การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสอน 4 ขั้นตอน (อ.สีตีบีเดาะ ยูโซ๊ะ)

รูปภาพของ seetee

รายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

 

สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

 

โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน

นางสีตีบีเดาะ       ยูโซ๊ะ

 

 ครู   โรงเรียนบ้านคลองช้าง   

  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1 

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

  คำนำ  

                                เอกสารฉบับนี้    เป็นรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6      สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ซึ่งประกอบด้วย  4  หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1,2,4  และ 8  เรื่อง  จำนวนนับ และการบวก การลบ การคูณ การหาร  สมการและการแก้สมการ  มุมและส่วนของสันตรง  และทศนิยม  โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสอน  4     ขั้นตอน    คือ   ทบทวนความรู้เดิม   เสริมความรู้ใหม่  ใส่รหัส   และปฏิบัติซ้ำ     พร้อมทั้งมีการเสริมการฝึกทักษะโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละแผน  มีจำนวน  43  แผน  เวลา  44  ชั่วโมง  ใช้ระยะเวลาในการสอน   11   สัปดาห์  หลังจากใช้แผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวแล้วผู้เรียนเกิดทักษะและมีความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียน    ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์หน่วยการเรียนรู้อื่น ๆ  ต่อไปได้อย่างเหมาะสม

 

                                หวังเป็นอย่างยิ่งเอกสารฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  และบังเกิดผลดีแก่ผู้เรียนอันเป็นอนาคตของชาติต่อไป

                                 ขอขอบคุณ อาจารย์เสริม   ยอดรัตน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองช้าง ที่กรุณาตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้   ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้  ขอขอบคุณนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองช้าง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลในการพัฒนาผู้เรียน  ซึ่งส่งผลให้ผู้รายงานจัดทำเอกสารฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี 

                                                                                                                                นางสีตีบีเดาะ     ยูโซ๊ะ

                                                                                                                           ครู  โรงเรียนบ้านคลองช้าง       

บทที่ 1

บทนำ

ข้อมูลพื้นฐาน

 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เป็นทักษะ และนับเป็นกลุ่มสาระที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

                เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนา ความสามารถในการคิด การคำนวณ สามารถนำคณิตศาสตร์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ  และในการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพ จึงต้องปลูกฝังผู้เรียนให้มีคุณลักษณะดังนี้

 

1.       มีความรู้ความเข้าใจในคณิตศาสตร์พื้นฐาน และมีทักษะในคิดคำนวณ

 

2.       รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล และแสดงความคิดออกมาอย่างมีระบบระเบียบ ชัดเจน และรัดกุม

 

3.       รู้คุณค่าของคณิตศาสตร์ และมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์

 

4.     สามารถนำประสบการณ์ทางด้านความรู้ ความคิด และทักษะที่ได้จากการเรียนคณิตศาสตร์ไปใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และใช้ในชีวิตประจำวัน

 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพผู้รายงานต้องศึกษาในสิ่งต่อไปนี้เพิ่มเติม

เพื่อใช้ประกอบการเตรียมการในการจัดการเรียนการสอนต่อไป

 

สภาพผู้เรียน

 

ปัจจุบันนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองช้าง อำเภอหนองจิก  มีจำนวน   12  คน   แต่ละคนมีความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ ความสามารถในการคิดคำนวณ การอ่านโจทย์ปัญหาตลอดจนการคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาเพื่อเปลี่ยนประโยคภาษาเป็นประโยคสัญลักษณ์ และหาคำตอบของโจทย์นั้น และแม้แต่ความเข้าใจในความหมาย ของแต่ละเรื่อง แต่ละหน่วยการเรียนรู้แตกต่างกัน

 

                เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสม และสอดคล้องกับความรู้พื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่มผู้รายงานจึงมีการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยการให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ซึ่งแบบทดสอบดังกล่าวประกอบด้วย  ความรู้ด้านการคิดคำนวณ  ความรู้ด้านการคิดเลขเร็ว  ความรู้ด้านการแก้โจทย์ปัญหา และความรู้ด้านการนำไปใช้  ด้านละ  10   ข้อ

                 จากการใช้แบบทดสอบทั้ง  4  ด้าน ดังได้กล่าวแล้วนั้นผู้รายงานได้วิเคราะห์และจำแนกความรู้ความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนตามตารางต่อไปนี้  ตารางแสดงการวิเคราะห์และจำแนกผู้เรียนตามความรู้ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านต่าง ๆ 

  ชื่อ  -  สกุล ความรู้ทางคณิตศาสตร์  หมายเหตุ
การคิดคำนวณ การคิดเลขเร็ว การแก้โจทย์ปัญหา การนำไปใช้
 แวอูมา  มูซอ / /   /  
 มารีแย  แวนิ / /  
 สารอมิน  สาและ / /  
โซเฟียน  แวกะจิ / / /  
สีตีรอกีเยาะ  อาแย / / /  
จารียา   แวโด / /  
นูรีซัน  อูมา  
ฟาตีฮะห์  ประสมพืช / / / /  
อัฟนัน  มะแซ / / / /  
อับดุลรอมาน  ดอเลาะ / / / /  
แวเมาะห์  แยนา / / /  
สีตีสารอ   ปูโรง / / / /  

                 จากตารางการวิเคราะห์ความรู้ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน  พบว่ามีนักเรียนที่เก่งทั้ง 4  ด้าน  จำนวน  4  คน  เก่งเพียง  3  ด้าน  ยกเว้นด้านการแก้โจทย์ปัญหา  จำนวน  4   คน  เก่งเพียง 2  ด้าน 3 คน  และอ่อนทุกด้าน   1   คน

                จากข้อมูลที่พบผู้รายงานได้แบ่งกลุ่มผู้เรียนใหม่เป็น  3  กลุ่ม   คือ  นักเรียนกลุ่มเก่ง    4   คน   นักเรียนกลุ่มปานกลาง    4    คน   และนักเรียนกลุ่มอ่อน  4   คน  เพื่อความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน

 สภาพที่น่าพอใจ

จากการสังเกตของผู้รายงานสภาพที่น่าพอใจของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา  2551 โดยทั่วไป สรุปได้ดังนี้

 

1.       ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการมาเรียนหนังสือทุกวัน

 

2.       ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายดี

 

3.       ผู้เรียนมีความเอื้อเฟื้อ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่าโดยการสอนให้

