องค์กรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย

รูปภาพของ sila16531

      อาเซียน  :  ASEAN   (Association of South East Asia Nations)

    อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดเริ่มต้นเมื่อ เดือนกรกฎาคม     ปี พ.ศ. 2504 โดยประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ได้ร่วมมือจัดตั้งสมาคมอาสา  หรือ Association of South east Asia  เพื่อที่จะร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม          แต่ดำเนินการได้ 2 ปี   ก็ต้องหยุดชะงักเนื่องจากความผันแปรทางการเมืองระหว่างอินโอนีเซีย     กับมาเลเซีย จนกระทั่งมีการฟื้นฟูสัมพันธภาพ จึงมีการมองสู่ทางที่จะจัดตั้งองค์การความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจในภูมภาคนี้ ดังนั้น สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ  วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยมีสมาชิกแรกเริ่ม 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์และประเทศไทย และได้ทำการลงนามปฎิญญากันที่กรุงเทพ ฯ ปัจจุบันอาเซียน   มีสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งมีสมาชิกที่เพิ่มขึ้น คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา           

    วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง  :  เพื่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ โดยประเทศอาเซียนได้ตกลง  ที่จะลดอากรขาเข้าทางการค้าเป็นพิเศษสำหรับสินค้าในกลุ่มมิอาเซียน มีการทำสัญญาซื้อขาย    ระยะยาวสำหรับสินค้าบางชนิดระหว่างกันให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าอาเซียนในการจัดซื้อของหน่วยงานและองค์กรของรัฐ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การซื้อขายสินค้าอาเซียน ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เป็นต้น  ส่วนสำนักงานของอาเซียนหรือที่เรียกกันว่า สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของกลุ่มอาเซียน ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย  

     การประชุมสุดยอดอาเซียน : Asean summit meeting                                                     
  คือ การประชุมระดับผู้นำอาเซียน ซึ่งจัดโดยสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกตั้งขึ้นเพื่อสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งที่ 14    ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552   ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งนั้น ในแต่ละประเทศก็จะมีผู้นำเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของกลุ่มประเทศในอาเซียน

  

   ประเทศไทยกับการประชุมอาเซียน

     -   ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มและผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 41 ปีที่แล้ว โดย ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  การต่างประเทศของไทย ได้ชักชวนเพื่อนรัฐมนตรีจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาร่วมหารือ และเห็นพ้องต้องกันที่ประเทศในภูมิภาคนี้ควรรวมตัวกัน   เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง ความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม จนนำไปสู่การลงนามใน "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ที่พระราชวังสราญรมย์ (ที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 ต่อมา นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม, เวียดนาม, ลาว, พม่า และ กัมพูชา ก็ได้ทยอยเข้าเป็นสมาชิกจนครบ 10 ประเทศ ในปีพ.ศ.2552

     -  อาจกล่าวได้ว่าการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งนี้เป็นการเปิดศักราชใหม่ ที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ริเริ่มให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอด ทั้งนี้จะมีการต้อนรับผู้แทน 3 กลุ่ม ได้แก่ผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน กลุ่มเยาวชนอาเซียน ผู้แทนภาคประชาสังคมอาเซียน จากประเทศสมาชิก ให้เข้ามาพบผู้นำอาเซียนทั้งสิบประเทศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากนี้ไปไทยหวังว่าเสาหลักทางด้านสังคมซึ่งมีประชาชนอาเซียนเป็นฐานที่สำคัญ จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ในกิจกรรมอาเซียน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและช่วยกันเสริมสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง

      -  ประเทศไทยได้เข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551 และจะมีวาระไปจนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2552 การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในครั้งนี้ มีระยะเวลายาวนานกว่าปกติเพื่อให้สอดคล้องตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ให้อาเซียนเริ่มทำงานตามปฏิทินสากล เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม แต่การดำรงตำแหน่งในคราวนี้เพิ่มอีก 6 เดือน เป็นหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นความไว้วางใจที่เพื่อนสมาชิกอาเซียนมอบให้แก่เรา

       -  ไทยในฐานะประธานอาเซียนมีความมุ่งมั่น ที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาเซียนมีกฎบัตรของตัวเอง เพื่อให้อาเซียนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่กำลังหมุนตัวอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศคู่เจรจาทั้งหลาย

       -  การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อไทย จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนสมาชิกอาเซียนและสื่อมวลชนจากทั่วโลกจะได้มาเห็นด้วยตัวเองว่าสถานการณ์ต่างๆ ภายในประเทศได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติและมีเสถียรภาพแล้ว หากจะมีการแสดงออกของกลุ่มต่างๆ ก็จะอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

     -  การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ประเทศไทยในครั้งนี้ คือการกลับคืนสู่เหย้า ณ จุดกำเนิดของอาเซียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกรอคอย ดังนั้นอย่าให้แขกบ้านแขกเมืองของเราผิดหวัง ช่วยกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ด้วยการให้ความร่วมมือในการเสริมสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไมตรีจิต ที่สำคัญ คือ ความประทับใจในความเป็นไทยของเรา เพราะท่านเหล่านี้จะกลับมาประเทศไทยอีกหลายครั้ง ในช่วงที่เราเป็นประธานอาเซียน จนถึงปลายเดือนธันวาคมปีนี้         

 

                       ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิก  : เอเปค

                           Asia-Pacific Economic Cooperation  :   APEC

                 Asia-Pacific Economic Cooperation หรือ APEC จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.. 2532 ด้วยความริเริ่มของออสเตรเลีย

        เนื่องจากเล็งเห็นว่า

     1)    ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก    

    2)    เป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน   

   

    3)    ความยืดเยื้อของการเจรจาการค้าในระดับพหุภาคี (การเจรจารอบอุรุกวัย) ทำให้ประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ซึ่งต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก ต้องใช้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเปิดเสรี เพื่อให้การค้าโลกมีการเปิดเสรีมากยิ่งขึ้น

