หลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM)
แนะนำตนเอง
ชื่อนายดุลลาภ ตาเล๊ะ
เกิดวันที่ 1 เดือน มกราคม พ.ศ. 2500
ปัจจุบัน
ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนรามันห์ศิริวิทย์ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 โทรศัพท์ 073-222338
ประวัติการศึกษา
ระดับปริญญาโท ด้านบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีการศึกษา 2551
ปัญหาในการบริหารงานที่พบ
ปัญหาอุปสรรคที่พบในการบริหารงานโรงเรียน มีข้อสังเกตและประเด็นอภิปราย 3 ประเด็น คือ ด้านการเรียนการสอน การบริหารจัดการโรงเรียนและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ดังนี้
1) การจัดการเรียนการสอน
ข้อสังเกตการดำเนินงานของโรงเรียน โดยสรุป คือ
การเรียนการสอนที่แยกส่วนตามรายวิชา ขาดการบูรณาการทั้งด้านเนื้อหาและคุณลักษณะที่พึงประสงค์
การละเลยการรู้จักเด็ก และการติดตามการพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้นักเรียนจำนวนหนึ่งเรียนไม่ทัน และอาจถูกทอดทิ้ง
บทเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจที่จะจูงใจนักเรียนให้กระตือรือร้นต่อการเรียน
ครูมีงานธุรการจำนวนมาก ทำให้มีเวลาสำหรับนักเรียนน้อยลง และควรเสริมสร้างเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน เช่น การสร้างความอบอุ่น และความใกล้ชิดกับนักเรียน บรรยากาศประชาธิปไตยในห้องเรียนและการเคารพความคิดเห็นและสิทธิของนักเรียน
2) การบริหารจัดการโรงเรียน
โรงเรียนเป็นหน่วยจัดการศึกษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง การปฏิบัติงานของโรงเรียนจำเป็นต้องมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพเพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง
3) ประสิทธิภาพการจัดการศึกษา
ภายใต้ทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัด การวางแผนการจัดการศึกษาจึงมีความสำคัญยิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา
สรุปปัญหา
ขาดการมีส่วนร่วม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนไม่ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและชุมชน
ขาดแคลนทรัพยากร
ปัญหาด้านระบบบริหาร
ความสามารถของบุคลากร ครู
ความต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุง
การดำเนินการของโรงเรียนที่ผ่านมายังต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ดังนี้
การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษายังมีบทบาทน้อย และยังขาดความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ
โรงเรียนขาดกระบวนการและระบบความรับผิดชอบต่อผลงาน(accountability system) ที่ชัดเจน ซึ่งสมควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนา โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่
o การวางแผนพัฒนาโรงเรียนระยะ 4 ปี ปานกลางและ แผนปฏิบัติการ
ประจำปี
o การประเมินผลความก้าวหน้า การปฏิบัติงานของโรงเรียนโดยการประเมินหรือทบทวน ผลงานของตนเอง
o การรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสาธารณชน
o สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของโรงเรียนเป็นรายโรง
o การแทรกแซง หรือช่วยเหลือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หากโรงเรียนดำเนินงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายตามแผนพัฒนาโรงเรียน
การทำงานต่าง ๆ ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เป้าหมาย กลยุทธ์ ตามแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียน เพื่อให้การทำงานทุกอย่างอยู่ในกรอบที่ชัดเจนโดยไม่เพิ่มภาระงานให้แก่โรงเรียนโดยไม่จำเป็น
การจัดศูนย์เครือข่ายโรงเรียน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ และการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกัน
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาดังกล่าว จึงได้มีการนำหลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) มาเป็นแนวทางในการบริหารงานในโรงเรียน และมีการพูดคุยกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM)
แนวความคิดหรือทฤษฎีที่ใช้
คำว่า School-Base-Management หรือ SBM เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรษที่ 1980 ในภาษาไทยยังไม่มีการบัญญัติ ศัพท์ที่แน่นอน ส่วนมากนิยมทับศัพท์ว่า School-Base-Management หรือเรียกย่อๆ ว่า SBM ส่วนคำว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน นั้นเป็นคำที่ เสริมศักดิ์ วิสาลาภรณ์ และคณะ กำหนดขึ้นแทนคำว่า School-Base-Management ในการวิจัยเรื่อง การกระจายอำนาจจัดการศึกษา พ.ศ.2541 (เสริมศักดิ์ วิสาลาภรณ์และคณะ,2541) มีนักวิชาการหลายท่าน ได้ให้ความหมายของคำว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ไว้แตกต่างกันและสรุปได้ว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน หมายถึง การบริหารจัดการที่โรงเรียนมีอำนาจอิสระในการ ดำเนินการ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ของสถานศึกษา และผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าทีกำกับและส่งเสริมสนับสนุน
หลักการและข้อดี
หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยทั่วไปได้แก่
1. หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) เป็นการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจากกระทรวงและส่วนกลางไปยังสถานศึกษา ให้มากที่สุด โดยมีความเชื่อว่า โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติการที่สำคัญในการเปลียนแปลงและพัฒนาการศึกษา จึงควรมีอำนาจมีอิสระในการตัด สินใจดำเนินการ
2. หลักการมีส่วนร่วม (Participation or Collaboration or Invovement) เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มี ส่วนร่วมในกาบริหาร ตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาทั้งครู ผู้ปกครอง ตัวแทนชุมชน ตัวแทนศิษย์เก่า และตัวแทนนักเรียน
3.หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน (Retern Power to People) การจัดการศึกษาโดยส่วนกลางเริ่มมีข้อจำกัด เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ความเจริญต่างๆ รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดความล่าช้าและไม่ ตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง จึงต้องมีการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและประชาชนได้จัดการศึกษาเองอีกครั้ง
4.หลักการบริหารตนเอง (Self-managing) ในระบบการศึกษาทั่วไป มักจะกำหนดให้โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติการตามนโยบายของส่วนกลาง โรงเรียนไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง สำหรับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้น ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการทำงานให้บรรลุเป้าหมายและนโยบายของ ส่วนรวม แต่มีความเชื่อว่าวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นทำได้หลายวิธี
5.หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) ส่วนกลางมีหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมมาตรฐาน มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจ สอบการศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นไปตามนโยบายของชาติ
จากหลักการดังกล่าวทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน จะเป็นการบริหารที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มากกว่ารูปแบบการจัดการศึกษาที่ผ่านมา
ขั้นตอนการดำเนินงานการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
1.วิเคราะห์ศักยภาพของโรงเรียน
2. กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย
3. กำหนดกลยุทธ์/ วางแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการ
4. ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ
5. ประเมินตนเอง/ ประเมินภายใน
6. รายงานประจำปี/รายงานการประเมินตนเอง
การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)
การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
เป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา
งาน พัฒนางาน
คน พัฒนาคน
องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้
กระบวนการดำเนินงาน
• สร้างความเข้าใจแก่ครูทุกคน และผู้ปกครอง ชุมชนว่าSBM คืออะไร
• ศึกษาจุดเด่น จุดด้อยของ SBM ที่มีการทดลองใช้ที่อื่นแล้วนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน
• ผู้บริหารโรงเรียนและครูต้องทำงานหนัก ชักชวน เชิญชวนให้ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
• ผู้บริหารโรงเรียน และครูต้องสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชน ให้เข้าใจว่าจะมีการแบ่งอำนาจหรือร่วมกันใช้อำนาจ ในการตัดสินใจในเรื่องใดและอย่างไร
สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทใหม่ของครู บุคลากรในโรงเรียนชุมชน และทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวปฏิบัติตามบทบาทใหม่อย่างมีความสุข
• กระจายอำนาจการตัดสินใจให้คณะกรรมการสถานศึกษาอย่างแท้จริง
• ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและความสำเร็จของ SBM จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเวลา
• การนำ SBM ไปใช้ในโรงเรียน ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป
• ครูมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจในกิจกรรมที่เกี่ยวกับห้องเรียน
• สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีในโรงเรียน แบ่งเวลาให้กับการวางแผน และการเรียนการสอนของโรงเรียน
บทสรุป
ผลที่เกิดขึ้น
1. เกิดการกระจายอำนาจภายใน โรงเรียน
2. ตัวแทนของผู้มี ผลประโยชน์ได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
3. เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศและระบบฐานข้อมูล
4. มีการจัดโครงสร้างองค์กรให้เป็น ระบบครบวงจรมีเป้าหมายและแผนงานที่ชัดเจน
5. มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
6. บุคลากรในโรงเรียนการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
7. โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
8. มีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร
9. มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ







