสกุลนี้หลายชนิดสามารถผสมตัวเองจนเกิดผลและร่วงหล่นจนงอกเป็นต้นใหม่เองได้เช่น Opuntia fulgida
แคครัสสกุลนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศแคนาดา ตอนใต้ของสหรัฐเอมริกา แม็กซิโก เอมริกากลาง ตะวันตกของหมู่เกาะเวสต์อินดีส เกาะกาลาปาโกส และใต้สุดของเทียราเดลฟิวโกในพาทาโกเนีย พบได้มากในที่ที่มีระดับความสูง 3700  เมตร จากระดับน้ำทะเลส่วนใหญ่ชอบน้ำและทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ถึง -18 องศาเซลซียส แต่มีบางชนิดที่มาจากทางตะวันตกของหมู่เกาะเวสต์อินดีสไม่สามารถทนอากาศหนาวเย็นได้

                                                                  12. Sulcorebutia 

                                                              
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 40 ชนิด และอีกหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Sulcorebutia มาจากภาษาละตินว่า sulcus ซึ่งหมายถึง ร่องหรือรอย แคคตัสในสกุลนี้มีลักษณะคล้ายกับสกุล Rebutia ต่างกันตรงที่รุ่มหนามจะแคบและยาวกว่า มักจะขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือยู่ราวกันเป็นกลุ่ม ลำต้นมีลักษณะทรงกลม เป็นสันชัดเจน มีหลายสี เช่น สีเขียว สีออกแดง หรือสีเทาอมดำ หนามมีลักษณะเป็นรูปหวี ไม่มีหนามากลาง
ดอกมีลัษณะคล้ายกับสกุล Rebutia เกิดที่บริเวณโคนต้น กลีบดอกมีผิวมันคล้ายเคลือบด้วยขค้ผึ้ง ในบางชนิดกลีบดอกอาจะมี 2 สีปนกัน ผลมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปขอบขนาน ผิวเรียบเรือมีเกล็ดปกคลุมเล็กน้อย
แคคตัสในสกุล Sulcorebutia มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศโบลิเวียพบมากตามภูเขาสูง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มี่แร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี  

                                                                   13. Thelocactus

                                                              
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 25 ชนิด และอีกหลากหลายสายพันธุ์ Thelocactus มาจากภาษากรีก หมายถึง แคคตัสหัวนม ( nipple cactus ) มีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเขียวถึงสีเทาอาจจะขั้นอยู่เป็นกลุ่มหรือเป็นต้นเดี่ยวๆ ก็ได้ โครงสร้างของพูกลีบมีลักษณะเป็นหัวย่อยๆ มากมาย  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร  และสูงประมาณ 25 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสัน 20 สัน ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ มักมีปุยสีขาวหรือสีครีมปนอยู่ด้วยประกอบไปด้วยหนามข้างค่อนเล็กและแข็งแรงปานกลาง มักขึ้นแผ่กระจายแนบขนานไปกับลำต้น ประมาณ 25 อัน แต่ละอันยาวมากกว่า 3  เซนติเมตร ส่วนหนามกลางเข็งแรงกว่าหนามข้าง มีหลาลักษณะ เช่น ตรง โค้งงอ หรืออ้วน และมีหลายสี เช่นสีขาว สีเหลือง สีแดงและสีดำ มีอยู่ประมาณ 1 – 4 อัน
ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีแดง สีม่วงแดง มี ลักษณะบานแผ่ออกกว้าง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 7 เซนติเมตร ส่วนผลมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร
แคคตัสสกุล Thelocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโกทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตช้า แต่ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีปานกลาง ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้สามาตรทนต่ออุณหภูมิต่ำได้  

                                                                   14. Uebelmannia

                                                               
แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด ลำต้นมีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก ขนาดเล็ก ลำต้นเป็นสันสีน้ำตาลลอมแดง ผิวต้นเป็นมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง สันต้นประกอบไปด้วยตุ่มหนามที่มีปุยสีขาวปกคลุม และมีหนามแข็ง สั้นๆ ตั้งตรงสีขาวอยู่ 2 – 3 อัน ดอกมีสีเหลืองลักษณะทรงกรวย ขนาดเล็ก จะผลิดอกบริเวณปลายยอดของต้น ผลมีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเหลืองอมเขียวหรือสีแดง เกิดบริเวณลายยอดของต้น เมล็ดมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ สีดำหรือสีน้ำตาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กาลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตร
แคคตัสสกุล Uebelmannia มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศบราซิลชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มเงา ความชื้นในอากาศต่ำ และอากาศอบอุ่น และที่สำคัญก็คือไม่ควรให้น้ำโดยการรดลงดินโดยตรงแต่ควรให้โดยการฉีดพ่นเป็นฝอยจะดีกว่า

                                                              การปลูกและการดูแลแคคตัส  

ภาชนะปลูก
ในปัจจุบันนี้กระถางดินเหนียวยังคงได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุด เพราะน้ำซึมผ่านได้เร็ว จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาการให้น้ำมากเกินไปจนต้นตาย แต่ข้อเสียของกระถางชนิดนี้ก็มีอยู่บ้าง นั่นคือกระถางดินเหนียว มีรูพรุน น้ำจึงระเยออกตามด้านข้างการะถางได้เรื่อยๆ ทำให้อาหารในดินสูญเสียไป จะสังเกตได้ว่าถ้าปลูกแคคตัสต้นเล็กๆ ในกระถางชนิดนี้ ต้นที่อยู่ในบริเวณกลางกระถางจะมีลักษณะแคระแกร็น ปัญหาการระเหยของน้ำนี้อาจแก้ได้โดยการฝังการะถางบางส่วนไว้ใต้ทราย กรวด หรือถ่านพีท แต่อาจจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกก็คือ รากจะงอกทะลุรูที่ฐานกระถางลงสู่พื้นดิน
ส่วนกระถางพลาสติกนั้นจะไม่ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นไปตามผิวกระถางเหมือนกระถางดินเหนียว เพราะน้ำจะระบายออกทางรูที่ฐานเท่านั้น นอกจากนี้การถางพลาสติกยังมีน้ำหนักเบาและไม่มีตะไคร่ขึ้นตามผิวกระถางด้วย แต่ปัญหาในการใช้กระถางพลาสติกนั้นก็คือ ถ้าใช้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงในฤดูร้อนเป็นเวลา 2 – 3 ปี กระถางจะกรอบแตก ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับกระถางชนิดนี้มากที่สุดก็คือบริเวณในร่มและตามชอบหน้าต่าง
วีธีใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมและสามารถใช้ได้เป็นอย่างดีนั่นคือการปลูกเป็นแนวยกชั้น ( staging beds ) โดยแต่ละชั้นจะมีความลึกประมาณ 5 – 6 นิ้วและปูรองด้วยแผ่นพลาสติก โดยอาจจะมีหรือไม่มีรูระบายน้ำก็ได้
นอกจากการเลือกประเภทของวัสดุที่ใช้ทำกระถางปลูกแล้วขนาดของกระถางก็มีความสำคัญเช่นกัน ควรเบือกกระถางให้มีความเหมาะสมกับตัน โดยพิจารณาจากเนื้อที่ว่างระหว่างผิวต้นกับขอบกระถาง หากเหลือเนื้อที่น้อยกว่า 1 นิ้ว แสดงว่าแคคตัสมีขนาดโตเกินไปสำหรับกระถาง ควรเปลี่ยนใหม่ ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรเลือกกระถางที่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้ต้นโตช้าเนื่องจากวัสดุปลูกอุ้มน้ำมากเกินไปและบางครั้งอาจทำให้รากเน่าตายได้
แบบกระถางที่เลือกใช้ควรมีลักษณะที่เมาะสมกับรูปทรงต้นหรือพันธุ์ที่นำมาปลูก ถ้าเป็นพันธุ์ต้นเตี้ยหรือทรงกลมควรปลูกในกระถางที่ค่อนข้างกลมหรือสี่เหลี่ยมมนๆ ก้นกระถางไม่ควรสอบเข้าแบบถ้วยจอก และไม่ควรเป็นแบบการะถางทรงสูงเกินไป แต่ถ้าหากเป็นพันธุ์ที่เป็นเหลี่ยมทรงสูงก็สามารถปลูกในการะถางที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือกระถางทรงกลมได้
การจับต้นลงปลูกในกระถางให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือเศษผ้าจับลำต้นเพื่อป้องกันหนามตำมือ โรยดินผสมรอบๆต้น ใช้ไม้เล็กๆ กดดินให้แน่นพอประมาณ ตกแต่งหน้าดินให้เรียบก่อนโรยหินแต่งหน้าให้เสมอขอบกระถาง
การเปลี่ยนกระถางปลูกทำได้โดยใช้ผ้าหรือกระดาษหุ้มรอบต้นเพื่อป้องกันอันตรายจากหนามและเพื่อไม่ให้ต้นกระทบกระเทือน เคาะกระถางเบาๆ ให้ต้นหลุดออกมา แล้วนำไปปลูกในหระถางใหม่ต่อไป 

ดินปลูก
คนส่วนมากมักจะเข้าในว่าแคคตัสเป็นพืชที่ชอบขึ้นอยู่ในพืชที่ซึ่งมีอากาศร้อนแห้งแล้งอย่างเช่นทะเลทราย แต่ในความเป็นจริงนี้แคคตัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณทุ่งหญ้า ในป่าที่มีความชื้นสูง ที่ความสูงระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ซึ่งมีระดับความสูงกว่า 4000 เมตร อากาศหนาวเย็น เช่น ทางตอนเหนือและตอนให้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อากาศร้อนแห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย บริเวณที่ราบ ตามซอกหินไหล่เขาซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์หรือเป็นหินแข็ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีแคคตัสหลายชนิดที่เจริญเติบโตได้โดยอาศัยร่มเงาและความชื้นจากพืชในกลุ่ม Xerophyte พวก Selaginella Lepidophylla ( Resurrection Plant) เช่น แคคตัสพวก Ephithelanthabokei ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นจากเมล็ด นั่นแสดงให้เห็นว่าแคคตัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ และสภาพอากาศของโลกเกือบทั่วไปไม่จำกัดเฉพาะแถบทะเลทรายเท่านั้น แคคตัสจึงเหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ที่ต้องการวัสดุลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ หรือเป็นดินผสมที่มีความอุดมสมบูรณ์ โปร่งร่วน น้ำไหลผ่านได้สะดวก ไม่อุ้มน้ำ และรักษาความชื้นได้ดี
ส่วนผสมของวัสดุปลูกแคคตัสนั้นโดยส่วนมากนิยมใช้ ดังนี้
- ดิน ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนเหนียว โดยการนำดินไปตากให้แห้ง นำไปทุบให้ร่วนเป็นเม็ดเล็กๆ จากนั้นให้นำไปตากแดดจัดๆอีกประมาณ 1 – 2 วัน ระวังอย่าให้ดินที่ตากแดดได้ที่แล้วถูกฝนหรือถูกความชื้นก่อนที่นำไปผสมกับวัสดุอื่น
- ทรายหยาบ เป็นส่วนผสมหลักที่จำเป็นสำหรับการปลูกแคคตัส สาเหตุที่ไม่ใช้ทรายละเอียดในการผสมเพราะจะทำให้ดินผสมแน่นเกินไป ทรายที่ใช้อาจเป็นทรายทะเลหรือทรายน้ำจืดก็ได้ ควรมีลักษณะหยาบเป็นเม็ดๆ ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว เพราะจะช่วยให้ดินผสมโปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะเมื่อถูกฝนหรือรดน้ำ ให้นำทรายหยาบไปล้างน้ำให้สะอาดและนำไปตากแดดให้แห้งดีก่อนจะนำไปใช้
- ถ่านป่น คือถ่านดำนำมาทุบให้แตกเป็นก้อนเล็กๆ
- ใบไม่ผุ จะใช้ใบไม้อะไรก็ได้ที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นใบก้ามปูได้ยิ่งดี แต่บางครั้งอาจใช้กากเมล็ดฝ้าย เปลือกถั่ว ขี้เลื่อย หรือแกลบคั่ว อย่างใดอย่างหนึ่งแทนก็ได้
- ปูนขาว ใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยหรับสภาพดินให้ดีขึ้น
- กระดูกป่น จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ควรจะใช้แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อัตราส่วนในการผสม ได้แก่
ดิน 2ส่วน
ทรายหยาบ 3 ส่วน
ถ่านป่น 1 ส่วน
ใบไม้ผุ 1 ส่วน
นอกจากนี้ยังอาจผสมปุ๋ยคอกหรืออิฐหักเข้าไปด้วยก็ได้
เมื่อเตรียมวัสดุต่างๆพร้อมแล้วให้นำทรายหยาบมากองบนพื้นปูนเรียบๆ โดยกองทรายเป็นรูปกรวยคว่ำ นำดินมาโรยทับกองทรายหยาบ แล้วใช้จอบหรือเสียยมสับจากด้านริม ( เหมือนการผสมปูนซีเมนต์ก่อสร้าง เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้เกลี่ยกองทรายเป็นรูปกรวยคว่ำอีกครั้ง แล้วนำใบไม้ผุมาโรยทับ ผสมเช่นเดียวกับครั้งแรก จากนั้นจึงเติมถ่านป่น ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขณะเดียวกันก็ให้โรยปูนขาว และกระดูกป่นลงไปด้วย เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วจึงนำไปใช้เป็นดินปลูกต่อไป 

