ประเทศบราซิล

ประเทศบราซิล


              บราซิล หรือชื่อทางการ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก
มีพื้นที่กว้างขวางระหว่างตอนกลางของทวีปอเมริกาใต้และมหาสมุทรแอตแลนติก มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย เปรู โคลอมเบีย เวเนซุเอลา กายอานา
ซูรินาเม และดินแดนเฟรนช์เกียนา — ทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นเอกวาดอร์และชิลี      ชื่อ "บราซิล" มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า บราซิลวูด (Pau-Brasil ในภาษาโปรตุเกส)
 ซึ่งนำไปใช้ย้อมผ้าด้วยสีแดงจากเปลือกไม้ของมัน บราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน การที่บราซิลมีทรัพยากรธรรมชาติที่มากมายและมีแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ (สูงเป็นอันดับที่ 10 ของโลก) และเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในปัจจุบัน บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาทางการ
๐ ประวัติศาสตร์
 เดิมทีทวีปอเมริกาใต้ ชนเผ่าพื้นเมืองคือพวกอินเดียแดงเผ่าต่างๆ ต่อมาชาวยุโรปได้เข้ามายึดครองบริเวณนี้ โดยชาวโปรตุเกสได้ยึดครองบริเวณประเทศบราซิล ส่วนบริเวณประเทศอื่นๆในทวีปนี้ถูกยึดครองโดยชาวสเปน เหตุเพราะในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ชาวยุโรปได้เข้ามาในทวีปนี้ด้วยเข้าใจว่าทวีปนี้มีแร่ต่างๆเช่น น้ำมัน ทองคำ เงินและอื่นๆ แล้วชาวยุโรปได้ใช้กำลังกองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและในเหมืองของตน ต่อมาหญิงชาวพื้นเมืองจำนวนมากได้แต่งงานกับชาวยุโรปทำให้มีลูกเลือดผสม จำนวนมาก ซึ่งเรียกว่า เมสติโซ ปัจจุบันมีสายเลือดผสมนี้เป็นชนส่วนใหญ่ในทวีป และได้รับภาษา วัฒนธรรมจากทวีปยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย ในพ.ศ. 2367 ได้ต่อต้านอำนาจสำเร็จ ปกครองแบบสาธารณรัฐ
๐ การแบ่งเขตการปกครอง
ประเทศบราซิลแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 26 รัฐ (states - estados) และ เฟเดอรัลดิสตริกต์ (federal district - distrito federal) (เป็นที่ตั้งของกรุงบราซิเลียเมืองหลวง)
ได้แก่
 1.รอไรมา                         2.อามาปา                          3.อามาโซนัส    
 4.ปารา                            5.โตกันตินส์                        6.อาเกร
 7.รอนโดเนีย                      8.มารันเยา                         9.ปีเอาอี     
 10.เซอารา                      11.รีโอกรันดีโดนอร์เต            12.ปาราอีบา
 13.เปร์นัมบูกู                    14.อาลาโกอัส                    15.เซร์ชิเป     
 16.บาเยีย                       17.มาตูโกรสซู                     18.โกยาส
 19.มีนัสเชไรส์                  20.มาตูโกรสซูโดซูล              21.เฟเดอรัลดิสตริกต์(บราซิเลีย)  
 22.เอสปีรีตูซันตู                23.รีโอเดจาเนโร                  24.เซาเปาโล
 25.ปารานา                     26.ซันตากาตารีนา                27.รีโอกรันดีโดซูล 
            รัฐต่าง ๆ และเฟเดอรัลดิสตริกต์ของบราซิลนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 5 ภูมิภาค โดยสถาบันภูมิศาสตร์และสถิติบราซิล (IBGE) คือ
- ภาคเหนือ ประกอบด้วยรัฐอาเกร รัฐอามาปา อามาโซนัส ปารา รอนโดเนีย รอไรมา และโตกันตินส์
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยอาลาโกอัส บาเยีย เซอารา มารันเยา ปาราอีบา เปร์นัมบูกู ปีเอาอี รีโอกรันดีโดนอร์เต และเซร์ชิเป
- ภาคกลางและตะวันตก ประกอบด้วยโกยาส มาตูโกรสซูโดซูล มาตูโกรสซู และเฟเดอรัลดิสตริกต์
- ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยเอสปีรีตูซันตู มีนัสเชไรส์ รีโอเดจาเนโร และเซาเปาลู
- ภาคใต้ ประกอบด้วยปารานา รีโอกรันดีโดซูล และซันตากาตารีนา 
 -ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้โดยมีอาณาเขตติดกับทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นชิลีและเอกวาดอร์
 -ขนาดพื้นที่ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก
 -ภูมิประเทศ ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบและพื้นดินต่ำเป็นคลื่น บางแห่งของประเทศเป็นทุ่งกว้าง เนินเขา ภูเขา และมีแนวชายฝั่งแคบ
 -ภูมิอากาศ อากาศอากาศร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้อากาศเย็นสบาย
 -ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้
 -ประชากร (2552) 193 ล้านคน
 -เมืองหลวง กรุงบราซิเลีย (Brasilia)
 -ภาษา โปรตุเกส (ภาษาราชการ) สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส
 -ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)
 -เชื้อชาติ ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์) (ร้อยละ 55) ผิวผสมระหว่างผิวขาวและผิวดำ (ร้อยละ 38) ผิวดำ ร้อยละ 6และอื่นๆ {ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมือง (Amerindian)} (ร้อยละ 1
 -หน่วยเงินตรา เฮอัล (REAL) อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1.70 เฮอัล (2552)
 -วันได้รับเอกราช 7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส
 -วันชาติ Independence Day วันที่ 7 กันยายน
 -วันสถาปนารัฐธรรมนูญ 5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)
 -สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ FAO, ECLAC,G11, G15, G20, G77, GATT, IBRD, ICAO, ILO,IMF,ITU,LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER), OAS, UN, UNCTAD,
UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น
 -เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคม
 -รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)
 -ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาย Luiz Inacio Lula da Silva ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 27 ต.ค. 2545 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค. 2546
และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นสมัยที่สอง (พ้นวาระในวันที่ 1 มกราคม 2554)
 -รองประธานาธิบดี นาย José Alencar
 -หัวหน้ารัฐบาล นาย Luiz Inacio Lula da Silva
 -รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Celso Amorim
 -การแบ่งเขตการปกครอง 26 รัฐ (state) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และผู้บริหารเทศบาล (municipalities) จำนวน 5,564 แห่ง
 -ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
