องค์กรระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิก





องค์การสหประชาชาติ

ประวัติองค์การสหประชาชาติ

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้เคยมีการเคลื่อนไหวหลายครั้งที่จะดำรงไว้ซึ่งสันติภาพอันถาวร
แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ครั้นถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่
19 ประเทศต่างๆในยุโรปได้ร่วมมือกันแสวงหาลู่ทาง
ขจัดปัญหาระหว่างประเทศโดยอาศัยการประชุมปรึกษาหารือกัน เช่น การประชุมแห่งเวียนนาและการประชุมแห่งเอกซ์ลาชาแปล
เป็นต้น เป็นสมัยที่เรียกว่าสมัยแห่งความร่วมมือของยุโรป (
Concert of
Europe) ต่อมาอีกเกือบ 100 ปี
ก็ได้มีการประชุมที่กรุงเฮกใน ค.ศ.
1899 (พ.ศ.2442) และ 1907 (พ.ศ.2450) เพื่อพิจารณาลดอาวุธทั่วไป
นอกจากนี้ยังปรากฏในรูปของความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่างๆ เช่น
การจัดตั้งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สหภาพไปรษณีย์สากลระหว่างประเทศเป็นต้น
แต่ความพยายามที่จะรักษาสันติภาพด้วยวิธีการ ดังกล่าวไม่ถาวร
จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่
1 ประธานาธิบดีวิลสันแห่งสหรัฐอเมริกา
ได้พยายามจัดตั้งสันนิบาตชาติขึ้นเพื่อดำรงรักษาสันติภาพของโลกให้ถาวร แต่ในที่สุดสันนิบาตชาติก็ต้องเลิกล้มไป
ถึงกระนั้นก็ตามประเทศต่างๆ ก็ยังเห็นคุณประโยชน์ของสันนิบาตชาติ จึงได้ร่วมมือกันสถาปนาองค์การสหประชาชาติขึ้นเมื่อวันที่
24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ.2488)        

http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Org-Inter/History-Un.htm

 

บทบาทของประเทศไทยในองค์การสหประชาชาติ

ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติลำดับที่
55 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2489 หลังจากทีสหประชาชาติได้ก่อตั้งเพียง 1 ปี โดย นายดิเรก ชัยนาม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ชี้แจงเหตุผลไว้ดังนี้

           
1. เพื่อ ความมั่นคงของไทย
เนื่องจากสหประชาชาติเป็นองค์การมีกำลังมากที่สุดที่สามารถธำรงสันติภาพ
และความมั่นคง และให้ความยุติธรรมสำหรับประเทศเล็ก ๆ อย่างไทย

           
2. เพื่อ แสดงให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเก่าแก่ชาติหนึ่ง
เนื่องจากการที่เข้าเป็นสมาชิกขององค์การโลกเป็นการยืนยันรับรองฐานะของไทย
อีกครั้งหนึ่ง

           
3. ไทยหวังความช่วยเหลือจากสหประชาชาติในด้านเศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรม

           
4. เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่า
ไทยประสงค์จะร่วมมือในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลกอย่างจริงจัง

 

 

 

บทบาทด้านการส่งเสริมสันติภาพและรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศ

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเกิดกรณีปัญหากัมพูชา
ประเทศไทยได้มีบทบาทนำอย่างแข็งขันร่วมกับอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านโดยดำเนินการผ่านเวที

สหประชาชาติ 
ต่อมาหลังจากสหประชาชาติได้ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ
หลังจากการยุติของสงครามเย็น
  ประเทศ
ไทยได้เพิ่มบทบาทในด้านการเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ
ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก
เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าสหประชาชาติเป็นเสมือนตัวแทนประชาคมโลก
  ดังนั้นการให้สหประชาชาติดูแลรักษาสันติภาพและความมั่นคงจึงเป็นประโยชน์แก่ประเทศที่มีกำลังทางทหารขนาดเล็กอย่างไทยมากกว่าที่จะให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้กำลังฝ่ายเดียวเพื่อยุติข้อขัดแย้ง
นอกจากนี้ในฐานะประเทศสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติไทยได้พยายามให้การสนับสนุนบทบาทของ
สหประชาชาติเท่าที่สถานภาพและกำลังทรัพย์จะเอื้ออำนวยประเทศไทยได้มีบทบาทใน
ด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็น ดังนี้

           
1. ส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพฯ บริเวณชายแดนอิรัก-คูเวต (United Nations Iraq-Kuwait Observer Mission: UNIKOM)
ปีละ 5 นาย ตั้งแต่ปี 2534-ปัจจุบัน 