 4)    เอเปคต้องการถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ปิดกั้นการค้าภายนอก 

 

       วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเอเปค

    -     พัฒนาและส่งเสริมระบบการค้าในระดับพหุภาคี 

    -    สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก

    -   เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้า (สินค้าและบริการ) และการลงทุนระหว่างสมาชิก โดยให้         

       สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของแกตต์/องค์การการค้าโลก

 

          สมาชิกสภา 

                          เริ่มแรก (ปี พ.. 2532) เอเปคมีสมาชิก 12 ประเทศ คือ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ

               อาเซียนเดิมคือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และไทย ต่อมาในช่วงปี พ.. 2534-2537 เอเปคมีสมาชิกเพิ่ม

              ขึ้นจากเดิมอีก 6 ประเทศ คือ จีน จีนไทเป ฮ่องกง ปาปัวนิวกินี เม็กซิโก และชิลี ล่าสุดในปี พ.. 2541 เอเปคมีสมาชิกเพิ่มขึ้น

              อีก 3 ประเทศ คือ เปรู เวียดนาม และรัสเซีย รวมทั้งสิ้น 21 ประเทศ

 

          นโยบายของเวทีเอเปค

              ไม่ใช่เวทีเจรจาการค้า แต่เป็นเวทีสำหรับปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจต่างๆ            

                  ที่ประเทศสมาชิกสนใจ

             -   เอเปคสนับสนุนแนวทางภูมิภาคนิยมแบบเปิด (open regionalism) ที่ไห้สิทธิประโยชน์กับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเอเปค

                 เช่นเดียวกับที่ให้กับสมาชิก (non-discrimination) เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของการเปิดเสรีและเพื่อกระตุ้นการเปิดเสรีของ

                 ประเทศนอกกลุ่มด้วย

             -   การดำเนินการใดๆ ยึดหลักฉันทามติ ความสมัครใจ ความเท่าเทียมกัน และการมีผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก

             -   เอเปคคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจ สังคม และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก

             -   การรวมกลุ่มของเอเปคจนถึงปัจจุบันไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย

             -   เน้นความเท่าเทียมกันของการดำเนินงาน 3 ด้าน ดังนี้1)    การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalization)2)    การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Facilitation)3)    ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation: ECOTECH)                  

 

 

 

   บทบาททางเศรษฐกิจของเอเปค

            -   ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของสมาชิก 21 ประเทศ มีมูลค่ามากกว่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 

           -    มีจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,500 ล้านคน

            -   ผลผลิต การค้าและการลงทุนของเอเปคมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของโลก แม้สมาชิกหลายประเทศจะประสบปัญหา

                 วิกฤตทางการเงินในช่วงปี 2540-2541 แต่ภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกโดยรวมยังคงการเจริญเติบโตในอัตราที่สูงที่สุดในโล

            -  เอเปคมีการค้ากันเองภายในกลุ่มร้อยละ 70 และการค้านอกกลุ่มร้อยละ 30 การที่เอเปคมีสัดส่วนการค้าภายในกลุ่มสูง ทำให้

                เอเปคเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของภูมิภาคนี

           -  ประเทศผู้ส่งออกสำคัญของเอเปคในตลาดโลก ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน แคนาดา ฮ่องกง เกาหลีใต้ และเม็กซิโก

           -  สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้ารถยนต์และส่วนประกอบ

           -  โครงสร้างการส่งออก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ร้อยละ 80 และสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 16

           -   ประเทศที่มีการนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน แคนาดา และฮ่องกง 

           -   สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนส่ง เคมีภัณฑ์ น้ำมันดิบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เหล็กและ

                เหล็กกล้า

           -  โครงสร้างนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคและบริโภค

 

          การค้าระหว่างไทยกับเอเปค 

        -  เอเปคมีบทบาทสำคัญด้านการค้าและการลงทุนของไทย โดยในปี 2545 การค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเอเปคมีสัดส่วนร้อยละ 71

           ของมูลค่าการค้ารวมของไทย

       - เอเปคเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของไทย ในปี 2545 ไทยส่งออกไปเอเปคร้อยละ 72 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย

       -  สินค้าออกสำคัญของไทยไปเอเปค ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  แผงวงจรไฟฟ้า  รถยนต์ อุปกรณ์และ

          ส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป  อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ  และอาหารทะเลกระป๋อง

          และแปรรูป 

      -  เอเปคเป็นแหล่งนำเข้าประกอบ และเหล็กและเหล็กกล้า

     -  การลงทุนของสมาชิกเอเปคในไทยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 87 ของการลงทุนรวมจากต่างประเทศทั้งหมด โดยสมาชิกเอเปคที่มี

       การลงทุนในไทยมาก ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐฯ และจีนไทเป และมีแนวโน้มว่าสมาชิกเอเปคอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย

       จะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น

         แผนงานที่สำคัญของเอเปคทางด้านการค้าและการลงทุน

      ในปี 2537 ผู้นำเอเปคได้ประกาศเป้าหมายโบกอร์เพื่อเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนของสมาชิก

             เอเปค ภายในปี 2553 (.. 2010) สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และภายในปี 2563 (.. 2020) สำหรับสมาชิกที่กำลังพัฒนา การกำหนดเป้าหมายในการเปิดเสรีของเอเปคเป็นการประกาศเจตนารมย์ทางการเมืองที่แสดงถึงความตั้งใจ และเป็นการชี้นำการจัดทำนโยบายของรัฐบาลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนและกฎหมายภายในของสมาชิกถัดมาในปี 2538 ที่ประชุมผู้นำเอเปคได้ให้การรับรองแผนปฏิบัติการโอซาก้า (OSAKA Action Agenda) เพื่อเป็นกรอบสำหรับแนวทางการดำเนินงานของสมาชิกเพื่อบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งต่อมาเอเปคได้จัดทำแผนงานต่างๆ ขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการโอซาก้าส่วนที่ 1 ด้านการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยมีแผนงานที่สำคัญ ได้แก่ Individual Action Plans: IAPsCollective Action Plans: CAPsEarly Voluntary Sectoral Liberalization: EVSLพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)