การให้น้ำ
แคคตัสเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี และไม่ต้องการการดูแลรักษามากนัก แต่ถ้าแคคตัสขาดน้ำ แม้จะไม่ตายเพราะในต้นมีน้ำเลี้ยง แต่ก็จะไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร เพราะขาดน้ำที่เพียงพอ
วิธีการให้น้ำแคคตัสที่ถูกต้องคือ ไม่ควรรดน้ำทุกวัน ให้ดูที่สภาพของดินก่อน ถ้าดินเริ่มแห้งจึงจะรด อาจจะรดทุกๆ 2-3 วัน หรือไม่ควรถี่เกินกว่าวันเว้นวัน ควรรดน้ำให้โชกถึงราก แต่ระวังอย่าให้น้ำขังหรือดินแฉะ เพราะจะทำให้แคคตัสเน่าหรือเป็นโรคตายได้
แคคตัสแต่ละพันธุ์มีความต้องการน้ำและความถี่ในการรดน้ำแตกต่างกันออกไป มีวิธีทดสอบได้อย่างง่ายๆ โดยการปักไม้แห้งเล็กๆ  ลงไปให้ลึกถึงโคนกระถางในวันที่รดน้ำ จากนั้นให้คอยสังเกตว่าไม้ยังชื้นน้ำอยู่หรือไม่ หากไม้แห้งเมื่อใดแสดงว่าถึงเวลาให้น้ำครั้งต่อไปแล้วเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่รดน้ำครั้งแรกจนถึงวันที่ไม้ที่ปักนั้นแห้ง ก็จะได้ข่วงเวลาที่เหมาะในการรดน้ำแก่แคคตัสพันธุ์นั้นๆ

การให้ธาตุอาหารหรือปุ๋ย
ปัจจุบันนิยมให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มากกว่าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหนักเพราะปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอาจมีเชื้อโรคหรือแมลงปลอมปนจนเป็นสาเหตุที่ทำให้แคคตัสเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย หากนำไปอบผ่านความร้อนก่อน ประสิทธิภาพของธาตุอาหารและปุ๋ยก็จะลดลง ในขณะที่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้นใช้สะดวกมีสูตรให้เลือกมากมาย จึงสามารถกำหนดชนิดและปริมาณของธาตุอาหารได้
ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้กับแคคตัสก็เหมือนกับปุ๋ยที่ใช้กับดอกไม้ประดับทั่วๆ ไป ปริมาณในการให้ขึ้นอยุ่กับความต้องการของแคคตัสแต่ละพันธุ์ ขนาดต้น รวมทั้งสภาพแวดล้อมในการปลูก แต่ไม่ควรให้ปุ๋ยมากจนเกนไป เพราะจะทำให้ต้นมีการเจริญเติบโตผิดปกติ สีต้นอานเปลี่ยนหรือเป็นสีเขียวมากขึ้น ต้นจะยืดยาวผิดลักษณะ หรือทำให้อ่อนแอ เปราะบาง ดังนั้น ควรให้ปุ๋ยทุก 1 – 2 สัปดาห์ และระมัดระวังอย่าให้ปริมาณปุ๋ยเข้มข้นจนเกินไป  

แสงแดด
แคคตัสบางพันธุ์สามารถปลูกในอาคารได้ดี แต่บางพันธุ์ก็ต้องการแสงแดดมาก ช่วงแสงที่เหมาะสมกับแคคตัสนั้นควรเป็นช่วงเข้าหรือช่วงบ่าย ที่แดดไม่ร้อนจนเกินไปนัก ควรจัดวางภาชนะปลูกแคคตัสไว้ริมหน้าต่างที่แสงแดดสามารถส่องถึงได้ในจอนเช้า หรือถ้าหากตั้งไว้ในที่ที่ไม่มีแสงแดดเลย ก็ควรนำออกไปตากแดดริมหน้าต่างบ้าง เพียงวันละ 1 – 2 ชั่วโมง หรืออาจมากน้อยกว่านี้ก็ได้ตามความเหมาะสม
ต้นแคคตัสที่ได้รับแสงในปริมาณที่พอเหมาะจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี สีสันของหนามและขเงต้นสวยงาม แต่ถ้าหากได้รับแสงมากเกินไปจะทำให้ต้นแห้ง เป็นสีน้ำตาล ดังนั้น ควรให้ร่มเงาหรือพรางแสงให้กับสถานที่เลี้ยงแคคตัสด้วยโดยให้เหลือแสงประมาณ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ ก็พอแล้ว  

