หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 วัฒนธรรมไทย

รูปภาพของ sila15722

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 วัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การกิน การละเล่น การแสดง การร้องเพลง เป็นต้น คือเรียกว่า อะไรเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ถือว่าเป็น วัฒนธรรม ทั้งหมด แต่ถ้าหากเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น น้ำตก ภูเขา ทะเลหรือสถานที่ ท่องเที่ยว เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จัดเป็นมรดกทางธรรมชาติไม่ใช่วัฒนธรรม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นมาย้อนหลังไปในอดีต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เพลงพื้นบ้าน หรือประเพณีต่างๆ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาตั้งแต่อดีตเราจะเรียกว่า มรดกทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต เราเรียกว่า วัฒนธรรมร่วมสมัย ยกตัวอย่าง เช่น การที่เรามาเรียนในวันนี้ ก็เป็นงานวัฒนธรรมได้ เพราะว่าเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ ในอดีตผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือให้เรียนแต่เฉพาะผู้ชาย เรียนด้วยภาษาไทยและเรียนที่วัด มีพระเป็นครูสอน มีอะไรบ้างที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม มีสถานการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลง มีมรดกทางภาษาที่ตกทอดมาถึงเรา อันนี้ก็ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเหมือนกัน แต่ในปัจจุบัน ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ และตัวอย่างที่ชัดเจนในการเรียนวันนี้ ที่เห็นชัด คือ ไม่จำเป็นต้องมีกระดานดำที่จะต้องเขียน แต่ใช้ PROJECTOR แทนการเขียนกระดานดำ ในอนาคตเราก็อาจไม่ต้องเดินทางมาเรียน อนาคตอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เราอาจเรียนอยู่บ้านทาง INTERNET เหมือนตอนที่ไข้หวัดซาส์ระบาดที่ประเทศจีน โรงเรียนปิดเรียนหมดนานนับเดือน แต่ให้นักเรียนเรียนทาง INTERNET จะเห็นว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันและจะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้เราเรียกว่า วัฒนธรรมร่วมสมัยวัฒนธรรมของไทย อีกตัวอย่าง เช่น การที่เรากินอาหาร เราก็เรียกว่าวัฒนธรรมได้เหมือนกัน เพราะคนไทยกินข้าว ต่างกับวัฒนธรรมการกินของชาติอื่นๆ คนอินเดียกินโรตี คนจีนกินข้าวต้มใช้ตะเกียบ ฝรั่งกินขนมปัง ก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ที่เขาเรียกว่า วัฒนธรรมต่างประเทศ มีบทบาทในวัฒนธรรมไทยอย่างเช่น การกินแฮมเบอร์เกอร์ นั่นก็หมายความว่าเรารับเอาวัฒนธรรมต่างชาติ เข้ามาเปรียบเสมือนเราไม่รักชาติ รักถิ่น เพราะขนมปังทำแฮมเบอร์เกอร์ทำมาจากข้าวสาลีที่ไม่ได้ปลูกในประเทศไทย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เกษตรกรไทยในประเทศชาติเราก็ไม่สามารถที่จะขายข้าวได้ มันจึงส่งผลกระทบถึงประเทศชาติ ชุมชน และตัวเราด้วย พ่อแม่เราที่เป็นเกษตรกรก็ยากจนลง เราไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

ลักษณะของวัฒนธรรม

1. เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคม
2. เป็นผลมาจากการเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด

3. เป็นผลรวมของหลาย ๆ สิ่ง เช่น ความรู้ ความเชื่อ วิถีดำเนินชีวิต สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ
4. เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้
5. แต่ละสังคมมีความแตกต่างกัน มีความเหมาะสม ถูกต้องตามสภาพของแต่ละสังคม

หน้าที่ของวัฒนธรรม
1. วัฒนธรรม ก่อให้เกิดสถาบัน เช่น สถาบันครอบครัวจะกำหนดว่า ชายจะมีภรรยากี่คน หญิงจะมีสามีกี่คน เป็นต้น
2. วัฒนธรรม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เช่น ในสังคมไทย ผู้ชายจะบวชเมื่ออายุครบ 20 ปี เด็กควรเคารพผู้ใหญ่ เป็นต้น
3. วัฒนธรรม ทำหน้าที่ควบคุมสังคม เช่น ผู้ละเลยประเพณีต่าง ๆ จะได้รับการตำหนิจากสังคม การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษ เป็นต้น
4. วัฒนธรรม ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในสังคม ได้แก่ การที่สมาชิกของสังคมมีวิถีดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกัน ทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น มีความจงรักภักดี และอุทิศตนให้กับสังคม ทำให้สังคมอยู่รอดและเจริญก้าวหน้า