APEC Food System

              สถานะปัจจุบัน        ปีนี้ไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค โดยมีการประชุมระดับต่างๆ ทั้งระดับผู้นำรัฐมนตรี    เจ้าหน้าที่อาวุโส  คณะกรรมการ  คณะทำงาน  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มย่อยต่างๆ รวมประมาณ 25 การประชุม  โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 2003 ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 2546 ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีในกรอบเอเปครายการแรกของปีนี้ กำหนดการเริ่มจากเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน เป็นงานต้อนรับที่จังหวัดขอนแก่นจัดขึ้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ เกี่ยวกับวิถีชีวิตไทย เพื่อให้รัฐมนตรีการค้าเอเปคสัมผัสวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย รวมทั้งมีโอกาสสร้างความคุ้นเคยกันอย่างใกล้ชิด  และหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในบรรยากาศอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากนั้นจะเป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ เรือนพานคำ เขื่อนอุบลรัตน์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ  รุ่งขึ้นวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้เกียรติทำพิธีเปิดและกล่าว 
          สุนทรพจน์ (
Keynote Address) เพื่อให้แนวทางชี้นำการประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ซึ่งจะมีการหารือทั้งวัน และในตอนค่ำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ศูนย์ประชุมเอนกประสงค์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  สุดท้ายในวันอังคารที่ 3  มิถุนายน จะเป็นการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้เวลาครึ่งวันและเสร็จสิ้นการประชุมในช่วงเที่ยง ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการแถลงข่าวร่วมกันของรัฐมนตรีการค้าเอเปคต่อสื่อมวลชน ทั้งในและต่างประเทศ         -  Theme ของการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC MRT) 2003 จะใช้ Theme เดียวกับประเด็นหลักของการประชุมเอเปค 2003 คือ โลกแห่งความแตกต่าง: หุ้นส่วนเพื่ออนาคต (A World of Differences : Partnership for the Future)  โดยจะอธิบายในเรื่องการค้าให้สอดคล้องกันว่า การประชุมจะเน้นการเสริมสร้างการค้าและความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสมาชิกเอเปคที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและระดับการพัฒนา (Strengthening Trade and Economic Partnership among Diverse Economies) เรื่องสำคัญที่จะหารือในการประชุม ได้แก่ 

  1) การขยายการค้าและการลงทุนในภูมิภาค (Expansion ofTrade and Investment) 

  2) บทบาทของ APECในการเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคี (WTO)

  3)  การปฏิสัมพันธ์กับภาคเอกชน

              บทบาทของไทยในเอเปค   กลยุทธ์ของไทยในเอเปค คือ มุ่งผลักดันเรื่องการลด/เลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีของสมาชิก และผลักดันความร่วมมือของเอเปคเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ มากกว่าการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน โดยไทยมีบทบาทสำคัญในกรอบเอเปค เช่น

  -  ในช่วงปี 2540-2541 ที่เอเปคมีการหารือเรื่องการเปิดเสรีรายสาขาให้เร็วขึ้นตามความสมัครใจ หรือ EVSL นั้น ไทยได้มีบทบาทในการเสนอสาขาเพื่อเปิดเสรีให้เร็วขึ้นรวม 7 สาขา ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้จัดทำข้อเสนอร่วมกับสมาชิกอื่น 5 สาขา ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ปลาและผลิตภัณฑ์ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ เครื่องมือแพทย์ และพลังงาน (อีก 2 สาขาที่ไม่ได้รับคัดเลือก คือ ข้าวและผลิตภัณฑ์ และ ผักและผลไม้กระป๋องและแปรรูป)

       -  เนื่องจากความไม่พร้อมของสมาชิก โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีสินค้าเกษตร ทำให้แผนงาน EVSL ล้มเหลวลง และในปลายปี 2541 เอเปคได้ตัดสินใจโอนงานด้านภาษีศุลกากรภายใต้ EVSL ไปเจรจาในกรอบ WTO  หลังจากนั้น จึงเป็นโอกาสที่ไทยและอีกหลายสมาชิกได้ผลักดันให้เอเปคหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า จนถึงขณะนี้ เอเปคได้มีการจัดทำหลักการด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งได้รับการรับรองโดยที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเมื่อเดือนมิถุนายน 2544  รวมทั้งจะมีการให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) แก่สมาชิกกำลังพัฒนา เพื่อแปลงหลักการดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ           -   ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาชิกส่วนใหญ่ รวมทั้งไทย ได้ผลักดันให้มีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอแผนปฏิบัติการรายสมาชิก (Individual Action Plan: IAP) ให้มีความโปร่งใส และสามารถใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น  ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาระบบ e-IAP (การนำเสนอ IAP ของสมาชิกทางอินเตอร์เน็ต) โดยการนำของออสเตรเลีย  นอกจากนั้น ไทยได้เสนอ IAP ของไทยเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกอื่นตรวจสอบตามกระบวนการ IAP Peer Review ของเอเปค ในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2543 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงคมนาคม และกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ร่วมเดินทางไปชี้แจงข้อมูลและตอบข้อซักถามของสมาชิกอื่นเกี่ยวกับ IAP ของไทย

    -  ไทยมีบทบาทในการผลักดันให้สมาชิกที่พัฒนาแล้วให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่กำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณีของ WTO  ซึ่งญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยเป็นประเทศแรก ระหว่างปี 2544-2545 ในโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปฏิบัติตามพันธกรณีของ WTO และโครงการจัดสัมมนา/ฝึกอบรมเรื่อง GATS, Antidumping, Negotiation Skills, IPR, Financial Services และ Telecommunication Services  นอกจากนี้ แคนาดาได้ประกาศในที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคปี 2544 ว่าจะให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่กำลังพัฒนาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย โดยเป็นโครงการ 5 ปี มีมูลค่า 9 ล้านเหรียญแคนาดา

