เหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ 2

images by uppicweb.com


ดือนเมษายน เมื่อเกิดเหตุการณ์คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ครั้งนั้นกองทัพพม่ายกเข้ามาอย่างมีระเบียบและมีการเตรียมการวางแผนมาแล้วล่วงหน้า หาได้ใช่ที่ว่าพม่ามาอย่างกองโจร ฝ่ายกองทัพไทยก็มีการเตรียมกำลังตั้งรับพม่าอย่างรัดกุม และมุ่งหวังที่จะให้พม่าพ่ายแพ้อย่างรัดกุม และมุ่งหวังที่จะให้พม่าพ่ายแพ้ไปด้วยยุทธวิธีแบบเดิม คือ ให้น้ำไล่ข้าศึกไปจากพระนคร แต่ทว่า เหตุการณ์กลับตาลปัตร พม่าได้วางแผนรับมือยุทธวิธีแบบนี้ได้สำเร็จ ฝ่ายไทยเองกลับถูกเล่นงานกลับ ชนิดที่ว่าถูกพม่าล้อมกรอบเอาไว้นานกว่า 1 ปี 2 เดือน วาระสุดท้ายของมหานครริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานามว่ากรุงศรีอยุธยาก็มาถึง ดังเช่นที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุไว้ว่า "พม่าได้เผารากกำแพง จนกำแพงพระนครทรุดพังทลายลง พม่าสามารถเข้าพระนครได้เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310" ส่วนหลักฐานฝ่ายพม่าระบุไว้ว่า "กองทัพพม่าเองต้องล้อมพระนครศรีอยุธยาไว้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2310" เมื่อพม่าเข้ากรุงได้ก็ทำการเผาพระราชวังบวรสถานมงคล พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระมงคลบพิตร และเก็บกวาดทรัพย์สินตามวัดวาอาราม กวาดต้อนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ไปจนถึงชาวบ้าน เป้นเชลยศึก สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศอัมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศ ผู้มองเห็นเพียงข้างเดียวต้องสิ้นพระชนม์ลงในพระบรมมหาราชวัง หาได้ไปสิ้นพระชนม์ที่วัดสังฆวาสไม่ และพระเจ้าเอกทัศน์เองก็มิได้เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ่หรือลุ่มหลงในอิสตรี ดังเช่นที่เรารับรู้มาแต่เดิม หากแต่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ชาตินักรบ และได้ทรงบัญชาการรบด้วยพระองค์เองจนถึงที่สุด เพียงแต่สิ่งที่เราได้รับรู้และได้ศึกษากันในปัจจุบันเกี่ยวกับสาเหตุการเสียกรุงศีอยุธยาก็ดี หรือเกี่ยวกับพระเจ้าเอกทัศน์ก็ดี ล้วนแล้วตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองของชนชั้นผู้ปกครองสมัยหลังทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในอดีตจึงมีข้อจำกัดทางข้อมูลและความคิดอยู่มาก จวบจนปัจจุบันนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าตลอดจนสถาบันการศึกษาบางแห่งยังมิอาจกล้าท้าพิสูจน์ประเด็นนี้อย่างจริงจัง

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 จึงเป็นทั้งบทเรียนและแบบเรียนของนักประวัติศาสตร์ในรุ่นปัจจุบันที่ต้องจำใส่ใจตลอดเวลาว่า การนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะต้องนำข้อจริงที่เกิดขึ้นและไม่ควรนำเอาข้อเท็จมาปะปนภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองหรืออิทธิพลใดๆ โดยหวังประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก สาเหตุที่ไทยเราต้องพ่ายแพ้ศึกพม่าในสงครามคราวเสียกรุงอยุธยาครั้งที่ 2 นั้น ก็เนื่องมาจากฝ่ายพม่าเองได้ตระเตรียมแผนการและมุ่งหวังที่จะตีกรุงศรีอยุธยาอย่างจริงจัง ฝ่ายไทยเองก็บอบช้ำมามากกับสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่เจ้าฟ้าปรเมศร์ เจ้าฟ้าอภัยกระทำกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคลความขัดแย้งทางการเมืองของเหลาพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตลอดจนความขัดแย้งระหว่าง สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรกับสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ นอกจากนี้ยังเกิดจากการที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าพาณิชย์นาวี ทางการทูต เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองและการศาสนา จนทำให้ฝ่ายพม่าเองเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้หากตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ

คำถาม
1. ข้อความที่ค้นคว้ามาแสดงถึงช่วงเวลา และยุคสมัยใด
    ตอบ  ครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2  นับตั้งเเต่เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ 2309 - เดือน เมษายน พ.ศ 2310

2. ยุคสมัยที่เกิดเหตุการณ์นั้น มีลักษณะเด่นอย่างไร
    ตอบ   ยุคสมัยตอนเสียกรุงครั้งที่๒ สมัยกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย

3. การแบ่งเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีประโยชน์ อย่างไรต่อการศึกษาประวัติศาสตร์
    ตอบ   ทำให้เรารู้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนใดบ้าง เเละตอนนั้น มีอะไรบ้าง

รูปภาพของ silavacharee

Innocent ขาดรายชื่อกลุ่มที่ส่งงาน

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 22 คน กำลังออนไลน์