ประเภทวัฒนธรรม
วัฒนธรรมแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ประเภท คือ
1. วัฒนธรรมทางวัตถุ ได้แก่ วัตถุสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เครื่องมือ รถยนต์ หนังสือ อาคารบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร เป็นต้น

2. วัฒนธรรมที่มิใช่วัตถุ ได้แก่ ความคิด ภาษาถ้อยคำ ค่านิยมประเพณี ศีลธรรม เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและวัฒนธรรม
                สังคมเน้นกลุ่มคน จำนวนคน และความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมที่มีต่อกัน วัฒนธรรม เน้นแบบแผน กฎเกณฑ์ วิธีการ หรือแบบอย่างในการดำเนินชีวิต สังคมจะขาดวัฒนธรรมไม่ได้ และวัฒนธรรมจะอยู่ตามลำพังโดยปราศจาก สังคม ไม่ได้เช่นเดียวกัน สังคมที่ขาดวัฒนธรรมจะมีสภาพขาดระเบียบ ขาดกฎเกณฑ์ ขาดวิถีทางการดำเนินชีวิต ไม่ต่างจากสังคมสัตว์ เพราะสิ่งที่แสดงว่าสังคมมนุษย์แตกต่างไปจากสังคมสัตว์ก็คือ มนุษย์มีวัฒนธรรมนั่นเอง ส่วนวัฒนธรรมจะดำรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยสังคม เพราะสังคมเป็นผู้สร้างวัฒนธรรม

 

วัฒนธรรมหลวง      เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ตกอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ ความเจริญทางวัตถุไหลบ่าเข้ามาตามกระบวนการสื่อสารแบบไร้พรมแดน วิถีชีวิตของคนและวิธีสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนน่าหวาดวิตกว่าถ้าไม่รู้เท่าทันกระแสและปล่อยให้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นมรดกของชาติที่น่าภาคภูมิใจเกิดการผสมผสานกับแนวนิยม

ใหม่ ๆ ที่ฉาบฉวยจนเจือจางเลือนลางไปแล้วอนุชนรุ่นหลังอาจไม่สามารถย้อนหลังดูร่องรอยความเป็นมา หรือรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของเราได้

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่อนุรักษ์ ดัดแปลงและกอบกู้วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ดังสภาพที่เห็นในทุกวันนี้โดยมีพระราชกรณียกิจส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชพิธีต่าง ๆ ทรงเล็งเห็นคุณานุประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนในชาติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงทรงส่งเสริมและทำนุบำรุงประเพณีศิลปะและวัฒนธรรมของชาติอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาอันยาวนานกว่า 50 ปี 

คำว่าพระราชพิธี จำกัดความหมายเฉพาะเป็นงานที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงพระกรุณาให้จัดทำขึ้นตามลัทธิประเพณี
เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศและประชาชน หรือเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่สิริราชสมบัติพระบรมราชวงศ์และองค์พระมหากษัตริย์เอง หรือเพื่อน้อมนำให้ระลึกถึงความสำคัญในทางพระพุทธศาสนา หรือเพื่อสำแดงความกตัญญูธรรมและระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน ๆ ตลอดจนพระบรมราชบูรพการีที่ได้ทรงกระทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมาแล้วในอดีต  การพระราชพิธีนั้นจะทำกันแบบเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ้างนั้นเห็นจะไม่ได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมแก่กาลเทศะบ้างเป็นธรรมดา ในหลักการนั้นหากจะเปลี่ยนแปลงก็จะต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์เสียก่อนจึงจะเปลี่ยนได้ แต่ก่อนที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนแปลงอะไรนั้น ก็จะต้องทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะความรู้สึกนิดคิดและความนิยมเชื่อถือจากประชาชนนั้นมีหลายฝ่าย บ้างก็เป็นหัวสมัยเห็นว่าลัทธิหรือประเพณีเก่าอะไรต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ของจำเป็น แต่ที่ยังมีความนิยมชมชอบเพราะเห็นว่าเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นผู้มีคติธรรมและวัฒนธรรมของบรรพชน ฉะนั้นในการปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรเกี่ยวกับพระราชพิธีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงได้ทรงถือหลักในทางสายกลาง คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในหลักการและความมุ่งหมายของพระราชพิธีนั้น ๆ จะเปลี่ยนแปลงก็เฉพาะในข้อปลีกย่อย เช่น ตัดทอนวันเวลาในการประกอบการพระราชพิธีให้น้อยลงบ้าง เปลี่ยนแปลงให้เกิดความประหยัดขึ้นบ้าง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำใจและขวัญของประชาชนทั่วไปทุกหมู่เหล่าไว้โดยเสมอกัน