 -ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย; 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐและ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวงจำนวนละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยที่ 1 ใน 3 ได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 27 ต.ค. 2545 ประธานวุฒิสภา ปัจจุบันคือนาย José Sarney จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่งและไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี วาระการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิลเลีย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 ธันวาคม ของทุกปี ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรต่างสังกัดพรรคการเมืองและการย้ายพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฏหมายและมีหน้าที่พิจารณาร่างกฏหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อนและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาจากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดี พิจารณาก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
 -ระบบกฏหมาย ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)
 -ฝ่ายตุลาการ มีศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal) โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ นอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justice และ Supreme Electoral Court และ National Justice Council
๐ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
            ๐ การทูต
ไทยและบราซิลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2502 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 51 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินด้วยดีเสมอมา และในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประธานาธิบดีบราซิลได้มีสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลียซึ่งนายจักริน ฉายะพงศ์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน นอกจากนี้ มีสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาโลและสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 2 แห่งโดยมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครรีโอเดจาเนโร คนปัจจุบันคือ นาย Daniel Andre Sauer และกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาโล คนปัจจุบันคือ นางทรรศนีย์ วันเดอลีย์ วานิค เดอ ซูซา และเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย เมื่อเดือนเมษายน 2551 ปัจจุบันมีพันเอกนที วงศ์อิศเรศ เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบราซิลมีสถานเอกอัครราชทูตในไทย
โดยนายเอ็ดการ์ด เตลเลส รีเบย์โร (Edgard Telles Ribeiro) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต และได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550ไทยและบราซิลมีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญหลายครั้งทั้งระดับพระราชวงศ์และผู้นำระดับสูง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี 2536 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบราซิล ในปี 2543ในระดับรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 และเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2547 และนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนบราซิลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนผู้สมัครของไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ
             ๐ การเมือง
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ไทยและบราซิลต่างเพิ่มบทบาททั้งในภูมิภาคของแต่ละฝ่ายและในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในองค์การสหประชาชาติซึ่งบราซิลผลักดันการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยประสงค์ดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
 -ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล
1) กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล คณะกรรมการบริหารกลุ่มสมาชิกมิตรภาพรัฐสภาไทยระหว่างประเทศได้เลือกตั้งช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2551 คณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพฯ
ไทย-บราซิล โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง (สมาชิกวุฒิสภา) เป็นประธานคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ซึ่งภายใต้ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย
ระหว่างประเทศ 2548 (2005) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (ก) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาบราซิล (ข) แลกเปลี่ยนข่าวสารในวงสภา (ค) แลกเปลี่ยนการเยือนในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ
 ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล ที่ผ่านมามีดังนี้
- นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่งและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 14 – 20 มกราคม 2546
- นายอุดร ตันติสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2546
- นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2547
- นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาในโอกาสการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 ระหว่าง 8 – 18 มิถุนายน 2547
- นายอาคม ตุลาดิลก ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล เยือนบราซิลและเยี่ยมคารวะนาย Joao Paulo Cunha ประธานสภา ระหว่างวันที่ 16-20 ธันวาคม 2547
- นายวีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภาของไทยและคณะเดินทางมาดูงานด้านสาธารณสุขของบราซิล ระหว่างวันที่ 16 - 27 มกราคม 2548
- นายกุเทพ ใสกระจ่าง (ส.ส.) และนายปรีดี หิรัญพฤกษ์ (ส.ว.) เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (International Parliamentarians’ Association for Information Technology - IPAIT) ครั้งที่ 3 ที่กรุงบราซิลเลีย ระหว่างวันที่ 4-8 มิถุนายน 2548 - รองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และประธานคณะ กรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ระหว่าง 22 – 25 มิถุนายน 2553
 -ความมั่นคง