 

4.       ผู้เรียนที่อยู่กลุ่มเก่งและปานกลางคิดเป็นร้อยละ  66.67    ของผู้เรียนทั้งหมด

 

       5.       ได้รับการสนับสนุน การให้กำลังใจ และเสนอแนะจากผู้บริหารโดยการเข้านิเทศ และติดตามการ

จัดการเรียนการสอน และตรวจแผนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

  

จุดที่ต้องพัฒนา

 

                จากการสังเกตของผู้รายงานมีจุดที่ต้องพัฒนาผู้เรียนโดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ดังนี้

            1.       ความเป็นระเบียบในการเขียนหนังสือ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้ที่ต้องมีการ  ตรวจขั้นตอนกระบวนการแสดงวิธีคิดของผู้เรียนอย่างละเอียด ดังนั้นการเขียนหนังสือไม่เป็นระเบียบส่งผลต่อการตรวจและการให้คะแนนด้วย  

2.       ความสะเพร่าในการทำงานของผู้เรียนส่งผลทำให้คำตอบของโจทย์ผิดพลาด

 

3.       อ่อนในเรื่องสูตรคูณ  ท่องสูตรคูณแบบไม่รู้ความหมายจึงไม่สามารถนำไปใช้ได้

 

4.       ผู้เรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 จากข้อมูลพื้นฐานดังได้กล่าวข้างต้นทั้งสามด้าน คือ ด้านสภาพของผู้เรียน  สภาพที่น่าพอใจ และจุดที่

ต้องพัฒนานั้น ผู้รายงานมีแนวคิดเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปโดยการเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพผู้เรียนตลอดจนส่งเสริมให้มีการฝึกทักษะในการคิดคำนวณให้มากขึ้นผู้รายงานจึงได้คิดวิธีการและจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการหลัก   4    ขั้นตอน  คือ

 

                ทบทวนความรู้เดิม       เสริมความรู้ใหม่          ใส่รหัส        และปฏิบัติซ้ำ

 

                1.  ทบทวนความรู้เดิม   เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อม และตรวจสอบความรู้เดิมที่เรียนไปแล้วว่ายังจำได้หรือไม่  ในเรื่องที่สอนเพราะคณิตศาสตร์มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันดังนั้นถ้าความรู้เดิมหายไปความรู้ที่จะให้ก็ขาดตอนทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ยาก

 

                2.  เสริมความรู้ใหม่  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต้องการให้เกิด  ผู้รายงานได้เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ที่ยั่งยืน และสามารถนำไปใช้ต่อไป

 

                3.  ใส่รหัส   การใส่รหัส   หมายถึง ให้ผู้เรียนสรุปความรู้ และรู้จักใช้วิธีลัดในการหาคำตอบ เพื่อความรวดเร็ว เมื่อผู้เรียนมีความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนแล้ว ผู้รายงานจะแนะนำให้ผู้เรียนใช้วิธีคิดที่เร็วกว่า และแม่นยำกว่า

 

                4.  ปฏิบัติซ้ำ    การปฏิบัติซ้ำ  หมายถึง  การนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกการคิด และการใส่รหัส มาใช้ในการแก้ปัญหาและดำเนินการต่อไป

วัตถุประสงค์ของการพัฒนา

                เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   4  หน่วยการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน ก่อนการพัฒนา และหลังการพัฒนา

 

สมมติฐานของการพัฒนา

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   4  หน่วยการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน  หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา

 

ความสำคัญและประโยชน์ของการพัฒนา

 1.       ทำให้ทราบว่าการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 4  หน่วยการเรียนรู้ที่

ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการ  4  ขั้นตอน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น

 2.       สามารถนำผลที่ได้จากการพัฒนาไปเป็นแนวทางในการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้อื่น ๆ  และสาระ

การ เรียนรู้อื่น ๆ  อีก

 

3.  ผู้สอนสามารถเลือกกิจกรรมการเรียนการสอนไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือ ผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำในระดับชั้นอื่น ๆ

 

ขอบเขตของการพัฒนา

ขอบเขตของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้ประกอบด้วย

 1.       ขอบเขตเนื้อหาในการพัฒนาครั้งนี้ เป็นรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้แผนการจัดการ

เรียนรู้ที่ใช้กระบวนการสอน  4  ขั้นตอน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองช้าง อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี

 2.       ประชากร  ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้าน

คลองช้าง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี จำนวน  12  คน  จำแนกเป็นเพศชาย  5  คน และเพศหญิง  7  คน

 3.       ตัวแปรที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จำแนกได้ดังนี้

            ตัวแปรต้น  คือ  การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 4  หน่วย

 

การเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน

 

                       3.2  ตัวแปรตาม   คือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

     

บทที่ 2

 

แนวคิด และหลักการ

 

แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับการวางแผนการจัดการเรียนรู้และการนำแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ไปใช้

 

1.       ความหมายของการวางแผนการจัดการเรียนรู้

 

2.       ความสำคัญของการวางแผนการจัดการเรียนรู้

 

3.       องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้

 

4.       ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี

 

5.       แนวดำเดินการและขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้

 

6.       การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้

 

7.       ลักษณะของแบบฝึกที่ดี

 

8.       ประโยชน์ของแบบฝึก

 

ความหมายของการวางแผนการจัดการเรียนรู้

                 นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการวางแผนการจัดการเรียนรู้ไว้หลายแนวคิดแต่ไม่แตกต่างกันมากนัก  เช่น

                ฟื้น   เหมานนท์ , ( 2543 : 309 )  ได้ให้ความหมายของการวางแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า  เป็นการวางโปรแกรมการจัดการเรียนรู้ทั้งหมดในสาระการเรียนรู้ใดสาระการเรียนรู้หนึ่งล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ผู้สอนได้ดำเนินกระบวนการจัดการเรียนรู้  จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียดตามที่หลักสูตรกำหนดไว้  เช่น  มีสาระสำคัญ   ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  สาระการเรียนรู้  กิจกรรมการเรียนการสอน  สื่อการเรียนการสอน  การวัดผลและประเมินผล จำนวนคาบเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องจัดรวมไว้อย่างเป็นระบบ

 

