การปฏิวัติอุตสาหกรรม

รูปภาพของ nsspramote

1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด

2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

........................ครูเชื่อว่าเราทำได้แล้วจะรอตรวจนะครับ.......กำหนดถึงก่อนสอบปลายภาค..........................

รูปภาพของ nss37850

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

คือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตจากเดิมที่ใช้แรงคน แรงสัตว์ หรือแรงธรรมชาติ และใช้เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรที่มีความสลับซับซ้อนและอาศัยพลังงาน ทำให้ผลิตได้ปริมาณมากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ โดยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ และต่อมาได้แพร่หลายไปในประเทศตะวันตกต่างๆ และส่วนอื่นๆของโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้าทั้งนี้เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง)  อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่า“การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel ) ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม  1. การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่  พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น                        2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ                       3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้นได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น                  

  4 .การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก

 ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1.การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข                            

 2. การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย                                  

3.การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย                             

  4.ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น     

แหล่งอ้างอิง http://pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

รูปภาพของ nss40085

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด
การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย ๆ ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ
2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"
เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า
3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
นับตั้งแต่ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าในประเทศภาคพื้นยุโรป ดังนี้
1. การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น
4. การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก โดยรับผิดชอบงานเฉพาะส่วนของตน มีการระดมเงินลงทุนในรูปของการซื้อหุ้น และมีคณะผู้บริหารดำเนินการบริหารอย่างเป็นระบบ ฯลฯ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ
5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกตะวันตก นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีผลกระทบต่อสังคมและประชากรโลก ดังนี้
1. การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
2. การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย ในขณะที่ชนชั้นกลางหรือพ่อค้านายทุนเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น
3. การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น ๆ มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะประเภทอัลลอยที่มีน้ำหนักเบา ตลอดจนเกิดการผลิตในระบบโรงงานที่ใช้เครื่องจักรหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

ที่มา:http://www.thaigoodview.com/node/12689

 

 

รูปภาพของ nss37587

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด

          การปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ โดยเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรม  
ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก  การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ..1760
หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลกอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า"สมัยแห่งพลังไอน้ำ"

                การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่างแรกเริ่มเมื่อประมาณ ค.ศ.1760 - 1860 เรียกว่า  “สมัยแห่งพลังไอน้ำ”  เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"

         อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

              ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นับตั้งแต่ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่
19 เป็นต้นมา
การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าในประเทศภาคพื้นยุโรป ดังนี้

การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจากก๊าซ
น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้า
มีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง
ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่
19
มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
 
 

การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น

การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก โดยรับผิดชอบงานเฉพาะส่วนของตน มีการระดมเงินลงทุนในรูปของการซื้อหุ้น และมีคณะผู้บริหารดำเนินการบริหารอย่างเป็นระบบ ฯลฯ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ

ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

-การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวด
เร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง

-การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง
ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย
ในขณะที่ชนชั้นกลางหรือพ่อค้านายทุนเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น


-การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย


-ภาพของโลกเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 จึงเป็นภาพที่สะท้อนถึงความแตกต่างของชาติที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วกับชาติ
อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมทั้งก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าอาณานิคมกับ
ประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม


-ความแตกต่างกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงวิถีชีวิตระหว่างเมืองกับชนบทหรือภาคอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรมเท่านั้น หากยังแตกต่างกันในวิธีคิดที่แสดงออกผ่านระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจ  การเมือง สังคมอีกด้วย กล่าวคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นระดับพัฒนาการในระบบทุนนิยมจากทุนนิยมการค้าสู่ทุน นิยมอุตสาหกรรม จึงต้องมีการปรับระบบความคิดและสถาบันองค์กรให้สอดคล้องและรองรับการเติบโต ของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม

-องค์ประกอบที่สำคัญของทุนนิยมอุตสาหกรรมคือ กรรมสิทธิ์ของเอกชนที่มีชนชั้นกลางเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
กรรมกรรับจ้าง
(wage-labourers) ในฐานะพื้นฐานของกระบวนการผลิต และกำไรซึ่งในระยะยาวจะเป็นการสะสมทุนที่เป็นตัวผลักดันกระบวนการผลิตให้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น

-การปรับความคิดและสถาบันองค์กรเพื่อให้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมดำเนินไปได้ นั้น ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้านไปพร้อม ๆ กันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม


-ทางด้านเศรษฐกิจ ช่วงนี้จะใช้หลักการเสรีนิยม (Laissez - Faire) ของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ที่อธิบายไว้เมื่อ            ปลายคริสตศตวรรษที่18


-ทางด้านการเมือง ชนชั้นกลางจะมีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้น เกิดความเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและทฤษฎีทางการเมือง
กล่าวคือในสมัยนี้จะให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยอ้างสิทธิ ตามธรรมชาติส่วนการจัดตั้งสังคมการเมืองนั้นเป็นไปตามข้อตกลงของมนุษย์ที่ยินยอมให้มี การปกครองเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินมีการนำเอาแนวคิดของนักคิดทางการเมืองสำคัญ ๆ ที่เสนอแนวความคิดอันเป็นที่มาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 

อ้างอิง : www.bloggang.com/mainblog.php?id...month...8...

รูปภาพของ nss40153

การปฏิวัติอุตสาหกรรม
(1) การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงในวิธีการและระบบการผลิต จากการใช้แรงงานคนและสัตว์รวมทั้งพลังงานธรรมชาติ มาเป็นการใช้เครื่องมือและเครื่องจักรกลแบบง่ายๆ จนถึงแบบสลับซับซ้อนที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว และมีกำลังการผลิตสูง จนเกิดเป็นระบบโรงงานแทนการผลิตในครัวเรือน การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 สาเหตุที่อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีดังนี้ 1.อังกฤษมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางด้านการเกษตรก่อนที่อื่น 2.อังกฤษมีความเจริญทางด้านการเงินและธุรกิจการค้าพร้อมมูล 3.อังกฤษมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดแรงงานและการบริโภคอันเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม 4.อังกฤษมีวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ เหล็กถ่านหินและพลังน้ำขนแกะ และ ฝ้ายในการทอผ้า 5.รัฐบาลอังกฤษให้การสนับสนุนค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก  6.ทางด้านการเมืองปรากฏว่าชนชั้นกลางเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองซึ่งคนกลุ่มนี้สนับสนุนการค้าและอุตสาหกรรม (2) สาเหตุที่เรียกระยะแรกว่า "สมัยแห่งพลังงานไอน้ำ"คือ  มีการค้นพบพลังงานไอน้ำและเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม ปั่นด้ายและทอผ้า คือ การใช้เครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ถ่านหิน เหล็ก และการทอผ้า 

  

(3) สาเหตุที่เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สองว่าคุคเหล็กกล้าเพราะ มีการนำเอาเหล็กกล้ามาใช้ในการอุตสาหกรรมขึ้น การใช้โลหะผสมและโลหะเบาที่อาศัยกรรมวิธีทางเคมีเข้าช่วย พลังงานที่ใช้กันในระยะนี้เปลี่ยนจากถ่านหินและไอน้ำมาเป็นก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิงนอกจากนี้ยังมีการสร้างรถไฟมาใช้ในการคมนาคมขนส่งตลอดจนเรือกลไฟ ต่อมาได้พัฒนาไปเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า

(4) คาวมก้าวหน้าและการขยาตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1. การค้นพบการผลิตเหล็กกล้า และการใช้พลังงานใหม่ที่ใช้แทนถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจากก๊าช ปิโตเลียม และพลังไฟฟ้า อุตสาหกรรมอย่างมาก  โดยเฉพาะประเทศเยอรมันนี3. ทำให้เกิดการบริหารจัดการในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารงานอย่างเป็นระบบ

(5) ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรมม

1.เพิ่มจำนวนประชากร เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง  สังคม และการเจริญก้วนหน้าทงด้านการแพทย์และสาธารสุข

2.การขยายตัวของประชากรมากขึ้นทำให้เกิดการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา ชนชั้นการค้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

3.เกิดการแสวงหาอาณานิคมเพื่อต้องการวัตถุดิบในการผลิต ป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้า

4. ทำให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

http://www.rayongwit.ac.th

http://www.ico2go.com 

รูปภาพของ nss37496

  1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด                                                                                        

            ตอบ    การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในบริเตนใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มจากเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ (ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก) ทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจถูกผลักดันด้วยการสร้างเรือ เรือกำปั่น และทางรถไฟ ที่อาศัยเครื่องจักรไอน้ำ ความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ และส่งผลกระทบทั่วโลกในที่สุด   การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

 2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"   

          ตอบ   การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760  1860 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า
    ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
          ตอบ   1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง)                          

2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่า“การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

           ตอบ   นับตั้งแต่ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าในประเทศ ภาคพื้นยุโรป ดังนี้                           

 1. การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น                          

2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ                        

 3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

            ตอบ   การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นการเปลี่ยนสถานที่ประกอบการในครอบครัวมาเป็นโรงงานที่สร้างขึ้นสำหรับการผลิตโดยเฉพาะ และเปลี่ยนจุดประสงค์ของการผลิตจากการผลิตเพื่อนำมาเลี้ยงชีพเป็นการผลิตเพื่อส่งสินค้าออกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ส่งผลกระทบต่อหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สติปัญญาและวัฒนธรรม
           ผลดีของการปฏิวัติอุตสาหกรรม  

         เกิดระบบโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดแรงงานเพิ่มขึ้นและมาอยู่รวมกันในเมืองใหญ่ มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น คุณภาพสินค้าและบริการมีคุณภาพขึ้น และมีการนำวิทยาการเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาใช้เพื่อความก้าวหน้าของประเทศเพิ่มขึ้น
         ผลเสียของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่พัฒนาและกำลังพัฒนา เป็นบ่อเกิดของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก เนื่องจากต้องการแหล่งวัตถุดิบและขยายการค้า และมีการแบ่งชนชั้นคือนายทุนที่มั่งคั่งกับลูกจ้างผู้ยากไร้ภายในประเทศ ที่มา 
http://www.thaigoodview.com/node/74277

รูปภาพของ nss40088

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

                 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระแสความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 อันเป็นสมัยแห่งการสำรวจ ค้นพบโลกใหม่และสมัยแห่งการขยายตัวทางการค้า ซึ่งทำให้เกิดความต้องการเพิ่มปริมาณสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มจำนวนของสินค้า ในระยะแรกกลุ่มพ่อค้า นายทุนได้ใช้วิธีการนำวัตถุดิบรวมทั้งเครื่องมือทางการผลิตว่าจ้างให้ช่างทำการผลิตสินค้าตามที่ตนต้องการ แล้วนำผลผลิตสำเร็จรูปส่งออกขายเอากำไร วิธีการผลิตนี้เรียกกันว่า ระบบการผลิตในครอบครัว” (Domestic system) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ คิดค้นเครื่องจักรเข้ามาตอบสนอง โดยในศตวรรษที่ 18 สามารถประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและนำมาพัฒนาเป็นเครื่องจักรทอผ้าได้เป็นผลสำเร็จเมื่อกล่าวถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากการใช้แรงงานคน สัตว์ มาสู่การใช้แรงงานเครื่องจักรกล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนลักษณะทางการผลิตจากระบบการผลิตในครอบครัวมาสู่ระบบการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรม (Factory) สินค้าจะถูกผลิตขึ้นคราวละมาก ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ซึ่งแตกต่างจากการผลิตงานฝีมือจากช่างฝีมือการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ครั้ง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ค.ศ. 1760 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ค.ศ. 1880 และการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ค.ศ. 1950 (จะกล่าวถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของยุคโลกาภิวัตน์)

 

http://static.howstuffworks.com/gif/capitalism-2.jpg

             การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล และกลายเป็นต้นแบบหรือแนวทางให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการตาม ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของพื้นที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากประเทศอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมัน อเมริกาในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 ตามลำดับ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศรัสเซียและญี่ปุ่นราวปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้น

         การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 อยู่หลายประการ เช่น มีการปรับเปลี่ยนพลังงานทางการผลิตจากพลังงานถ่านหินมาสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซและน้ำมัน ระบบการผลิตแม้ว่าจะเป็นระบบการผลิตแบบโรงงาน แต่ก็มีการพัฒนาวิธีการผลิต โดยการนำเอาระบบสายพานหรือระบบเทย์เลอร์ (Taylorism) (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น คือ เฟรเดอริค วินสโลว์ เทย์เลอร์) มาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วและจำนวนของสินค้า ตัวสินค้าเองก็ปรับเปลี่ยนจากผ้าเข้าสู่สินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงตามพลังงานใหม่ที่ค้นพบและใช้เหล็กกล้าเป็นวัสดุหลักทางการผลิต เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น อนึ่ง หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อตัวขึ้นในตะวันตก การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งในมิติของการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและช่องว่างทางสังคม ซึ่งได้กลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนให้เกิดปรากฏการณ์อื่น ๆ ตามมาอย่างเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ในบริบทของการเพิ่มขึ้นของสินค้าจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศตะวันตกเกิดความต้องการทั้งแหล่งวัตถุดิบและตลาดเพื่อรองรับภาคการผลิตอุตสาหกรรมภายใน  ด้วยเงื่อนไขนี้ได้ผลักดันให้ประเทศตะวันตกเริ่มทำการล่าอาณานิคมขึ้นอีกระรอก การล่าอาณานิคมครั้งนี้เรียกกันว่าเป็น จักรวรรดินิยมยุคใหม่ ที่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปยึดครองดินแดนอื่นให้เป็นอาณานิคม เจ้าอาณานิคมจะบีบบังคับให้ประเทศอาณานิคมผลิตสินค้าราคาถูกเฉพาะอย่างป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของตน แล้วนำสินค้าอุตสาหกรรมส่งกลับเข้ามาขายยังอาณานิคม ยกตัวอย่างเช่นอังกฤษบีบบังคับให้อาณานิคมอินเดียผลิตฝ้ายเพื่อป้อนอุตสาหกรรมทอผ้า แล้วนำผ้ากลับเข้ามาขายยังอินเดีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศตะวันตกที่ทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีด้วยกันหลายประเทศ แต่ละประเทศต่างแข่งขันแสวงหา แย่งชิงอาณานิคมอันเปรียบเสมือนแหล่งที่มาแห่งโภคทรัพย์ จนเกิดการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งจากการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปดังกล่าว ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

 

http://www.philadelphia-reflections.com/images/indust.jpg 

          ในมิติของช่องว่างทางสังคมนั้น แม้การปฏิวัติอุตสาหกรรมจะทำให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยก็มิได้เกิดกับสังคมโดยรวมแต่ประการใด กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เป็นเพียงคนกลุ่มน้อย คือ กลุ่มชนชั้นนายทุนเท่านั้น ส่วนกลุ่มกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพนั้นต้องทนทุกข์ทรมาน ทำงานหนักถึงวันละ 12 16 ชั่วโมง ได้รับค่าแรงต่ำ กรรมกรหญิงและเด็กมักถูกนายจ้างทำร้ายร่างกาย สภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม รวมถึงไม่มีกฎหมายประกันสวัสดิการแรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น

         สภาวการณ์ที่โหดร้ายต่อชนชั้นกรรมาชีพข้างต้น ได้ก่อให้เกิดความพยายามที่สร้างสรรค์สังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ความพยายามดังกล่าว คือ การนำเสนอลัทธิมาร์กซิส โดยคาร์ล มาร์กซ์ ที่เน้นการปฏิวัติทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์และแก้ไขความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ไม่เท่าเทียม แนวคิดของมาร์กซ์ ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงและกลายเป็นแนวคิดของการปฏิวัติในหลายพื้นที่ เช่น การปฏิวัติรัสเซียโดยเลนิน หรือ การปฏิวัติในจีนโดยเหมา เจ๋อ ตุงเป็นต้น

 

http://goldenstate.files.wordpress.com/2009/09/train.jpg

อ้างอิง         http://thaigoodview.com/node/50685?page=0%2C0

รูปภาพของ nss37669

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

Tue 12, Jan 2010 14:40:34 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก 

การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม
 การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก
1
 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 

เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 
(1)
 อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 
                                - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 
                                - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
                                - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
        (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
          (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก (Age  of  Iron)การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง 
                1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง) 
                2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
                1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 
พลังงานจากก๊าซ
 น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด
ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก
 เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
                2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
                3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 
                4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 
ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
               1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
                2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 
                3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
                4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน 
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก 1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง                 2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้   (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น                                  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay)                                  - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง                                  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว                          (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม                            (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก (Age  of  Iron) การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง                  1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง)                    2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรี ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม                          1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่  พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น                 2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ                                  3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น                            4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก  ยกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel ) ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม                 1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข                  2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย                  3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย

                 4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

 อ้างอิงจาก  http://pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

รูปภาพของ nss40160

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย ๆ ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก
การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย ๆ แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น ๆ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก
1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้
(1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก ๆ เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น
- เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay)
- เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
- เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
(2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
(3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age of Iron)

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง
1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง)

2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่า“การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age of Steel )

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด
ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น
4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ หลากหลาย
3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น ๆ มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

รูปภาพของ nss40093

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก     การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม   การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก 1 .การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง                  2 .เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้   (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น                                  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay)                                  - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง                                  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว                          (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม                            (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)   การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง                  1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง)                    2. อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )   ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม                  1. การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่  พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น                 2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ                  3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น                  4.การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก    ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม                 1. การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข                  2. การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย                  3. การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย                4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

มาจาก   http://www.pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

รูปภาพของ nss37398

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

Tue 12, Jan 2010 14:40:34
การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก 

การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณ ..1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

การก้าวกระโดทางเทคโนโลยีอย่างมหาศาล
และ การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม มีต้นทุนหรือไม่ และต้นทุนดังกล่าว ใครเป็นผู้แบกรับ
??

ผู้ใช้วลี การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นคนแรกคือทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเบอร์ลินชื่อ Luise Guillaume เมื่อปี ค.ศ. 1799 แต่ผู้ที่นำมาใช้จนเริ่มแพร่หลายเป็นนักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ชื่อ
Auguste Blanqui เมื่อปี ค.ศ. 1837 รวมทั้ง Friedrich
Engels ในหนังสือเรื่อง Die Lage derarbeitenden Klasse in
England (The Condition of the Working Class in England) (1845) จากนั้นมาก็ได้มีผู้นำวลีนี้มาใช้แพร่หลายเป็นการถาวร

Tue 12, Jan 2010 14:40:34

การปฏิวัติ อุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ
หรือเครื่องมือง่าย ๆ ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรม
ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก

ลักษณะเด่นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ การใช้เครื่องจักรในการผลิต และเป็นการผลิตในระบบโรงงาน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตด้านต่าง ๆ ของมนุษย์มาก ที่เห็นได้ชัดคือผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์จากเครื่องจักรเป็นการผลิตคราวละมาก
ๆ ที่เหมือน ๆ กัน ไม่ใช่เป็นงานฝีมือจากช่างฝีมือแต่ละคน

ปัจจัยตรงนี้ จะไปกระทบกับพฤติกรรมในการบริโภคของประชาชนในสังคม
เนื่องจาก การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิด สินค้าในตลาดจำนวนมาก และราคาถูกลง
รูปแบบ และคุณลักษณะ รวมถึง คุณภาพของสินค้า ก็จะแตกต่างไปจากระบบการผลิตแบบเดิม ซึ่งส่งผลต่อระดับอุปสงค์ทั้งในทางตรง
และทางอ้อม

แต่ อย่างนึงที่อยู่ในใจของผม
แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจถ่องแท้นัก ก็คือ การผลิตในลักษณะเป็น ล๊อตๆ
ของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ทำให้ทุกๆ คนในสังคมบริโภคอะไรที่เหมือนๆ กัน ทำอะไรคล้ายๆ
กัน กลายเป็นรูปแบบ ส่งผลกับพฤติกรรมของมนุษย์ โดยสร้างกรอบ ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยสถาบันทางสังคมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และ ส่งผลกับ อัตลักษณ์ของมนุษย์ แต่ละคน หรือถ้าจะพูดง่ายๆ
อุตสากรรม ทำให้เรา มีความเป็นเครื่องจักรมากขึ้น และ ความเป็นมนุษย์ลดลงหรือเปล่า
??


