หน่วยการเรียนรู้ที่ 5

รูปภาพของ sila15722

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 กฎหมายที่ประชาชนควรรู้

1. การทะเบียนราษฎร์
บุตรเกิด ถ้าเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้ง ถ้าเกิดนอกบ้าน ให้มารดาแจ้งภายใน 15 วัน นับแต่วันเกิด


ชื่อบุตร ให้เจ้าบ้าน บิดา หรือมารดาแล้วแต่กรณี แจ้งชื่อบุตรพร้อมกับการแจ้งเกิด ถ้าจะเปลี่ยนชื่อให้แจ้งภายใน 6 เดือนนับแต่วันแจ้งชื่อครั้งแรก


ย้ายบ้าน ให้ผู้ย้ายหรือผู้ที่เจ้าบ้านมอบอำนาจแจ้งออกจากบ้านเดิมภายใน 15 วัน และเมื่อไปอยู่บ้านใหม่ให้แจ้งภายใน 15 วันเช่นกัน


คนตาย ถ้าในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้ง ถ้าตายนอกบ้านให้ผู้ที่ไปกับผู้ตาย หรือผู้ที่พบศพเป็นผู้แจ้ง ภายใน 24 ช.ม. นับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพ แจ้งที่ไหน กรณีบุตรเกิด ตั้งชื่อบุตร ย้ายบ้านหรือคนตาย ให้แจ้งดังนี้
ในเขตเทศบาล : ให้แจ้งที่สำนักงานท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเทศบาล
นอกเขตเทศบาล : ให้แจ้งที่สำนักทะเบียนตำบล (บ้านกำนัน) หรือสำนักทะเบียนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง (เช่น เขตกรมทหาร)
ความผิด
ถ้าไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ถ้าไม่แจ้งการตายภายในเวลามีความผิดตามกฎหมย มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

2. บัตรประจำตัวประชาชน
คนไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 70 ปี บริบูรณ์ ต้องไปขอทำบัตรที่อำเภอหรือที่ว่าการเขตภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่อายูครบ 15 ปีบริบูรณ์
บัตรประจำตัวประชาชนชำรุดหรือสูญหาย ต้องยื่นคำร้องขอมีบัตรใหม่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่บัตรเดิมชำรุดหรือสูญหาย (ต้องไปแจ้งบัตรหายที่สถานีตำรวจ)
อายุของบัตร กำหนดใช้ได้ 6 ปี เมื่อถึงกำหนดสิ้นอายุบัตรต้องไปติดต่อขอทำบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันสิ้นอายุ ณ อำเภอท้องที่ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
ความผิด
ผู้ถือบัตรผู้ใดไม่อาจแสดงบัตรได้ในเมื่อเจ้าพนักงานขอตรวจ มีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท
ผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำร้องขอมีบัตร โดยแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าตนมีสัญชาติไทย มีโทษปรับไม่เกิน 2.000 บาทหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ไม่ยื่นคำร้องขอมีบัตรภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
บัตรหมดอายุไม่ต่อบัตรภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