อุณหภูมิ
แคคตัสส่วนใหญ่เป็นพืชเมืองร้อนบางชนิดอยู่ได้ในทะเลทรายดังนั้น สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอากาศค่อนข้างร้อนนั้น สามารถปลูกเลี้ยงแคคตัสได้ดีเกือบทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรือนที่อุณหภูมิประมาณ  27 – 32 องศาเซลเซียสก็ตาม สำหรับในช่วงฤดูหนาวนั้น ถ้าเป็นแคคตัสที่พึ่งตัดชำก็จะทำให้ออกรากช้า หรือถ้าเป็นต้นที่อยู่ตัวดีอยู่แล้วก็อาจจะทำให้เจริญเติบโตช้าลงไปบ้างเท่านั้น 

                                                               การขยายพันธุ์แคคตัส

การขยายพันธุ์แคคตัสทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการขยายพันธุ์โดยรวมอย่างกว้าง เพื่อใช้เป็นหลักในการขยายพันธุ์ ส่วนแคคตัสพันธุ์ใดควรจะใช้วิธีขยายพันธุ์แบบไหนนั้น ควรสอบถามมาจากผู้ขายหรือสังเกตลักษณะทางกายภาพของต้นนั้นๆ ว่าจะประยุกต์ให้เข้ากับวิธีการใดได้บ้าง
                                               การตัดแยกหน่อหรือต้น
 
                                                            

1. แคคตัสที่ต้นมีลักษณะเป็นลำสามารถตัดลำหรือยอดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้
2.
แคคตัสที่เกิดหน่อใหม่ที่โคนต้นหรือบนยอดสามารถตัดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้ทันที
3.
แคคตัสที่มีหน่องอกตามลำต้นเดิมควรปล่อยให้หน่อนั้นเติบโตจนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 เซนติเมตร จึงค่อยตัดไปปลูก
4.
แคคตัสที่มีต้นมีลักษณะเป็นแผ่นแบน เช่น สกุล Opuntia , Zygocactus , Epiphyllum , และ Schlumbergera สามารถตัดลำต้นบางส่วนมาปลูกได้
ข้อแนะนำ
*
การตัดชำในช่วงฤดูฝนจะได้ผลดี
*
การตัดส่วนของต้นเพื่อแยกหน่อควรใช้มีดที่คมและสะอาด
*
ทารอยแผลที่ตัดด้วยยากันราหรือกำมะถันผง เพื่อป้องกันโรค
*
หลังจากตัดหน่อ กิ่ง หรือยอดมาแล้วควรทิ้งไว้ให้แห้งก่อนนำไปปลูก
*
วัสดุปักชำให้ใช้ดินร่วน 1 ส่วนผสมกับทรายหยาบ 2 ส่วน
 * รอจนกว่าต้นใหม่ที่ชำงอกรากจึงรดน้ำตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เน่าตาย                        

                                                        การต่อยอด

                                              
วิธีการต่อยอดนิยมใช้กับ
แคคตัสที่มีสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีเขียวเช่น ยิมโนบางพันธุ์หรือต้นที่เป็นพันธุ์ด่าง จะไม่สามารถสร้างอาหารเลี้ยงต้นเองได้หรือสร้างอาหารได้ไม่เพียงพอ พันธุ์ที่หายากหรือโตช้า การต่อยอดจะช่วยให้ต้นแตกกิ่งแตกหน่อและออกดอกเร็วขึ้น
การเลือกต้นตอที่เหมาะสม
ต้นตอ (stock) ที่จะนำมาใช้ควรเป็นต้นที่สมบูรณ์และแกนต้นยังไม่แข็ง ต้นตอที่นิยมใช้ส่วนใหญ่มักเป็นแคคตัสที่มีลักษณะเป็นลำ ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่ม Hylocereus , Selenicereus หรือตอสามเหลี่ยมที่เห็นอยู่ทั่วไป ต้นตอกลุ่มนี้มีความแข็งแรง หาอาหารเก่งและโตเร็ว แต่ก็มีข้อเสียที่มีอายุการใช้งานจำกัดไม่เกิน 3-5 ปี ชนิดที่นิยมใช้คือ โบตั๋นสามเหลี่ยม” (Hylocereus guatemalensis)
กลุ่ม Trichocereus , Myrtillocactus , Stenocereus และ Echinopsis ต้นตอกลุ่มนี้มีอายุการใช้งานไม่จำกัด แต่โตช้ากว่ากลุ่มแรก ข้อเสียคือมีขนาดใหญ่ ไม่เหมาะกับต้นพันธุ์ (scion) ขนาดเล็กและต้องใช้ต้นตอที่มีขนาดยาวพอสมควร ทำให้ขาดความสวยงาม