Tue 12, Jan 2010 14:40:34

นอกจากความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ในระดับนานาชาติยังมีความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย
คือการขยายตัวของการค้าและการล่าอาณานิคม กล่าวคือ การผลิตโดยเครื่องจักรซึ่งผลิตได้ครั้งละจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วนั้น
ทำให้เกิดความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากมาป้อนเครื่องจักรและต้องการตลาดเพื่อ ส่งผลิตภัณฑ์ไปขาย

การ ปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้า รวมทั้งการแสวงหาดินแดนเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาด
และการเข้ายึดครองดินแดนนั้น ๆ จากเจ้าของชาวพื้นเมืองเดิมในที่สุดเพื่อควบคุมจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ
ได้อย่างเต็มที่ อันเป็นที่มาของการล่าอาณานิคม การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงไปพร้อมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การพัฒนาอาวุธและกองทัพ การล่าอาณานิคม รวมทั้งมีการแข่งขันกันเองในกลุ่มชาติที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว

ภาพรวมของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเป็นที่แรก
ประมาณ ค.ศ.
1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย ๆ แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น ๆ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลกอย่างมาก
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มจากการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาใช้ในการ
ปั่นและทอผ้าฝ้ายและทอผ้าขนสัตว์ในแลงแคชเชียร์ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของสก็อต แลนด์และที่บริเวณภาคตะวันตกของยอร์กเชอร์
(
Yorkshire) โรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเหล่านี้
เกือบทั้งหมดมักตั้งอยู่ในเมือง ทำให้ชุมชนเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากการอพยพของแรงานจากชนบทและจากการ
แต่งงานเร็วขึ้นของคนทำงานที่มีรายได้ประจำเพิ่ม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 

เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 
(1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

         - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 
เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง



เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power
Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund
Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว



(2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James
Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม



(3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก
(Age  of  Iron)




                1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง

อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel
)



ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
                1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดย

เฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ

การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 
การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 


ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข

การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 
การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย

ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน 

 

 

รูปภาพของ nss37937

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นประเทศไหน

 
       
การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรง งานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็น ใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณ มาก        

 

             การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์ สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

 

 

 
 
 

 

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก
จึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"

1
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่อง จักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า        
ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุ ดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ใน โรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

2
เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 

 (1)
อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

  
-
เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 

 
-
เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 

 
-
เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

(2)
เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

(3)
อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้าน การคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติ อุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of 
Iron)

 
 
 
 
 
 
 
 

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"

 1
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้ จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และ ไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง) 

2
อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
(
Age 
of  Steel )

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 

 

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

1
การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 

พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด

ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การ คมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

2
การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่ง ที่สำคัญของอังกฤษ 

3
การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของ โลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งใน ปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และ ญี่ปุ่น 

4
การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็น ฝ่ายหรือแผนก 

 

 

 

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1
การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของ ประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญ ก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

2
การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพ ของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหา ชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 

3
การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหา แหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิด การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

4
ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่
20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไป ไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุ ธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการ ทำงาน เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นประเทศไหน

         การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรง งานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็น ใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณ มาก        

 

             การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18
และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์ สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

 

 

 

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก จึงเรียกว่า "สมันแห่งพลังไอน้ำ"

1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่อง จักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า        
ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุ ดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ใน โรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 

 (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

   - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 

  - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton)
ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 

  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund
Cartwright)
ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

(2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

(3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้าน การคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติ อุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

 

 

 

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"

 1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้ จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และ ไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง) 

2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
(
Age  of  Steel )

 

 

 

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 

พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด

ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การ คมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่
19
มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่ง ที่สำคัญของอังกฤษ 

3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของ โลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งใน ปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และ ญี่ปุ่น 

4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็น ฝ่ายหรือแผนก 

 

 

 

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของ ประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญ ก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพ ของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหา ชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 

3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหา แหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิด การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่
20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไป ไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุ
ธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการ ทำงาน เป็นต้น

รูปภาพของ nss40151

 

ฮัมฟรีเดวี่ :Humphrey Davy


เกิด วันที่ 17ธันวาคม ค.. 1778 ที่เมืองเพนแซนซ์คอร์นเวล (Penzance Cornwell) ประเทศอังกฤษ (England)
เสียชีวิต วันที่ 29 พฤษภาคม ค.. 1829 ที่เมืองเจนีวา (Geneva) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
ผลงาน - ค้นพบสมบัติของก๊าซไนตรัสออกไซด์ (NitrousOxide)
- บุกเบิกการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า
- ประดิษฐ์ตะเกียงนิรภัย (Safety Lamp)

ก่อนหน้าที่เดวี่จะประดิษฐ์ตะเกียงนิรภัยได้สำเร็จ มักเกิดการระเบิดภายในเหมืองขึ้นบ่อยครั้งเนื่องจากภายในเหมืองแร่ใช้
ตะเกียงแบบธรรมดาซึ่งมีประกายไฟ ทำให้เกิดการลุกไหม้กับก๊าซไวไฟที่อยู่ภายในเหมืองอย่างรวดเร็วและเกิดการระเบิดขึ้น
และจากเหตุการณ์นี้ทำให้กรรมกรเหมืองเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่วนที่รอดชีวิตก็เกิดความหวานกลัวจนไม่กล้าเข้าไปทำงาน
ภายในเหมือง ส่งผลให้อุตสาหกรรมหลายประเภทต้องหยุดชะงักลง นำความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมากจนกระทั่งเดวี่ได้
ประดิษฐ์ ตะเกียงนิรภัย (Safety Lamp) ก็ไม่ปรากฏว่าเกิดการระเบิดภายในเหมืองแร่อีกเลยนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งทาง
ด้านวิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม

เดวี่เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.. 1778 ที่เมืองเพนแซนซ์ คอร์นเวล ประเทศอังกฤษในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนบิดาของ
เดวี่เป็นช่างแกะสลักไม้ ในปี ค..1784 เดวี่ได้เข้าเรียนขั้นต้นที่โรงเรียนเพนแซนซ์ ต่อมาในปี ค.. 1794 พ่อของเดวี่เสียชีวิต
อีกทั้งยังทิ้งหนี้สิ้นไว้ให้เขาต้องชดใช้อีกจำนวนหนึ่งทำให้เดวี่ต้องลาออกจากโรงเรียนและหางานทำเดวี่ได้งานทำในตำแหน่งผู้ช่วย
ปรุงยาของศัลยแพทย์อยู่หนึ่งระหว่างที่เขาทำงานอยู่ที่นี่เขามีโอกาสได้อ่านหนังสือจำนวนมากรวมถึงหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
ด้วย ทำให้เขามีความสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เดวี่ได้เริ่มทำการทดลองวิทยาศาสตร์โดยใช้ห้องทดลองของเจ้านายที่อยู่ชั้นบนสุด
ทำการทดลองในครั้งแรก ๆ เดวี่ได้ทำการทดลองตามอย่างในหนังสือเท่านั้นแต่ต่อมาเดวี่ได้ทำการทดลองในเรื่องที่เขาสนใจซึ่ง
เป็นผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

เดวี่มีโอกาสได้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่นเจมส์ วัตต์ จูเนียร์ (James Watt Jr.) และ ดร.กิลเบิร์ต
(Dr.Gillbert) ประธานราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Societyof London) ต่อมาในปี ค.. 1798 เดวี่ได้เข้าทำงาน
ในตำแหน่งผู้ช่วย และผู้ดูแลห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร.โทมัส เบดดัส (Dr.Thomas Beddoes) ที่เมืองคลิฟตัน
ในระหว่างที่เดวี่ทำงานอยู่กับเบดดัส เขามีโอกาสได้ศึกษาวิชาเคมี การใช้ยาและวิธีการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ทำให้เดวี่เป็นผู้ที่
มีความรู้กว้างขวางเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี

ในปี ค.. 1798 เขาได้เริ่มต้นการทดลองเกี่ยวกับสมบัติของก๊าซในการรักษาโรคและในที่สุดเดวี่ก็ได้ค้นพบสมบัติของก๊าซ
ไนตรัสออกไซด์ (Nitrous oxide) ซึ่งเป็นก๊าซที่มีพิษร้ายแรงมากการทดลองจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นเดวี่จึงได้
ทำการทดลองกับตัวเอง เมื่อเขาทดลองสูดดมก๊าซชนิดนี้เข้าไปจึงพบว่า มันทำให้เขารู้สึกสดชื่นและอยากหัวเราะดังนั้นเขาจึงตั้งชื่อ
ก๊าซชนิดนี้ใหม่ว่า "ก๊าซหัวเราะ"ต่อมาเขาได้พบสมบัติของก๊าซไนตรัสออกไซด์เพิ่มเติมว่าเมื่อสูดดมก๊าซชนิดนี้เข้าไปมากๆ จะทำ
ให้หมดสติไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากเดวี่ได้สูดดมก๊าซชนิดนี้เข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติทำให้เขาหมด
สติไป การค้นพบครั้งนี้ของเดวี่ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับวงการแพทย์เนื่องจากแพทย์ได้นำก๊าซชนิดนี้มาทำให้ผู้ป่วยหมด
สติในระหว่างการผ่าตัด หรือรักษาแผลฉกรรจ์มาก ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอีกต่อไปแต่ต่อมาไม่นาน
นักเดวี่ได้หยุดการทดลองไปชั่วระยะหนึ่งเนื่องจากการทดลองในลักษณะเดียวกันนี้ทำให้เขาล้มป่วยจากการสูดดมก๊าซที่มีพิษชนิด
ร้ายแรงเข้าไป

จากการค้นพบสมบัติของก๊าซไนตรัสออกไซด์ทำให้เดวี่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและในปีค.. 1800 เขาได้รับเชิญให้ดำรง
ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ราชบัณฑิตยสภา (RoyalInstitution) ครั้งแรกที่เดวี่พบกับรัมฟอร์ด รัมฟอร์ดยังไม่มีความ เชื่อถือในตัวเดวี่เท่าไหร่นักเพราะเดวี่ยังดูอ่อนทั้งประบการณ์และความรู้ รัมฟอร์ดจึงขอทดสอบเดวี่ก่อน ซึ่งเดวี่สามารถแสดงให้
รัมฟอร์ดเห็นถึงความสามารถในการแสดงปาฐกถาได้เป็นอย่างดี การที่เดวี่สามารถพูดปาฐกถาได้ดีก็เพราะเขาหัดพูดต่อหน้า
กระจกมาตั้งแต่เด็ก เมื่อรัมฟอร์ดยอมรับในตัวเดวี่แล้ว เขาได้มอบหมายงานให้กับเดวี่หลายอย่างได้แก่ ทำการทดลองวิทยาศาสตร์
จัดแสดงปาฐกถา และสอนหนังสือให้กับคนยากจน และด้วยความสามารถของเดวี่ภายใน 1 ปี เขาได้เลื่อนตำแหน่งให้เป็น
ศาสตราจารย์ประจำสถาบัน และผู้อำนวยการห้องทดลอง เดวี่ได้เดินทางไปปาฐกถาที่ราชบัณฑิตยสภาก็มักจะมีคนเข้าชมกันอย่าง
หนาแน่นล้นหลามทุกครั้งไป เดวี่ได้แสดงปาฐกถาในหลายหัวข้อ หัวข้อการปาฐกถาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การฟอกหนัง
อีกทั้งการบรรยายเรื่องนี้ ทำให้เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกของราชสมาคมเกษตร(Agriculture of the Royal
Institution) ในปี ค.. 1802 นอกจากการแสดงปาฐกถาแล้วเดวี่ยังใช้เวลาส่วนที่เหลือในการค้นคว้าทดลองวิทยาศาสตร์ซึ่งเขา
ทุ่มเทให้กับงานทดลองอย่างมาก แม้ว่าการทดลองในครั้งแรก ๆ จะล้อมเหลวอยู่บ่อยครั้งแต่เดวี่ก็ไม่ละความพยายาม