3. การรับราชการทหาร
กำหนดเวลาแสดงตนลงบัญชีทหารกองเกิน ชายไทยอายุย่างเข้า 18 ปี ต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินในเดือนพฤศจิกายนของปีที่อายุย่างเข้า 18 ปี
สถานที่แสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน คือที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอที่เป็นภูมิลำเนาทหาร
 4. การรักษาความสะอาด
ห้ามขีดเขียน วาดรูปวาดภาพบนรั้วผนังอาคาร ต้นไม้ หรือสิ่งใดใสที่สาธารณะ หรือเห็นได้จากที่สาธารณะนั้น ถ้าฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ห้ามติดตั้ง ตาก วางหรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะหรือมองเห็นได้จากที่สาธารณะโดยไม่บังควรหรือทำให้มองดูแล้วไม่เป็นระเบียบเรัยบร้อย ถ้าฝ่าฝืนมีโทษปรับ 200 บาท
ห้ามบ้วน สั่งหรือถ่มน้ำลาย น้ำมูก น้ำหมาก เสมหะหรือทิ้งสิ่งใดๆ ลงบนท้องถนน พื้นรถ หรือเรือสาธารณะ โรงมหรสพ ร้านค้า หรือที่สาธารณะ ถ้าฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท
 5. การเรี่ยไร
ผู้ทำการเรี่ยไร ต้องมีใบอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรติดตัวและต้องออกใบรับให้ผู้บริจาค
 6.หนังสือมอบอำนาจ
การมอบอำนาจ เป็นการตั้งตัวแทนเพื่อทำการสำหรับการมอบอำนาจให้กระทำ การเกี่ยวกับที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ ควรใช้หนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดิน
 7. เอกเทศสัญญา
กู้ยืม การกู้ยืมเงินกันเกินกว่าห้าสิบบาท จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริงและต้องลงลายมือชื่อผู้กู้ด้วย กฎหมายให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 บาทต่อปี
การจำนอง คือการกู้ยืมโดยมีทรัพย์สิน เป็นประกัน โดยทั่วไปได้แก่ ที่ดิน บ้านพร้อมที่ดิน เรือยนต์ (5 ตันขึ้นไป) สัตว์พาหนะ ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ความ หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ซึ่งกฎหมายหากบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะกาล โดยทรัพย์ยังอยู่ที่ผู้จำนอง การจำนองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่าซื้อ ต้องทำเป็นหนังสือและปิดอากรแสตมป์ เว้นแต่เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรไม่ต้องปิดอากรแสตมป์  เช่าทรัพย์ เช่าบ้านหรือที่ดินไม่เกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่าและผู้ให้เช่า หากเกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
 8. กฎหมายที่ดิน
เมื่อโฉนดใบจองหรือ นส.3 ชำรุด สูญหายหรือเป็นอันตราย ต้องติดต่ออำเภอหรือสำนักงานทะเบียนที่ดิน เพื่อขอออกใบใหม่หรือใบแทน มิฉะนั้นผู้อื่นที่ได้หนังสือสำคัญไปอาจนำไปอ้างสิทธิ ทำให้เจ้าของเดิมเสียประโยชน์ได้
ที่ดินมือเปล่า เจ้าของควรดูแลรักษาให้ดี อย่าทอดทิ้งหรือปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า หากมีผู้ครอบครองก็หาทางไล่ออกไปเสีย มิฉะนั้นเจ้าของจะเสียสิทธิไป นอกจากนี้ หากไม่มี ส.ค.1 ก็ควรหาทางขอ น.ส.3 แล้วต่อไปก็ขอให้มีโฉนดเสียให้เรียบร้อย เพราะทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้นและปลอดภัยจากการเสียสิทธิมากขึ้น
ที่ดินมีโฉนด อย่าทอดทิ้งหรือปล่อยให้รกร้างหรือให้คนอื่นครอบครองไว้นานๆ อาจเสียสิทธิได้เช่นกัน
การทำนิติกรรม ต้องทำให้สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยทำที่อำเภอหรือสำนักงานทะเบียนที่ดิน
 9. อาวุธปืน
ผู้ที่ประสงค์จะขอมีอาวุธปืน เพื่อใช้หรือเก็บไว้ป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน ให้ยื่นคำร้องขอตามแบบ ป.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่
กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้บังคับการกองทะเบียนกรมตำรวจ
จังหวัดอื่นๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายทะเบียนท้องที่จังหวัด
การแจ้งย้ายอาวุธปืน เมื่อผู้ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนย้ายภูมิลำเนา ต้องแจ้งย้ายอาวุธปืนต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันย้าย และถ้าย้ายไปต่างท้องที่ให้แจ้งการย้ายต่อนายทะเบียนท้องที่ใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายไปถึงอีกด้วย
การรับมรดกปืน เป็นหน้าที่ของทายาทหรือผู้ครอบครอง ต้องไปแจ้งการตายต่อนายทะเบียนท้องที่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันทราบการตายและยื่นคำร้องขอรับมรดกอาวุธปืนนั้นต่อไป
ใบอนุญาตสูญหายหรือชำรุดอ่านไม่ออก ให้ยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนท้องที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบเหตุ
อาวุธปืนหายหรือถูกทำลาย ให้เจ้าของแจ้งเหตุพร้อมด้วยหลักฐานและส่งมอบใบอนุญาตต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนอยู่ หรือนายทะเบียนท้องที่ที่เกิดเหตุภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบเหตุ
*ความผิดและโทษของอาวุธปืน
มีและพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 20,000 บาท
พกพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้พก เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดพกพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปที่ชุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาทแม้ว่าผู้นั้นจะได้รับอนุญาตพกพาอาวุธปืนหรือกรณีเร่งด่วนก็ตาม
 

   กฎหมายเกี่ยวกับป่าสงวนแห่งชาติ

 

          คำนิยามเกี่ยวกับป่าสงวนแห่งชาติ

 