ต้นตอดังกล่าวบางครั้งจะมีปัญหาในกรณีที่ต้นพันธุ์ที่ต้องการนำมาต่อมีขนาดเล็กกว่าต้นตอมาก ปัจจุบันจึงมีการต่อยอดโดยใช้ Pereskiopsis เป็นต้นตอซึ่งมีข้อดีคือมีความแข็งแรง โตเร็ว และที่สำคัญคือสามารถใช้ต่อกับต้นพันธุ์ที่มีขนาดเล็กได้ดี โดยเฉพาะต้นพันธุ์ที่ยังเป็นต้นอ่อนมีอายุไม่เกิน 6 เดือน รวมทั้งต้นพันธ์ที่หายากโตช้า จะให้ผลที่ดีมาก
ขั้นตอนการต่อยอด
เฉือนต้นตอให้หน้าตัดเรียบเสมอกัน
เฉือนขอบรอยตัดทุกด้านให้ลาดเอียง 45 องศา
เฉือนต้นพันธุ์ให้หน้าตัดเรียบเสมอกัน และมีขนาดใกล้เคียงกับต้นตอ
วางต้นพันธุ์บนต้นตอ ยึดด้วยเทปใสหรือด้าย นำไปวางในที่ร่มและไม่ให้ถูกน้ำประมาณ 1 สัปดาห์
เมื่อรอยต่อเชื่อมติดกัน (ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์) จึงแกะเทปใสหรือด้ายออก นำไปปลูกเลี้ยงตามปกติ
ข้อแนะนำ
*
ต้นตอที่มีแกนต้นแข็งอาจทำให้ต่อยอดไม่ติด ต้นที่ต่อจะไม่แข็งแรง ทำให้การต่อยอดล้มเหลว
*
เทคนิคการต่อยอดให้ได้ผล เส้นผ่าศูนย์กลางของรอยตัดระหว่างต้นตอกับและต้นพันธุ์ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน รอยตัดต้องเรียบเสมอกันเพื่อให้เนื้อเยื่อประสานกันได้ดี การเฉือนขอบรอยตัดของต้นตอให้ลาดเอียง 45 องศาเพื่อเวลาไม้ต่อติดแล้วรดน้ำจะได้ไม่ขัง เพราะจะทำให้รอยต่อเน่าได้                                                      การเพาะเมล็ด                                            

เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ช่วยให้ได้ต้นใหม่ที่แข็งแรงเป็นจำนวนมากแต่ใช้เวลาค่อนข้างนาน มีขั้นตอนดังนี้
รีดเมล็ดภายในฝักออกมา นำไปตากให้แห้ง
เตรียมกระถางเพาะ ใส่วัสดุเพาะให้หนาสามส่วนสี่ของกระถาง โรยทับด้วยขุยมะพร้าวละเอียดบางๆ
นำกระถางไปแช่ในน้ำให้วัสดุเปียกชุ่มทั่งทั้งหมด จึงนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ
โรยเมล็ดกระจายให้ทั่ว แล้วกลบทับด้วยทรายหยาบบางๆ
นำกระถางใส่ในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น แล้วจึงนำไปวางไว้ในที่ร่มแต่มีแดดส่องถึง
ประมาณ 2-7 วัน เมล็ดจะงอก
หลังจากนั้น 2-3 เดือนต้นจะเริ่มมีหนามอ่อนๆ จึงนำกระถางออกมาจากถุงเพื่อให้การระบายอากาศดีขึ้น
ย้ายต้นไปที่ที่มีแสงสว่างมากขึ้น แต่ห้ามโดนแสงแดดโดยตรง พ่นน้ำให้บ้างถ้าวัสดุปลูกแห้ง
เมื่อต้นเติบโตแข็งแรงพอ ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 1 ปีจึงค่อยๆ แยกแต่ละต้นลงปลูกในกระถางขนาด 2 นิ้ว รดน้ำตามปกติและให้ปุ๋ยในอัตราที่เจือจาง 2 สัปดาห์ต่อครั้ง
เทคนิคการเพาะเมล็ดให้ได้ผล
วิธีการเก็บและเตรียมเมล็ด
ควรเก็บฝักก่อนที่จะสุกเพราะฝักอาจแตก ดีดเมล็ดกระเด็นหายไปได้
ถ้าเมล็ดมีวุ้นหุ้มอยู่ให้ใช้วิธีรีดเมล็ดในน้ำ ขยี้เมล็ดให้กระจายเพื่อล้างเมือกออก
เมล็ดที่ใหญ่และมีเปลือกนอกแข็ง ควรนำไปแช่เย็นประมาณ 48 ชั่วโมงก่อนนำมาเพาะ
วิธีเตรียมวัสดุเพาะ
ใช้ทรายหยาบหนึ่งส่วนผสมกับพีตมอสหรือเพอร์ไลต์หนึ่งส่วนเป็นวัสดุเพาะ และผสมยากันราชนิดผงลงไปเล็กน้อย
ควรคั่ว นึ่ง หรืออบฆ่าเชื้อวัสดุเพาะก่อนนำมาใช้
วิธีการเพาะเมล็ด
กรณีที่เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ให้กดเมล็ดลงในเครื่องปลูกลึกประมาณสองเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ด และให้แต่ละเมล็ดห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต
หลังจากนำกระถางเพาะใส่ในถุงพลาสติกแล้วต้องมัดให้แน่นและห้ามเปิดออก เพื่อรักษาความชื้นในถุงให้คงที่ตลอดเวลา
ควรระวังอย่าให้ความชื้นสูงเกินไป อาจป้องกันโดยรองให้กระถางเพาะอยู่สูงจากพื้น เพื่อเพิ่มการระบายอากาศ
ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเพาะจนถึงนำออกจากถุง ห้ามรดน้ำเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นได้รับความกระทบกระเทือนและเน่าตาย หรือเป็นโรคเน่าคอดิน (damping off)
วิธีดูแลต้นอ่อน