     -  ไทยได้แต่งตั้งผู้แทนระดับรองอธิบดี จากกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ไปทำหน้าที่ประธานร่วม (Co-Chair) คู่กับผู้แทนจากสหรัฐฯ ในคณะทำงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Steering Group: ECSG) เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2542 ถึงกุมภาพันธ์ 2544  ซึ่งครอบคลุมกิจกรรม เช่น การวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน การกำหนดเป้าหมายการดำเนินการไปสู่การค้าไร้กระดาษภายในปี ค.. 2010  การจัดทำสถิติการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดทำดัชนีความพร้อมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แผนปฏิบัติการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง และการจัดทำแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ เป็นต้น

   -   ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค เมื่อปี 2535 และจะเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่งในปี 2546-     นอกจากนี้ ในปี 2546 ไทยจะทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานและการรับรอง (Sub-Committee on Standard and Conformance: SCSC) และคณะอนุกรรมการด้านพิธีการศุลกากร (Sub-Committee on Customs Procedure: SCCP)

             
                 นโยบายของไทยและประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากเอเปค

ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนการค้าเสรีมาตลอด โดยดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคำนึงถึงความพร้อมของภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การประกาศปฏิญญาโบกอร์ของผู้นำเอเปค ที่กำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก ภายในปี ค.. 2020 ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย หากเป็นการประกาศเจตนารมย์ทางการเมือง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพราะประเทศสมาชิกจะต้องมีการดำเนินการปรับนโยบายภายในให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ดังกล่าว ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการรายประเทศ (IAP) จะเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในเรื่องนี้ต่อไปตลาดของสมาชิกเอเปคที่เปิดเสรีมากขึ้น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนของไทย เนื่องจากเอเปคประกอบด้วยสมาชิกที่มีอำนาจและศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เช่น สหรัฐฯ  ญี่ปุ่น อาเซียน จีน แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกาหลีใต้ จีนไทเป และฮ่องกง รวมถึงประเทศที่จะเป็นตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย เช่น เม็กซิโก ชิลี เปรู และรัสเซียการรวมกลุ่มของเอเปค สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่น และสามารถกดดันให้สมาชิกในกลุ่มลดอุปสรรค/ข้อกีดกันทางการค้า เช่น มาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร และมาตรการสุขอนามัยที่มีข้อกำหนดสูงกว่ามาตรฐานระหว่างประเทศในระยะสั้น อาจมีบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการเปิดเสรี ซึ่งจะต้องมีการปรับตัว  แต่ในระยะยาว การแข่งขันจากการเปิดเสรีจะนำไปสู่การจัดสรรและการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ  ในที่สุด ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์เพราะมีสินค้าและบริการที่หลากหลายให้เลือกใช้ได้ในราคาที่ถูกลง ในขณะที่ผู้ผลิตสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากร วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการประชุมกลุ่มย่อย การประชุมคณะทำงานสาขาต่างๆ และโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ภายใต้กรอบเอเปค เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับสมาชิกอื่น รวมทั้งอาศัยความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อรองรับการเปิดเสรีในระดับโลกต่อไป  ทั้งนี้ ไทยได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมความร่วมมือของเอเปค และมีบทบาทในการส่งเสริมความก้าวหน้าของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการค่อนข้างมาก โดย ดร. เมธี ครองแก้ว ได้ทำหน้าที่ประธานของคณะอนุกรรมการด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการของเอเปค (APEC SOM Sub-Committee on ECOTECH) ในปี 2543-2544การปรับประสานข้อมูล กฎระเบียบ และวิธีการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ตามแผนปฏิบัติการร่วมกันของสมาชิก เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในภูมิภาค เช่น เรื่องพิธีการศุลกากร มาตรฐานและการรับรองสินค้าอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จะช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยให้เป็นมาตรฐานสากล อำนวยความสะดวกให้การไหลเวียนทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง (SMEs)ไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญประเทศหนึ่ง น่าจะได้ประโยชน์จากแผนงาน APEC Food System ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค เนื่องจากความต้องการด้านอาหารจะเพิ่มมากขึ้นตามการเพิ่มของประชากรในภูมิภาค หากไม่มีการวางแผนหรือการบริหารจัดการที่ดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดการขาดแคลนหรือเกิดปัญหาการขาดประสิทธิภาพการผลิต ฯลฯ ที่รุนแรงได้นอกจากนี้ ไทยสามารถเสนอโครงการขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นในด้านการจัดทำฐานข้อมูลการปฏิบัติตามพันธกรณี WTO ระหว่างปี 2544-2545 ภายใต้แผนกลยุทธ์ของเอเปคในการให้ความช่วยเหลือด้าน Capacity Building แก่สมาชิกกำลังพัฒนา ญี่ปุ่นยังได้ให้ความช่วยเหลือในการจัดสัมมนา/ฝึกอบรมเรื่อง GATS, Antidumping, Negotiation Skills, IPR, Financial Services และ Telecommunication Services และแคนาดาได้ประกาศในที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคปี 2544 ว่าจะให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย ในรูปแบบโครงการ 5 ปี มูลค่า 9 ล้านเหรียญแคนาดาในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเซีย ที่เริ่มจากไทยในปี 2540 เอเปคได้ร่วมกันผลักดันให้สมาชิกคงนโยบายการค้าเสรีเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ไม่ให้ถดถอยลง เพราะหากประเทศต่างๆ หันไปดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายใน จะทำให้การค้าและเศรษฐกิจยิ่งหดตัว ซ้ำเติมปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงอีกโดยสรุปแล้วจะเห็นว่า การดำเนินงานในเอเปคเป็นไปตามความพร้อมและความสมัครใจของแต่ละสมาชิก  สมาชิกที่สามารถปรับตัวและเข้าร่วมในการเปิดเสรีได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งจะได้ประโยชน์เร็วขึ้นเท่านั้น เนื่องจากสาขาการผลิตที่สามารถเปิดเสรีได้แสดงถึงความมีประสิทธิภาพทางการผลิตและขีดความสามารถด้านการแข่งขันในสาขานั้น และการหลีกเลี่ยงการเปิดเสรีในยุคโลกาภิวัตน์และการสื่อสารไร้พรมแดนของศตวรรษใหม่นี้คงกระทำได้ยาก  ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยควรใช้ประโยชน์จากกลไกและกระบวนการในเอเปคเพื่อติดตาม เรียนรู้ และปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในโลกให้มากที่สุด