ไทยและบราซิลอยู่ในภูมิภาคที่ห่างไกลกันมาก ยังไม่มีการดำเนินความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเคยพิจารณาในหลักการเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหารระหว่างกัน ฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ฝ่ายไทยส่งนายทหารเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกของบราซิล และฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ไทยพิจารณาอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินโดยสารขนาดกลางและขนาดเล็กที่บราซิลผลิต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องอาญา
 -การค้า
บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในลาตินอเมริกา มูลค่าการค้ารวมในปี 2551 เพิ่มเกือบร้อยละ 70 เป็น 3,328 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลเพิ่มขึ้นประมาณ 9 เท่า หรือ 870.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยส่งออก 1,229 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.98 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง โทรทัศน์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น และนำเข้า 2,099 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พิ่มขึ้น ร้อยละ 102.8 สินค้าที่นำเข้า ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะต่างๆ เครื่องจักรกล ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เป็นต้น
 ในปี 2552 มูลค่าการค้ารวม 2,325 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 30) โดยการส่งออกของไทยลดลงร้อยละ 18.6 (เหลือ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 1.325 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 37) และเป็นปีแรกที่ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียนและลาตินอเมริกาตามลำดับ (แทนที่สิงคโปร์) สินค้าที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้น คือ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและเครื่องมือเครื่องใช้โลหะ เครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ นาฬิกา สบู่และน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์จากไม้และเฟอร์นิเจอร์ สารฟอกหนัง-ย้อมสี ยางและผลิตภัณฑ์ เส้นใยประดิษฐ์ชนิดยาว ของเล่นและเครื่องกีฬา สินค้าที่ไทยนำเข้าลดลง คือ หนังสัตว์ฟอก อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สินค้าที่ไทยนำเข้ามากขึ้น คือ ธัญพืชที่นำมาสกัดน้ำมัน (รวมถั่วเหลือง) กากน้ำมันถั่วเหลือง เหล็กและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ อัญมณีสังเคราะห์และเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์อินทรีย์
 ด้านการลงทุน นับตั้งแต่ปี 2513 ถึงปัจจุบัน มีการลงทุนจากบราซิลในไทยเพียงโครงการขนาดเล็กของบริษัท Asian Production and Technique Services Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ. นครราชสีมา ผลิต wiring harness สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ล่าสุด บริษัท MWM ผู้ผลิตเครื่องจักรและมอเตอร์พาหนะสนใจจะมาลงทุนในไทย นอกจากนี้ บริษัทของไทยเคยสนใจจะเข้าไปใช้บราซิลเป็นฐานลงทุนเพื่อกระจายสินค้าในภูมิภาค และสนใจการทำ contract farming ถั่วเหลืองและธัญพืชในบราซิล และวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกซึ่งกระทบต่อการส่งออกในปี 2552 ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทย
สนใจที่จะแสวงหาตลาดและคู่ร่วมลงทุนใหม่ๆ ของลาตินอเมริกา อาทิ สาขาพลังงานทดแทน (เอทานอล) อาหารกระป๋องและแช่แข็ง อัญมณี (บราซิลมีพลอยและสินแร่มีค่า) อะไหล่รถยนต์ (ซึ่งบราซิลมีอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน) ธุรกิจส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ตลอดจนถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง จึงเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเพื่อชดเชยผลกระทบในปีที่ผ่านมา
 -สินค้าที่ไทยส่งออก 10 รายการแรก
1) ยางพารา
2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
3) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ
4) ผลิตภัณฑ์ยาง
5) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์
6) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ
7) แผงวงจรไฟฟ้า
8) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ
9) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
10) เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียงอุปกรณ์และส่วนประกอบ
 -สินค้าที่ไทยนำเข้า 10 รายการแรก
1) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
2) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
3) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
4) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
5) ด้ายและเส้นใย
6) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
7) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ ยานยนต์
8) ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์
9) แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่
10) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
 -ความตกลงระหว่างไทย - บราซิล
1. ความตกลงทางการค้า 12 กันยายน 2527 (ค.ศ. 1984)
2. ความตกลงทางวิทยาศาสตร์ และวิชาการ 12 กันยายน 2527 (ค.ศ. 1984)
3. ความตกลงการบิน 21 มีนาคม 2534 (ค.ศ. 1991)
4. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ ลงนามเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2537 (ค.ศ. 1994)
5. ความตกลงร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับThe National Confederation of Commerce ลงนามเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2537 (ค.ศ. 1994)
6. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 (ค.ศ. 1997)
7. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ไทย-บราซิล ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
8. บันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบราซิล (BNDES) ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
9. ความตกลงด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ลงนามเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)
10. ความตกลงด้านกีฬา ลงนาม 16 มิถุนายน 2547 (ค.ศ. 2004)

 

 

ธงประเทศบราซิล

 ธงชาติบราซิล              

อาจารย์ค่ะส่งงานยังไง

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 32 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • willisthurgoodx