ประวัติฟุตบอลทีมชาติไทย

รูปภาพของ chatta2010

 ฟุตบอลทีมชาติไทย

 

  

ฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนของประเทศไทยของทีมชาย ในการแข่งขันระดับนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458 บริหารทีมโดย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในปัจจุบัน ทีมชาติไทย ยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นในระดับโลก ซึ่งทีมไทยยังไม่เคยได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ได้เข้าร่วมแข่งในกีฬาโอลิมปิก 2 ครั้ง ส่วนในระดับทวีปเอเชียนั้น ทีมชาติไทย เคยได้อันดับสูงสุดคืออันดับที่ 3 ในเอเชียนคัพ 1972 ในปี พ.ศ. 2515 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ และในเอเชียนเกมส์ ทีมไทยได้เข้าร่วม 4 ครั้ง โดยได้อันดับสูงสุดคือได้เข้าร่วมในรอบสี่ทีมสุดท้ายพ.ศ. 2541 โดยที่เอาชนะเกาหลีใต้2-1ได้จากเกียรติศักดิ์ เสนาเมืองและในน่อเวลาได้จากธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูลในนาทีที่95 ส่งผลให้เกาหลีใต้ตกรอบ ส่วนการแข่งขันในระดับภูมิภาคอาเซียนนั้น ทีมไทยเป็นแชมป์ซีเกมส์ 13 ครั้ง อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 3 ครั้ง และคิงส์คัพที่จัดขึ้นในประเทศไทย 12 ครั้งล่าสุดทีมชาติไทยได้เหรียญทองในซีเกมส์ 2007 หลังจากชนะทีมชาติพม่า 2 ประตูต่อ 0 ส่วนในด้าน ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก ทีมไทยผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 โดยจับฉลากแข่งสายเดียวกับ ญี่ปุ่น โอมาน และ บาห์เรน

 เข้าสู่ระดับโลก

ในปี พ.ศ. 2499 พล.ต. เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ซึ่งถูกจัดขึ้นที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมใน กีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากได้แข่งกับ ทีมชาติสหราชอาณาจักร (ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นทีมชาติอังกฤษ) ใน วันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 9 ประตูต่อ 0 ซึ่งเป็นสถิติแพ้สูงสุดของทีมไทยจวบจนปัจจุบันนี้ โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง ทีมชาติยูโกสลาเวีย ได้เหรียญเงิน และทีมชาติโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง[1] ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า "ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 - 0" ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ นักฟุตบอลในชุดโอลิมปิกนั้น ไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนีเพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย

ในปี 2508 ทีมชาติไทยได้เหรียญทองในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาแหลมทอง (หรือซีเกมส์ในปัจจุบัน) เป็นครั้งแรก โดยการแข่งขันครั้งนั้นถูกจัดขึ้นที่ เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และต่อมาไทยยังคงได้แชมป์ซีเกมส์อีกหลายครั้ง โดยรวมทังสิ้น 12 ครั้ง และอีกสามปีต่อมา ในปี 2511 ทีมไทยได้เข้าร่วมโอลิมปิกอีกครั้ง โดยเป็นโอลิมปิกครั้งที่ 19 ซึ่งจัดขึ้นที่ เมืองเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก ในคราวนี้เป็นการแข่งขันแบบจับกลุ่มกลุ่มละสี่ทีม ทีมไทยแพ้สามครั้งติดต่อกัน โดยแพ้ให้กับ ทีมชาติบัลแกเรีย 7 ประตูต่อ 0, ทีมชาติกัวเตมาลา 4 ประตูต่อ 1 และ ทีมชาติเช็กโกสโลวาเกีย 8 ประตูต่อ 0 ทำให้ทีมไทยตกรอบแรกในการแข่งขัน ซึ่งผู้ชนะในคราวนี้ คือทีมชาติฮังการี ได้เหรียญทองไปครอง

ในปี 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับ

ในปี 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับ ทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 10 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบสี่ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในย่านอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต (2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ[2]) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง6นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้5เสมอ1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีด อดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษ ก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียน คัพ โดยการแพ้เวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์ คัพ อีกรายการหนึ่งโดยดวลจุดโทษแพ้ เดนมาร์ก จนถึงช่วงเดือนกันยายน ปี 2552 ปีเตอร์ รีด ถูกปลดออกจากตำแหน่งเนื่องจากอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติเพราะรีด มีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสร สโต๊ค ซิตี้ โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี่ พูลิส ผู้จัดการทีมสโต๊ค ซิตี้

ประวัติศาสตร์ฟุตบอลสยาม

 

ฟุตบอล (SOCCER) สมัยใหม่ วงการลูกหนังทั่วโลกถือว่ามีวิวัฒนาการรูปแบบการเล่นมา จากประเทศอังกฤษ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (CAMBRIDGE UNIVERSITY) คือสถาบันแห่งแรก ที่กำหนดกฎข้อบังคับ เรียกว่า "กติกาเคมบริดจ์" และจัดแข่งขันฟุตบอลตามกติกาดังกล่าว ใน ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) รัชสมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย (QUEEN VICTORIA ค.ศ. 1837 - 1901)


ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศสยาม กับ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (UNITED KINGDOM OF GREAT BRITAIN AND NORTHERNIRELA-ND) เกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411) ทรงแต่งตั้งพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตนำคณะฯ รวม 27 คน เดินทางไปถวายพระราชสาส์นเพื่อเจริญพระราช ไมตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2400 และมีบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา ในรัชกาลที่ 4) ทรงชอบเล่นกีฬาที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาเผยแพร่ เช่น การล่าสัตว์ แข่งเรือ ขี่ม้าและตีคลี แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงฟุตบอล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453) พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 เพื่อนำความเจริญอย่างอารยประเทศ (MODERNISATION POLICY) กลับมาพัฒนาบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎรชาวสยาม โดย ก่อนนั้นมีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์และนักเรียนทุนหลวงไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศรัสเซีย เยอรมัน และอังกฤษ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2428 และชาวยุโรปก็ได้เดินทางเข้ามารับราชการและทำการค้าในเมือง บางกอก จึงก่อตั้ง "สโมสรรอยัลบางกอกสปอร์ตคลับ" (ROYAL BANGKOK SPORT CLUB) สระปทุมวัน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมกีฬาเป็นสื่อสมานฉันท์ระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทย คือยุคแห่งการเริ่มต้น "กีฬาสากล" ของเมืองสยาม