           
2. ส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังรักษาความปลอดภัยในอิรัก (United
Nations Guards Contingent in Iraq :UNGCI)  ในปี
2535 จำนวน  2 ผลัด ๆ ละ 50 นาย 

           
3. ส่งทหารหนึ่งกองพันเข้าร่วมองค์กรบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา
(United Nations Transitional Authority in Cambodia: UNTAC)

ปี 2534-2535

           
4. ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา (United Nations Mission in Bosnia-Herzegovina:
UNMIBH) ปีละ 5 นาย ตั้งแต่ปี 2540 – ปัจจุบัน

           
5. ส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก ปี 2542-
ปัจจุบัน 

           
6. ส่งนายทหารสังเกตการณ์ 5 นายเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในเซียร์ราลีโอน
(United Nations Mission in Siera Leon: UNAMSIL) ตั้งแต่ต้นปี
2543

http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?type=content&club=Hi-School&club_id=708&table_id=1&cate_id=-1&post_id=859

 

 

 

 

 

องค์การการค้าโลก

ประวัติองค์การการค้าโลก

      องค์การการค้าโลก (World Trade Organization :
WTO) มีพัฒนาการมาจากข้อตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์ (General
Agreement on Tariffs and Trade : GATT) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1
มกราคม 2538 โดยมีองค์กรสูงสุดในการตัดสินใจคือระดับรัฐมนตรี
(
Ministerial Conference) ซึ่งกำหนดให้มีการประชุมทุก ๆ 2
ปี
การประชุมครั้งแรกมีขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์
ระหว่างวันที่
9-13 ธันวาคม 2539 ครั้งที่
2 มีขึ้น ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่
18-20 พฤษภาคม 2541 ครั้งที่ 3 มีขึ้น ณ เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ครั้งที่ 4 มีขึ้น
ณ กรุงโดฮา ประเทศการ์ตา ระหว่างวันที่
9 -13 พฤศจิกายน 2544
ครั้งที่ 5 มีขึ้น ณ เมืองแคนคูน
ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่
10-14 กันยายน 2546 และครั้งที่ 6 ณ ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 13-18 ธันวาคม 2548
ณ เดือนมกราคม
2549 WTO มีสมาชิกทั้งสิ้น 150 ประเทศ
(ประเทศสมาชิกลำดับที่ 150 คือ ตองกาซึ่งจะเสร็จสิ้นการดำเนินกระบวนการภายในเพื่อเป็นสมาชิกอย่างเป็นทาง
การในเดือนสิงหาคม
2549) โดยไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 59
และมีสถานะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง นอกจากนี้ยังมีประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก
เช่น รัสเซีย เวียดนาม และลาว เป็นต้น

http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=177&filename=index

 

บทบาทของประเทศไทยในองค์การสหประชาชาติ

          ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกอันดับที่
59 ใน ค.ศ. 1995 ไทยได้รับสิทธิประโยชน์หลายประการในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก
เช่น ได้รับการลดหย่อนภาษีจากประเทศภาคีอื่นได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูล วิชาการต่างๆ
ขณะเดียวกันก็มีข้อผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและยอมรับคำตัดสิน ในกรณีเกิดข้อพิพาททางการค้า
การเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ พอสรุป
ดังนี้

1.มี กฎระเบียบที่รัดกุม โปร่งใส และ
เป็นธรรม การมีกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก ช่วยส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ค้าและผู้ลงทุน

2. ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้เนื่องจากมีความโปร่งใสโดยเฉพาะในเรื่องภาคี

          3. การส่งออกขยายตัวและตลาดเปิดกว้างมากขึ้น
จากการที่ประเทศสมาชิกต้องเปิดตลาดตามพันธกรณี ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทยเดิมต้องประสบปัญหาความผันผวนของราคาตลาดโลกมา ตลอด
เพราะไม่มีกฎเกณฑ์การค้าสินค้าเกษตรมากำกับดูแล หลักจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ในการเจรจาของ
GATT รอบอุรุกวัย
ทำให้ไทยเปิดสินค้าเกษตรได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และ เกาหลี
จำเป็นต้องเปิดตลาดข้าว สหภาพยุโรปต้องเปิดตลาดน้ำตาล ทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งทอ และ เครื่องนุ่งห่ม เป็นสินค้าที่จะเปิดเสรีมากขึ้นโดยมีการขยายโควตานำเข้าในแต่ละปีและจะยก
เลิกทั้งหมดในปี ค.ศ.
2005 ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่จะเข้าไปแข่งขันได้