 วัฒนธรรมราษฎร์      วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเป็นไปที่ก่อให้เกิดแบบแผนปฏิบัติหรือวัฒนธรรมไทยนั้น เริ่มต้นที่หน่วยเล็กที่สุดในสังคม คือ ปัจเจกบุคคลไปถึงกลุ่มคน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวคน วัฒนธรรมจะพัฒนาได้ก็ต้องอาศัยการพัฒนาส่วนประกอบย่อยเหล่านี้อย่างเหมาะสม ถูกกาละเทศะ และถูกทิศทาง
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาภาพชีวิตของราษฎรไทย
โดยเฉพาะชาวชนบทในทุกด้านดังกล่าวคือ
       - พัฒนาคน
       - พัฒนาสังคม
       - พัฒนาสิ่งแวดล้อม
 
    โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพระราชกรณียกิจ พระราชประสงค์และพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อพัฒนางานวัฒนธรรม
 มีมากมายสุดที่จะนำมากล่าว และขอนำเสนอพอสังเขป ดังนี้

 

วัฒนธรรมสากล      การผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกันระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาวัฒนธรรมสากล เพราะมีความจำเป็นในการศึกษาเปรียบเทียบ และปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีให้เหมาะสมแก่การยอมรับเชื่อถือของนานาอารยประเทศ นอกจากนั้นการผูกไมตรีที่ดีต่อกันด้วยการไปมาหาสู่ยังเป็นการเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างสายสัมพันธ์ให้กระชับแน่นด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันสามารถผ่อนคลายปัญหาความไม่เข้าใจ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ให้กลับเป็นเรื่องเล็ก และกลายเป็นไมตรีที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในที่สุดวิถีแห่งการสร้างไมตรีนี้จึงเป็นหนทางการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่การพัฒนาวัฒนธรรมสากลอีกด้านหนึ่งอย่างเด่นชัด
 
     ด้วยเหตุนี้ในช่วงระยะเวลา 8 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2510 จึงเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจทางต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาวัฒนธรรมสากลโดยการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย สหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และออสเตรเลีย รวมทั้งสิ้น 23 ประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆนั้น พระองค์ได้ทรงทำหน้าที่แทนประชาชนชาวไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ทรง
ศึกษาความก้าวหน้าของวิทยาการโลก และทรงทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมขอชาติ พระราชภารกิจนั้นหนักแทบจะไม่ทรงมีเวลาพักผ่อนพระวรกาย เพื่อนำผลประโยชน์และความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศแต่ละครา ล้วนสร้างความประทับใจและเป็นที่กล่าวขานถึในพระบารมีจนเลื่องลือขจรไกล ด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามสง่าของทั้งสองพระองค์ โดยเฉพาะพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเล่าถึงตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักหนังสือพิมพ์ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่วุ่นวาย ดุร้าย มากกว่าหนังสือพิมพ์ในรัฐใดๆ มีความตอนหนึ่งว่า " รั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เฝ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ไม่มีวันลืมว่า ข้าพเจ้านั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ข้างที่ประทับ มือเย็นเฉียบด้วยความกลัวเครื่องขยายเสียง เครื่องอัดเสียงเต็มไปหมด ไฟฉายตั้งส่องมาสว่างจ้าจนตาพร่า ทั้งมีแสงว้อบแว้บๆ อยู่ไม่ขาดระยะ ผู้คนช่างมากันมากมายเหลือเกิน นัยน์ตาทุกคู่จ้องเป๋งมาที่เราทั้งสอง เขาทั้งถ่ายรูป ถ่ายหนัง ถ่ายโทรทัศน์ ทั้งถวายสัมภาษณ์พร้อมกันไปหมด ข้าพเจ้าได้แต่นั่งภาวนาขออย่าให้ใครมายุ่งกับตัวข้าพเจ้าเลย ซึ่งก็นับว่าโชคดีพอใช้ เขาไม่ค่อยยุ่งด้วยเท่าไรนักดอก นอกจากฉายไฟส่องหน้าและถ่ายรูปถ่ายหนัง แล้วเขาต่างก็เข้าไปรุมซักไซร้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ พอทรงตอบคนนั้นเสร็จ คนนี้ก็ถาม พอคนนี้เสร็จคนโน้นก็เริ่มถามอีกวนเวียนกันไปเรื่อยๆ เป็นเวลาตั้ง 40 นาทีเต็มๆ ที่ท่านถูกนักหนังสือพิมพ์อเมริกันรุม ดูๆแล้วก็คล้ายกับการซักซ้อมจำเลยมากกว่าการถวายสัมภาษณ์ในที่สุดการเสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เข้าเฝ้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเราทั้งสองก็สิ้นสุดลง ข้าพเจ้าแอบถอนใจยาวด้วยความโล่งอก เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อเมริกันซึ่งมาประจำเราอยู่ เข้ามาทูลถามพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวว่าทรงรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างทรงหนักพระทัยไหม รับสั่งตอบว่า ตอนแรกๆ ก็เป็นบ้าง เพราะยังไม่เคยมาก่อนเลย เขากลับชมเปาะว่าทรงเก่งมากสำหรับเป็นครั้งแรก ภาษาที่ทรงใช้ก็ไม่ใช่ภาษาของท่านเอง เขาไม่เห็นทรงมีท่าทางสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาเคยติดตามคนสำคัญของประเทศต่างๆมาหลายรายแล้ว โดยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ หลายครั้งที่เขาได้เห็นคนสำคัญออกให้นักหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์แบบนี้ บางคนเหงื่อแตกท่วมตัว บางคนก็ติดอ่างจนพูดจาไม่รู้เรื่อง เสียบุคลิกลักษณะหมด ครั้นออกมาในโทรทัศน์แทนที่คนดูจะเห็นใจกลับหัวเราะเยาะหาว่า ไม่ได้ความเสียอีกก็มี…"      การพระราชทานสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้นมีเนื้อความโดยสังเขปว่า การที่เสด็จฯมาพบนักหนังสือพิมพ์ครั้งนี้เป็นการพบปะระหว่างเพื่อนฝูง เพราะต้องทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างมวลชนของโลก พระองค์เสด็จฯมาเพื่อนำมิตรภาพและสันถวไมตรีของชาวไทยมาให้กับชาวอเมริกันและประชาชนแห่งสหรัฐก็ได้แสดงมิตรภาพและความปรารถนาดีให้พระองค์นำสันถวไมตรีของชาวอเมริกันกลับไปเช่นกัน            กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในงานพิธีต่างๆนั้น แสดงถึงความมีพระราชอัจฉริยภาพอย่างสูง กระแสพระราชดำรัสมีเนื้อหาสาระที่เข้ากับเหตุการณ์ โน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้มีความคิดความรู้สึกสอดคล้องไปตามกระแสพระราชดำรัส ดังจะเห็นได้จากกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สภานิติบัญญัติของรัฐฮาวาย มีความตอนหนึ่งว่า " ฮาวายอาจเป็นรัฐที่เยาว์วัยที่สุดของสหรัฐฯ แต่ความเจริญก้าวหน้าอันน่าชื่นชมของมลรัฐนี้ ได้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ฮาวายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญยิ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเชื่อมประชาชนของสหรัฐฯกับประชาชนประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ซึ่งส่วนมากมีกำเนิดในเอเชีย สามารถช่วยให้เกิดความเข้าใจดีและส่งเสริมมิตรภาพให้มีตลอดไประหว่างชาติของเรา ท่านสามารถจะทำหน้าที่เป็นผู้อธิบายขนบธรรมเนียมและสถาบันของเราในทุกขณะที่อาจจะมีบางคนที่ยังไม่เข้าใจได้ง่าย…"