       ป่า  หมายความว่า  ที่ดินรวมตลอดถึง  ภูเขา  ห้วย  หนอง  คลอง  บึง  บาง  ลำน้ำ  ทะเลสาบ  เกาะ  และที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย                                         ป่าสงวนแห่งชาติ  หมายความว่า  ป่าที่ได้กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้                                                     ไม้  หมายความว่า  ไม้ทุกชนิดทั้งที่เป็นต้น  กอ  หรือเถา  ไม่ว่ายังยืนต้นหรือล้มลงแล้ว  และหมายความรวมตลอดถึง  ราก  ปุ่ม  ตอ  หน่อ  กิ่ง  ตา  หัว  เหง้า  เศษ  ปลายหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของไม้  ไม่ว่าจะถูกตัด  ฟัน  เลื่อย  ผ่า  ถาก  ทอน  ขุด  หรือกระทำโดยวิธีการอื่นใด                                                      ของป่า  หมายความว่า  สิ่งต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า  เป็นต้นว่า                                                     ()  ไม้ฟืน  ถ่าน  เปลือกไม้  ใบไม้  ดอกไม้  เมล็ด  ผลไม้  หน่อไม้  ชันไม้  และยางไม้                                                     ()  หญ้า  อ้อ  พง  แขม  ปรือ  คา  กก  กระจูด  กล้วยไม้  กูด  เห็ด  และพืชอื่น                                                     ()  ซากสัตว์  ไข่  หนัง  เขา  นอ  งา  กราม  ขนาย  กระดูก  ขน  รังนก  ครั่ง  รังผึ้ง  น้ำผึ้ง  ขี้ผึ้ง  และมูลค้างคาว                                                     ()  ดิน  หิน  กรวด  ทราย  แร่และน้ำมัน                                                “สัตว์เลี้ยง”  หมายความว่า  ช้าง  ม้า  ลา  ล่อ  โค  กระบือ  แพะ  แกะ  และสุกร  ที่มีเจ้าของ                                               

ทำไม้  หมายความว่า  ตัด  ฟัน  กาน  โค่น  ลิด  เลื่อย  ผ่า  ถาก  ทอน  ขุด  หรือชักลากไม้ที่มีอยู่ในป่า  หรือนำไม้ที่มีอยู่ในป่าออกจากป่าด้วยประการใดๆ                                  .       การกำหนดป่าสงวนแห่งชาติ                                                ..       การกำหนดป่าสงวนแห่งชาติกฎหมายได้กำหนดให้ป่าที่เป็นป่าสงวนตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่าอยู่แล้ว  ยังเป็นป่าสงวนอยู่ต่อไป    และกำหนดวิธีการกำหนดป่าหนึ่งป่าใดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติโดย

การกำหนดเป็นกฎกระทรวง    ซึ่งจะต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติแนบท้ายกฎกระทรวงด้วย    ซึ่งปัจจุบันได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดป่าสงวน

แห่งชาติหลายฉบับ     สำหรับการเปลี่ยนแปลงเขตหรือเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ต้องกระทำโดยกฎกระทรวงด้วย  ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนบางส่วนจะต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนแนบท้ายกฎกระทรวงนั้นด้วย  และต้องปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ดังกล่าวไว้    ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอท้องที่  ที่ทำการกำนัน  และที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายในหมู่บ้านท้องที่ที่มีการกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  นอกจากนั้นกฎหมายยังบังคับให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ตามสมควร  เพื่อให้ประชาชนได้เห็นด้วย           ..   การกำหนดให้มีป่าสงวนแห่งชาติแล้ว    จะต้องมีคณะกรรมการป่าสงวนแห่งชาติสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้น ๆ  ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนกรมป่าไม้  ผู้แทนกรมการปกครอง  ผู้แทนกรมที่ดิน  และกรรมการอีกสองคนซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่งตั้ง  โดยคณะกรรมการมีอำนาจควบคุมการจัดให้มีหลักเขตและป้าย  หรือเครื่องหมายที่แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ  และการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาติและแผนที่ท้ายกฎกระทรวง  การสอบสวนและวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าทดแทนการเรียกให้บุคคลมาให้ถ้อยคำ  และการแต่งตั้งอนุกรรมการ                                                         ..     เมื่อได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติแล้ว  ผู้ที่มีสิทธิหรือทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาติใช้บังคับ  จะต้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับ หากไม่มีการยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว  กฎหมายให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิหรือประโยชน์    ก็จะไม่ได้ค่าทดแทนตามที่กฎหมายกำหนด    แต่ในกรณีนี้จะไม่บังคับถึงผู้ที่มีสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน  เช่น  เป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์(.. )   หรือโฉนดที่ดิน                                ..      การควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ         ..        ในเขตป่าสงวนแห่งชาติกฎหมายได้กำหนดห้ามไม่ให้มีการยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย  ก่นสร้าง  แผ้วถาง  เผาป่า  ทำไม้ 