การค้นคว้าความลับเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อน เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นให้ความสนใจเป็นอย่างมากแม้แต่
เดวี่เองก็ให้ความสนใจเช่นกัน เดวี่ได้ทำการทดลองหาความร้อนโดยการนำน้ำแข็งสองก้อนมาถูกันปรากฏว่าน้ำแข็งบริเวณที่
เสียดสีกันละลาย จากผลการทดลองเดวี่ตั้งข้อสังเกตว่า ความร้อนน่าจะเป็นตัวที่ทำให้น้ำแข็งละลายแต่ความร้อนมาจากที่ใด จากนั้น
เดวี่จึงสร้างเครื่องสำหรับการทดลองขึ้นมา โดยมีลักษณะเป็นหลอดแก้วสุญญากาศสามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในจุดเยือกแข็งได้
จากนั้นจึงใส่น้ำแข็งลงไป 2 ก้อน โดยใช้กลไกควบคุมให้น้ำแข็ง2 ก้อนนี้ เสียดสีกัน ปรากฏว่าเมื่อน้ำแข็งเสียดสีกันน้ำแข็งละลาย
จากผลการทดลองเดวี่สรุปได้ว่าความร้อนเป็นตัวการที่ทำให้น้ำแข็งละลายซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนของอะตอมของสสารที่เกิด
จากการเสียดสี

ในระหว่างนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านให้ความสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้า พร้อมทั้งค้นพบประโยชน์ของไฟฟ้าเดวี่เป็นนัก
วิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้าเช่นกัน เดวี่ได้ทดลองโดยการนำลวดมาต่อเข้ากับขั้วบวกและขั้วลบของแบตเตอรี่
ขนาดใหญ่ที่เขาพบในห้องทดลองของรัมฟอร์ด เมื่อเอาปลายของลวดทั้งสองเข้ามาใกล้ๆ กัน ปรากฏว่าเกิดประกายไฟกระโดดข้าม
ไปมา โดยประกายไฟกระโดดมีลักษณะโค้งเล็กน้อยอีกทั้งมีแสงสว่างออกมาด้วยต่อมาเขาได้ทำการทดลองเช่นนี้ในสุญญากาศและ
ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันจากผลการทดลองครั้งนี้ เดวี่ได้นำหลักการนี้ไปประดิษฐ์หลอดไฟเขาตั้งชื่อหลอดไฟฟ้าชนิดนี้ว่า Arc
Light

การทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าของเดวี่ ยังดำเนินต่อไปหลังจากประสบความสำเร็จในครังแรกเดวี่ได้ทำการทดลองแยกธาตุด้วย
กระแสไฟฟ้า ซึ่งเขานำแบบอย่างมาจากนิคอสัน ที่สามารถแยกก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนได้แต่เดวี่ทำการทดลองอย่างจริงจัง
และสามารถแยกธาตุได้มากกว่านิคอสันเสียอีก ธาตุที่เดวี่สามารถแยกได้เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือโซดาไฟ (Sodium
hydroxide) ซึ่งเป็นของแข็ง สีขาว น้ำหนักเบา สามารถลอยน้ำได้ เมื่อถูกน้ำจะระเบิดและลุกเป็นไฟได้ อีกทั้งต้องเก็บรักษา
ไว้ในน้ำมันเนื่องจากสารชนิดนี้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนทำให้เปลี่ยนสีสารชนิดนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในวงอุตสาหกรรม
เพราะใช้ประโยชน์ในการหาความบริสุทธิ์ของน้ำมัน และทำก๊าซเพื่อบรรจุในหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างผลงานที่สำคัญอีก
อย่างหนึ่ง คือ การแยกสารประกอบของน้ำได้ เดวี่พบว่าน้ำประกอบไปด้วยธาตุ2 ชนิด คือ ออกซิเจน และไฮโดรเจน นอกจากนี้
ยังมีแมกนีเซียม แคลเซียมและโพแทสเซียม เป็นต้น

จากผลงานการแยกธาตุด้วยไฟฟ้าของเดวี่ ในปี ค..1812 เดวี่ได้รับพระราชทานเหรียญทองจากราชบัณฑิตยสภาแห่ง
ฝรั่งเศส (Royal Institute of France) และได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมนี้ด้วยซึ่งถือว่าเป็นเกียรติสำหรับเดว
ี่ อย่างมาก เนื่องจากในขณะนั้น อังกฤษและฝรั่งเศสได้ทำสงครามกันอยู่แต่ความสามารถของเขาก็แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์
อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ต่อมาเดวี่ได้รับพระราชทานยศอัศวิน(Knight) จากกษัตริย์

ในปี ค.. 1815 หลังจากที่เขาเดินทางกลับจากท่องเที่ยวในทวีปยุโรปเจ้าของเหมืองและเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม
หลายแห่งได้มาขอร้องให้ราชบัณฑิตยสภา ช่วยแก้ไขปัญหาเหมือนถ่ายหินระเบิดเนื่องจากภายในเมืองมีก๊าซที่สามารถติดไฟได้
ซึ่งคนงานเหมือนเรียกก๊าซชนิดนี้ว่า "ไฟอับ"และเมื่อก๊าซทำปฏิกิริยากับเปลวไฟทำให้เกิดการระเบิดขึ้นภายในเหมืองซึ่งส่งผล
ให้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แต่ละครั้งจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถเลิกใช้โคมไฟชนิดนี้ได้เนื่องจากภายในเหมืองมืดมากและไม่มี
อุปกรณ์ชนิดอื่นทดแทน เมื่อเกิดระเบิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้กรรมกรเหมือนหวาดกลัวและไม่ยอมทำงาน ส่งผลกระทบต่อวงการ
อุตสาหกรรมอย่างมากเมื่อเดวี่เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสภา และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและผลงานยอดเยี่ยมที่สุด
ในขณะนัน จึงเป็นผู้รับหน้าที่ในการแก้ไขปัญหานี้ เดวี่เริ่มต้นศึกษาสาเหตุของเหมืองระเบิดว่าเกิดจากก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอน
ซึ่งเป็นก๊าซที่ไวไฟมากเมื่อถูกเปลวไฟจะลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็วดังนั้นเดวี่จึงออกแบบตะเกียงชนิดหนึ่งขึ้น ชื่อว่า
ตะเกียงนิรภัย หรือ ตะเกียงเดวี่ (Safety Lamps or DavyLamps) โดยลักษณะตะเกียงของเดวี่จะล้อมรอบด้วยตะแกรง
ลวดเส้นบาง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เปลวไฟแลบออกมา และแม้ว่าก๊าซจะสามารถเข้าไปในตะเกียงได้ตะแกรงลวดก็จะป้องกันเปลวไฟ
ไม่ให้ลุกลามออกมาข้างนอกได้ แม้จะมีตะแกรงลวดกั้นตะเกียงชนิดนี้ก็ยังให้แสงสว่างได้ตามปกติตะเกียงนิรภัยของเดวี่สามารถ
ป้องกันเหตุการณ์เหมือนระเบิดได้เป็นอย่างดี จากผลงานชิ้นนี้เดวี่ได้รับพระราชทานตำแหน่งบาโรเนต(Baronet) และต่อมา
เดวี่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานราชบัณฑิตยสภาอีกด้วย

เดวี่ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงตะเกียงนิรภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนกระทั่วล้มป่วย หมอแนะนำให้เขาเดินทาง
ไปตากอากาศในที่ที่มีอากาศเย็นสบายกว่าที่อังกฤษ เดวี่ได้ทำตามคำแนะนำของหมดเขาได้เดินทางไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี
แต่นั้นก็ไม่ทำให้สุขภาพของเขาดีขึ้น แต่อาการกลับหนักขึ้นจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่29 พฤษภาคม ค.. 1829 ที่เมืองเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ที่มา
http://siweb.dss.go.th/Scientist/Scientist/Humphrey%20Davy.html

รูปภาพของ nss40157

การปฏิวัติอุตสาหกรรม1.           ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด
ความสำเร็จของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงต่อพัฒนาการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิทยาการด้านต่างๆ ได้มีการนำเอาทฤษฎีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของมนุษย์มากขึ้น การพัฒนาเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีการผลิตจึงเกิดขึ้นพร้อมๆกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จนในที่สุดในกลางคริสตศ์ตวรรษที่ 18 เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการ และระบบผลิตดั้งเดิม จากการใช้แรงงานของคน สัตว์ และพลังงานธรรมชาติ มาเป็นการใช้เครื่องมือ และเครื่องจักรกล ในระบบโรงงานแทนระบบการจ่ายงานให้ไปทำตามบ้าน ( putting-out system ) เพื่อผลิตสินค้าชนิดเดียวกันจำนวนมาก

กระบวนการผลิตแบบโรงงานดังกล่าวนี้ ทำให้เกิด ระบบอุตสาหกรรมนิยม ( Industrialism )ขึ้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้าๆแต่ต่อเนื่อง เป็นเวลานานนับศตวรรษ เช่นเดียวกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ โดยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ และต่อมาได้แพร่หลายไปในประเทศตะวันตกต่างๆ และส่วนอื่นๆของโลก

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตจากเดิมที่ใช้แรงคน แรงสัตว์ หรือแรงธรรมชาติ และใช้เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรที่มีความสลับซับซ้อนและอาศัยพลังงาน ทำให้ผลิตได้ปริมาณมาก

อาจกล่าวได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มขึ้นในโลกตะวันตก ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต และแบบแผนความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกมุมโลกจากสังคมเกษตร เป็นสังคมกึ่งเกษตร กึ่งอุตสาหกรรม หรือ สังคมอุตสาหกรรม และมีผลกระทบให้เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง และรวดเร็วกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทั้งทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ 2.           ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ" การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 1860 เรียกว่า สมัยแห่งพลังไอน้ำเนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า

ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 3.           ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า ( ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง )
อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age of Steel )
 4.           ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

นับตั้งแต่ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าในประเทศภาคพื้นยุโรป ดังนี้

1. การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น
4. การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก โดยรับผิดชอบงานเฉพาะส่วนของตน มีการระดมเงินลงทุนในรูปของการซื้อหุ้น และมีคณะผู้บริหารดำเนินการบริหารอย่างเป็นระบบ ฯลฯ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ 5.           ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกตะวันตก นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีผลกระทบต่อสังคมและประชากรโลก ดังนี้

การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง

การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย ในขณะที่ชนชั้นกลางหรือพ่อค้านายทุนเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น

การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย

ภาพของโลกเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 จึงเป็นภาพที่สะท้อนถึงความแตกต่างของชาติที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วกับชาติอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมทั้งก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าอาณานิคมกับประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม

ความแตกต่างกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงวิถีชีวิตระหว่างเมืองกับชนบท หรือภาคอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรมเท่านั้น หากยังแตกต่างกันในวิธีคิดที่แสดงออกผ่านระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมอีกด้วย กล่าวคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นระดับพัฒนาการในระบบทุนนิยมจากทุนนิยมการค้าสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม จึงต้องมีการปรับระบบความคิดและสถาบันองค์กรให้สอดคล้องและรองรับการเติบโตของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม

องค์ประกอบที่สำคัญของทุนนิยมอุตสาหกรรมคือ กรรมสิทธิ์ของเอกชนที่มีชนชั้นกลางเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กรรมกรรับจ้าง (wage-labourers) ในฐานะพื้นฐานของกระบวนการผลิต และกำไรซึ่งในระยะยาวจะเป็นการสะสมทุนที่เป็นตัวผลักดันกระบวนการผลิตให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

การปรับความคิดและสถาบันองค์กรเพื่อให้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมดำเนินไปได้นั้น ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้านไปพร้อม ๆ กันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ทางด้านเศรษฐกิจ ช่วงนี้จะใช้หลักการเสรีนิยม (Laissez - Faire) ของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ที่อธิบายไว้เมื่อปลายคริสตศตวรรษที่ 18

ทางด้านการเมือง ชนชั้นกลางจะมีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้น เกิดความเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและทฤษฎีทางการเมือง กล่าวคือในสมัยนี้จะให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยอ้างสิทธิตามธรรมชาติ ส่วนการจัดตั้งสังคมการเมืองนั้นเป็นไปตามข้อตกลงของมนุษย์ที่ยินยอมให้มีการปกครองเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน มีการนำเอาแนวคิดของนักคิดทางการเมืองสำคัญ ๆ ที่เสนอแนวความคิดอันเป็นที่มาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้แก่
จอห์นสจ๊วต มิลส์
จอห์น ล็อค
ฌอง ฌาค รุสโซ อ้างอิง :  http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=228358

รูปภาพของ nss40089

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก  
การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ..1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม
 
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก
การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงาน

อุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  

เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 
(1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 
                                - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 
                                - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 
                                - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (PowerLoom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (EdmundCartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 
        (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 
          (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ

 

พลังงานไอน้ำ

 

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

 การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก        

การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ..1760หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก  อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

  1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า        ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

             (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์(James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

                        

 

 

 

 (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

 

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า

 

สมัยแห่งอุตสาหกรรมเหล็กกล้ามีผลงานที่สำคัญคือ
- การผลิตเหล็กกล้าแทนเหล็กธรรมดา
- การใช้ก๊าซ ไฟฟ้า และน้ำมันเป้นพลังงานแทนถ่านหิน ได้แก่ ผลงานของไมเคิล ฟาราเดย์ ผู้ประดิษฐ์ไดนาโม โธมัส เอดิสันประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
- การนำเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต

-

 

 ความก้าวหน้ทางอุตสาหกรรมเคมี

- การผลิตโลหะเบาและโลหะผสมเหล็ก
- ความก้าวหน้าในวงการคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร โดยมีการประดิษฐ์ยานพาหนะใหม่ๆ เช่นรถยนต์เครื่องบิน โยวิลเบอร์และออร์วิลล์ ไรท์ การขยายตัวในวงการสื่อสารโดย อเล็กซานเดอร์แกรแฮม เบลล์ ประดิษฐ์เครื่องโทรศัพท์ และ กูกิลโม มาร์โคนีประดิษฐ์วิทยุโทรเลข
- การขยายตัวขององค์การเงินทุนซึ่งสืบเนื่องมาจากการดำเนินงานธุรกิจที่ออกมาในรูปบริษัท จึงทำให้เกิดการระดมทุนซึ่งจำเป็นกู้ยืมจากธนาคารและองค์การเงินทุนต่างๆ


ผลงานการค้นคว้าที่สำคัญของนักประดิษฐ์เครื่องจักรกลที่สำคัญ
-

จอห์น เคย์ ประดิษฐ์กี่กระตุกช่วยให้การทอผ้าเร็วขึ้นเป็นสองเท่า
- เจมส์ ฮาร์กรีฟส์ ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายให้ชื่อว่า "SpinningJenny"
- ริชาร์ด อาร์คไรท์ ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายโดยใช้พลังน้ำมีชื่อว่า "WaterFrame"
- แซมมวล ครอมป์ตัน ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายมีชื่อว่า "Mule"
- เอไล วิทนี ประดิษฐ์เครื่องแยกเมล็ดฝ้ายออกจากใย
- เจมส์ วัตต์สามารภนำพลังงานไอน้ำมาใช้กับเครื่องจักรกล และได้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างแพร่หลาย

 

 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำไม่เพียงแต่ทำให้อุตสาหกรรมการทอผ้าของอังกฤษเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วเท่านั้นแต่ยังมีผลกระทบที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆและมีผลให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในดินแดนอื่น ๆของยุโรป ตลอดจนสหรัฐอเมริกาด้วย
ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษสามารถผลิตเหล็กได้ประมาณปีละ25,000 ตันเท่านั้น ซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนักประเภทต่างๆที่ต้องอาศัยเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตอีกทั้งการถลุงเหล็กในระยะแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอเพราะยังคงใช้ฟืน และถ่านไม้ ( charcoal ) ที่ให้ความร้อนต่ำเป็นเชื้อเพลิงอย่างไรก็ดี เมื่อเครื่องจักรไอน้ำได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นแล้ว ก็ได้มีการนำถ่านโค้ก( coke ) ซึ่งเป็นถ่านหิน( coal ) ที่ผ่าน

 

 

 

 กระบวนการเผาจนหมดควันแล้วนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหลอมโลหะการพัฒนาเครื่องจักรกลที่ใช้ไอน้ำและการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงดังกล่าวนี้ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กของอังกฤษสามารถขยายปริมาณผลิตได้อย่างรวดเร็วจนมีปริมาณถึง1 ล้านตันในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีจำนวนมากเพียงพอต่อความต้องการขยายอุตสาหกรรมภายในประเทศความสำเร็จของการปฏิรูปอุตสาหกรรมของอังกฤษกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆในแผ่นดินใหญ่ของยุโรปรวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ของโลกหันมาสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนในที่สุด ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสเยอรมนี และสหรัฐอเมริกาก็สามารถก้าวมาเป็นคู่แข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมกับอังกฤษได้

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรร

 

ผลกระทบพื้นฐานที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วของทั่วโลกสาเหตุสำคัญของการเพิ่มจำนวนประชากรดังกล่าว เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ความสมบูรณ์ของอาหาร ตลอดจนการปรับปรุงระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดการขยายตัวของสังคมเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความเจริญทางวัตถุของสังคมต่าง ๆและการเติบโตของระบบอุตสาหกรรมนิยมทำให้ชาวชนบทจำนวนมากหลั่งไหลเข้าเมืองเพื่อขายแรงงานตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ มากมาย เช่นปัญหาที่พักอาศัยชุมชนแออัด ปัญหาความสกปรก และการแพร่กระจายของเชื้อโรคปัญหาอาชญากรรม การใช้แรงงานเด็ก การเอารัดเอาเปรียบในอัตราค่าจ้าง เป็นต้นซึ่งสถาบันแบบดั้งเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แนวคิดของระบบสังคมนิยม( socialism ) ของคาร์ล มากซ์ ( Karl Marx ค.ศ. 1818 - 1833 ) ที่เรียกร้องให้กรรมกรรวมพลังกันเพื่อต่อสู้โค่นล้มระบบทุนนนิยม ( capitalism ) จึงเริ่มมีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้นในการเมืองของยุโรปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่มีความสเมอภาคและปราศจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเมือง

 

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B

8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0

%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%

89%E0%B8%B3

รูปภาพของ nss40156

ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นประเทศไหน ? 

 การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย ๆ ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก        

 

การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ค.ศ.1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย ๆ แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น ๆ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

 

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก จึงเรียกว่า "สมันแห่งพลังไอน้ำ"

1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 

 (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก ๆ เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

   - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 

  - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 

  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

(2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

(3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"

 1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ค.ศ.1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง) 

2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่า“การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

 

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 

1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 

พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด

ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 

3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 

4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ หลากหลาย 

3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น ๆ มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

 

อ้างอิงจาก >>> http://pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

รูปภาพของ nss40090

http://static.howstuffworks.com/gif/capitalism-2.jpg

   

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (อังกฤษ: industrial revolution) เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในบริเตนใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มจากเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ (ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก) ทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจถูกผลักดันด้วยการสร้างเรือ เรือกำปั่น และทางรถไฟ ที่อาศัยเครื่องจักรไอน้ำ ความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ และส่งผลกระทบทั่วโลกในที่สุด

เครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์จุดเริ่มต้นการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นวลีที่นักประวัติศาสตร์ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วมากในยุโรป สืบเนื่องมาจากการค้นพบแหล่งพลังงานจากถ่านหินราคาถูกที่มีเหลือเฟือกับนวัตกรรมทางเครื่องกล คือเครื่องจักรไอน้ำที่เริ่มด้วยการปั่นด้าย การทอผ้าฝ้ายและผ้าขนสัตว์ ฯลฯ ที่ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของแรงงานอย่างมหาศาล ประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตที่มากมายมหาศาลและการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีอย่างมหาศาล รวมทั้งระบบโรงงานและขั้นตอนการผลิตและการจัดการแบบใหม่ ปรากฏการณ์ต่างๆ ดังกล่าวทำให้เมืองต่างๆ ในอังกฤษกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เริ่มแออัด

ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวตกอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2293-2393 โดยเริ่มขึ้นก่อนในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมที่มีเมืองขึ้นรองรับผลิตภัณฑ์อยู่ทั่วโลกแล้วจึงได้ขยายไปทั่วยุโรป การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มจากการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาใช้ในการปั่นและทอผ้าฝ้ายและทอผ้าขนสัตว์ในแลงแคชเชียร์ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของสก็อตแลนด์และที่บริเวณภาคตะวันตกของยอร์กเชอร์ (Yorkshire) โรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเหล่านี้ เกือบทั้งหมดมักตั้งอยู่ในเมือง ทำให้ชุมชนเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากการอพยพของแรงานจากชนบทและจากการแต่งงานเร็วขึ้นของคนทำงานที่มีรายได้ประจำเพิ่ม นอกจากอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าก็เกิดขึ้น ซึ่งแม้จะขยายตัวช้ากว่า แต่ก็ได้กลายเป็นตัวสำคัญในการขับเศรษฐกิจแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2373 เป็นต้นมา แต่นักประวัติศาสตร์กลับเห็นว่าบทบาทของการตลาด ความมั่นคงทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการจัดการที่เริ่มขึ้นในสมัยนั้นเป็นหัวใจของการขยายตัวอย่างรุนแรงที่แท้จริงของอุตสาหกรรม และในกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวยังทำให้เกิดนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นหลายคน เช่น อาร์คไรท์ โบลตัน โคร์ต ครอมพ์ตัน ฮาร์กรีฟส์ เคย์ และวัตต์ นอกจากนี้ กฎหมายเกี่ยวกับการผังเมือง รวมทั้งการจัดสร้างสวนสาธารณะก็เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน

ผู้ใช้วลี “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” เป็นคนแรกคือทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเบอร์ลินชื่อหลุยส์ Guillaume เมื่อปี พ.ศ. 2342 แต่ผู้ที่นำมาใช้จนเริ่มแพร่หลายเป็นนักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ชื่อ Auguste Blanqui เมื่อปี พ.ศ. 2380 รวมทั้ง ฟรีดริช เองเงิลส์ ในหนังสือเรื่อง “สภาพของชนชั้นกรรมกรในประเทศอังกฤษ” (พ.ศ. 2388) จากนั้นมาก็ได้มีผู้นำวลีนี้มาใช้แพร่หลายเป็นการถาวร