จากแหล่งข้อมูลและหนังสือหลายเล่ม ต่างระบุว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของประเทศไทย คือผู้นำการเล่นฟุตบอลเข้ามาสู่สยาม เนื่องจากเมื่อจบจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ (ROYAL NORMAL SCHOOL) และสอบได้ทุนหลวง ไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนฝึกหัดครูเบอโรโรด (BOROUGHROAD COLLEG EISLEWRETH) ณ เมืองไวส์ลเวิฟ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2438 - 2440) ต่อมา จึงเข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ (พ.ศ. 2441 - 2469) และเป็นผู้ปฏิวัติการเรียนการสอนของเมืองไทยครั้งประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้นนั้น ผู้ที่นิยมชอบเตะฟุตบอลจะถูกขนานนามว่า "นักเลงลูกหนัง" โดยเรียกการเล่น ชนิดนี้ว่า "หมากเตะ" สนามที่ใช้แข่งขัน คือพื้นที่ว่างบริเวณลานวัด และสนามหญ้าหน้าโรงเรียน ส่วน ใหญ่จะใช้ลูกยาง ลูกเทนนิสและผลส้มโอ ที่ต้องคลึงให้พอน่วมแล้ว จึงนำเอามาเตะแทนลูกบอล

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 ณ ท้องสนามหลวง กระทรวงธรรมการจัดการแข่งขันกรีฑา นักเรียน ท่ามกลางผู้ชมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่กำลังมุ่งให้ความสนใจ การแข่งขันกีฬาประเภท หนึ่งระหว่างทีมบางกอกกับทีมศึกษาธิการ โดยผู้เล่นฝ่ายแรกเป็นคนอังกฤษทั้งหมด ส่วนฝ่ายหลังมี ทั้งชาวสยามและยุโรป ผลเสมอกัน 2 - 2 (0 - 1) หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (THE BANGKOK TIMES) เรียกการเล่นนั้นว่า "ASSOCIATION FOOTBALL" หรือ "การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับ ของแอสโซซิเอชั่น" อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองสยาม และลงบทความวิจารณ์ประโยคหนึ่งว่า "กีฬาฟุตบอล คือศิลปะชิ้นล่าสุดที่ควรค่าแก่การยกย่องในทุกด้าน"

เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นักเรียน เกี่ยวกับกติกาเบื้องต้นในการเล่นฟุตบอล หลวงไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) จึงทำการแปลกติกาการแข่งขันฟุตบอล ฉบับภาษาอังกฤษมา เป็นภาษาไทย ในหนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 จนกระทั่ง นักเรียนตามโรงเรียนหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจเล่นกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าแม้จะเป็นช่วงเวลา พักเที่ยง แต่กลางสนามหญ้าหน้าโรงเรียนท่ามกลางแสงแดดนั้น เด็กนักเรียนก็ยังวิ่งเตะฟุตบอลแบบ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าในระยะแรกจะมีเสียงคัดค้านจากผู้ปกครองที่ไม่สนับสนุนให้บุตรหลานของตน มาเล่น กีฬาชนิดนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีการเข้าปะทะที่รุนแรงจนทำให้ผู้เล่นเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง

กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ จึงจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน ประเภทอายุไม่เกิน 20 ปีขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2444 ซึ่งใช้กติกาแบบน็อกเอาต์ (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) หรือแพ้ตกรอบ ผู้เล่นจะต้องยึดคติธรรม 4 ประการ คือใจนักเลง, สามัคคี, อาจหาญและขันติ ทีมชนะเลิศจะได้ครองโล่เงิน เป็นเวลา 1 ปีพร้อมทั้งการถูกจารึกชื่อไว้บนโล่ โดยมีทีมส่งเข้าร่วม จำนวน 9 โรงเรียน ภายหลัง ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 1 เดือน จึงได้ทีมชนะเลิศ คือโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมา จึงเพิ่มการแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียนอีกหลายรุ่น

มร. อี.เอส. สมิธ (MR. E.S. SMITH) อดีตนักเตะอาชีพชาวอังกฤษ เดินทางมาเมืองสยาม (พ.ศ. 2450 - 2452) ได้นำวิธีการเล่นสมัยใหม่มาฝึกสอนให้แก่นักเลงลูกหนังชาวสยามและลงทำการ ตัดสินฟุตบอลนัดสำคัญอีกด้วย เนื่องจากคนไทยยังไม่มีความชำนาญกติกาการแข่งขันเท่าที่ควร

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - 2468) หรือ "ยุคทอง ของฟุตบอลสยาม" เพราะทรงให้การสนับสนุนทั้งในทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือนอกจากการ เสด็จทอดพระเนตรฟุตบอลหน้าพระที่นั่งอยู่เนืองนิตย์แล้วทรงติดต่อ มร. เอ พี โคลบี้ และมร. อาร์ ดี เคร็ก ชาวอังกฤษให้มาช่วยสอนทักษะการเล่นฟุตบอลแก่ผู้เล่นชาวไทย ดังนั้น บริษัท ห้างร้าน และ หน่วยงานราชการ จะต้องมีทีมฟุตบอลอย่างน้อย 1 ชุด จึงทำให้ราษฎรทั่วทั้งพระนครและปริมณฑล นิยมเล่นฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ คือ "พระบิดาแห่งวงการฟุตบอลเมืองสยาม