รดน้ำให้บ้างเมื่อวัสดุเริ่มแห้ง ใช้วิธีพ่นน้ำเป็นฝอยและอย่าให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้เน่า
ระวังอย่าให้ได้รับแสงโดยตรงและมากเกินไป เพราะต้นจะสุกตายได้ควรจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณแสงทีละน้อย ปริมาณแสงที่เหมาะสมจะทำให้ต้นอ่อนแข็งแรง ชูยอดตั้งตรง
ข้อแนะนำ
การเพาะเมล็ดจะมีโอกาสได้พันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์

                                                                                 โรคและแมลงของแคคตัส

โรคที่พบได้บ่อย

โดยปกติแล้วแคคตัสจะไม่ค่อยมีโรครบกวนมากนัก จะมีก็แต่โรคที่เป็นสุดยอดปัญหาของแคคตัสคือ                                                          โรครา หรือบางทีก็เรียกกันว่า โรคเน่า ที่เกิดจากการเอาใจใส่ดูแลแคคตัสมากเกินไป
สาเหตุ                                                                                                                                                                                                            - รดน้ำมากเกินไป
-
อากาศไม่ถ่ายเท
-
วัสดุปลูกแน่นทึบ ไม่ระบายน้ำ
อาการ                                                                                                                                                                                                            - ต้นมีรอยแผลถลอกหรือช้ำเน่า อาจเป็นจุดสีน้ำตาลหากไม่รีบตัดทิ้งหรือรักษา จุดจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนต้นเน่าตายในที่สุด
การแก้ไข - ตัดส่วนที่เน่าทิ้งไป โดยตัดให้เหนือแผลประมาณ 1-2 นิ้วใช้คอปเปอร์ซัลเฟตหรือยาฆ่าเชื้อราทารอยตัดและบริเวณใกล้เคียงให้ทั่ว                                                                                                                                                                                                               วิธีป้องกัน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            - รดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะพอดี
-
ตรวจดูวัสดุปลูกว่าระบายน้ำดีหรือไม่
ข้อแนะนำ
* อาการโคนเน่าจะรักษาง่ายกว่าอาการยอดเน่า
*
โรครามักระบาดในช่วงฤดูฝนที่อากาศค่อนข้างชื้น ควรยกกระถางแคคตัสเข้าในที่ไม่โดนน้ำฝนหรือทำพลาสติกกันฝนให้ต้นเพราะน้ำที่ตกค้างตามต้นในช่วงกลางคืน จะทำให้สปอร์ของเชื้อราเติบโตอย่างรวดเร็ว

แมลงที่พบได้บ่อย

เพลี้ยแป้ง (Mealy Bug)
เป็นแมลงขนาดเล็กศัตรูตัวสำคัญของแคคตัส ลำตัวอ่อนนุ่มปกคลุมด้วยผงสีขาวและไขมัน มักซ่อนอยู่ในบริเวณที่มองเห็นได้ยากเช่น รอบๆ ฐานตุ่มหนาม ซอกหนาม โคนต้น และที่ราก