 

ความอีกตอนหนึ่งของกระแสพระราชดำรัสที่จับอกจับใจผู้ได้ยินได้ฟังโดยเฉพาะคนอเมริกันทำให้เกิดมโนคติโน้มน้าวจิตใจให้เกิดความคิดเห็นสอดคล้อง
ไปกับกระแสพระราชดำรัสว่า
     “ในส่วนตัวของข้าพเจ้าเองแล้ว การมาครั้งนี้นับว่าเป็นความสำคัญมากอยู่ ข้าพเจ้าเกิดในประเทศนี้เอง ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า สหรัฐอเมริกาเป็นเมืองมารดาของข้าพเจ้า การมาเยือนคราวนี้ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมาก
รู้สึกดีใจเหมือนได้เดินทางกลับบ้าน…"
      สรุปโดยรวมใจความในกระแสพระราชดำรัสที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ทรงมีความปรารถนาอยู่ 3 ประการ คือ

       1. เพื่อทอดพระเนตร ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน
       2. เพื่อทรงนำมิตรภาพและความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยมาพระราชทานแก่ประชาชนชาวอเมริกันด้วยพระองค์เอง
       3. มีพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานที่เสด็จพระราชสมภพ เพื่อความภาคภูมิใจในความเจริญของประเทศตน
     พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นตั้งแต่พุทธศักราช 2402 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา และตรัสชมสหรัฐอเมริกาที่ให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียให้รักษาอิสรภาพ และช่วยเหลือประเทศไทยด้วย ทรงหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าประเทศไทยจะพึ่งตนเอง

ได้เว็บไซต์อ้างอิง
http://www.pantown.com/group.php?url=content.php&id=34862&name=content49&area=3
http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/soc1/so31-1-1.htm

http://guru.sanook.com/pedia/topic/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 459 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • isaacwagnervjfh