รัชกาลที่ 6 สมัยยังดำรงอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมงกุฎราชกุมาร (CROWN PRINCE) ทรงเรียนอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2435 - 2444) และเป็นกษัตริย์ไทย พระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ โดยเรียนวิชาการทหาร ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก แซนด์เฮิสต์ (SANDHURST) และวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ณ วิทยาลัยไครสเชิร์ช (CHRIST CHURCH COLLEGE) แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (OXFORD UNIVERSITY) ในขณะ ทรงศึกษา เมื่อว่างจากภารกิจจะโปรดการเล่นกีฬา อาทิ ขี่ม้า เทนนิส และฟุตบอล

ในวันที่ 11 กันยายน - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 ทรงรับเป็นประธานคณะกรรมการ ฟุตบอลถ้วยทองของหลวง เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรหรือทัวร์นาเม้นต์ (TOUR NAMENT) แรกของสยาม พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยทองเป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ จึงเรียกว่า "การแข่งขันฟุตบอล สำหรับพระราชทานถ้วยทองของหลวง" ณ สนามฟุตบอลสโมสรเสือป่าหรือสนามม้าสวนดุสิต ถนนหน้าพระลาน (กรป.กลาง) มีสโมสรเข้าร่วมการแข่งขันแบบพบกันหมด จำนวน 12 ทีม โดยคณะกรรมการฯ ออกประกาศเปลี่ยนเรียกคำว่า "โกล์" มาเป็น "ประตู" แทน และจัดพิมพ์หนังสือ ระเบียบการแข่งขันทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในขณะที่ผู้เข้าชมจะต้องเสียเงินค่าผ่านประตู คือชั้นหนึ่งนั่งเก้าอี้ ราคา 1 บาท, ชั้นสองนั่งอัฒจันทร์ ราคา 50 สตางค์ และชั้นสามเส้นข้างสนาม ถึงเส้นประตู ราคา 10 สตางค์ ทีมที่ได้รับพระราชทานถ้วยทองและแหนบสายนาฬิกาลงยา มีตราพระมหามงกุฎ คือ "ทีมนักเรียนนายเรือ" ส่วนรายได้ค่าผ่านประตูรวมทั้งสิ้น 6,049.95 บาทนั้น คณะกรรมการฯ มอบให้ราชนาวีสมาคม และสภากาชาดสยาม ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริจัดตั้ง "กรรมการคณะฟุตบอลแห่งสยาม" เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 เพื่อคัดเลือกผู้เล่นจากรายการชิงโล่ของกระทรวงธรรมการและถ้วยทองของหลวง เป็นตัวแทน ของชาติในนาม "คณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม" ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ทีมชาติสยาม กับทีมสปอร์ตคลับ ณ สนามราชกรีฑาสโมสร สระปทุมวัน การลงสนามแข่งขันนัดแรกของทีมชาติสยาม ชนะทีมฝ่ายยุโรป 2 - 1 (0 - 0) ทีมสยามจึงได้ครองถ้วยของราชกรีฑาสโมสร และเหรียญที่ระลึกเป็นรางวัล

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ทรงสถาปนา "สมาคมฟุตบอลแห่ง ประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์" เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 สภากรรมการฯ ชุดแรก ประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 7 ท่าน โดยมีพระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เป็นสภานายก และพระราชดรุณรักษ์ (เสริญ ปันยารชุน) เป็นเลขาธิการ ในปลายปีจึงเริ่ม จัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย ขึ้นเป็นครั้งแรก ทีมชนะเลิศถ้วยใหญ่ คือสโมสรกรม มหรสพ และทีมชนะเลิศถ้วยน้อย คือสโมสรทหารบกราชวัลลภ

สงครามโลก ครั้งที่ 1 "ธงไตรรงค์" ได้โบกสะบัดแสดงความเป็นประเทศสยาม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต่อมา รัชกาลที่ 6 จึงทรงประกาศให้ธงไตรรงค์ คือธงชาติสยามประเทศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2460 และกลายเป็นสัญญลักษณ์ติดหน้าอกเสื้อของนักฟุตบอลทีมชาติไทย มาตราบเท่า ทุกวันนี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2468 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงสมัครเป็นสมาชิก สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FEDERATION INTERNAIONAL OF FOOTBALL ASSOCIATION) หรือฟีฟ่า (FIFA) องค์กรควบคุมการบริหารงานและรับผิดชอบการแข่งขันระดับชาติทั่วโลก อาทิ ฟุตบอลโลก (WORLD CUP) เป็นต้น

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477) คณะราษฎร์ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ต้องหยุดจัดกิจกรรมลงชั่วคราว

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477 - 2489) ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ณ สนามหลวง มีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อการกุศลและความสามัคคีระหว่าง นักศึกษาย่านท่าพระจันทร์กับสามย่าน ผลเสมอกัน 1 - 1 ในปัจจุบันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ยังคงถูกจัดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 กรมพลศึกษาดำเนินงานก่อสร้าง "สนามกรีฑาสถาน" โดยใช้ งบประมาณ 170,000 บาท รวมเวลากว่า 4 ปี จึงสามารถสร้างอัฒจันทร์ครบทั้ง 4 ด้าน และมีความจุ ผู้ชม 40,000 คน ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถาน แห่งชาติ" เพื่อเป็นเกียรติแก่ นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ผู้ริเริ่มมอบเสื้อสามารถนักฟุตบอลนักเรียนยอดเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2481 และจัดการแข่งขันฟุตบอล ประชาชนระหว่างอำเภอ จังหวัด ขึ้นใน พ.ศ. 2482 ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ได้เข้ามาขอเช่าสนาม กีฬาแห่งชาติจากกรมพลศึกษา เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประจำปี พ.ศ. 2488 และ ทำให้สนามศุภชลาศัยฯ แห่งนี้ คือสนามเหย้าของทีมชาติไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489 - ปัจจุบัน) สมาคม ฟุตบอลฯ จัดการประชุมสภากรรมการฯ เพื่อแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครองฯ ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2499) ให้เหมาะสมกับสมัยนิยมและเปลี่ยนชื่อของสมาคมฯ เป็น "สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ใน พระบรมราชูปถัมภ์" (THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HIS MAJESTIC THE KING) หรืออักษรย่อ F.A.T.