                ชัยยงค์    พรหมวงศ์  ,(  2538 : 129 )  อธิบายไว้ว่าการวางแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนสอน  เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจปัญหา การสำรวจทรัพยากร การวิเคราะห์เนื้อหาสาระ การวิเคราะห์ผู้เรียน การกำหนดมโนมติ วัตถุประสงค์ กิจกรรม  สื่อการสอน และการประเมินผลแล้วเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ออกมา

 

                ไพฑูรย์      สินลารัตน์,  (  2534 : 157 )  ได้ให้ความหมายไว้ว่า  การวางแผนการสอน  คือ  กิจกรรมในการคิด และการทำของครูก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วยการกำหนดจุดมุ่งหมาย  การคัดเลือกเนื้อหา การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน การเลือกตำรา เอกสาร อุปกรณ์ การประเมินผลและการพิมพ์ประมวลการสอนรายวิชา  จากความหมายดังกล่าวข้างต้นพิจารณาได้ว่า  เป็นความหมายที่อธิบายเกี่ยวกับกิจกรรม และข้อมูลที่จะต้องใช้ในการวางแผนการสอน  จึงสรุปความหมายได้ว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้ คือ  การเตรียมการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นแนวทางการสอนสำหรับครูอันจะช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ความสำคัญของการวางแผนการจัดการเรียนรู้

 

                การวางแผนการจัดการเรียนรู้เป็นงานสำคัญของครูผู้สอน  การสอนจะประสบผลสำเร็จด้วยดีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการวางแผนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้เป็นสำคัญประการหนึ่ง ถ้าผู้สอนมีการวางแผนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้ที่ดีก็เท่ากับบรรลุจุดหมายปลายทางไปแล้วครึ่งหนึ่ง  การวางแผนการสอนหรือวางแผนการจัดการเรียนรู้จึงมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้

1.       ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ  เมื่อเกิดความมั่นใจในแผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้  การสอนหรือการจัดการเรียนรู้ย่อมเกิดความคล่องแคล่ว เป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างราบรื่นไม่ติดขัด เพราะได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว การสอนหรือการจัดการเรียนรู้จะดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างสมบูรณ์

 2.       ทำให้การสอนหรือการจัดการเรียนรู้มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป  เพราะผู้สอนสอนอย่างมีแผน  มี

เป้าหมายและมีทิศทางในการสอน มิใช่สอนอย่างเลื่อนลอยผู้เรียนก็จะได้รับความรู้ ความคิด มีเจตคติที่ดี มีทักษะและเกิดประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนวางแผนไว้  ทำให้การเรียนการสอนมีคุณค่า

 3.       ทำให้เป็นการสอนหรือการจัดการเรียนรู้ที่ตรงตามหลักสูตร  ทั้งนี้เพราะในการวางแผนการสอน

หรือวางแผนการจัดการเรียนรู้ต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์ของการสอน  เนื้อหาสาระที่จะสอน

 4.       การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลประเมินผลแล้วจัดทำออกมา

เป็นแผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้  เมื่อผู้สอนสอนตามแผนการสอนก็ช่วยทำให้แผนการสอนที่ตรงตามจุดหมายและทิศทางของหลักสูตร

 

องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้

                องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เกิดขึ้นจากความพยายามตอบคำถามดังต่อไปนี้

 

1.       สอนอะไร ( หน่วย  หัวข้อเรื่อง  ความคิดรวบยอด หรือสาระสำคัญ )

 

2.       เพื่อจุดประสงค์อะไร  ( จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม )

 

3.       ด้วยสาระอะไร ( โครงสร้างเนื้อหาสาระ )

 

4.       วิธีการใด ( กิจกรรมการเรียนการสอน )

 

เมื่อตอบคำถามดังกล่าว จึงเกิดกำหนดให้แผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบดังนี้

 

1.       วิชา  หน่วยที่สอน และสาระสำคัญ ( ความคิดรวบยอด ) ของเรื่อง

 

2.       จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

 

3.       เนื้อหา

 

4.       กิจกรรมการเรียนการสอน

 

5.       สื่อการเรียนการสอน

 

6.       วัดผล ประเมินผล

 ดังนั้น ในการเขียนแผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้จึงต้องเขียนให้ครบทุกหัวข้อดังกล่าว

ข้างต้น (  อาภรณ์  ใจเที่ยง , 2537 :  203  )

 

ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี

 

                แผนการสอน หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้ดี  ดังนั้น ผู้สอนจึงควรทราบถึงลักษณะของแผนการสอนที่ดี  ซึ่งมีดังนี้

 

1.       สอดคล้องกับหลักสูตร

 

2.       นำไปใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ

 

3.       เขียนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  เหมาะสมกับผู้เรียน และเวลาที่กำหนด

 

4.       มีความกระจ่างชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเข้าใจได้ตรงกัน

 

5.       มีรายละเอียดมากพอที่ทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้สอนได้

 

6.       ทุกหัวข้อมีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน  (  อาภรณ์   ใจเที่ยง , 2537 : 218 )

 

4

แนวดำเนินการและขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้

                เพื่อให้การจัดการศึกษาตามหลักสูตรประสบความสำเร็จตามจุดหมาย  จึงกำหนดแนวดำเนินการไว้ ดังนี้

 1.       จัดการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นตามเหตุการณ์และสภาพท้องถิ่นพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียน

การสอนในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่นตามความเหมาะสม

 2.       จัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้สอดคล้องกับความสนใจและสภาพชีวิตจริงของ

ผู้เรียน  และให้โอกาสเท่าเทียมกันในการพัฒนาตนเองตามความสามารถ

 3.       จัดการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงหรือบูรณาการทั้งภายในและระหว่างสาระการ

เรียนรู้ให้มากที่สุด

 4.       จัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์

และกระบวนการกลุ่ม

 5.       จัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงให้มากที่สุด และเน้นให้เกิดความคิดรวบยอดใน

สาระการเรียนรู้ต่าง ๆ

6.       จัดให้มีการศึกษาติดตามและแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง  7.       ให้สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ  

8.    ในการเสริมสร้างค่านิยมที่ระบุไว้ในจุดหมายต้องปลูกฝังค่านิยมที่เป็นพื้นฐาน  เช่น  ขยัน   ซื่อสัตย์  ประหยัด   อดทน   วินัย  รับผิดชอบ  ควบคู่ไปด้วย

9.  จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการปฏิบัติจริงของผู้เรียน 

 (  กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ , 2538 : 4 )

 

การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้

 

                เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ผู้สอนควรได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบไปใช้ให้ได้ผลอย่างเต็มที่ โดยมีแนวทางการจัดการสอนดังนี้

 1.       ก่อนสอน  ผู้สอนควรได้เตรียมการสอนทุกครั้ง โดยเตรียมตามหัวข้อที่กำหนดไว้ในระบบการ-

สอน  ได้แก่ ศึกษาพฤติกรรมเบื้องต้นของผู้เรียนว่ามีความสามารถทางสติปัญญา  ความถนัด  ความ-สนใจ  ประสบการณ์เดิมเป็นอย่างไร ด้วยวิธีการที่หลากหลาย  เช่น  สอบถาม  ทดสอบ  ฯลฯ

 

              1.2  กำหนดจุดประสงค์การสอน  ควรเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมให้มีครบพฤติกรรมทั้ง  3   ด้าน   คือ  ด้านความรู้  ด้านทักษะ และด้านเจตคติ  โดยศึกษาหลักสูตร และคู่มือการสอน

 

              1.3  จัด  เลือก  เนื้อหาสาระที่จะสอน  ค้นคว้าหารายละเอียดให้ครบตามที่หลักสูตรกำหนด   จัดเลือกและลำดับขั้นตอนของเนื้อหาให้สอดคล้องกับเวลา  สภาพการณ์และผู้เรียน

 

              1.4  พิจารณาเลือกใช้วิธีสอนและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเวลา  ผู้เรียน  สภาพแวดล้อมและจุดประสงค์การสอน

 

              1.5  จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับกิจกรรม

 

              1.6  จัดเตรียมสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน   เช่น  โต๊ะ  เก้าอี้  ป้ายนิเทศ  แหล่งวิทยาการ  ห้องสมุด  ฯลฯ  เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน

 

1.7    กำหนดวิธีการวัดผล  ประในผล  ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การสอน

 

1.8     เขียนขึ้นเป็นแผนการสอน  เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการสอน

 

2.  ระหว่างสอน   ควรดำเนินการตามแผนการสอนที่กำหนดไว้เป็นลำดับขั้น ดังนี้

                 2.1  ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เร้าความสนใจ และเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียน  โดยใช้เวลาไม่มาก

นัก  ไม่เกิน 10 %  ของเวลาที่ใช้สอนทั้งหมด  (  สงัด  อุทรานันท์ , 2529 :  26  ) 

 

                 2.2   ขั้นดำเนินการสอน   อาจดำเนินการสอนเป็นหมู่ทั้งชั้นเมื่อผู้เรียนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว   ควรได้มีการจัดฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาความสามารถเป็นส่วนรวม และเป็นรายบุคคล  จะดำเนินการสอนเป็นรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับวิธีสอนที่นำมาใช้  โดยมุ่งให้ผู้เรียนด้วยความกระตือรือร้นสนใจและเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด  ในขั้นนี้ผู้สอนต้องมีทักษะ และเทคนิคการสอนเป็นอย่างดี

 

                 2.3  ขั้นสรุป   เป็นการย้ำความเข้าใจและสรุปทบทวนความรู้ความเข้าใจที่ได้เรียนมาทั้งหมด  ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการนำหลักการที่ได้เรียนไปใช้เพื่อสรุป  แล้วต้องทำการวัดผลหลังการเรียนการสอน  โดยอาจถามคำถามให้ทำแบบทดสอบ  ให้ทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติม  ฯลฯ  และอาจมีการสั่งงาน เพื่อประโยชน์ในการสอนครั้งต่อไป

         3.  หลังการสอน     หลังจากที่ได้ดำเนินการสอนและวัดผลหลังการเรียนการสอนว่าเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่เพียงใด  มีสิ่งใดควรจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข  ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ   ไปประกอบ หรือปรับปรุงการเรียนการสอนที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ดังนี้  

 

1.       ก่อนสอน

 

-          ศึกษาผู้เรียน

 

-          กำหนดจุดประสงค์

 

-          จัดเลือกเนื้อหา

 

-          เลือกใช้วิธีสอน

 

-          เตรียมสื่อการสอน

 

-          เตรียมสภาพแวดล้อม

 

-          กำหนดวิธีการวัดผล ประเมินผล

 

-          เขียนแผนการสอน หรือแผนการจัดการเรียนรู้

 

2.       ระหว่างสอน

 

-          ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

 

-          ขั้นดำเนินการสอน

 

-          ขั้นสรุป

 

-          วัดผล

 

3.        หลังสอน

 

-          ประเมินผล

 

-          ปรับปรุงแก้ไข

 

กล่าวได้ว่า  ระบบการสอน หรือการสอนเชิงระบบ เป็นการนำวิธีระบบมาพัฒนาการสอน  ทำให้การเรียนการสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ  ระบบการสอนเป็นการสอนที่มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบระเบียบนั้น  ตั้งแต่ข้อมูลสู่การสอน  กระบวนการสอน  ผลการสอนและการวิเคราะห์ผล  เพื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อบกพร่อง  เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขต่อไป  ระบบการสอนมีหลายรูปแบบตามทรรศนะของนักการศึกษาแต่ละท่าน ผู้สอนอาจเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและความถนัดของตน หรือผู้สอนอาจวางรูปแบบระบบการสอนของตนขึ้นใช้ตามที่เห็นสมควร อย่างไรก็ตามผู้สอนควรได้นำความรู้  หลักการสอน  ไปใช้ในการเตรียมการสอนระหว่างดำเนินการ และหลังการสอน  ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ (  อาภรณ์  ใจเที่ยง , 2537 : 41 )

 

ลักษณะของแบบฝึกที่ดี

ได้มีผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับลักษณะที่ดีของแบบฝึกไว้ ดังต่อไปนี้

               

ศศิธร      สุทธิแพทย์  (  2517  :  72  )    ได้กล่าวถึงแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้

1.       ใช้หลักจิตวิทยา

2.       สำนวนภาษาง่าย

3.       ให้ความหมายต่อชีวิต

4.       คิดได้อ่างรวดเร็ว

5.       ปลุกความสนใจ6.       เหมาะสมกับวัยและความสามารถ

7.       ศึกษาได้ด้วยตนเอง

 

เกสร    รองเดช  (  2522 : 36,37  )   ได้ให้แนวทางในการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้

 1.       สร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน คือ ไม่ง่ายไม่ยากเกินไป