เก็บหาของป่า  หรือทำให้ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมเสียสภาพ  แต่อย่างไรก็ดี  กฎหมายมิได้ห้ามเด็ดขาด พนักงานเจ้าหน้าที่อาจอนุญาตให้มีการทำไม้หรือเก็บหาของป่า  หรืออาจจะอนุญาตให้มีการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยก็ได้  การทำไม้หวงห้ามหรือเก็บของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ซึ่งต้องมีการขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  ในกรณีที่ป่าสงวนแห่งชาติไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนมีสภาพเป็นป่าไร่ร้างเก่า  ทุ่งหญ้า  เป็นป่าที่ไม่มีไม้มีค่าหรือไม้มีค่าที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลือน้อย  และป่าสงวนแห่งชาตินั้นยากที่จะกลับฟื้นคืนดีตาม

ธรรมชาติ  ก็อาจถือว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม  และมีการอนุญาตให้ทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าหรือไม้ยืนต้นตามเงื่อนไขที่กำหนด  ซึ่งการอนุญาตในกรณีนี้กฎหมายให้ตกทอดเป็นสิทธิแก่ทายาทด้วย  นอกจากนี้ยังอาจมีการอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการศึกษาหรือการวิจัยทางวิชาการ                                                ..      ในการควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ  พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ  หรือให้งดเว้นการกระทำใด ๆ  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด  หรือสั่งเป็นหนังสือให้มีการรื้อถอน  แก้ไขหรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่จะเป็นอันตราย  หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่  ก็อาจจะมีการยึด  ทำลาย  รื้อถอน  ก็ได้                                    ..    ถ้ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้กฎกระทรวง และเงื่อนไขในใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตที่ออกตามความในกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  ไม่ว่าการกระทำความผิดนั้นเกิดจากผู้รับใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตหรือผู้แทน  คนงาน  หรือผู้รับจ้าง  กฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาต  มีกำหนดไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันออกคำสั่ง  แต่อธิบดีมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งหรือเพิ่มหรือลดระยะเวลาได้  แต่เพิ่มได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน  คำสั่งดังกล่าวผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้  โดยยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง  ซึ่งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีนี้ให้ถือเป็นที่สุด  หรือในกรณีที่มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาต  ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควร    กฎหมายก็ให้อำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตได้ด้วย  หรือสั่งเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้   หากมีการอนุญาตโดยมิชอบหรือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ  แต่ผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตมีสิทธิได้รับค่าทดแทนถ้ากรณีมิใช่เป็นความผิดของผู้นั้น   กฎหมายเกี่ยวกับการสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองในอดีตประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ จากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการทำลายป่าและล่าสัตว์มากขึ้น เป็นผลให้แหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่าถูกทำลาย สัตว์ป่าถูกล่าจนมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าหลายชนิดเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย          กฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่าในขณะนั้น มีเพียง พระราชบัญญัติรักษาช้างป่า ร.ศ.1199(พ.ศ.2443) เท่านั้น ยังไม่มีการคุ้มครองสัตว์ป่าอื่น ๆ ต่อมาในปีพ.ศ.2503 รัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ตรากฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้น คือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 โดยมีสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงลงนามในพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2503  ปี พ.ศ.2535 ได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ใหม่ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถทำให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลสมดังวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ประกอบกับจำเป็นจะต้องเร่งรัดการขยายพันธุ์สัตว์ป่าและให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าควบคู่กันไป   และเนื่องจากปัจจุบันได้มีความตกลงระหว่างประเทศในการที่จะร่วมมือกันเพื่อสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของท้องถิ่นอันเป็นทรัพยากรทีสำคัญของโลก ดังนั้นเพื่อปรับปรุงให้มาตรการในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ สมควรปรับปรุงกฏหมายนี้          และต่อมาได้ถือเอาวันที่ 26 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติอย่างไรก็ตาม สัตว์ป่าในธรรมชาติก็ยังคงถูกไล่ล่า และลดจำนวนลงเรื่อยๆ ภารกิจ ของผู้มีหน้าที่ในการปกป้องชีวิตสัตว์ป่ามีมากขึ้น การทำงานเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ลำพังเพียงเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนฝ่าย ประสานร่วมมือกันทั้งจากภาครัฐ เอกชน ประชาชน เยาวชน และองค์กรเอกชนต่าง ๆ          

        การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงห่วงใยต่อทรัพยากรป่าไม้ ทรงให้คำแนะนำและแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์เสมอมา โดยได้เปิดโอกาสให้เอกชนสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางประเภทได้ เนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้สัตว์ป่าคงอยู่คู่กับโลกต่อไป 

         สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปณิธานอันแรงกล้า ได้ทรงสนทนากับชาวบ้านให้มีความรัก ห่วงใยต่อแทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และชีวิตของสัตว์ป่าดังปรากฏในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระองค์ได้เสด็จทรงงานในท้องถิ่นทุรกันดาร กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน .. ๒๕๓๕                                                  ภูมิพลอดุลยเดช ปร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.. ๒๕๓๕
เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า         โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ทำหน้าที่รัฐสภา  ดังต่อไปนี้          

 มาตรา             พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน .. ๒๕๓๕“                

มาตรา            พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป                

 มาตรา             ในพระราชบัญญัตินี้                                             "พลังงาน"  หมายความว่า  ความสามารถในการทำงานซึ่งมีอยู่ในตัวของสิ่งที่อาจให้งานได้ ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสิ้นเปลือง และให้หมายความรวมถึงสิ่งที่อาจให้งานได้ เช่น เชื้อเพลิง ความร้อนและไฟฟ้า เป็นต้น   "พลังงานหมุนเวียน"  หมายความรวมถึง พลังงานที่ได้จากไม้ ฟืน แกลบ กากอ้อย ชีวมวล น้ำ แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ ลม และคลื่น เป็นต้น "พลังงานสิ้นเปลือง" หมายความรวมถึง พลังงานที่ได้จากถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์ เป็นต้น   "เชื้อเพลิง" หมายความรวมถึง ถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงสังเคราะห์  ฟืน  ไม้  แกลบ  กากอ้อย ขยะและสิ่งอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา                                             "น้ำมันเชื้อเพลิง" หมายความว่า ก๊าซ น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกับน้ำมันที่ได้ออกชื่อมาแล้วและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา                                             "ก๊าซ" หมายความว่า  ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มหรือก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว ซึ่งได้แก่ โปรเปน โปรปิลีน นอร์มัลบิวเทน ไอโซ-บิวเทน หรือบิวทีลีนส์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรืออย่างรวมกันเป็นส่วนใหญ่  "โรงกลั่น" หมายความว่า โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง สถานที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และหมายความรวมถึงโรงแยกก๊าซและโรงงานอุตสาหกรรมเคมีปิโตรเลียมและสารละลายด้วย "คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ" หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ                                             "อนุรักษ์พลังงาน" หมายความว่า ผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด                                             "ตรวจสอบ" หมายความว่า สำรวจ ตรวจวัด และเก็บข้อมูล                                             "โรงงาน" หมายความว่า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน                                             "เจ้าของโรงงาน" หมายความรวมถึง ผู้รับผิดชอบในการบริหารโรงงานด้วย                                             "อาคาร" หมายความว่า อาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร                                             "เจ้าของอาคาร" หมายความรวมถึง บุคคลอื่นซึ่งครอบครองอาคารด้วย                                             "กองทุน" หมายความว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน                                             "คณะกรรมการกองทุน" หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน                                  "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้                                             "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานมอบหมาย                                             "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน       

มาตรา ๔  เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานตามพระราชบัญญัตินี้   ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้                                             ()   เสนอนโยบาย  เป้าหมาย  หรือมาตรการเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานต่อคณะรัฐมนตรี  ()   เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๘ และมาตรา ๑๘                                             ()   ให้คำแนะนำในการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๓                                             ()   กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนตามมาตรา ๒๘ (                                             ()    กำหนดชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๒๘                                            () กำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗                                              ()   ให้ความเห็นชอบอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษตามมาตรา ๔๓                                          () กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการให้การส่งเสริมและช่วยเหลือแก่โรงงาน อาคาร ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลังงานพลังงานตามมาตรา ๔๐                                         

() ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดตาม () และ () ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๕ หนังสือหรือคำสั่งที่มีถึงบุคคลใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าหน้าที่นำส่งในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ในกรณีที่ไม่สามารถจะส่งตามวิธีดังกล่าวในวรรคหนึ่งด้วยเหตุใดๆ ให้ส่งโดยวิธีปิดหนังสือ หรือคำสั่งไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ สำนักงาน หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือจะโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้เมื่อได้ส่งตามวิธีดังกล่าวในวรรคสองและเวลาได้ล่วงพ้นไปเจ็ดวันแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รับหนังสือหรือคำสั่งนั้นแล้ว

มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงและกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฏกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

 

เว็บไซต์อ้างอิง

http://www2.dede.go.th/dede/saveenergy/berc/act2535/act_2535_correct.doc

http://www.lawyerthai.com/articles/people/010.phphttp://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4http://61.19.241.70/rkj/uploadword/691394.doc  


 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 7 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • YorkCity