ทีมชาติไทยได้สิทธิ์ผ่านลงเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2499 โดยรอบสองแข่งขันแบบ F.A. CUP ทีมชาติไทยแพ้ทีมชาติอังกฤษ 0 - 9 ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ ในการส่งเสริมและพัฒนาการเล่นกีฬาฟุตบอลของประเทศ จึงทำให้อดีตทีมชาติชุดเมลเบิร์น สำรวย ไชยยงค์ (พลตรี สำเริง ไชยยงค์) ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับ การเตรียมทีมและการเล่นฟุตบอล ณ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2503

สมาคมฟุตบอลฯ สมัครเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (ASIAN FOOTBALL CONFEDERATION) หรือ A.F.C. ใน พ.ศ. 2500 องค์กรบริหารและรับผิดชอบการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างชาติในทวีปเอเชีย และในระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม - 22 มิถุนายน พ.ศ. 2508 สมาคมฯ จึง ได้ส่งเจ้าหน้าที่และนักฟุตบอลทีมชาติไทย จำนวน 20 คน เดินทางไปฝึกอบรมและลงแข่งขันหา ประสบการณ์ ณ ประเทศเยอรมัน และนอรเวย์

กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย รอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2508 ทีมชาติไทยครองเหรียญทองร่วมกับทีมชาติพม่า (2 - 2) แชมป์ระดับชาติ รายการแรกของทีมไทย ในรอบ 49 ปีของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ

ทีมชาติไทยประสพความสำเร็จอีกครั้งในรอบ 12 ปี เมื่อสามารถผ่านรอบคัดเลือก ปรี- โอลิมปิก ณ กรุงเทพฯ เป็นตัวแทนของทวีปเอเชียในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ณ นครเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 12 - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2511 แม้ว่าทีมไทยจะตกรอบแรก แต่ก็นำมาซึ่ง ความภูมิใจของชาวไทยทั้งชาติ

เมื่อสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ใน พ.ศ. 2512 สมาคม ฟุตบอลฯ จึงต้องจัดการแข่งขันให้เป็นแบบดิวิชั่น (DIVISION) ของประเทศอังกฤษ โดยแบ่งระดับ มาตรฐานของทีมที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประจำปี ออกเป็น 4 ถ้วย คือเพิ่มถ้วย ค และถ้วย ง ขึ้นมา ดังนั้น ถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย จึงถูกเรียกว่าถ้วย ก และถ้วย ข ตั้งแต่นั้นมา

กีฬา "ฟุตบอล" ในเมืองไทยผ่านมาครบรอบหนึ่งศตวรรษ นับจากวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 นักเตะทีมชาติไทยเคยสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติ ให้แก่ประเทศชาติ ด้วยการลงเล่นรอบ สุดท้าย ฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก รวม 2 ครั้ง (ค.ศ. 1956, 1968) และครองความชนะเลิศระดับชาติ รวม 25 รายการ

ณ สหัสวรรษนี้ รายการสำคัญอันดับแรกที่ควรจะต้องมุ่งเน้น คือ "ฟุตบอลโลก" รอบสุดท้าย ในปัจจุบันมีทีมลูกหนังเพียง 65 ชาติเท่านั้น จาก 187 ประเทศทั่วโลก เคยก้าวสัมผัสทัวร์นาเม้นต์ แห่งศักดิ์ศรีนี้มาแล้ว "WORLD CUP" นอกจากจะแสดงถึงพัฒนาการเล่นของนักฟุตบอลเองแล้ว ยังจะบ่งบอกให้เห็นถึงประสิทธิภาพองค์กรการบริหารงานของแต่ละชาติ อีกด้วย.


จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้เขียน

     ในอดีตเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา กีฬา "ฟุตบอล" หรือชาวสยามมักเรียกกันติดปากว่า "หมากเตะ" กำลังเริ่มเป็นที่นิยมทั่วพระนครและปริมณฑล โดยการส่งเสริมของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จนเกิดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ขณะนั้นหนังสือพิมพ์กรุงเทพ ฯ เดลิเมล์ ฉบับวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ได้ลงข่าวและรายชื่อ "คณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม" ชุดแรก จำนวน 11 คน

นอกจากนักเลงฟุตบอลทีมชาติสยามจะได้รับหมวกพระราชทาน ก่อนลงสนามพบทีมฝ่ายยุโรปแล้ว ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2458 ระหว่างพักครึ่งฟุตบอลหน้าพระที่นั่ง ณ สนามโรงเรียนสวนกุหลาบ ผู้เล่นอีก 7 คน จึงได้นามสกุลพระราชทานจาก "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" และจากหนังสือทะเบียนนามสกุลพระราชทาน จึงทำให้สามารถทราบประวัติพอสังเขป 11 ขุนพลทีมชาติชุดแรก ในประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังเมืองไทย ดังนี้

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร (พ.ศ. 2426 - 2514) ตำแหน่งแนวหน้า โอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เริ่มรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ในยามว่างจะทรงเล่นฟุตบอลกับชาวอังกฤษ ณ ราชกรีฑาสโมสร สระปทุมวัน เมื่อรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "กรรมการคณะฟุตบอลแห่งสยาม" จำนวน 7 คน จึงได้เข้าร่วมเป็นกรรมการเพื่อคัดเลือกนักฟุตบอลผู้แทนของชาติ นอกจากเป็นหัวหน้าชุดทีมชาติคนแรกแล้ว ยังทรงสามารถทำประตูชัยให้แก่ทีมชาติสยาม