2.       เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก

3.       ใช้ภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการฝึก  และจะช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักการจูงใจ

4.       แบบฝึกที่สร้างเป็นแบบฝึกสั้น ๆ  ง่าย ๆ ใช้เวลาฝึกน้อย

5.       เพื่อป้องกันการเบื่อหน่าย แบบฝึกต้องมีหลายลักษณะ  เช่น  เติมคำในช่องว่าง  วงกลม   จับคู่

 ก่อ      สวัสดิพานิช  ( 2514  :  1,2 )   ได้ให้คำแนะนำสรุปไว้ว่า

1.       แบบฝึกควรมีหลายแบบเพื่อไม่ให้เบื่อ

2.       ควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ

3.       ควรฝึกในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

 

4.       ควรมีการประเมินผลขณะที่ฝึกเพื่อดูว่าเด็กเกิดความชำนาญในทักษะนั้นเพียงใด

 สมจันต์     ธนาคุณ   (  2530 : 27 )  ได้กล่าวสรุปไว้ว่าแบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.       ต้องเกี่ยวกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว

2.       ต้องง่ายต่อการทำความเข้าใจของนักเรียน

3.       เหมาะสมกับการแก้ไขจุดบกพร่อง

4.       มีหลายรูปแบบที่สนใจ กระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองอย่างเต็มใจ

 จากแนวคิดดังกล่าว พอสรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

1.       มีคำชี้แจง มีตัวอย่างของการฝึกชัดเจน

2.       สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ตามลำดับและครอบคลุมเนื้อหา

3.       เป็นสิ่งที่ฝึกจากสิ่งที่ง่ายไปสู่การฝึกสิ่งที่ยากตามลำดับ

4.       ทำซ้ำ ๆ  หลาย    ครั้ง  เพื่อให้เกิดทักษะ

5.       มีลำดับขั้นการฝึกอย่างเป็นระบบ

6.       มีการทดสอบเพื่อประเมินผู้เรียน

7.       มีภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ

8.       ยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักของการจูงใจ

 

9.       สอดคล้อกับเวลา และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

 

ประโยชน์ของแบบฝึก

                ยุพา    ยิ้มพงษ์  (  2522 : 15 )  ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้

1.       เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ

2.       ช่วยเสริมทักษะให้ดีขึ้น

3.       ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล

4.       การให้นักเรียนทำแบบฝึก  ช่วยให้ครู มองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้ชัดเจน

5.       แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อย  จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงาน และเวลาที่จะตระเตรียม สร้างแบบฝึก

 

                 รัชนี   ศรีไพรวรรณ  (  2517 : 189 )  ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า

1.       ให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น

2.       ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน

3.       ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลงานของตนเองได้ 

4.       ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง  โดยมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

 จากแนวคิดจากนักการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะที่ดีของแบบฝึกและการสร้างแบบฝึกดังได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น  ผู้รายงานได้นำเป็นแนวทางในการจัดทำรูปแบบการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์  ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ โดยยึดหลักเกณฑ์ดังนี้  

1.       เป็นรูปแบบการฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์เสริมแบบฝึกหัดในหนังสือเรียน

2.       เป็นแบบฝึกที่สอดคล้องกับเนื้อหาสาระในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้

3.       เป็นแบบฝึกที่ใช้เวลาสั้น ๆ  มีน้อยข้อ

4.       เป็นแบบฝึกที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

 

บทที่ 3

การดำเนินการ

 

                กระบวนการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนบ้านคลองช้าง อำเภอหนองจิก ผู้รายงานมีวิธีการ และขั้นตอนการพัฒนาดังนี้

 1.       ประชากร

2.       รูปแบบการพัฒนา

3.       เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

4.       วิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

5.       การเก็บรวบรวมข้อมูล

 

6.       สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนา

 

ประชากร

 

ประชากรที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ประจำปีการศึกษา  2551  โรงเรียนบ้านคลองช้าง  อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี  จำนวน   12  คน  จำแนกเป็นเพศชาย  5  คน และเพศหญิง  7  คน

 

รูปแบบการพัฒนา

ใช้กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลัง การใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นหน่วยการเรียนรู้  4   หน่วย    (   One Group Pretest – Posttest  Design )         O1   X    O2                             

กล่าว คือ   O1      คือ   การรวบรวมข้อมูลก่อนการพัฒนา

                   O2     คือ   การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการพัฒนา                    X     คือ    การดำเนินการพัฒนา  

เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้ผู้รายงานใช้เครื่องมือดังนี้

                1.   แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  จำนวน  4  หน่วยการเรียนรู้  จำนวน  43  แผน  เวลา  44  ชั่วโมง ใช้เวลาในการพัฒนา  11  สัปดาห์  โดยในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ผู้รายงานใช้เทคนิคและกระบวนการจัดกิจกรรม  4  ขั้นตอน  คือ

                                ทบทวนความรู้เดิม       เสริมความรู้ใหม่          ใส่รหัส          และปฏิบัติซ้ำ

 

                                1.  ทบทวนความรู้เดิม   เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อม และตรวจสอบความรู้เดิมที่เรียนไปแล้วว่ายังจำได้หรือไม่  ในเรื่องที่สอนเพราะคณิตศาสตร์มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันดังนั้นถ้าความรู้เดิมหายไปความรู้ที่จะให้ก็ขาดตอนทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ยาก

 

                                2.  เสริมความรู้ใหม่  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต้องการให้เกิด  ผู้รายงานได้เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ที่ยั่งยืน และสามารถนำไปใช้ต่อไป

 

                                3.  ใส่รหัส   การใส่รหัส   หมายถึง ให้ผู้เรียนสรุปความรู้ และรู้จักใช้วิธีลัดในการหาคำตอบ เพื่อความรวดเร็ว เมื่อผู้เรียนมีความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนแล้ว ผู้รายงานจะแนะนำให้ผู้เรียนใช้วิธีคิดที่เร็วกว่า และแม่นยำกว่า

 

                                4.  ปฏิบัติซ้ำ    การปฏิบัติซ้ำ  หมายถึง  การนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกการคิด และการใส่รหัส มาใช้ในการแก้ปัญหาและดำเนินการประยุกต์ใช้ต่อไป

 

                2.  แบบทดสอบ 

 