4. มีเวทีร้องเรียนข้อพิพาททางการค้า และมีแนวร่วมต่อสู้กับประเทศใหญ่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
เช่น ไทยเคยถูกกีดกันการนำเข้ากุ้ง โดยอ้างว่าการจับกุ้งของไทยเป็นอันตรายต่อเต่าทะเล
ซึ่งไม่เป็นความจริงไทยจึงร่วมมือกับอินเดีย บราซิลฟ้องสหรัฐอเมริกาผลการตัดสินฝ่ายไทยเป็นฝ่ายชนะ

http://www.9bkk.com/article/education/wto.html

 

องค์การอาเซียน

ประวัติองค์การอาเซียน

           สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หรืออาเซียน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่
8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
(ค.ศ. 1967) ณ กรุงเทพฯ เป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค
โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความมั่นคงทางการเมือง การเจริญเติบโตทางการค้าและทางเศรษฐกิจ
รวมทั้ง การพัฒนาทางสังคมของประเทศสมาชิก เพื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรกเริ่ม
อาเซียนประกอบด้วย
5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมาภายหลังยุคสงครามเย็น อาเซียนได้พยายามสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ
ในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายที่จะขยายจำนวนประเทศสมาชิกให้เป็น
10 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มด้วยการเป็นประเทศสมาชิกของประเทศบรูไนในปี
พ.ศ.
2527 (ค.ศ. 1984) ต่อมาเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิกในปี
พ.ศ.
2538 (ค.ศ. 1995) ลาวและพม่าในปี พ.ศ.
2540 (ค.ศ. 1997) และกัมพูชา ปี พ.ศ. 2542
(ค.ศ. 1999) อาเซียนมีประชากรกว่า 500 ล้านคน        http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ASEAN

 

บทบาทของประเทศไทยในองค์การสหประชาชาติ

บทบาท
ของอาเซียนในเวทีการค้าโลกที่เด่นชัดก็คือ
การส่งเสริมความร่วมมือในหมู่ประเทศสมาชิก ทั้ง 10 ประเทศในเอเชียอาคเนย์
เพื่อการสร้างประชาคมอาเซียน (
ASEAN Community)
ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือทางด้านการเมืองและความมั่นคง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
การเงินและการคลัง และความร่วมมือทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

            การสร้างประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
จะเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิก
ให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
นอกจากนี้ประชาคมอาเซียนยังส่งเสริมให้มีความร่วมมือทางการค้าเสรีและเป็น
หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้าสำคัญๆ เช่น จีน อินเดีย
เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และสหภาพยุโรป

            ความร่วมมือทางการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้
มีส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสทางการค้า
การบริการและดึงดูดเงินลงทุนเข้าประเทศให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน
ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ ปรับตัวและพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ทันสมัยในยุคโลกาภิวัตน์

            ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

            การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่
การสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (
ASEAN Economic Community)
ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกทั้ง 10 พัฒนาเป็น ตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน (
Single
Market and Production Base) โดยมีส่วนประกอบสำคัญต่อไปนี้

(1)     การเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรี

(2)     การเคลื่อนย้ายบริการที่เสรี

(3)     การเคลื่อนย้ายการลงทุนที่เสรี

(4)     การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น

(5)     การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือที่เสรี

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ยังมีคุณลักษณะที่สำคัญอื่นๆอีก คือ การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความ
สามารถในการแข่งขันสูง
การเป็นภูมิภาคที่มีบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี
และการเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน

เป้า หมายเบื้องต้น คือ
การทำให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีคุณลักษณะเหล่านี้ ภายในปี พ.ศ. 2558
ซึ่งผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ลงนามรับรองแผนงานนี้แล้ว
เมื่อการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20
พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ใน ขณะที่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
กำลังดำเนินงานกันอย่างจริงจังเป็นระบบ อาเซียนก็ต้องให้ความสำคัญ
กับการลดช่องว่างของการพัฒนาในหมู่ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศสมาชิกใหม่
อันได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม

ประชาคม อาเซียน
จะเป็นปึกแผ่นความมั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องได้ก็ต่อเมื่อ
ประเทศสมาชิกทั้งหมดได้รับผลประโยชน์ จากการร่วมมือสร้างประชาคมอาเซียน
และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน

 http://www.nakkhaothai.com/exclusive.php?newsid=112

 

 

 

 

 

 