 การปฏิวัติอุตสาหกรรมและผลในด้านต่าง ๆ
        การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต จากการใช้แรงงานคนและสัตว์มาเป็นการใช้เครื่องจักรแทน หรือเปลี่ยนจากการผลิตในครัว
เรือนเป็นการผลิตระบบโรงงาน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18

ระยะของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก เป็นการใช้พลังไอน้ำในการขับเคลื่อนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมทอผ้า และต่อมามีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ประเทศอังกฤษเป็น
ผู้นำอุตสาหกรรมประเทศแรกในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สอง เป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมันมาใช้แทนถ่านหินหรือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กกล้า มีกระบวนการ
ผลิตแยกส่วนแล้วนำมาประกอบกัน มีโรงงานขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนคนทำงานในเมืองมากขึ้น เกิดเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สาม เป็นสมัยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไดนาโมของไมเคิล ฟาราเดย์ เช่น ภาพยนตร์ โทรเลข โทรศัพท์ การพิมพ์
          
  สาเหตุที่อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1. มีระบบการเงินที่มั่นคง
2. มีวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ เหล็ก ถ่านหิน
3. มีประชากรเพิ่มขึ้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้มีแรงงานเพิ่มมากขึ้น
4. มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
5. มีตลาดการค้ากว้างขวางเนื่องจากมีการล่าอาณานิคมมากขึ้น
6. มีการคมนาคมขนส่งสะดวก

ผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      
ด้านการเมือง
            1. เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม
            2. บทบาททางการเมือง และการต่อสู้ของกรรมกร
            3. การสถาปนาอำนาจของชนชั้นกลาง
      
ด้านเศรษฐกิจ
            1. เกิดชนชั้นกลาง และชนชั้นกรรมมาชีพ
            2. เกิดระบบโรงงานแทนการผลิตในครัวเรือน
            3. เกิดความเหลี่ยมล้ำทางเศรษฐกิจ คือ ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา
    
  ด้านสังคม
            1. เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
            2. เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคม
            3. ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
            4. ชุมชนเมืองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
   
   ด้านภูมิปัญญา
            1. ลัทธิเสรีนิยม โดย อดัม สมิธ แนวคิด "ให้มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเสรี โดยรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด"
            2. ลัทธิสังคมนิยม โดย คาร์ล มาร์กซ แนวคิด "ให้สังคมมีความเสมอภาค ลดความแตกต่างระหว่างชนชั้น ให้คิดเห็นส่วนรวมมากกว่า"

ผลกระทบการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศไทย
            1. มีการนำเรือมาใช้ในกองทัพเรือ
            2. เกิดกองทหารแบบตะวันตก
            3. มีความก้าวหน้าด้านการผลิตสิ่งพิมพ์

เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทย
            1. เกิดอุตสาหกรรมโรงสีข้าวแห่งแรกของไทย
            2. ตั้งโรงกษาปณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4
            3. มีระบบเงินตรา เป็น บาท สตางค์ ในสมัยรัชกาลที่ 5

เทคโนโลยีกับการปฏิรูปทางสังคม
           
การสาธารณูปโภค มีการใช้ประปา ไฟฟ้า
           
การคมนาคม เปลี่ยนการสัญจรทางน้ำมาเป็นทางบก มีการสร้างถนนในสมัยรัชกาลที่ 4 ถนนสายแรกคือ ถนนเจริญกรุง และการสร้างทางรถไฟ
           
การสื่อสาร มีการสร้างกรมไปรษณีย์ และนำโทรศัพท์วิทยุกระจายเสียงเข้ามาใช้
           
การสาธารณสุข ชาวตะวันตกโดยมิชชั่นนารีเข้ามารับการรักษา มีการตั้งศิริราชพยาบาล สภากาชาดไทย สถานเสาวภา และ โรงพยาบาลขึ้น

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

                1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

                2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 

                3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

                4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

         

Coolที่มา      http://th.wikipedia.org/wiki/

รูปภาพของ nss40159

ขอให้ถูก สาธุค่ะเพี้ยงๆๆๆ 555 Laughing

รูปภาพของ nss40159

ความหมายของการปฎิวัติอุตสาหกรรมEmbarassed

กระบวนการเปลี่ยนแปลงในวิธีการและระบบการผลิต จากการใช้แรงงานคนและสัตว์รวมทั้งพลังงานธรรมชาติ มาเป็นการใช้เครื่องมือและเครื่องจักรกลแบบง่ายๆ จนถึงแบบสลับซับซ้อนที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว  และมีกำลังการผลิตสูง จนเกิดเป็นระบบโรงงานแทนการผลิตในครัวเรือน และเกิดขึ้นครั้งแรกที่ ประเทศ อังกฤษ

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ" Laughing
เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     
ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"Wink
ารปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )
 

 ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม Sealed

การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่  พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น  การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 

                การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม Smile

1. การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
          
2. การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย ในขณะที่ชนชั้นกลางหรือพ่อค้านายทุนเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น
           3. การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม 
ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
           4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น ๆ มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะประเภทอัลลอยที่มีน้ำหนักเบา ตลอดจนเกิดการผลิตในระบบโรงงานที่ใช้เครื่องจักรหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

อ้างอิง  th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติอุตสาหกรรม ,pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

 

รูปภาพของ nsspramote

โฮ...เล่นของด้วยนะเนี่ย.....ตอบถูกแล้วครับเยี่ยมมากครับ

รูปภาพของ nss40091




 

 

1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด ?

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรม  
ทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก

[การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ]

ก่อน เมื่อประมาณ ..1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่
18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลกอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

 

2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"
?

การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก        

การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ..1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่
18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก  
อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม  

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก

1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า สมัยแห่งพลังไอน้ำ เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า        
ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

           

2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 

 (1)
อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

                               
- เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 

                               
- เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 

                               
-
เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม
(Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์
(Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

(2)
เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

(3)
อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

 

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
?

1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง

 

2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
(Age  of  Steel )

 

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ?

  1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 

พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด

ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

               
2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 

               
3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920
จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 

               
4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

 

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ?

               1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

               
2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 

               
3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม
ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม
 และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

               
4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

 

**อ้างอิงจาก** http://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ข้อมูล)

**อ้างอิงจาก** http://www.google.co.th/images?um=1&hl=th&biw=1024&bih=581&tbs=isch%3A1&sa=1&q=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4&aq=f&aqi=&aql=&oq=&gs_rfai= (รูปภาพ)

                            จัดทำโดย

(นายธันย์ศรุต พิชิตศักดิ์ประภา เลขที่17 ชั้น 5/8)

 

รูปภาพของ nss40096

1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

                        การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคนและสัตว์พลังงานธรรมชาติ หรือเครื่องมือง่าย  ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็นใช้เครื่องจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก 

1.2การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศใด

                             การปฏิวัติอุหกรรมเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษก่อน เมื่อประมาณ ..1760 หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย  แพร่ขยายไปยังประเทศยุโรปและชาติตะวันตกอื่น  เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรโลก   อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม

2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมใรนระยะแรกจึงเรียกว่า สมัยแห่งพลังไอน้ำ

                            1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 

เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 
(1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 
                                เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 
                                เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
                                เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
        (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
          (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า

                  การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง

                อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
                การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด
ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
                การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
                การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 
                การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวการปฏิวัติอุตสาหกรรม

                 1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่  พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

                2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 

                3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค..1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 

                4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

                 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
                การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 
                การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
                ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน 

อ้างอิง http://ico2go.com/read.php?tid=1286

            http://pojjamansk.exteen.com/20090624/entry


รูปภาพของ nss40164

ขอโทษด้วยนะครับครู ผมจัดหน้ากระดาษหลายครั้งแล้ว

แต่มันไม่ได้ซักทีคับ

รูปภาพของ nss40164







การปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

 







การปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในบริเตนใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มจากเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ (ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก)
ทำงานด้วย
เครื่องจักรอัตโนมัติ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ)
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจถูกผลักดันด้วยการสร้างเรือ เรือกำปั่น และทางรถไฟ ที่อาศัยเครื่องจักรไอน้ำ
ความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายไปสู่
ยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ และส่งผลกระทบทั่วโลกในที่สุด

              การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็น
วลีที่นักประวัติศาสตร์ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วมากในยุโรป
สืบเนื่องมาจากการค้นพบแหล่งพลังงานจาก
ถ่านหินราคาถูกที่มีเหลือเฟือกับนวัตกรรมทางเครื่องกล คือเครื่องจักรไอน้ำที่เริ่มด้วยการปั่นด้าย การทอผ้าฝ้ายและผ้าขนสัตว์ ฯลฯ ที่ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของแรงงานอย่างมหาศาล
ประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตที่มากมายมหาศาลและการก้าวกระโดดทาง
เทคโนโลยีอย่างมหาศาล
รวมทั้งระบบโรงงานและขั้นตอนการผลิตและการจัดการแบบใหม่ ปรากฏการณ์ต่างๆ
ดังกล่าวทำให้เมืองต่างๆ ใน
อังกฤษกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เริ่มแออัด

 

ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวตกอยู่ระหว่าง
พ.ศ.
2293-2393
โดยเริ่มขึ้นก่อนในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมที่มีเมืองขึ้นรองรับผลิตภัณฑ์อยู่ทั่วโลกแล้วจึงได้ขยายไปทั่วยุโรป
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มจากการประดิษฐ์
เครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาใช้ในการปั่นและทอผ้าฝ้ายและทอผ้าขนสัตว์ในแลงแคชเชียร์ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของสก็อตแลนด์และที่บริเวณภาคตะวันตกของยอร์กเชอร์ (Yorkshire)
โรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเหล่านี้
เกือบทั้งหมดมักตั้งอยู่ในเมือง ทำให้ชุมชนเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากการอพยพของแรงานจากชนบทและจากการ
แต่งงานเร็วขึ้นของคนทำงานที่มีรายได้ประจำเพิ่ม นอกจาก
อุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าก็เกิดขึ้น ซึ่งแม้จะขยายตัวช้ากว่า แต่ก็ได้กลายเป็นตัวสำคัญในการขับเศรษฐกิจแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่
2 ประมาณ พ.ศ. 2373 เป็นต้นมา
แต่นักประวัติศาสตร์กลับเห็นว่าบทบาทของ
การตลาด ความมั่นคงทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ
การจัดการที่เริ่มขึ้นในสมัยนั้นเป็นหัวใจของการขยายตัวอย่างรุนแรงที่แท้ จริงของอุตสาหกรรม
และในกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวยังทำให้เกิดนักประดิษฐ์ที่มีชื่อ เสียงเกิดขึ้นหลายคน
เช่น อาร์คไรท์ โบลตัน โคร์ต ครอมพ์ตัน ฮาร์กรีฟส์ เคย์ และวัตต์ นอกจากนี้ กฎหมายเกี่ยวกับ
การผังเมือง รวมทั้งการจัดสร้างสวนสาธารณะก็เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน

             
ผู้ใช้วลี
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นคนแรกคือทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเบอร์ลินชื่อ
หลุยส์
Guillaume เมื่อปี พ.ศ. 2342 แต่ผู้ที่นำมาใช้จนเริ่มแพร่หลายเป็นนักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ชื่อ
Auguste Blanqui เมื่อปี พ.ศ. 2380 รวมทั้ง ฟรีดริช เองเงิลส์ ในหนังสือเรื่อง สภาพของชนชั้นกรรมกรในประเทศอังกฤษ
(พ.ศ. 2388) จากนั้นมาก็ได้มีผู้นำวลีนี้มาใช้แพร่หลายเป็นการถาวร

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติอุตสาหกรรม

รูปภาพของ nss40155

1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในบริเตนใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มจากเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ (ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก) ทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจถูกผลักดันด้วยการสร้างเรือ เรือกำปั่น และทางรถไฟ ที่อาศัยเครื่องจักรไอน้ำ ความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ และส่งผลกระทบทั่วโลกในที่สุด

1.2การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด


การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล และกลายเป็นต้นแบบหรือแนวทางให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการตาม ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของพื้นที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากประเทศอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมัน อเมริกาในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 ตามลำดับ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศรัสเซียและญี่ปุ่นราวปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้น
"สาเหตุที่อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม"
1. มีระบบการเงินที่มั่นคง
2. มีวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ เหล็ก ถ่านหิน
3. มีประชากรเพิ่มขึ้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้มีแรงงานเพิ่มมากขึ้น
4. มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
5. มีตลาดการค้ากว้างขวางเนื่องจากมีการล่าอาณานิคมมากขึ้น
6. มีการคมนาคมขนส่งสะดวก


2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า "สมัยแห่งพลังไอน้ำ"

    เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า
    ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
2. เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้
 (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก ๆ เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น
  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay)
  - เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล”(Spinning Mule)ของแซมมวล ครอมป์ตัน (Samuel Crompton)ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
  - เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
 (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 โดยนำเครื่องจักรไอน้ำที่มีมาแต่เดิมนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ใช้ถ่านหินเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทดแทนการใช้เครื่องจักรกลจากพลังงานน้ำ เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
 (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"
ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวตกอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2293-2393 โดยเริ่มขึ้นก่อนในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมที่มีเมืองขึ้นรองรับผลิตภัณฑ์อยู่ทั่วโลกแล้วจึงได้ขยายไปทั่วยุโรป การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มจากการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาใช้ในการปั่นและทอผ้าฝ้ายและทอผ้าขนสัตว์ในแลงแคชเชียร์ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของสก็อตแลนด์และที่บริเวณภาคตะวันตกของยอร์กเชอร์ (Yorkshire) โรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเหล่านี้ เกือบทั้งหมดมักตั้งอยู่ในเมือง ทำให้ชุมชนเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากการอพยพของแรงานจากชนบทและจากการแต่งงานเร็วขึ้นของคนทำงานที่มีรายได้ประจำเพิ่ม นอกจากอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าก็เกิดขึ้น

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความมั่นคงทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการจัดการที่เริ่มขึ้นในสมัยนั้นเป็นหัวใจของการขยายตัวอย่างรุนแรงที่แท้จริงของอุตสาหกรรม และในกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวยังทำให้เกิดนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นหลายคน เช่น อาร์คไรท์ โบลตัน โคร์ต ครอมพ์ตัน ฮาร์กรีฟส์ เคย์ และวัตต์ นอกจากนี้ กฎหมายเกี่ยวกับการผังเมือง รวมทั้งการจัดสร้างสวนสาธารณะก็เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน
1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และการใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 
3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 
4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก 

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 
2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่ ๆ หลากหลาย 
3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 
4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น ๆ มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

อ้างอิง : http://pojjamansk.exteen.com/20090624/entry

           http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080530022802AAccXw9

          

รูปภาพของ nss40091




1.ความหมายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดขึ้นที่ประเทศใด?

การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม

การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงในวิธีการและระบบการผลิต
จากการใช้แรงงานคนและสัตว์รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติ มาเป็นการใช้เครื่องมือ และเครื่องจักรแบบง่ายๆจนถึงแบบซับซ้อนที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว
และมีกำลังสูง จนเกิดเป็นระบบโรงงาน แทนการผลิตในครัวเรือน

การนำเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในการผลิต เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 และประกฎผลอย่างเต็มที่ในศตวรรษที่
19 ต่อจากนั้นได้ขยายไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก
อเมริกา รุสเซีย และทั่วโลกในเวลาต่อมา

ส่วนใหญ่ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา
เพิ่งมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศของตนอย่างจริงจัง หลังสงครามโลกครั้งที่
2

 


2.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า
"สมัยแห่งพลังไอน้ำ"
?

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะแรก

1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า สมัยแห่งพลังไอน้ำ เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า        
ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง     

           

2 เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก มีดังนี้ 

 

 (1) อุตสาหกรรมทอผ้า สิ่งประดิษฐ์ในระยะแรก  เป็นเครื่องจักรกลที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เช่น 

- เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า “กี่กระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) 

- เครื่องปั่นด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (SamuelCrompton) ปั่นด้ายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง 

- เครื่องทอผ้า ที่เรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

 (2) เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

 (3) อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนำเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทำรางรถไฟ ตู้รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age  of  Iron)

3.ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่2จึงเรียกว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า"?

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง

1
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง

 

2
อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่า
การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

 

 

4.ให้อธิบายแสดงความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม?

 

ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 

พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด

ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

 

2. การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่
19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ 

 

3. การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918)
อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920
จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 

 

4. การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก

 

 

5.ให้อธิบายผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม?

 

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

1. การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

 

2 .การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย

 

3. การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย 

4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่
20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน เป็นต้น

 

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1

 

                             จัดโดย

(นายธันย์ศรุต พิชิตศักดิ์ประภา
เลขที่ 17 ชั้น 5/8)

รูปภาพของ nss40094

อ้างอิง  http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=8329.0การปฏิวัติอุตสาหกรรม
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก เป็นการใช้พลังไอน้ำในการขับเคลื่อนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมทอผ้า และต่อมามีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ประเทศอังกฤษเป็น
ผู้นำอุตสาหกรรมประเทศแรกในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สอง เป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมันมาใช้แทนถ่านหินหรือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กกล้า มีกระบวนการ
ผลิตแยกส่วนแล้วนำมาประกอบกัน มีโรงงานขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนคนทำงานในเมืองมากขึ้น เกิดเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่
      การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สาม เป็นสมัยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไดนาโมของไมเคิล ฟาราเดย์ เช่น ภาพยนตร์ โทรเลข โทรศัพท์ การพิมพ์
          
  สาเหตุที่อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1. มีระบบการเงินที่มั่นคง
2. มีวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ เหล็ก ถ่านหิน
3. มีประชากรเพิ่มขึ้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้มีแรงงานเพิ่มมากขึ้น
4. มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
5. มีตลาดการค้ากว้างขวางเนื่องจากมีการล่าอาณานิคมมากขึ้น
6. มีการคมนาคมขนส่งสะดวก
ผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
      
ด้านการเมือง
            1. เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม
            2. บทบาททางการเมือง และการต่อสู้ของกรรมกร
            3. การสถาปนาอำนาจของชนชั้นกลาง
      
ด้านเศรษฐกิจ
            1. เกิดชนชั้นกลาง และชนชั้นกรรมมาชีพ
            2. เกิดระบบโรงงานแทนการผลิตในครัวเรือน
            3. เกิดความเหลี่ยมล้ำทางเศรษฐกิจ คือ ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา
    
  ด้านสังคม
            1. เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
            2. เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคม
            3. ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
            4. ชุมชนเมืองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
   
   ด้านภูมิปัญญา
            1. ลัทธิเสรีนิยม โดย อดัม สมิธ แนวคิด "ให้มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเสรี โดยรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด"
            2. ลัทธิสังคมนิยม โดย คาร์ล มาร์กซ แนวคิด "ให้สังคมมีความเสมอภาค ลดความแตกต่างระหว่างชนชั้น ให้คิดเห็นส่วนรวมมากกว่า"
ผลกระทบการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศไทย
            1. มีการนำเรือมาใช้ในกองทัพเรือ
            2. เกิดกองทหารแบบตะวันตก
            3. มีความก้าวหน้าด้านการผลิตสิ่งพิมพ์
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรกจึงเรียกว่า สมัยแห่งพลังไอน้ำคือ  การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ..1760 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” เนื่องจากมีการค้นพบพลังไอน้ำและนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้า         ทั้งนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลใหม่  ซึ่งนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 

     เครื่องจักรไอน้ำ เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ..1786 เป็นผลให้อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

อ้างอิง http://astrohamburg.wordpress.com/2010/03/29/henry-bessemer-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95/                                                          การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระยะที่สอง 
                1 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง ประมาณปี ..1860-1914 มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า (ส่วนถ่านหินและเครื่องจักรไอน้ำลดความสำคัญลง

                2 อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงที่สองนี้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเหล็กกล้า" (Age  of  Steel )

             ความก้าวหน้าและการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
                1 การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ..1856 และการใช้พลังงานใหม่  แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ 
พลังงานจากก๊าซ น้ำมันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นผลให้อุตสาหกรรมของทวีปยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโด
ยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลงทำให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการผลิตเครื่องจักรกลต่าง  พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
                2 การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอังกฤษ
                3 การเกิดประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1(..1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมากที่สุด จนกระทั้งในปี ..1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น 
                4 การเกิดระบบการบริหารและการจัดการทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการบริหารงานในระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทำเป็นฝ่ายหรือแผนก                                                                                                                                    ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
               1 การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและเยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
                2 การขยายตัวของสังคมเมือง เกิดเมืองใหม่  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการอพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และเกิดอาชีพใหม่  หลากหลาย 
                3 การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ประเทศยุโรปที่มีการปฏิวัติการผลิตด้านอุตสาหกรรมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
                4 ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้โลกมีการพัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เช่น มีการนำวัสดุอื่น  มาใช้ผลิตแทนวัสดุธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะที่มีน้ำหนักเบา ระบบใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน 

รูปภาพของ nss37729

ทำไม ไม่เหมือนชาวบ้านเขา แหะ งง

รูปภาพของ nss37729

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

          การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระแสความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 อันเป็นสมัยแห่งการสำรวจ ค้นพบโลกใหม่และสมัยแห่งการขยายตัวทางการค้า ซึ่งทำให้เกิดความต้องการเพิ่มปริมาณสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

          เพื่อเพิ่มจำนวนของสินค้า ในระยะแรกกลุ่มพ่อค้า นายทุนได้ใช้วิธีการนำวัตถุดิบรวมทั้งเครื่องมือทางการผลิตว่าจ้างให้ช่างทำการผลิตสินค้าตามที่ตนต้องการ แล้วนำผลผลิตสำเร็จรูปส่งออกขายเอากำไร วิธีการผลิตนี้เรียกกันว่า ระบบการผลิตในครอบครัว (Domestic system) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ คิดค้นเครื่องจักรเข้ามาตอบสนอง โดยในศตวรรษที่ 18 สามารถประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและนำมาพัฒนาเป็นเครื่องจักรทอผ้าได้เป็นผลสำเร็จ