               

 

 

 

องค์การสหประชาชาติ
      (United  Nations  Organization )

 

                 ประวัติความเป็นมาของ

                คำว่า The United Nations  เกิดจากความคิดของประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี รูสเวสท์ ประกาศใช้คำนี้เป็นครั้งแรก ในวันที่ 1 มกราคม 1942 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผู้แทนจาก 26 ประเทศ ได้ตกลงกันที่จะสู้กับฝ่ายอักษะ  กฏบัตรสหประชาชาติร่างขึ้นโดยผู้แทนจาก 50 ประเทศ ในการประชุมที่นครซานฟรานซิสโก ระหว่าง 25 เมษายน ถึง 26 มิถุนายน 1945 ในวันสุดท้ายมีการลงนามรับรองกฎบัตร  โดย โปแลนด์ขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกในภายหลัง เป็นประเทศที่ 51   ในการประชุมสมัชชาสหประชาติครั้งแรกในวันที่ 24 ตุลาคม 1945 ได้มีการให้สัตยาบันกฎบัตรดังกล่าว จึงถือวันที่ 24 ตุลาคม ของทุกปี เป็น วันสหประชาชาติขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังดำเนินอยู่ ผู้นำของประเทศพันธมิตรพากันตระหนักว่า หลังสงครามครั้งนี้ จำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะร่วมกันจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นเพื่อป้องกันสงครามครั้งต่อไป
                องค์การระหว่าประเทศนี้ก็คือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations Organization) ในปัจจุบันองค์การนี้จัดตั้งขึ้นโดยยึดสันติภาพและภราดรภาพเป็นหลัก รวมทั้งความยึดมั่นในหลักการที่ว่า วันหนึ่งในอนาคตมวลมนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในโลกด้วยความมั่นคงปลอดภัย กอร์ปด้วยเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งนี้ ทุกประเทศจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาและกรณีพิพาทต่างๆ โดยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการทำลายล้างซึ่งกันและกันซึ่งยังความหายะและความทุกข์ยากมาสู่มนุษย์ นอกจากนี้องค์การนี้จะดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้มวลมนุษย์มีการอยู่ดีกินดี ขจัดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ความยากไร้หิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ความขาดแคลนทรัพยากรและทักษะในการทำงานด้านต่างๆ อนึ่งทุกประเทศจะต้องระลึกไว้เสมอว่า โลกนี้จะมีสันติภาพอันถาวรมิได้ ตราบใดที่แต่ละประเทศยังคงดำเนินการต่างๆ โดยคำนึงผลประโยชน์ของประเทศตนก่อนอื่นเป็นหลัก
                ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้เคยมีการเคลื่อนไหวหลายครั้งที่จะดำรงไว้ซึ่งสันติภาพอันถาวร แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ครั้นถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้ร่วมมือกันแสวงหาลู่ทาง ขจัดปัญหาระหว่างประเทศโดยอาศัยการประชุมปรึกษาหารือกัน เช่น การประชุมแห่งเวียนนาและการประชุมแห่งเอกซ์ลาชาแปล เป็นต้น เป็นสมัยที่เรียกว่าสมัยแห่งความร่วมมือของยุโรป (Concert of Europe) ต่อมาอีกเกือบ 100 ปี ก็ได้มีการประชุมที่กรุงเฮกใน ค.ศ.1899 (พ.ศ.2442) และ 1907 (พ.ศ.2450) เพื่อพิจารณาลดอาวุธทั่วไป นอกจากนี้ยังปรากฏในรูปของความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่างๆ เช่น การจัดตั้งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สหภาพไปรษณีย์สากลระหว่างประเทศเป็นต้น แต่ความพยายามที่จะรักษาสันติภาพด้วยวิธีการ ดังกล่าวไม่ถาวร จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ประธานาธิบดีวิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา ได้พยายามจัดตั้งสันนิบาตชาติขึ้นเพื่อดำรงรักษาสันติภาพของโลกให้ถาวร แต่ในที่สุดสันนิบาตชาติก็ต้องเลิกล้มไป ถึงกระนั้นก็ตามประเทศต่างๆ ก็ยังเห็นคุณประโยชน์ของสันนิบาตชาติ จึงได้ร่วมมือกันสถาปนาองค์การสหประชาชาติขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ.2488)
                องค์การสหประชาชาติ เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ องค์การนี้มีความมุ่งเน้นในการช่วยเหลือมนุษยชาติ และรักษาสันติภาพของโลก เพื่อให้มนุษยชาติได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ
                สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ ณ เมืองต่างๆ หลายประเทศ องค์สหประชาชาติมีสมาชิกทั้งหมดรวม 188 ประเทศ   พ.ศ.2543 ซึ่งมีทั้งที่เป็นประเทศและเป็นรัฐต่างๆ
 

      องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย

            สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นหน่วยงานหนึ่งในองค์การสหประชาติเกือบ 20 แห่ง ซึ่งมีโครงการในประเทศไทย รวมเป็นทีมงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย นอกจากนั้น ยังมีสำนักงานส่วนภูมิภาคแห่งองค์การสหประชาชาติอีกหลายหน่วยงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเซียและแปซิฟิก (UNESCAP) และ สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิค                     

            ผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศ               

 ผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติในแต่ละประเทศได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ ดำเนินงานด้านการพัฒนาในประเทศที่ได้รับมอบหมาย และเป็นผู้นำทีมงานหน่วยงานองค์กรสหประชาชาติประจำในประเทศนั้นๆ ผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศ จึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งเสริมวาระสากลซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ และสร้างความมั่นใจด้านการให้ความร่วมมือและเชื่อมโยงกิจกรรมดำเนินการโดยหน่วยงานต่างๆขององค์การสหประชาชาติ และกับภาคีองค์กรพัฒนาอื่นๆ          ผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ปัจจุบัน คือ นางกวี-โยป ซน Gwi-Yeop Son และดำรงตำแหน่ง ผู้แทน ยูเอ็นดีพี ประจำประเทศไทย 

                        

 

   การประชุมเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม   (Asia-Europe Meeting : ASEM)

ความเป็นมา


             การประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือที่เรียกว่า
อาเซม (Asia-Europe Meeting : ASEM) ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 -2 มีนาคม 2539 เป็นการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ซึ่งเป็นก้าวแรกที่จะเชื่อโยงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และยุโรป
                อาเซมเริ่มต้นจากข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี
Goh Chok Tong ของสิงคโปร์ ที่ต้องการรักษาความสมดุลของภูมิภาค โดยให้มีการเชื่อมโยงระหว่าง แอตแลนติกกับแปซิฟิค เพราะในขณะนั้น มีความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเพียง 2 กระแส คือ ความร่วมมือในกรอบเอเปค และความสัมพันธ์ ใกล้ชิดระหว่างอเมริกาและยุโรป ที่เรียกว่า ทรานส์แอตแลนติก ในขณะที่การเชื่อมโยงระหว่างเอเชียกับยุโรปกลับหายไป  ในระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปค ครั้งที่ 2 ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทย (นายชวน หลีกภัย) ได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และทั้งสองเห็นพ้องกันว่าควรมีการประชุมระหว่างผู้นำของเอเชียและยุโรป จากนั้นสิงคโปร์ ก็ได้ทาบทามสหภาพยุโรปโดยผ่านฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาที่ประชุมคณะมนตรีก็ได้เห็นพ้องกับข้อเสนอนี้ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2538 โดยสิงคโปร์ได้เสนอ ให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดขึ้น


        องค์ประกอบของการประชุมเอเชีย-ยุโรป
                การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-สหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 3 - 4 พฤษภาคม 2538 ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการประชุมเอเชีย-ยุโรป และได้ตกลงกันว่า ให้อาเซียนเป็นผู้เสนอรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมจากเอเชีย และสหภาพยุโรปเสนอฝ่ายยุโรป ซึ่งต่อมาทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ให้ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย
                 ฝ่ายเอเชีย 10 ประเทศ ได้แก่ 7 ประเทศในอาเซียน คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม กับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
                ฝ่ายยุโรป 15 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบอร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร รวมทั้งผู้แทนสหภาพยุโรป

            การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ( Asia-Europe Meeting : ASEM )

             ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม (ASEM) ครั้งที่ 1 ในวันที่ 1-2 มีนาคม 2539 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นั้น เป็นการเริ่มต้นกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างเอเชียและสหภาพยุโรป ซึ่งนำไปสู่การดำเนินกิจกรรมร่วมกันต่อไปในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยอาเชีย 10 ประเทศ สหภาพยุโรป 15 ประเทศ และคณะกรรมาธิการยุโรป
การประชุมผู้นำอาเซมจะมีขึ้นทุกๆ 2 ปี หลังจากที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกไปแล้ว การประชุมอาเซม ครั้งที่ 2 (ASEM II) มีขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2541 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และการประชุมอาเซม ครั้งที่ 3 (ASEM III) มีขึ้นในวันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2543 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

      ความร่วมมืออาเซมทางเศรษฐกิจ
                 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของขบวนการอาเซม มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยได้มีการหารือเรื่องการค้าและการลงทุน เรื่องที่เกี่ยวกับ องค์การการค้าโลก ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้คำรับรองแผนปฏิบัติการส่งเสริมการลงทุน (Investment Promotion Action Plan : IPAP) ครอบคลุมด้านการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งด้านนโยบายและกฎระเบียบทางการลงทุน แผนปฏิบัติการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Action Plan : TFAP) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซมและเพิ่มโอกาสทางการค้าด้วย ีการประชุมระดับ รัฐมนตรีจะมีขึ้นทุกๆ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการค้าและการลงทุน
(Senior Officials Meeting on Trade and Investment : SOMTI) เป็นประจำ

          ประโยชน์ต่อประเทศไทยทางเศรษฐกิจ
             ขบวนการอาเซมเป็นความร่วมมือระหว่างเอเซียและยุโรป ซึ่งครอบคลุมในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและการเงิน ตลอดจนกิจกรรมด้านอื่นๆ แม้อาเซม จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็มีกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน ในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสามารถใช้เวทีนี้ สำหรับการหารือในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีความเข้าใจกันมากขึ้น และเกิดทัศนที่ดีต่อกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างสองภูมิภาคในระยะยาว

             การดำเนินการตามแผน TFAP เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกเอเชีย-ยุโรปเป็นไปได้สะดวกขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าทั้งสองภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติการทางการเงินของเอเชีย ประเทศสมาชิกในเอเชียหลายประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งขยายการส่งออก การเร่งให้มีดำเนินการตามแผน TFAP จะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในเรื่องการลงทุนนั้น การดำเนินการตามแผน IPAP อย่างเป็นรูปธรรมจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายการลงทุนของสองภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียต้องการให้มีการขยายการลงทุนจากยุโรปมากขึ้น จึงควรผลักดันให้มีการดำเนินการตามแผน IPAP โดยเร็ว