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า ม.ร.ว.เจริญศักดิ์ ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร สำหรับบรรดาผู้สืบสกุลจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 พระองค์เจ้ากฤษฎาภิหาร กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 721 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2456

นายชอบ หังสสูต ตำแหน่งแนวหน้า นักฟุตบอลสโมสรกรมม้าหลวง ต่อมาเป็นนาคหลวงในสมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ภายหลังมีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงเดชนายเวร"

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า พระยาพิพิธโภคัย (เชฐ) กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เป็นบุตรพระยาสุธรรมไมตรี (ห้อง) โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 662 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2456

นายโชติ ยูปานนท์ ตำแหน่งแนวหน้า นักฟุตบอลสโมสรกรมนักเรียนเสือป่าหลวง

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า หลวงพิทักษ์ฤทธิรงค์ (เฉื่อย) นายอำเภอรอบกรุง มณฑลกรุงเก่า บุตร กับขุนศรีรักษาเขตร์ (แก้ว) บิดา และนายเติม ขุนศรีรักษาเขตร์ เป็นบุตรนายหลัก โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 792 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2456

นายแถม ประภาสะวัต (พ.ศ. 2442 - 2507) ตำแหน่งแนวหลัง เจ้าของฉายา "กำแพงเมืองจีน" นักฟุตบอลโรงเรียนราชแพทยาลัย เป็นแพทย์รุ่นที่ 22/2459 เคยศึกษาที่โรงเรียนบวรนิเวศ และโรงเรียนสวนกุหลาบ ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงกายวิภาคบรรยาย" ในปัจจุบันลูกหลานจึงได้ใช้ "กายวิภาคบรรยาย" เป็นนามสกุลสืบแทน

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นายร้อยตรี พร้อง มหาดเล็กข้าหลวงเดิม ผู้บังคับกองในกรมตำรวจภูธร, นายร้อยตรีมงคล กรมตำรวจภูธร, นายปลั่ง พลเรือน และนายพริ้ง มหาดเล็กข้าหลวงเดิม ปลัดอำเภอเป็นพี่น้องกัน ปู่ชื่อแสง โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 802 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2456

นายต๋อ ศุกระศร ตำแหน่งแนวหลัง นักฟุตบอลโรงเรียนราชแพทยาลัย เป็นแพทย์รุ่นที่ 23/2460 ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงวิวัฒน์สรรพคุณ"

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า รองอำมาตย์เอก เสวตร ผู้พิพากษารองศาลเมืองสิงห์บุรี ปู่ชื่อสุก บิดาชื่อสอน โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 2613 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2458

นายศรีนวล มโนหรทัต (พ.ศ. 2439 - 2517) ตำแหน่งแนวหน้า เจ้าของฉายา "รถไฟสายใต้" นักฟุตบอลโรงเรียนราชแพทยาลัย เป็นแพทย์รุ่นที่ 22/2459 ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "ศุภชัย" ประวัติศาสตร์วงการลูกหนังเมืองสยามต้องจาลึกชื่อ ในฐานะผู้ยิงประตูแรกให้แก่ทีมชาติสยาม เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ก่อนที่จะชนะทีมสปอร์ตคลับ 2 - 1

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนราชแพทยาลัย ศรีนวล กระทรวงธรรมการ บิดาชื่อยวน โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 2789 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2458

นายตาด เสตะกสิกร (พ.ศ. 2436 - 2515) ตำแหน่งแนวหนุน นักฟุตบอลสโมสรกรมม้าหลวง เป็นชาวจังหวัดลพบุรี นักฟุตบอลผู้ได้รับพระราชทาน "เหรียญราชนิยม" ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงอัชฌาคดี" และช่วงบั้นปลายเป็นทนายว่าความอยู่ที่จังหวัดชลบุรีจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนกฎหมาย ตาด กระทรวงยุติธรรม บิดาชื่อเผือก ทำนา โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 2790 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2458

นายกิมฮวด วณิชยจินดา ตำแหน่งแนวหนุน นักฟุตบอลโรงเรียนราชแพทยาลัย เป็นแพทย์รุ่นที่ 22/2459 ถือว่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนคนแรกที่ลงเล่นให้ทีมชาติสยาม ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนวิศาลเวชกิจ"

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนราชแพทยาลัย วัฒน กระทรวงธรรมการ สกุลค้าขาย (เดิมชื่อกิมฮวดแต่ได้ขอพระราชทานเปลี่ยนใหม่ จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัฒน) โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 2791 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2458

นายภูหิน สถาวรวณิช (พ.ศ. 2440) ตำแหน่งแนวหลัง นักฟุตบอลโรงเรียนนายเรือ ชุดชนะเลิศถ้วยทองของหลวง ประจำปี พ.ศ. 2458 เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จสวรรคต จึงไปอาศัยอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2517

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนนายเรือ ภูหิน กระทรวงทหารเรือ โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 2828 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2458

นายอิน สถิตยวณิช ตำแหน่งคนรักษาประตู นักฟุตบอลโรงเรียนนายเรือ ชุดชนะเลิศถ้วยทองของหลวง ประจำปี พ.ศ. 2458 นักฟุตบอลผู้มีลักษณะพิเศษกว่าคนอื่น ๆ เนื่องจากสายตาไม่ปกติ แต่มีความสามารถในการเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู

"...เป็นผู้รักษาประตูมีชื่อ ตั้งแต่ครั้งเรียนอยู่ที่โรงเรียนปทุมคงคา ไม่น่าจะมีฝีมือดีในการรักษาประตูฟุตบอล เพราะเป็นโรคจักษุพิการ LEUCOMA CORNEA ฯ ล ฯ" (หนังสือศตวรรษแห่งการกีฬา/นายสวัสดิ์ เลขยานนท์/พ.ศ. 2519)

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนข้าราชการพลเรือน กระทรวงธรรมการ อิน โดยขอพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ลำดับ 2829 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2458