          เมื่อกล่าวถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากการใช้แรงงานคน สัตว์ มาสู่การใช้แรงงานเครื่องจักรกล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนลักษณะทางการผลิตจากระบบการผลิตในครอบครัวมาสู่ระบบการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรม (Factory) สินค้าจะถูกผลิตขึ้นคราวละมาก ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ซึ่งแตกต่างจากการผลิตงานฝีมือจากช่างฝีมือ

          การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ครั้ง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ค.ศ. 1760 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ค.ศ. 1880 และการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ค.ศ. 1950 (จะกล่าวถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของยุคโลกาภิวัตน์)

 

         

  การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล และกลายเป็นต้นแบบหรือแนวทางให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการตาม ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของพื้นที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากประเทศอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมัน อเมริกาในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 ตามลำดับ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศรัสเซียและญี่ปุ่นราวปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้น

 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 อยู่หลายประการ เช่น มีการปรับเปลี่ยนพลังงานทางการผลิตจากพลังงานถ่านหินมาสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซและน้ำมัน ระบบการผลิตแม้ว่าจะเป็นระบบการผลิตแบบโรงงาน แต่ก็มีการพัฒนาวิธีการผลิต โดยการนำเอาระบบสายพานหรือระบบเทย์เลอร์ (Taylorism) (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น คือ เฟรเดอริค วินสโลว์ เทย์เลอร์) มาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วและจำนวนของสินค้า ตัวสินค้าเองก็ปรับเปลี่ยนจากผ้าเข้าสู่สินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงตามพลังงานใหม่ที่ค้นพบและใช้เหล็กกล้าเป็นวัสดุหลักทางการผลิต เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

อนึ่ง หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อตัวขึ้นในตะวันตก การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งในมิติของการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและช่องว่างทางสังคม ซึ่งได้กลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนให้เกิดปรากฏการณ์อื่น ๆ ตามมาอย่างเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ในบริบทของการเพิ่มขึ้นของสินค้าจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศตะวันตกเกิดความต้องการทั้งแหล่งวัตถุดิบและตลาดเพื่อรองรับภาคการผลิตอุตสาหกรรมภายใน  ด้วยเงื่อนไขนี้ได้ผลักดันให้ประเทศตะวันตกเริ่มทำการล่าอาณานิคมขึ้นอีกระรอก การล่าอาณานิคมครั้งนี้เรียกกันว่าเป็น จักรวรรดินิยมยุคใหม่ ที่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปยึดครองดินแดนอื่นให้เป็นอาณานิคม เจ้าอาณานิคมจะบีบบังคับให้ประเทศอาณานิคมผลิตสินค้าราคาถูกเฉพาะอย่างป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของตน แล้วนำสินค้าอุตสาหกรรมส่งกลับเข้ามาขายยังอาณานิคม ยกตัวอย่างเช่นอังกฤษบีบบังคับให้อาณานิคมอินเดียผลิตฝ้ายเพื่อป้อนอุตสาหกรรมทอผ้า แล้วนำผ้ากลับเข้ามาขายยังอินเดีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศตะวันตกที่ทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีด้วยกันหลายประเทศ แต่ละประเทศต่างแข่งขันแสวงหา แย่งชิงอาณานิคมอันเปรียบเสมือนแหล่งที่มาแห่งโภคทรัพย์ จนเกิดการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งจากการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปดังกล่าว ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

           ในมิติของช่องว่างทางสังคมนั้น แม้การปฏิวัติอุตสาหกรรมจะทำให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยก็มิได้เกิดกับสังคมโดยรวมแต่ประการใด กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เป็นเพียงคนกลุ่มน้อย คือ กลุ่มชนชั้นนายทุนเท่านั้น ส่วนกลุ่มกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพนั้นต้องทนทุกข์ทรมาน ทำงานหนักถึงวันละ 12 16 ชั่วโมง ได้รับค่าแรงต่ำ กรรมกรหญิงและเด็กมักถูกนายจ้างทำร้ายร่างกาย สภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม รวมถึงไม่มีกฎหมายประกันสวัสดิการแรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น

         สภาวการณ์ที่โหดร้ายต่อชนชั้นกรรมาชีพข้างต้น ได้ก่อให้เกิดความพยายามที่สร้างสรรค์สังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ความพยายามดังกล่าว คือ การนำเสนอลัทธิมาร์กซิส โดยคาร์ล มาร์กซ์ ที่เน้นการปฏิวัติทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์และแก้ไขความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ไม่เท่าเทียม แนวคิดของมาร์กซ์ ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงและกลายเป็นแนวคิดของการปฏิวัติในหลายพื้นที่ เช่น การปฏิวัติรัสเซียโดยเลนิน หรือ การปฏิวัติในจีนโดยเหมา เจ๋อ ตุงเป็นต้น

 ---------------- อ้างอิง :http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1   

---------------------

http://thaigoodview.com/node/50685 

 

รูปภาพของ nss40088

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

                 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระแสความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 อันเป็นสมัยแห่งการสำรวจ ค้นพบโลกใหม่และสมัยแห่งการขยายตัวทางการค้า ซึ่งทำให้เกิดความต้องการเพิ่มปริมาณสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มจำนวนของสินค้า ในระยะแรกกลุ่มพ่อค้า นายทุนได้ใช้วิธีการนำวัตถุดิบรวมทั้งเครื่องมือทางการผลิตว่าจ้างให้ช่างทำการผลิตสินค้าตามที่ตนต้องการ แล้วนำผลผลิตสำเร็จรูปส่งออกขายเอากำไร วิธีการผลิตนี้เรียกกันว่า ระบบการผลิตในครอบครัว” (Domestic system) อย่างไรก็ตาม เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ คิดค้นเครื่องจักรเข้ามาตอบสนอง โดยในศตวรรษที่ 18 สามารถประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและนำมาพัฒนาเป็นเครื่องจักรทอผ้าได้เป็นผลสำเร็จเมื่อกล่าวถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากการใช้แรงงานคน สัตว์ มาสู่การใช้แรงงานเครื่องจักรกล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนลักษณะทางการผลิตจากระบบการผลิตในครอบครัวมาสู่ระบบการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรม (Factory) สินค้าจะถูกผลิตขึ้นคราวละมาก ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ซึ่งแตกต่างจากการผลิตงานฝีมือจากช่างฝีมือการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ครั้ง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ค.ศ. 1760 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ค.ศ. 1880 และการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ค.ศ. 1950 (จะกล่าวถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของยุคโลกาภิวัตน์)

http://static.howstuffworks.com/gif/capitalism-2.jpg

             การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล และกลายเป็นต้นแบบหรือแนวทางให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการตาม ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของพื้นที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากประเทศอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมัน อเมริกาในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 ตามลำดับ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศรัสเซียและญี่ปุ่นราวปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้น

         การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 อยู่หลายประการ เช่น มีการปรับเปลี่ยนพลังงานทางการผลิตจากพลังงานถ่านหินมาสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซและน้ำมัน ระบบการผลิตแม้ว่าจะเป็นระบบการผลิตแบบโรงงาน แต่ก็มีการพัฒนาวิธีการผลิต โดยการนำเอาระบบสายพานหรือระบบเทย์เลอร์ (Taylorism) (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น คือ เฟรเดอริค วินสโลว์ เทย์เลอร์) มาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วและจำนวนของสินค้า ตัวสินค้าเองก็ปรับเปลี่ยนจากผ้าเข้าสู่สินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงตามพลังงานใหม่ที่ค้นพบและใช้เหล็กกล้าเป็นวัสดุหลักทางการผลิต เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น อนึ่ง หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อตัวขึ้นในตะวันตก การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งในมิติของการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและช่องว่างทางสังคม ซึ่งได้กลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนให้เกิดปรากฏการณ์อื่น ๆ ตามมาอย่างเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ ในบริบทของการเพิ่มขึ้นของสินค้าจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศตะวันตกเกิดความต้องการทั้งแหล่งวัตถุดิบและตลาดเพื่อรองรับภาคการผลิตอุตสาหกรรมภายใน  ด้วยเงื่อนไขนี้ได้ผลักดันให้ประเทศตะวันตกเริ่มทำการล่าอาณานิคมขึ้นอีกระรอก การล่าอาณานิคมครั้งนี้เรียกกันว่าเป็น จักรวรรดินิยมยุคใหม่ ที่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปยึดครองดินแดนอื่นให้เป็นอาณานิคม เจ้าอาณานิคมจะบีบบังคับให้ประเทศอาณานิคมผลิตสินค้าราคาถูกเฉพาะอย่างป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของตน แล้วนำสินค้าอุตสาหกรรมส่งกลับเข้ามาขายยังอาณานิคม ยกตัวอย่างเช่นอังกฤษบีบบังคับให้อาณานิคมอินเดียผลิตฝ้ายเพื่อป้อนอุตสาหกรรมทอผ้า แล้วนำผ้ากลับเข้ามาขายยังอินเดีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศตะวันตกที่ทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีด้วยกันหลายประเทศ แต่ละประเทศต่างแข่งขันแสวงหา แย่งชิงอาณานิคมอันเปรียบเสมือนแหล่งที่มาแห่งโภคทรัพย์ จนเกิดการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งจากการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปดังกล่าว ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

http://www.philadelphia-reflections.com/images/indust.jpg 

          ในมิติของช่องว่างทางสังคมนั้น แม้การปฏิวัติอุตสาหกรรมจะทำให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยก็มิได้เกิดกับสังคมโดยรวมแต่ประการใด กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เป็นเพียงคนกลุ่มน้อย คือ กลุ่มชนชั้นนายทุนเท่านั้น ส่วนกลุ่มกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพนั้นต้องทนทุกข์ทรมาน ทำงานหนักถึงวันละ 12 16 ชั่วโมง ได้รับค่าแรงต่ำ กรรมกรหญิงและเด็กมักถูกนายจ้างทำร้ายร่างกาย สภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม รวมถึงไม่มีกฎหมายประกันสวัสดิการแรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น

         สภาวการณ์ที่โหดร้ายต่อชนชั้นกรรมาชีพข้างต้น ได้ก่อให้เกิดความพยายามที่สร้างสรรค์สังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ความพยายามดังกล่าว คือ การนำเสนอลัทธิมาร์กซิส โดยคาร์ล มาร์กซ์ ที่เน้นการปฏิวัติทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์และแก้ไขความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ไม่เท่าเทียม แนวคิดของมาร์กซ์ ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงและกลายเป็นแนวคิดของการปฏิวัติในหลายพื้นที่ เช่น การปฏิวัติรัสเซียโดยเลนิน หรือ การปฏิวัติในจีนโดยเหมา เจ๋อ ตุงเป็นต้น

http://goldenstate.files.wordpress.com/2009/09/train.jpg

อ้างอิง         http://thaigoodview.com/node/50685?page=0%2C0

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 62 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • sss29385