                        เป้าหมายของประเทศไทยใน ASEM                 

    ตั้งแต่มีการริเริ่มกระบวนการ ASEM ประเทศสมาชิกได้เห็นพ้องกันว่า ASEM ควรเป็นเวทีหารือเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างเอเชียกับยุโรป และระหว่างการประชุม ASEM ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ที่ประชุมได้เห็นพ้องกันว่า ควรยกระดับ ASEM ให้เป็นทั้งเวทีหารือและเวทีความร่วมมือ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของไทยที่จะให้ ASEM เป็นเวทีส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปและสมาชิก ASEM ฝ่ายเอเชียอื่นๆ โดยการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันทั้งในระดับเจ้าหน้าที่และระดับประชาชนต่อประชาชน การเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างเอเชียกับยุโรปในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านที่เป็นประโยชน์ต่อไทย เช่น ในด้านเศรษฐกิจ (เพิ่มการค้าการลงทุนระหว่างกัน) และการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ ที่ยุโรปมีความก้าวหน้า  ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุม ASEM 1 ที่กรุงเทพฯ ในปี 2539 ASEM ได้ริเริ่มและพัฒนากิจกรรมความร่วมมือมากมายในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยและประเทศสมาชิกอื่น ๆ  นอกจากนี้ ไทยประสงค์ให้ ASEM เป็นกลไกในการเสริมสร้าง strategic partnership ระหว่างเอเชียกับยุโรปในทุกด้าน โดยเฉพาะในการส่งเสริมสันติภาพความมั่นคง และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรปมากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือที่เท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่การส่งเสริมความร่วมมือในสาขาอื่นต่อไป    

                                          WTOองค์การการค้าโลก (WTO)

      ความเป็นมาองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นองค์การระหว่างประเทศ ที่มีพัฒนาการมาจากการทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) เมื่อปี พ.. 2490 ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีสถานะเป็นสถาบันจนกระทั่งประเทศสมาชิกได้จบรอบการเจรจาการค้ารอบอุรุกวัย และผลการเจรจาส่วนหนึ่งคือ การก่อตั้ง WTO ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.. 2538 มีสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ และมี
ที่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
              ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ขณะนี้ มีประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก WTO ที่สำคัญ เช่น รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม ลาว เป็นต้น มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก WTO ด้วยกันคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ของการค้าโลก และการขยายตัวของจำนวนสมาชิกจะมีผลให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับด้วย ปัจจุบัน (ณ เดือนพฤศจิกายน 2546) WTO มีสมาชิกทั้งสิ้น 148 ราย 

 

                 วัตถุประสงค์
               WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressive liberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิก และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้ WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
               การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและข้อผูกพัน (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่างๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของ WTO นอกจากช่วยส่งเสริมให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งผู้ค้าและผู้ลงทุน ผู้ผลิตและส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้


                    หน้าที่ WTO
1. บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่เป็นผลจากการเจรจาในกรอบของ GATT/WTO รวม 28 ฉบับ โดยผ่านคณะมนตรี (Council) และคณะกรรมการ (Committee) ต่างๆ ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธะกรณี
2. เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกทั้งในรูปของมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร
3. เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสมาชิก และหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะ
4. ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและจัดให้มีการทบทวนนโยบาย การค้าของสมาชิกอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการตรวจสอบให้เป็นไปในแนวทางการค้าเสรี
5. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูล ข้อแนะนำเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอตลอดจนทำการศึกษาประเด็นการค้าที่สำคัญๆ
6. ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IME) และธนาคารโลกเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น
        

            กรอบท่าทีการเจรจาของไทยครม. มีมติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เห็นชอบกรอบท่าทีไทยสำหรับการเจรจา
รอบโดฮา ขณะนี้การเจรจาเรื่องต่างๆ มีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่ง และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 มีมติเห็นชอบให้กำหนดกรอบท่าทีของไทยในเรื่องต่างๆ ตามข้อ 3.1 มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้

1    การแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบโรคระบาดให้มียาราคาถูกรักษาโรค

 - ยอมรับมติในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบโรคระบาดมี
ยาราคาถูกรักษาโรคเพื่อการสาธารณสุขและมนุษยธรรม โดยให้มีการป้องกันมิให้ยาที่นำเข้าภายใต้โครงการนี้ถูกนำออกไปขายในตลาดอื่น และให้มีการทบทวนการดำเนินการตามมตินี้เป็นระยะ

 

2    การจัดทำ modalities เรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร

4.2.1 ให้มีการปฏิรูปการค้าสินค้าเกษตรอย่างจริงจัง โดยมุ่งเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการลดภาษีสูงและภาษีขั้นบันได  ลดการอุดหนุนส่งออกเพื่อนำไปสู่การยกเลิก
ในที่สุด และการลดอุดหนุนภายในที่บิดเบือนการค้าลงอย่างมาก โดยให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและ
 แตกต่าง ตลอดจนความยืดหยุ่นแก่ประเทศกำลังพัฒนาในทุกเรื่องของการเจรจา ทั้งนี้ ไทยไม่ขัดข้องให้มีการคำนึงถึงข้อกังวลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าในการเจรจา แต่ให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของไทยให้มากที่สุด
 

 

4.2.2    ให้จัดทำ modalities สินค้าเกษตรให้เสร็จเร็วที่สุด และกำหนดให้ยื่นตารางข้อผูกพัน ภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากการจัดทำ modalities 

 

3    การจัดทำ modalities เรื่องการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม 

 

4.3.1       ยอมรับรูปแบบ (modalities) สำหรับการเจรจาเปิดตลาดสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าเกษตร โดยใช้สูตร (formula) เป็นวิธีการหลักในการลดภาษี และให้การยกเลิกภาษีรายสาขา(sectoral tariff elimination) เป็นวิธีการเสริม  โดยคำนึงถึงหลักการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และให้ประเทศกำลังพัฒนาลดภาษีในอัตราที่น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว และใช้ระยะเวลาในการลดภาษีที่ยาวนานกว่าทั้งนี้ ไทยสนับสนุนให้มีการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีควบคู่ไปกับการเจรจาลดภาษี 

 

4    การเปิดเสรีสินค้าบริการ 

 

4.4.1   ให้ไทยยื่น initial offers ภายในเดือนสิงหาคม 2546 

 