องค์การอาเซม

ประวัติองค์การอาเซียน

การประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Meeting (ASEM) เป็นข้อริเริ่มของสิงคโปร์และฝรั่งเศสเพื่อให้เป็นเวทีที่ผู้นำจากสอง ภูมิภาคได้มาพบและหารือกันเพื่อหาลู่ทางที่จะกระชับความสัมพันธ์
ขยายความร่วมมือ และเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน นักวิเคราะห์มองว่าจุดริเริ่มของการประชุม
ASEM เป็นความพยายามในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างเอเชีย-ยุโรปให้แข็งแกร่งขึ้น
เพื่อสร้างความสมดุลและปิดช่องว่าง หรือ
‘missing link’ ในความสัมพันธ์แบบสามฝ่าย
(
Triad relations) ระหว่าง ยุโรป-อเมริกาเหมือน อเมริกาเหนือ-เอเชีย
และเอเชีย-ยุโรป ในเวทีโลกในช่วงต้นศตวรรษที่
19 ที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรป-อเมริกาเหนือนั้นแข็งแกร่งและมีมายาวนานเรียก
Transatlantic Relations และความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาเหนือ-เอเชียก็เริ่มแข่งแกร่งขึ้นด้วยการจัด
ตั้ง
Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) อาจกล่าวได้ว่าการก่อตั้ง
APEC ในปี 2536 เป็นแรงผลักดันความพยายามของฝ่ายยุโรป-เอเชียในการจัดตั้งการประชุม
ASEM ขึ้น

การประชุม ASEM จัดขึ้นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ
ประเทศไทย ระหว่างวันที่
1-2 มีนาคม 2539 โดยมีผู้นำประกอบด้วยประมุขและหัวหน้ารัฐบาลจากยุโรป 15 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส
เยอรมนี กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน
และสหราชอาณาจักร) และคณะกรรมาธิการยุโรป และเอเชีย
10 ประเทศ
คืออาเซียน
7 ประเทศ (บรูไน ดารุซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม) รวมทั้ง จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือแนวทางส่งเสริม
ความเชื่อมโยงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
ระหว่างภูมิภาคเอเชีย-ยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
http://news.thaieurope.net/content/view/1540/40/

บทบาทของประเทศไทยในองค์การอาเซม

        บทบาทของไทยในการประชุมฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
ที่ยั่งยืนเพื่อสนองตอบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและประเด็นท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนไป
โดยเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ดำเนินการในนโยบายหลักๆ
เช่น โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี
เป็นต้น และการดำเนินนโยบายในประเทศที่จะพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าให้แข็งแกร่ง เช่น การปฏิรูประบบการศึกษา
การดำเนินโครงการ
30
บาท รักษาทุกโรค การปรับโครงสร้างหนี้ และโครงการบ้านเอื้ออาทร
เป็นต้น

องค์การเอเปค

ประวัติองค์การเอเปค

ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิค"
หรือ "เอเปค" จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.
2532 เพื่อตอบสนองการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจ
ที่ขยายตัวมากขึ้นในหมู่ประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิค โดยเริ่มต้นจากกลุ่มประเทศที่อยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิค
ไม่กี่ประเทศรวมตัวกัน อย่างไม่เป็นทางการ (
Informal Dialogue Group) จนกลายเป็นเวทีหลัก ในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าเสรีอย่างจริงจังในที่สุด
ทั้งนี้ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จุดมุ่งหมายหลักของเอเปค คือ เสริมสร้างพลังทางเศรษฐกิจ
ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคให้ก้าวไปข้างหน้า และสร้างจิตสำนึก ที่จะรวมกันเป็นรูปกลุ่มความร่วมมือขึ้น
โดยจะไม่จัดตั้งเป็นรูปแบบองค์กรถาวร เหมือนกลุ่มประเทศอาเซียน หรือสหภาพยุโรป
สมาชิกเอเปคทั้งหมด ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ รวมกันทั้งสิ้นกว่า
US$19,293
พันล้านเหรียญสหรัฐ (US$ billion) หรือ
47.5% ของการค้าโลกในปี พ.ศ. 2544
            สมาชิกเอเปค (APEC
Member Economies) จำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ
ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย
ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

 