อาการ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้ต้นหงิกงอเหี่ยวแห้ง ชะงักการเจริญเติบโตและอาจตายได้ในที่สุด
วิธีป้องกันกำจัด เก็บทิ้ง ใช้แอลกอฮอล์เช็ดที่ผิวต้น หากระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารประเภทดูดซึมอย่างมาลาไธออนหรือไพรีทรอยด์ทุก 7-10 วัน
เพลี้ยแป้งที่ราก (Root Medly Bug)
เป็นแมลงที่อันตราย
ลักษณะคล้ายเพลี้ยแป้งมักอาศัยอยู่ที่ราก
อาการ กัดทำลายระบบราก
ต้นจะเหี่ยวและตายในที่สุด
วิธีป้องกันจำกัด
ใช้วิธีเดียวกับเพลี้ยแป้ง
เพลี้ยหอย (Scale Insect)
เป็นแมลงที่มีรูปร่างกลมคล้ายหัวเข็มหมุด
ขับสารเคมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งสีน้ำตาลออกมาเป็นเปลือกแข็งคล้ายเปลือกหอยหุ้มตัวไว้ มักอาศัยอยู่บริเวณโคนหนาม
อาการ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของต้น
ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต
วิธีการป้องกัน แคะออกด้วยไม้จิ้มฟัน
หากระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารประเภทดูดซึมอย่างมาลาไธออนหรือนิโคติลซัลเฟต
เพลี้ยอ่อน (Aphids)
ลำต้นมีสีเขียว น้ำตาลปนแดงหรือดำ
มักเกาะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนอ่อนๆ ของต้นหรือที่บริเวณดอก ต้นจะแคระแกร็น เจริญเติบโตผิดลักษณะ
เพลี้ยไฟ (Thrips)
เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก เคลื่อนที่ได้เร็ว
อาการ
ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้ผิวต้นซีดเป็นจุดสีขาวหรือสีเหลือง
วิธีป้องกันจำกัด
ฉีดพ่นด้วยสารประเภทดูดซึมอย่างนิโคตินซัลเฟต
ไรแดง (Red Spider Mites)

ไรแดงเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โดยจะเห็นเป็นจุกขนาดเล็กสีแดงหรือสีน้ำตาลแห้ง
อาการ
ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต
วิธีป้องกันกำจัด
ฉีดน้ำไล่หรือฉีดพ่นด้วยสารประเภทดูดซึม เช่น มาลาไธออน โดยฉีดพ่นทุกๆ 10
วัน
ทากและหอยทาก (Snails&Slugs)
เป็นศัตรูที่ก่อปัญหามากเช่นกัน
พวกนี้จะคอยกัดกินต้นไม้
อาการ กัดกินต้น

วิธีป้องกันกำจัด
ใช้สารเคมีที่เป็นผงโรยไล่ทาก หากมีไม่มากก็ใช้มือจับออกไป
ข้อแนะนำ
* การใช้ยาฆ่าแมลงนั้นจะใช้ต่อเมื่อพบว่าต้นถูกแมลงรบกวนและจะหยุดใช้ยาต่อเมื่อมั่นใจว่าแมลงเหล่านั้นหมดไปจากต้น
* เพลี้ยแป้งจะขับถ่ายสารเหนียวคล้ายน้ำหวานที่มดชอบ
เพลี้ยจะเกาะอาศัยมดแพร่ระบาดไปยังส่วนต่างอื่นๆ หรือต้นอื่นๆ
* เพลี้ยอ่อนจะขับถ่ายสารเหนียวคล้ายกับเพลี้ยแป้ง
นอกจากจะเป็นอาหารของมดแล้วยังเป็นอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของราดำ (Sooty mold) ด้วย ราดำจะเกาะตามผิวต้นทำให้ดูสกปรกบังส่วนที่เป็นสีเขียว
ทำให้ต้นสังเคราะห์แสงได้น้อยลง
*
ไรแดงจะระบาดมากในช่วงที่มีอากาศร้อน

* หากสังเกตพบว่ามีรอยสีเงินตามพื้น แสดงว่าหอยทากกำลังจู่โจมแคคตัสอยู่
โดยเฉพาะต้นที่อยู่ในที่ร่มที่มีความชื้นสูง 
                                                 ประโยชน์ของแคคตัส 

                           1. ใช้ในการประดับตกแต่งสถานที่เช่น ตกแต่งกับสวนหินหรือสวนทะเลทราย
                           2.
ปลูกเลี้ยง สะสมพันธุ์ต่างๆให้เกิดความเพลิดเพลิน

                                                                                                   แหล่งอ้างอิง

                                                                                         1.www.dsc.ac.th  

                                                                 2.www.student.nu.ac.th                                                                  3.www.cactusbymoo.blogspot.com                                                                4.www.kln.ac.th       

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 7 คน กำลังออนไลน์