4.4.2  ยอมรับกำหนดการยื่นข้อเสนอปรับปรุงใหม่ได้  โดยให้คำนึงถึงความคืบหน้าของการเจรจาเรื่องสินค้าเกษตรด้วย เพื่อให้การเจรจาเรื่องการค้าบริการและการค้าสินค้าเกษตรมีความคืบหน้าไปพร้อมๆ กัน 

 

5  การจัดทำระบบพหุภาคีสำหรับการแจ้งและจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับไวน์และสุรา 

 

4.5.1      สนับสนุนให้มีการจัดทำระบบพหุภาคีสำหรับการแจ้งและจดทะเบียน
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ครอบคลุมสินค้าอื่น นอกเหนือจากไวน์และสุรา เนื่องจากไทยมีสินค้าออกที่สำคัญหลายชนิดที่ควรจะได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าวด้วย จึงควรเชื่อมโยงการเจรจาเรื่องนี้กับการเจรจาขยายขอบเขตการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้ครอบคลุมสินค้าอื่น นอกเหนือจากไวน์และสุรา
 

 

4.5.2      ระบบพหุภาคีควรมีผลใช้บังคับในประเทศสมาชิกโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนซ้ำในแต่ละประเทศ และควรอนุญาตให้มีการคัดค้านอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการนำชื่อ GI ของผู้อื่นมาจดทะเบียนโดยมิชอบ  

 

 

4.6    การต่ออายุการเจรจาปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจว่าด้วยการระงับข้อพิพาท     

 

4.6.1    ยอมรับให้มีการต่ออายุการเจรจาปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจว่าด้วยการระงับข้อพิพาออกไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2547 โดยให้ใช้ผลการเจรจาที่ผ่านมาเป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อไป                     

 4.7     การให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

4.7.1  ยอมรับมติปรับปรุงการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับเรื่องที่มอบหมายให้กลุ่มเจรจาต่างๆ พิจารณาก็ให้คณะมนตรีใหญ่ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ส่วนเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้คณะกรรมการการค้าและการพัฒนาพิจารณาและรายงานผลต่อคณะมนตรีใหญ่

 

4.8    การลงทุน

       4.8.1     ยอมรับให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุนที่ครอบคลุมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อไทย โดยให้มีความยืดหยุ่นและการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

    4.8.2       เจรจาจัดทำรูปแบบการเจรจา (modalities) ให้เป็นประโยชน์ต่อไทย
ให้มากที่สุด โดยให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่ระบุไว้ในปฏิญญารัฐมนตรีที่โดฮา

 

 

  4.9  นโยบายการแข่งขัน

    4.9.1      ยอมรับให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงพหุภาคีว่าด้วยนโยบายการแข่งขัน  เพื่อกำจัดพฤติกรรมการแข่งขันระหว่างประเทศ ประเภท Hard Core Cartel                                         

4.9.2       เจรจาจัดทำรูปแบบการเจรจา (modalities) ให้เป็นประประโยชน์ต่อไทยให้มากที่สุด โดยให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่ระบุไว้ในปฏิญญารัฐมนตรีที่โดฮา

4.10    ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ   

 

4.10.1   ยอมรับให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ที่ครอบคลุมเฉพาะเรื่องความโปร่งใส ไม่รวมเรื่องการเปิดตลาด และไม่จำกัดขอบเขตของรัฐฯ ในการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าและผู้ประกอบการภายในประเทศ  ทั้งนี้ ควรให้เวลาแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวด้วย     

4.10.2   เจรจาจัดรูปแบบการเจรจา (modalities) ให้เป็นประโยชน์ต่อไทยมากที่สุด  โดยให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่ระบุไว้ในปฏิญญารัฐมนตรีที่โดฮา    

 

 

4.11   การอำนวยความสะดวกทางการค้า                                

 

 4.11.1    ยอมรับให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าได้ โดยให้มีการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา  

 

4.11.2        เจรจาจัดรูปแบบการเจรจา (modalities) ให้เป็นประโยชน์ต่อไทยมากที่สุด  โดยให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่ระบุไว้ในปฏิญญารัฐมนตรีที่โดฮา  

 

4.12     การขยายเวลาการยกเว้นการเก็บภาษี Electronic Transmission เป็นการชั่วคราว   

 

4.7.ยอมรับให้มีการขยายเวลาการยกเว้นภาษี Electronic Transmission เป็นการชั่วคราว จนถึงการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 6 

 

4.12.2   ให้มีการตรวจสอบ (examination) เรื่องนี้ ภายใต้ Work Programme พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อไป 

 

4.13    การกำหนดขอบเขตและรูปแบบของการฟ้องร้องกรณีที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของความตกลง TRIPS

4.13.1   ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการฟ้องร้องกรณีที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของความตกลง TRIPS (non -violation complaints) จึงควรชะลอการนำ non-violation complaints มาใช้กับความตกลง TRIPS จนกว่าจะสามารถกำหนดขอบเขตและรูปแบบสำหรับการนำ non-violation complaints มาใช้ได้

 

4.14   การรับสมาชิกใหม่ของ WTO  

 

4.14.1       ยอมรับกัมพูชาและเนปาลเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของ WTO  

 

 

 

 

เวปไซต์อ้างอิง  http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=2203.0                    

  http://www.oknation.net/blog/sarunra/2009/01/20/entry-7

          

http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=41988.0

http://dek-d.com/content/all/14006/

 

 http://www.gracezone.org/index.php/knowlage/307-2009-02-21-15-31-11

 http://www.dft.moc.go.th/nongkhai/detail/2005330164601.htm

:   http://www.crma.ac.th/histdept/karn_rian/contemhist/un.htm 

 http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Org-Inter/History-Un.htm

           

 http://www.undp.or.th/thai/aboutus/uninthailand.html

 

   


 

   

รูปภาพของ silavacharee

Innocent ส่งงานผิดหรือเปล่า เพราะทำซ้ำกับกลุ่มอื่น

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 23 คน กำลังออนไลน์