แนะทางจบมหากาพย์ปัญหาพระวิหาร ก่อนไทยเสียดินแดน-เอกราช-อธิปไตย [31 ก.ค. 2553]

รูปภาพของ ssspoonsak

แนะทางจบมหากาพย์ปัญหาพระวิหาร ก่อนไทยเสียดินแดน-เอกราช-อธิปไตย

Pic_100082

โล่ง !!! พลันที่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ประเทศบราซิล มีมติให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารตามที่ กัมพูชาเสนอออกไปเป็นการประชุมครั้งหน้า ที่ประเทศบาห์เรน ในปี 2554 ไม่เฉพาะแต่ประชาชนคนที่อยู่แถวชายแดนไทยติดกับกัมพูชาเท่านั้น ที่รู้สึกหายใจได้ทั่วท้อง นั่นหมายถึงคนทั่วประเทศ คนที่ยกภูเขาออกจากอกมากที่สุดน่าจะเป็น “รัฐบาล” เพราะถ้าขืนคณะกรรมการฯเห็นชอบรับรอง ผลที่ตามมาคือ อาจจะเกิดสงครามระหว่างประเทศขึ้นได้ และแน่นอน รัฐบาลนี้โดนกดดันจากสารพัดทิศทาง ดังนั้นจึงหายใจลึก เป่าปากได้อีกครั้ง

แต่ใช่ว่าจะพ้น “บ่วงกรรม” เพราะ สิ่งที่ยากที่สุดคือ ภายใน 1 ปีที่เหลือ ประเทศไทยจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้หลุดพ้นคำว่า “เสียเปรียบ” จนอาจจะทำให้ประเทศไทย “เสียเอกราช” “เสียอธิปไตยการปกครองเหนือดินแดน” ที่มีปัญหายืดเยื้อมาอย่างยาวนาน

รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ วิเคราะห์กับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงกรณีนี้ว่า ถ้าเรามีสติเป็นที่ตั้ง จะเป็นผลดีมาก เพราะมันเป็นการต่อรองและจัดการได้ แต่ขอให้รัฐบาลเข้มแข็ง และภาคประชาชนต้องเข้มแข็งด้วย มาถึงตรงนี้ประเทศไทยได้เปรียบกัมพูชาอยู่แล้ว กัมพูชาเสียเปรียบมาตลอด เขาขู่เรามาตลอด จนเราฝ่อไป เพียงแต่ต้องไม่ประมาท ค่อยบริหารจัดการ

 

 


สำหรับแนวทางการบริหารจัดการต่อไปนี้ 1.รัฐบาลต้องยืนอยู่จุดเดิม 2.ถ้าจะอยู่ร่วมกับกัมพูชาในอนาคต ต้องจัดการเรื่องทวิภาคี 3.ยกเลิก MOU ที่ทำไว้กับกัมพูชาหมดเลย 4.สุดท้ายต้องมาว่ากันเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน เป็นพาร์ทเนอร์กัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ผ่านมาต้องขอติงคณะกรรมการมรดกโลก เพราะอนุมัติให้ประเทศกัมพูชาอย่างเดียว หลอกประเทศไทย ประเทศไทยก็เสียผลประโยชน์ และรัฐบาลไทยที่ผ่านมาก็ไม่ได้เอาใจใส่ จึงพลาดท่า แต่ต่อไปนี้รัฐบาลและประชาชนเองก็เข้มแข็ง ดังนั้นต้องดำเนินการตามแผน 4 ขั้นตอนนี้นำไปสู่การปักปันพื้นที่กันใหม่ โดยใช้สัดส่วน 1:50,000 และให้คนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สังคมไทย ผู้ที่เกาะติดกรณีพิพาท "พื้นที่ปราสาทพระวิหาร" อย่างต่อเนื่อง เสนอว่า ภายในระยะเวลา 1 ปีนี้ มี 2 ภาคส่วนที่จะต้องดำเนินการให้ปัญหาข้อพิพาทจบลงได้อย่างดีคือ ส่วนที่ 1.ภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน 2.ภาคส่วนรัฐบาลต้องดำเนินการภายใต้ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ยกเลิก MOU ปี 2543 2.ยุติการดำเนินการข้อตกลงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) 3.ผลักดันให้กองกำลังของกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ของไทย 4.เรื่องของการขึ้นทะเบียนร่วม ไม่เห็นด้วยหากไม่มีความชัดเจนในเรื่องเขตแดน ซึ่งเราต้องการปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จเรียบร้อยโดยยึดสันปันน้ำ และสิ่งเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนคือ 5.ให้มีการแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 2 โดยเอาคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง รับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบอย่างเร่งด่วน 