                                2.1  แบบทดสอบก่อนการพัฒนา  แยกเป็นหน่วยการเรียนรู้ดังนี้

 

                                                -  หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง  จำนวนนับ และการบวก การลบ การคูณ การหาร   จำนวน  20  ข้อ    20  คะแนน

 

                                                -  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2  เรื่อง  สมการและการแก้สมการ  จำนวน  20  ข้อ  20  คะแนน

 

                                                -  หน่วยการเรียนรู้ที่ 4  เรื่อง  มุมและส่วนของเส้นตรง  จำนวน  10  ข้อ  10  คะแนน

 

                                                -  หน่วยการเรียนรู้ที่ 8  เรื่อง ทศนิยม    จำนวน   10  ข้อ  10  คะแนน

 

                                2.2  แบบทดสอบหลังการพัฒนาแยกเป็นหน่วยการเรียนรู้  จำนวนข้อ  และคะแนนเท่ากับแบบทดสอบก่อนการพัฒนาทุกประการ

  

                3.  แบบฝึกประจำแผน

 

                                ผู้รายงานได้ทำแบบฝึกเสริมทักษะ แผนการเรียนรู้ละ  1  ชุด เพื่อเป็นการเสริมในการฝึกทักษะนอกเหนือจากการฝึกทำแบบฝึกหัดในหนังสือเรียน

วิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

 

                ผู้รายงานมีวิธีการ และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้ดังนี้

 

1.       แผนการจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอนการดำเนินการ  คือ

 

            ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา

 

            วิเคราะห์หลักสูตร (  วิเคราะห์ประเด็นการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ )

             วิเคราะห์ผู้เรียน  โดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์  4   ด้าน 

จำนวน  40   ข้อ   แยกเป็นด้านละ   10   ข้อ    10   คะแนน

 

            จัดทำกำหนดการสอนรายชั่วโมง ให้สอดคล้องกับโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา

 

            จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามกำหนดการสอนรายชั่วโมงและ ประเด็นการเรียนรู้ที่วิเคราะห์

           2.       แบบทดสอบ            ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการออกข้อสอบ            กำหนดกรอบในการออกข้อสอบ            เขียนข้อสอบตามกรอบที่กำหนด ให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่วางไว้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้นี้เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบมี 

4    ตัวเลือก ก่อนนำมาจัดพิมพ์ผู้รายงานได้นำเสนอผู้บริหารตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสมบูรณ์ และความถูกต้องมากขึ้น

           3.   แบบฝึกเสริมทักษะประจำแผน

                ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ผู้รายงานได้ศึกษาเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่จัด ที่สำคัญที่สุดต้องมีความสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละแผน  ส่วนจำนวนข้อในแต่ละแบบฝึกขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระในแต่ละแผน

 

 การเก็บรวบรวมข้อมูล

                การเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้  ผู้รายงานมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

 

                1.  ใช้แบบทดสอบในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ทั้ง  4   หน่วย  ทดสอบผู้เรียนทั้ง   12  คน  ก่อนการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคลจนครบทั้ง  4   หน่วย

 

                2.  ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ  1  ชุด ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการพัฒนาเพื่อปรับปรุงการพัฒนาเป็นรายบุคคลจนครบทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้

 

                3.  เมื่อจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแต่ละหน่วยแล้วผู้รายงานจึงได้ดำเนินการทดสอบหลัง การพัฒนาของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลครบทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้

  

บทที่  4

ผลการดำเนินการพัฒนา

 

ลำดับขั้นตอนการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนา

                ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ในการพัฒนาในครั้งนี้ผู้รายงานได้ยึดวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

                1.  วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย   ( X  )  ของคะแนนสอบก่อนการพัฒนา   คะแนนสอบหลังการพัฒนา คะแนนความก้าวหน้า   และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (  S. D.)  ของคะแนนคะแนนความก้าวหน้า ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้

                 2.  ผลการดำเนินการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เสนอดังนี้

                ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน

 

ตารางที่ 1   ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

 

ตารางที่  2   ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2

 

ตารางที่ 3  ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 4

 

ตารางที่ 4  ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 8

ตารางที่ 1   ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 1      

คะแนน จำนวนผู้เรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย X ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. t
 สอบก่อนพัฒนา  12  20  11.58  -    7.07
 สอบหลังพัฒนา  12  20  15.83  -
 ความก้าวหน้า  12  -  4.42  1.06

                                   *  มีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับ .001                  จากตารางที่ 2  พบว่า คะแนนสอบก่อนการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  11.58  คะแนน  และคะแนนสอบหลังการพัฒนามีค่าคะแนนเฉลี่ย  15.83  คะแนน  มีคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า เท่ากับ  4.42  ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความก้าวหน้า  1.06  คะแนน  ผลการสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนการพัฒนา และคะแนนหลังการพัฒนาได้ค่า   t    =   7.07  แต่จากตาราง  ค่า  t   ที่ df   =  11   ,    =   .001  , มีค่า t  = 4.437    แสดงว่าผลการทดสอบความแตกต่างของความรู้ก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง จำนวนนับ และการบวก  การลบ  การคูณ  การหาร    แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001 โดยความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา 

ตารางที่ 2    ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 

คะแนน จำนวนผู้เรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย X ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. t
 สอบก่อนพัฒนา  12  20  9  -   6.10
 สอบหลังพัฒนา  12  20  14.17  -
 ความก้าวหน้า  12  -  5.17  1.67

                                   *  มีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับ .001                 จากตารางที่ 4  พบว่า คะแนนสอบก่อนการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  9  คะแนน  และคะแนนสอบหลังการพัฒนามีค่าคะแนนเฉลี่ย  14.17  คะแนน  มีคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า เท่ากับ  5.17  ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความก้าวหน้า  1.67  คะแนน  ผลการสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนการพัฒนา และคะแนนหลังการพัฒนาได้ค่า   t    =   6.10  แต่จากตาราง  ค่า  t   ที่ df   =  11   ,             =   .001  , มีค่า t  = 4.437    แสดงว่าผลการทดสอบความแตกต่างของความรู้ก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง   สมการและการแก้สมการ     แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001 โดยความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา  

ตารางที่ 3     ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 

คะแนน จำนวนผู้เรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย X ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. t
 สอบก่อนพัฒนา  12  10  5.25                        -     6.11
 สอบหลังพัฒนา  12  10  8.33         -
 ความก้าวหน้า  12  -   3.08          0.99

                                   *  มีนัยสำคัญทางสถิติที่  ระดับ .001                 จากตารางที่ 6  พบว่า คะแนนสอบก่อนการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  5.25  คะแนน  และคะแนนสอบหลังการพัฒนามีค่าคะแนนเฉลี่ย  8.33  คะแนน  มีคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า เท่ากับ  3.08     ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความก้าวหน้า  0.99  คะแนน  ผลการสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนการพัฒนา และคะแนนหลังการพัฒนาได้ค่า   t    =   6.11   แต่จากตาราง  ค่า  t   ที่ df   =  11   ,        =   .001  , มีค่า  t  = 4.437    แสดงว่าผลการทดสอบความแตกต่างของความรู้ก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่ 4   เรื่อง   มุมและส่วนของเส้นตรง     แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001 โดยความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา   ตารางที่ 4      ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ  4  ขั้นตอน ก่อนและหลังการพัฒนา  หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 

คะแนน จำนวนผู้เรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย X ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. t
 สอบก่อนพัฒนา  12  10  6.5  -   7.75
 สอบหลังพัฒนา  12  10  8.75  -
 ความก้าวหน้า  12  -  2.25  0.45

                                   *  มีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .001 

                จากตารางที่ 8  พบว่า คะแนนสอบก่อนการพัฒนามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  6.5  คะแนน  และคะแนนสอบหลังการพัฒนามีค่าคะแนนเฉลี่ย    8.75    คะแนน     มีคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า  เท่ากับ      2.25  ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความก้าวหน้า  0.45  คะแนน    ผลการสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนการพัฒนา และคะแนนหลังการพัฒนาได้ค่า   t    =   7.75    แต่จากตาราง  ค่า  t   ที่ df   =  11   ,        =   .001  , มีค่า  t  =  4.437    แสดงว่าผลการทดสอบความแตกต่างของความรู้ก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง    ทศนิยม     แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001 โดยความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา

                                                                                                                 บทที่  5 

บทสรุป  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ

 

ข้อมูลพื้นฐาน

 

                ผู้รายงานได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน  3  ด้าน  คือ  ด้านผู้เรียน  ด้านสิ่งที่น่าพอใจ   และสิ่งที่เป็นจุดพัฒนา พอสรุปได้ว่า ผู้เรียนมีความสามารถ และความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านต่าง ๆ  แตกต่างกัน จากการวิเคราะห์ ผู้เรียนผู้รายงานได้แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น   3  กลุ่ม  คือ กลุ่มเก่ง จำนวน 4  คน  กลุ่มปานกลาง  จำนวน  4  คน  และกลุ่มอ่อน จำนวน  4   คน  ส่วนสิ่งที่พอใจ สรุปได้ดังนี้  คือ     ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการมาเรียนหนังสือทุกวัน  มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายดี   มีความเอื้อเฟื้อ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่าโดยการสอนให้  ผู้เรียนที่อยู่กลุ่มเก่งและปานกลางคิดเป็นร้อยละ  66.67    ของผู้เรียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุน  ให้กำลังใจ และข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโดยการเข้านิเทศ และติดตามการจัดการเรียนการสอน และตรวจแผนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และส่วนที่เป็นจุดพัฒนาพอสรุปได้ดังนี้  คือ  ความเป็นระเบียบในการเขียนหนังสือ ของผู้เรียน ความสะเพร่าในการทำงานของผู้เรียนส่งผลทำให้คำตอบของโจทย์ผิดพลาด   อ่อนในเรื่องสูตรคูณ  ท่องสูตรคูณแบบไม่รู้ความหมายจึงไม่สามารถนำไปใช้ได้  และ ผู้เรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 

วัตถุประสงค์ของการพัฒนา

 

                เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   4  หน่วยการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน ก่อนการพัฒนา และหลังการพัฒนา

 

สมมติฐานของการพัฒนา

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   4  หน่วยการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน  หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา

วิธีดำเนินการพัฒนา

ประชากร

 

ประชากรที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ประจำปีการศึกษา  2551  โรงเรียนบ้านคลองช้าง  อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี  จำนวน   12  คน  จำแนกเป็นเพศชาย  5  คน และเพศหญิง  7  คน

รูปแบบการพัฒนา

ใช้กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลัง การใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นหน่วยการเรียนรู้  4   หน่วย    (   One Group Pretest – Posttest  Design )

         O1   X    O2                             

กล่าว คือ   O1      คือ   การรวบรวมข้อมูลก่อนการพัฒนา                   O2     คือ   การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการพัฒนา

                    X     คือ    การดำเนินการพัฒนา

 

วิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

                ผู้รายงานมีวิธีการ และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้ดังนี้

 

1.  แผนการจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอนการดำเนินการ  คือ

 

1.1    ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา

 

1.2    วิเคราะห์หลักสูตร (  วิเคราะห์ประเด็นการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ )

                   1.3    วิเคราะห์ผู้เรียน  โดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์  4   ด้าน 

จำนวน  40   ข้อ   แยกเป็นด้านละ   10   ข้อ    10   คะแนน

 

1.4    จัดทำกำหนดการสอนรายชั่วโมง ให้สอดคล้องกับโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา

 

1.5    จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามกำหนดการสอนรายชั่วโมง ประเด็นการเรียนรู้ที่วิเคราะห์

 

         2.. แบบทดสอบ

             ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการออกข้อสอบ

            กำหนดกรอบในการออกข้อสอบ

                   เขียนข้อสอบตามกรอบที่กำหนด ให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่วางไว้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้นี้เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบมี 

4    ตัวเลือก ก่อนนำมาจัดพิมพ์ผู้รายงานได้นำเสนอผู้บริหารตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสมบูรณ์ และความถูกต้องมากขึ้น

 

         3.   แบบฝึกเสริมทักษะประจำแผน

 

                ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ผู้รายงานได้ศึกษาเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่จัด ที่สำคัญที่สุดต้องมีความสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละแผน  ส่วนจำนวนข้อในแต่ละแบบฝึกขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระในแต่ละแผน

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

                การเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้  ผู้รายงานมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

 

                1.  ใช้แบบทดสอบในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ทั้ง  4   หน่วย  ทดสอบผู้เรียนทั้ง   12  คน  ก่อนการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคลจนครบทั้ง  4   หน่วย

 

                2.  ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละการจัดการเรียนรู้ แผนละ  1  ชุด ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการพัฒนาเพื่อปรับปรุงการพัฒนาเป็นรายบุคคลจนครบทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้

 

                3.  เมื่อจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแต่ละหน่วยแล้วผู้รายงานจึงได้ดำเนินการทดสอบหลัง การพัฒนาของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ตรวจให้คะแนน และเก็บรวบรวมข้อมูลครบทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

                 1.  หาค่าเฉลี่ย (  X )   ของคะแนนก่อนการพัฒนา คะแนนหลังการพัฒนาและคะแนนความก้าวหน้า

                2.  หาค่าความก้าวหน้าในการพัฒนา

                3.  หาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (  S.D.) ของคะแนนความก้าวหน้า

                4.  ทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนา โดยใช้   t-test

 

สรุปผลการพัฒนา

 

                จากการวิเคราะห์ข้อมูลของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่มีการจัดกิจกรรมกระบวนการสอน   4  ขั้นตอน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนบ้านคลองช้าง  จำนวน   12   คน ปรากฏผลดังนี้

                 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนก่อนการพัฒนา และหลังการพัฒนา โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่มีการจัดกิจกรรมกระบวนการสอน   4  ขั้นตอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนา และคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001  โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการ 

พัฒนาสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนาทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้  แสดงว่าการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่มีการจัดกิจกรรมกระบวนการสอน   4  ขั้นตอน  สามารถพัฒนาการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียนได้จริง

 

อภิปรายผล

                 การอภิปรายผลการพัฒนา ผู้รายงานได้เสนอสมมติฐานดังนี้

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   4  หน่วยการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการสอน  4  ขั้นตอน  หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการพัฒนาสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .001  เป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ทั้ง  4  หน่วยการเรียนรู้   แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ใช้กระบวนการสอน  4  ขั้นตอนที่ผู้รายงานใช้สอนนั้นสามารถพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้จริง

 ดังนั้นผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนที่ได้มีการเรียนรู้และร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสอน  4  ขั้นตอน สามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น  ข้อเสนอแนะ

1.       ควรนำเทคนิคการสอนแบบอื่น ๆ มาใช้ร่วมกับวิธีที่ใช้ในการพัฒนาแล้ว

2.       การประเมินผลการฝึกในชุดฝึกระหว่างเรียนควรแจ้งผลการฝึกทุกครั้งเพื่อการปรับปรุงพัฒนา

            3.       สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้ที่เป็นทักษะดังนั้นต้องมีการฝึกบ่อย ๆ  ฝึกอย่าง

ต่อเนื่อง และก่อนฝึกควรทบทวนความรู้เดิมทุกครั้ง

  

บรรณานุกรม

  คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,  สำนักงาน. คู่มือแนวการใช้หลักสูตรประถมศึกษา 2521 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.

                       2533 .   กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ศาสนา ´.2534  .

 

วารี             ถิระจิต.  หลักสูตรและแนวปฏิบัติในโรงเรียนประถมศึกษา . กรุงเทพมหานคร :  วัฒนาพานิช. 2526.

 

วิชาการ ,กรม.  หลักสูตรประถมศึกษา 2521 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ). กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพ์คุรุสภา.    

         2534 .

วิชาการ,  กรม  . การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ . กรุงเทพมหานคร  :   โรงพิมพ์

         องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ( ร.ส.พ. )  .2546.

 สงัด            อุทรานันท์.  การจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ .  พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร  :   ภาควิชา

          บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .2529.

 

สุพิน          บุญชูวงศ์.  หลักการสอน. กรุงเทพมหานคร :  วิทยาลัยครูสวนดุสิต . 2536.

 

อาภรณ์      ใจเที่ยง . หลักการสอน. กรุงเทพมหานคร :  โอเดียนสโตร์ .2539.

                        

 

ประวัติผู้รายงาน

 

เกิดเมื่อวันที่   18   มีนาคม    พ.ศ.  2508

 

                                                บ้านเลขที่   63 /1 หมู่ที่ 4  ตำบลลิปะสะโง  อำเภอหนองจิก   จังหวัดปัตตานี

 

                                                ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านคลองช้าง

  

                ประวัติการศึกษา

                 ปี  พ.ศ. 2521  สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่  6   โรงเรียนบ้านทุ่งโพธิ์  ตำบลลิปะสะโง

อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี

                 ปี  พ.ศ. 2524  สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนยาบีบรรณวิทย์    ตำบลยาบี 

อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี

 

                ปี  พ.ศ. 2527  สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล  อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี

                 ปี  พ.ศ. 2531  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  ( ประถมศึกษา )  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

วิทยาเขตปัตตานี  ตำบลรูสะมิแล   อำเภอเมือง   จังหวัดปัตตานี 

 

                ประวัติการทำงาน

ปี  พ.ศ.  2531 -2532          เป็นครูสอนโรงเรียนแหลมทองอุปถัมภ์  อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี

 

                ปี  พ.ศ.   2533 -2537        รับราชการครูที่โรงเรียนบ้านมะหุด  อำเภอมายอ  จังหวัดปัตตานี

 

                ปี  พ.ศ.   2538 ปัจจุบัน  รับราชการครูที่โรงเรียนบ้านคลองช้าง   อำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี

 

                ผลงานดีเด่น

ปีการศึกษา     2537             ครูสอนคณิตศาสตร์ดีเด่น ระดับอำเภอ

 

                ปีการศึกษา     2539             ครูสอนภาษาอังกฤษดีเด่น ระดับอำเภอ

 

                ปีการศึกษา     2545             ครูต้นแบบสายผู้สอน

 

                ปีการศึกษา     2546             ครูดีในดวงใจระดับเขตพื้นที่การศึกษา

                 ปีการศึกษา     2549          ครูแกนนำการนิเทศภายในระดับยอดเยี่ยม

                                                                 ครูรับผิดชอบห้องสมุดส่งเสริมการอ่านระดับดีเด่น

                 ปีการศึกษา     2551          ครูดีเด่นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                                       ข้าราชการพลเรือนดีเด่นระดับจังหวัด

               ปีการศึกษา    2552            รางวัลเหรียญทองแดงผู้นำเสนอนวัตกรรมในโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรมระดับภา

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 39 คน กำลังออนไลน์