นายจรูญ รัตโนดม ตำแหน่งแนวหน้า เจ้าของฉายา "รถไฟสายเหนือ" นักฟุตบอลสโมสรกรมม้าหลวง เป็นนักเรียนกฎหมาย ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น "นายไกรพาชี"

ในหนังสือทะเบียนบันทึกว่า นักเรียนกฎหมาย จรูญ กระทรวงยุติธรรม ปู่ชื่ออู๋ บิดาชื่อแก้ว โดยขอพระราชทานจากรัชการที่ 6 ลำดับที่ 2830 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2458

อดีตกาลของศักดิ์ศรีนักกีฬาและวงการกีฬาของสยามยิ่งใหญ่ จนมิอาจลบเลือนไปได้จากหน้าประวัติศาสตร์ เพราะลักษณะความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น ระหว่างประชาชนที่เป็นผู้ชมกับนักกีฬาผู้แทนของชาติ โดยสถาบันสูงสุดของประเทศทรงฐานะองค์อุปถัมภ์ จึงทำให้การแข่งขันกีฬาหลายประเภทเมื่อหลายทศวรรษก่อน มีผู้เข้าชมกว่าเรือนแสน แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวคงเป็นความทรงจำที่เคยรุ่งเรือง หากผู้เกี่ยวข้องกับการกีฬายังยึดทัศนะคติว่า "วัตถุนิยม" เป็นปัจจัยขับเคลื่อนอันดับแรก ทว่ากลับละเลยวัฒนธรรมการกีฬาที่สำคัญยิ่ง คือ "พลังศรัทธา" ของคนทั้งประเทศ.

 

                                                             บทความฟุตบอลเรื่องแรกของสยาม

                                  ประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งสยาม - ประวัติศาสตร์ฟุตบอลสยาม 2443 - 2480

     ในการเล่นกีฬาแทบทุกประเภท ย่อมจะมีการปะทะกันทางด้านอารมณ์และร่างกาย จนอาจก่อให้เกิดเรื่องบาดหมางถึงขั้นก่อเหตุวิวาทระหว่างผู้เล่น หรือผู้ชม ที่ให้กำลังใจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ถ้าหากสามารถรู้จักควบคุมตนเอง มีการอภัยซึ่งกันและกัน คือความหมายของคำว่า "น้ำใจนักกีฬา"


สำหรับการแข่งขันฟุตบอลของเมืองสยาม เมื่อยุคเริ่มต้นนั้น จึงมักจะเกิดเรื่องวิวาทกันบ่อยครั้ง จนทำให้ "หมากเตะ" ถูกมองว่าเป็นกีฬาที่มีแต่ความรุนแรงมากกว่าการ ........เล่นเพื่อการออกกำลังกาย ดังนั้น พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน) หรือครูทอง ผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง คนแรกระหว่างปี พ.ศ. 2454 - 2456 จึงได้เขียน "ความเห็นโดยเฉพาะ" หรือ "ความเห็นเอกชน" (ปัจจุบัน เรียกว่า "บทความ") เรื่อง "จรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล" ขึ้นใน พ.ศ. 2457 ลงในหนังสือวิทยาจารย์ ของสามัคยาจารย์สมาคม ซึ่งกล่าวกันว่า คือบทความกีฬาฟุตบอลเรื่องแรกของสยาม โดยเนื้อหาสำคัญพยายามจะเตือนสตินักเลงลูกหนังทั้งผู้เล่นและผู้ดูให้รู้จักมารยาทของเกมฟุตบอล

พระยาโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน) ผู้เขียนบทความดังกล่าว เกิดวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2420 ณ จังหวัดพระนคร บิดาชื่อหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย) และมารดาชื่อนางธรรมานวัติจำนง (เพิ้ง) เริ่มเรียนประโยคสอง โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ พระบรมมหาราชวัง และเป็นนักเรียนรุ่นแรก ของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ จนจบวุฒิ ป.ป. เมื่อ พ.ศ. 2437 ต่อมาเข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ โรงเรียนกรมแผนที่ สระปทุมธานี และโรงเรียนมหาดเล็ก ตามลำดับ โดยตำแหน่งสุดท้าย คือผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง กระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2468) ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2485

ในสมัยเรียนหนังสือ พระยาโอวาทวรกิจ นอกจากจะเป็นนักโต้วาทีและนักแสดงละครที่เก่งกาจแล้ว ยังเล่นฟุตบอลตามสมัยนิยม จนเป็นที่กล่าวถึงเรื่องความมีน้ำใจนักกีฬากันทั่วไป

"...ท่านเป็นผู้ที่มีนิสัยร่าเริง มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เคยเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม ครั้นร่างกายไม่อำนวยให้ท่านเล่นกีฬาหนัก ๆ ได้ ท่านก็ยังชอบกีฬาอื่น ๆ สารพัด ทั้งมีน้ำใจนักเป็นนักเลงพร้อมกันไปด้วย ท่านเขียนเรื่องจรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล ลงในหนังสือวิทยาจารย์..." (ประวัติครู ของคุรุสภา/รอง ศยามานนท์/พ.ศ. 2512)

จึงขอนำบทความกีฬาของ พระยาโอวาทวรกิจ อันเป็นประโยชน์ต่อประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลของไทย มาบันทึกไว้เพื่อกรณีศึกษา ดังนี้

"บทความกีฬา 2457
จรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล
ความเห็นโดยเฉพาะ ของ ครูทอง

การนิยมการเล่นฟุตบอลของพวกเราในเวลานี้ เนื่องจากกรมศึกษาธิการ เพราะเหตุว่ากรมศึกษาธิการได้สร้างโล่ขึ้นไว้สำหรับให้รางวัลแก่ฝ่ายชนะ เมื่อแรกก็มีแต่โล่หเดียว เดี๋ยวนี้มีถึง 3 โล่ จัดออกเป็น 3 พวก คือพวกเล็ก พวกกลาง พวกใหญ่ และยอมให้โรงเรียนที่มิได้ขึ้นอยู่ในกรมศึกษาธิการ เข้าแข่งขันได้ด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้การเล่นฟุตบอลนี้แพร่หลายเพราะเล็งเห็นประโยชน์ของเล่นฟุตบอลว่า เปนเกมที่เพาะความเปนนักเลงในพวกได้ดี และเปนเครื่องฝึกหัดกำลังของลูกผู้ชายอย่างดีอย่างหนึ่ง ในบัดนี้การเล่นฟุตบอลก็เปนที่พอใจของพวกผู้ชายเปนอันมาก แม้แต่คนที่ไม่สามารถจะเล่นได้ เพราะมีอายุมาก หรือร่างกายทรุดโทรมเสียแล้ว ก็ยังมีความปรารถนาดูการเล่นอยู่ พยานที่มองเห็นได้ ก็คือวันใด ถ้าคณะใดจะเข้าแข่งขันซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในการเล่นนี้แล้ว ก็มีผู้พอใจพากันมาดูเปนอันมาก แม้แต่พวกผู้หญิง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเห็นว่าเปนนักดูการเล่นเช่นนี้ก็ยังมาพลอยเห็นดีด้วยพากันมามาก ๆ เหมือนกัน ก็การเล่นฟุตบอล ซึ่งเรานิยมพร้อมเพรียงกันดี ฉะนี้ แล้วจึงจำเปนอยู่เอง ที่เราควรจะพยายามเล่นให้เปนประโยชน์ได้จริง ตามระเบียบของการเล่น และให้ได้ประโยชน์พอแก่ความประสงต์ของผู้ที่ได้คิดการเล่นนี้ขึ้น กล่าวคือการเล่นฟุตบอลมีกติกา เปนที่เข้าใจกันไว้เปนข้อ ๆ ซึ่งกรมศึกษาธิการได้แปลจากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทยแล้ว และดูเหมือนทุก ๆ คนจะมีสมุดกติการนี้ทั่วกันแล้ว เพราะฉะนั้นข้อกติกาเรื่องนี้ไม่จำเปนต้องกล่าวในที่นี้ จะขอกล่าวแต่พวกที่เล่นหรือพวกผู้ดู ว่าข้อที่ท่านควรปฏิบัติ ให้เปนที่ถูกต้องตามระเบียบนั้น คือจะทำอย่างไร หรือว่าถ้าท่านเล่นหรือท่านดู ท่านควรจะรักษาจรรยาอะไรบ้าง ท่านไม่ต้องสงสัยแม้แต่เปนโจรก็ยังต้องมีจรรยาเหมือนกัน เหตุฉะนั้นการเล่นฟุตบอล หรือดูฟุตบอล ก็จำเปนต้องมีจรรยา

จรรยาของผู้เล่น

ต้องรักษากติกาของการเล่นอย่างกวดขัน พยายามไม่ให้ผิด แม้แต่พลาดพลั้งไป เช่นสวนเข้าเตะลูกบอล แต่ฝ่ายเขาเตะลูกไปแล้ว ตนก็เตะสวนไปโดยยั้งไม่ทัน ไปถูกแข้ง จะถึงผู้ตัดสินลงโทษ ให้ฝ่ายเขาเตะกินเปล่า หรือตั้งใจว่าจะเอาอกปะทะลูกบอล แต่พลาดไป เลยเอามือกางรับไว้ ลูกบอลถูกแขนที่เปนข้อห้าม ต้องถูกลงโทษให้เตะกินเปล่า หรือฝ่ายเขาไล่ลูกบอลไปหน้า เราวิ่งสกัดไม่ทัน ไล่ตามไปโดนเขาข้างหลังถูกทำโทษ เขาเตะกินเปล่า และทุก ๆ ครั้งที่ถูกทำโทษ โดยให้เขาเตะกินเปล่าเหล่านี้เปนต้น ต้องถือว่าเราควรละอายแก่ความผิดที่เราทำแล้วนั้น ๆ ทุกครั้ง

ข้อนี้ผู้เล่นบางคนได้ทำผิด แต่ไม่รู้สึกความละอาย และกว่าจะหมดเวลา ก็ยิ่งทวีความผิดขึ้นเสมอ ๆ จนไปเข้าใจตนเองว่า ถึงถูกเตะกินเปล่าก็ได้เปรียบที่เตะแข้ง หรือโดนเสียจนให้พอใจ ก็เปนที่พอใจของตนแล้ว ผู้ที่ถูกโดนหรือถูกเตะแข้งควรรู้สึกตนเองว่า นั่นเปนการเสียระเบียบฝ่ายเขา ไม่ควรจะบันดาลโทษะ จนต้องทิ้งจรรยา กลับไปตอบโต้ฝ่ายเขาจนต้องถูกลงโทษบ้าง และต่อไปต่างฝ่ายต่างก็ละกติกายอมให้ลงโทษเปนดีกว่าอื่น การเล่นเช่นนี้ควรได้ชื่อว่าไม่ใช่นักเลง และเปนคนไม่มีความละอายต่อความผิด ถึงแม้ว่าจะชนะฝ่ายหนึ่งได้ โดยที่ตนละเลยกติกาเอาความผิดเข้าแลกเปลี่ยนความีไชยแก่ฝ่ายหนึ่งนั้น ก็เห็นจะได้แต่คะแนนของการรางวัลโล่ห์ชั่วคราว แต่ต่อไปถ้าเขามีคะแนนระเบียบการเรียบร้อย คือคิดหักถอนความผิดเป็นการละเอียดขึ้น ก็เห็นจะมีทางน้อยที่จะได้รับรางวัล และคงจะไม่มีโอกาสได้รับเชิญจากคนอื่นไปเล่นด้วยกันอย่างฉันมิตร์