ด้านนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาชน กล่าวว่า ขอเรียกร้องรัฐบาล 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ต้องการให้รัฐบาลไทยเพิกถอนสัญญา ข้อตกลง และพันธกรณีทั้งหมดที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ และได้รับความเสียหายให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน 2.รัฐบาลต้องมีมาตรการผลักดันกัมพูชาและทหารกัมพูชาออกไปจากเขตแดนไทย ตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชาทันที 3.รัฐบาลต้องรีบดำเนินการตามพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สงวนสิทธิ์คำพิพากษาโลก เพื่อทำให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย โดยยึดหลักสนธิสัญญาโตเกียวปีพ.ศ.2484 และ 4.ไม่ขึ้นทะเบียนร่วมแบบผสมและข้ามพรแดนกับกัมพูชา โดยไม่ทำหลักข้ามเขตแดน แต่ให้ใช้หลักสันปันน้ำให้แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ส่งนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมารับเรื่องดังกล่าว

 

 

 


ขณะที่ "เจ๊โส่ย กีร์ตะเมคินทร์" นักธุรกิจชาวไทยในประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ทันทีที่มีการชะลอการรับรองของคณะกรรมการมรดกโลก ทำให้ลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นโดยลำดับ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีการตรวจเข้มอะไรเป็นพิเศษ ยังคงเป็นไปตามปกติ แต่หากว่ามีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับกัมพูชา แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจแน่นอน ดังนั้นรัฐบาลจะดำเนินการอะไรก็ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบ  ธุรกิจก็เดินไม่ได้

 

ขณะที่ฟากฝั่งรัฐบาล โดยนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า หลังจากนี้คงจะมีแผนการดำเนินการ เราคงต้องยึดจุดยืนเดิมของเราอยู่ว่า เรื่องของการปักปันเขตแดนให้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะมีการดำเนินการการรับรองแผนบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้พูดคุยกันคือ ช่วงระยะเวลา 1 ปีต่อจากนี้ เมื่อเราได้เห็นแผนบริหารจัดการแล้ว วิธีการที่จะเดินต่อไป ต้องมีการพูดคุยกันใกล้ชิดโดยตลอด แต่ว่าความสำคัญของบันทึกความเข้าใจปี 2543 (เอ็มโอยู) ที่ประเทศไทยมีไว้กับประเทศกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรนำไปใช้ในการเริ่มปักปันเขตแดน ถึงการที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะดำเนินการในเรื่องเขตแดนได้ทันที

 

 


หวังว่าระยะเวลา 1 ปีที่เหลืออยู่นี้ ประเทศไทย โดยการนำของรัฐบาล และความร่วมมือของประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย จะร่วมกันหาทางออก จบปัญหาคาราคาซังนี้ให้จงได้ ไม่เช่นนั้นไทยอาจจะต้องสูญเสียแผ่นดิน เสียเอกราช เสียอธิปไตยในการปกครองเหนือดินแดนเป็นแน่แท้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 กรกฎาคม 2553, 06:30 น.
สร้างโดย: 
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
แหล่งที่มา: 
http://www.thairath.co.th/content/edu/100082

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 57 คน กำลังออนไลน์