การเกิดช่องโหว่และปรากฏการณ์เรือนกระจก

รูปภาพของ silaa17283

ช่องโหว่โอโซน (Ozone Hole)

การลดลงของโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้จะเกิดในช่วงฤดูดอกไม้ผลิ (สิงหาคม-พฤศจิกายน) โดยค่าเฉลี่ยของโอโซนรวมจะลดลงจากปกติ (300-400 หน่วยด็อบสัน) จนถึงต่ำกว่า 220 หน่วยด็อบสัน ในแต่ละปีค่าการลดลงของโอโซนจะขยายเป็นวงกว้างในบริเวณซีกโลกใต้และบางครั้งกระทบไปถึง บริเวณที่มีประชากรอยู่หนาแน่นทำให้ได้รับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (โอโซนทำหน้าที่ดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลต) สามารถสรุปสถานการณ์ ช่องโหว่ของโอโซนในปี 2000-2008 ได้ดังนี้

ปี พื้นทีโดยประมาณ (ล้านตารางกิโลเมตร ) ค่าโอโซนต่ำสุด (หน่วยด็อบสัน )
2000 29 98
2001 25 116
2002 20 100
2003 28 106
2004 24 99
2005 27 102
2006 28 100
2007 25 130
2008 27 120
2009 24 94

        พบครั้งแรกในปีค.ศ.1985 และขยายวงกว้างขึ้นทุกปีขณะที่ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นที่ชั้นล่างของบรรยากาศ( troposphere ) จากปรากฏการณ์เรือนกระจก ในทางตรงกันข้ามการสูญเสียโอโซนเกิดขึ้นที่ชั้นบนของบรรยากาศ( stratosphere ) ซึ่งเป็นชั้นที่ปกป้องรังสี UV ซึ่งเป็นอันตรายต่อพืช สัตว์และมนุษย์สาเหตุก๊าสบางชนิดที่มนุษย์สร้างขึ้น ชื่อว่า CFC ( Chloroflourocarbon ) มีส่วนในการเก็บกักความร้อนและทำลายชั้นโอโซน แต่ในส่วนแรกนั้นมีผลกระทบน้อยกว่า 10% ในการทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นCFC เป็นส่วนผสมของเสปรย์เกือบทุกชนิดรวมทั้งที่ใช้ในการดับเพลิงและเป็นแก๊สที่เกิดขึ้นในการผลิตฉนวนของตู้เย็น เครื่องปรับอากาศและพลาสติกโฟมนอกจากนี้ยังมีก๊าสชนิดอื่นที่มีส่วนผสมของคลอรีนและโบรไมด์ตัวอื่นๆ เช่น Halon


Tongue out ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( Greenhouse Effect )

       

ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง ปรากฏการณ์ที่แสงอาทิตย์ผ่านลงมาและ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่น ๆ ที่พอกพูนอยู่ในบรรยากาศระดับต่ำ จะตัดความร้อนเอาไว้ไม่ให้สะท้อนออกไป ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เหมือนกับเรือนกระจกที่ใช้ปลูกต้นไม้ในเมืองหนาว  ภูมิอากาศของโลก จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์  เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวโลก  พลังงานบางส่วนจะสูญเสียไปในการทำให้พื้นผิวของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยโลกจะสะท้อนและแผ่กระจายพลังงานบางส่วนที่เหลือกลับคืนสู่บรรยากาศในรูปความร้อน แต่แก๊สเรือนกระจก (Green House Gas, GHGs) ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก จะช่วยกันกักเก็บพลังงานความร้อนเหล่านี้เอาไว้ด้วยการดูดซับ การสะท้อน หรือแผ่กระจายพลังงานความร้อนกลับสู่พื้นโลกอีกครั้ง (ภาพที่ 5- 1)  ดังนั้นบรรยากาศในชั้นนี้จึงกระทำตัวเสมือนเป็นเรือนกระจก กล่าวคือยอมให้พลังงานในช่วงคลื่นสั้นเช่นรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ ผ่านเข้ามาได้ แต่ไม่ยอมให้พลังงานในช่วงคลื่นยาว (รังสีอินฟราเรดหรือคลื่นความร้อน) ผ่านออกไป ปรากฏการณ์เรือนกระจกจึงทำให้เกิดการเก็บสะสมความร้อนอยู่ภายในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนมากขึ้น  โดยยิ่งมีแก๊สเรือนกระจกมากขึ้นเท่าไร ความร้อนก็จะถูกกักไว้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น อันทำให้โลกยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น

 

ก๊าซเรือนกระจกมาจาก

   ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซชนิดที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ เป็นตัวการสำคัญที่สุดของปรากฎการณ์เรือนกระจกที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า การตัดไม้ทำลายป่า ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดจากของเสียจากสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย การทำนาที่ลุ่มน้ำท่วมขัง การเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินก๊าซธรรมชาติ และการทำเหมืองถ่านหิน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจากการใช้ปุ๋ยไนเตรดในไร่นา การขยายพื้นที่เพาะปลูก การเผาไหม้ เผาหญ้า มูลสัตว์ที่ย่อยสลาย และเชื้อเพลิงถ่านหินจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี หรืออุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิด คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน

       

 

     

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 13 คน กำลังออนไลน์