บทบาทของประเทศไทยในองค์การเอเปค

สมาชิกส่วนใหญ่ รวมทั้งไทย ได้ผลักดันให้มีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอแผนปฏิบัติการรายสมาชิก (Individual Action Plan:
IAP) ให้มีความโปร่งใส และสามารถใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาระบบ
e-IAP (การนำเสนอ IAP ของสมาชิกทางอินเตอร์เน็ต) โดยการนำของออสเตรเลีย นอกจากนั้น ไทยได้เสนอ IAP
ของไทย เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกอื่นตรวจสอบตามกระบวนการ IAP
Peer Review ของเอเปค ในช่วงการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค
ครั้งที่
2/2543 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน
โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงคมนาคม และกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ร่วมเดินทางไปชี้แจงข้อมูลและตอบข้อซักถามของสมาชิกอื่นเกี่ยวกับ
IAP ของไทย

ไทยมีบทบาทในการผลักดันให้สมาชิกที่พัฒนาแล้วให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่ กำลังพัฒนาในการปฏิบัติตาม WTO พันธกรณีของซึ่งญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยเป็นประเทศแรก
ระหว่างปี
2544-2545 ในโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปฏิบัติตามพันธกรณีของ
WTO และโครงการจัดสัมมนา/ฝึกอบรมเรื่อง GATS, Antidumping,
Negotiation Skills, IPR, Financial Services และ Telecommunication
Services นอกจากนี้ แคนาดาได้ประกาศในที่ประชุม รัฐมนตรีเอเปคปี 2544
ว่าจะให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่กำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย โดยเป็นโครงการ 5 ปี
มีมูลค่า
9 ล้านเหรียญแคนาดา อย่างไรก็ดี ในปี 2547 กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอโครงการความช่วยเหลือในการจัดสัมมนาเรื่อง
Anti-dumping and Safeguard ซึ่งที่ประชุมเอเปคได้ให้ความเห็นชอบ โดยจะจัดขึ้นในปี 2548 ณ กรุงเทพฯ

ไทยได้แต่งตั้งผู้แทนระดับรองอธิบดี
จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ทำหน้าที่ประธานร่วม
(
Co-Chair) คู่กับผู้แทนจากสหรัฐฯ ในคณะทำงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce
Steering Group: ECSG) เป็นเวลา 2 ปี
ตั้งแต่กุมภาพันธ์
2542 ถึงกุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรม
เช่น
การวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน การกำหนดเป้าหมายการดำเนินการไปสู่การค้าไร้กระดาษภายในปี ค.ศ.
2010 การจัดทำสถิติการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดทำดัชนีความพร้อมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แผนปฏิบัติการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง และการจัดทำแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ เป็นต้น

ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค
เมื่อปี
2535 และจะเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่งในปี 2546
โดยมีบทบาทสำคัญ คือ

ไทยได้เสนอให้มีการจัดทำความตกลงการยอมรับร่วมสินค้าอาหารรายสาขา
(Sectoral Food MRA) ภายใต้กรอบเอเปค
ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค
เมื่อเดือนมิถุนายน
2546 ณ จังหวัดขอนแก่น ให้ความเห็นชอบ และได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปค
เมื่อเดือนตุลาคม
2546 ซึ่งที่ประชุมฯ ได้ให้ความเห็นชอบข้อเสนอของไทยให้เป็นโครงการนำร่องสำหรับสมาชิกที่มีความ พร้อม (Pathfinder Initiative) เพื่อให้การค้าสินค้าอาหารระหว่างสมาชิกเอเปคขยายตัวมากขึ้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าส่งออกจะสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศ ผู้นำเข้า และมาตรฐานสากล ขณะนี้มี 5 ประเทศ
เข้าร่วมฯ คือ สิงคโปร์
มาเลเซีย
เวียดนาม จีนไทเป และไทย

ไทยได้ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานและการรับรอง
(Sub-Committee on Standard and Conformance : SCSC) และคณะอนุกรรมการด้านพิธีการศุลกากร
(
Sub-Committee on Customs Procedure: SCCP) ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค
เมื่อเดือนมิถุนายน
2547 เมืองภูคอน
ประเทศชิลี

http://www.dtn.go.th/dtn/tradeinfo/print.php?lang=th&pagename=dtn_3_4_apec_menu7.php

 

 




 

รายชื่อสมาชิก

1.นาย รณชัย ไข่มุก เลขที่ 2

2.น.ส.พัชรพร
ชนะชัย
เลขที่ 5

3.น.ส.กิตติมา
หงส์นฤชัย
เลขที่ 7

4.น.ส.ชฏาธาร เอี้ยวสกุลรัตน์ เลขที่ 10

5.นาย ชญานนท์ ฤทัยสุขสกุล เลขที่ 21

6.นาย นพดล โฉมมิ  เลขที่
25

ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5/1

 

 

รูปภาพของ silavacharee

Kiss

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 42 คน กำลังออนไลน์