จรรยาของผู้ดู

จะเป็นพวกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือดูเปนของกลาง ๆ จริง แต่ไม่ควรที่จะมีกิริยาวาจาส่อให้เห็นว่าคนทุจริตประการใดประการหนึ่ง เช่นบอกให้ผู้เล่นโดนผิดกติกา หรือเยาะเย้ยศัตรูในเวลาล้ม หรือเตะผิด หรือแพ้ จะช่วยด้วยการบอกก็ดี หรือท่าทางก็ดี ไม่เปนการห้ามปราม เช่นบอกให้เตะโกล์ บอลให้หลบ บอกเตะแรง ให้หน้าให้ตาก็ได้

การผิดกติกาของการเล่น บางคราวผู้ดูบางคนที่เปนฝ่ายพวกเล่น มักจะส่งเสริม คนชนิดนี้ ได้ชื่อว่าไม่ใช่นักเลง"

จากบทความดังกล่าว ของพระยาโอวาทวรกิจ แม้จะล่วงเลยมากว่า 80 ปีแล้วก็ตาม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันยังสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ในขณะที่ "จรรยาของผู้เล่น" และ "จรรยาของผู้ดู" มีการพัฒนาขึ้นมาบ้าง หากแต่ "จรรยาของผู้บริหาร" ในช่วงทศวรรษนี้ คงต้องสร้างรูปธรรมมากกว่าความสำเร็จระดับ "อาเซียน" ที่ดูเหมือนจะธรรมดาไปเสียแล้ว สำหรับเกียรติภูมิของทีมชาติไทย.

                                                                    ศตวรรษฟุตบอลสยาม

                             ประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งสยาม - ประวัติศาสตร์ฟุตบอลสยาม 2443 - 2480

     ฟุตบอล (SOCCER) สมัยใหม่ วงการลูกหนังทั่วโลกถือว่ามีวิวัฒนาการรูปแบบการเล่นมา จากประเทศอังกฤษ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (CAMBRIDGE UNIVERSITY) คือสถาบันแห่งแรก ที่กำหนดกฎข้อบังคับ เรียกว่า "กติกาเคมบริดจ์" และจัดแข่งขันฟุตบอลตามกติกาดังกล่าว ใน ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) รัชสมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย (QUEEN VICTORIA ค.ศ. 1837 - 1901)


ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศสยาม กับ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (UNITED KINGDOM OF GREAT BRITAIN AND NORTHERNIRELA-ND) เกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411) ทรงแต่งตั้งพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตนำคณะฯ รวม 27 คน เดินทางไปถวายพระราชสาส์นเพื่อเจริญพระราช ไมตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2400 และมีบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา ในรัชกาลที่ 4) ทรงชอบเล่นกีฬาที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาเผยแพร่ เช่น การล่าสัตว์ แข่งเรือ ขี่ม้าและตีคลี แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงฟุตบอล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453) พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 เพื่อนำความเจริญอย่างอารยประเทศ (MODERNISATION POLICY) กลับมาพัฒนาบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎรชาวสยาม โดย ก่อนนั้นมีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์และนักเรียนทุนหลวงไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศรัสเซีย เยอรมัน และอังกฤษ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2428 และชาวยุโรปก็ได้เดินทางเข้ามารับราชการและทำการค้าในเมือง บางกอก จึงก่อตั้ง "สโมสรรอยัลบางกอกสปอร์ตคลับ" (ROYAL BANGKOK SPORT CLUB) สระปทุมวัน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมกีฬาเป็นสื่อสมานฉันท์ระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทย คือยุคแห่งการเริ่มต้น "กีฬาสากล" ของเมืองสยาม

จากแหล่งข้อมูลและหนังสือหลายเล่ม ต่างระบุว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของประเทศไทย คือผู้นำการเล่นฟุตบอลเข้ามาสู่สยาม เนื่องจากเมื่อจบจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ (ROYAL NORMAL SCHOOL) และสอบได้ทุนหลวง ไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนฝึกหัดครูเบอโรโรด (BOROUGHROAD COLLEG EISLEWRETH) ณ เมืองไวส์ลเวิฟ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2438 - 2440) ต่อมา จึงเข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ (พ.ศ. 2441 - 2469) และเป็นผู้ปฏิวัติการเรียนการสอนของเมืองไทยครั้งประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้นนั้น ผู้ที่นิยมชอบเตะฟุตบอลจะถูกขนานนามว่า "นักเลงลูกหนัง" โดยเรียกการเล่น ชนิดนี้ว่า "หมากเตะ" สนามที่ใช้แข่งขัน คือพื้นที่ว่างบริเวณลานวัด และสนามหญ้าหน้าโรงเรียน ส่วน ใหญ่จะใช้ลูกยาง ลูกเทนนิสและผลส้มโอ ที่ต้องคลึงให้พอน่วมแล้ว จึงนำเอามาเตะแทนลูกบอล

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 ณ ท้องสนามหลวง กระทรวงธรรมการจัดการแข่งขันกรีฑา นักเรียน ท่ามกลางผู้ชมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่กำลังมุ่งให้ความสนใจ การแข่งขันกีฬาประเภท หนึ่งระหว่างทีมบางกอกกับทีมศึกษาธิการ โดยผู้เล่นฝ่ายแรกเป็นคนอังกฤษทั้งหมด ส่วนฝ่ายหลังมี ทั้งชาวสยามและยุโรป ผลเสมอกัน 2 - 2 (0 - 1) หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (THE BANGKOK TIMES) เรียกการเล่นนั้นว่า "ASSOCIATION FOOTBALL" หรือ "การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับ ของแอสโซซิเอชั่น" อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองสยาม และลงบทความวิจารณ์ประโยคหนึ่งว่า "กีฬาฟุตบอล คือศิลปะชิ้นล่าสุดที่ควรค่าแก่การยกย่องในทุกด้าน"

เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นักเรียน เกี่ยวกับกติกาเบื้องต้นในการเล่นฟุตบอล หลวงไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) จึงทำการแปลกติกาการแข่งขันฟุตบอล ฉบับภาษาอังกฤษมา เป็นภาษาไทย ในหนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 จนกระทั่ง นักเรียนตามโรงเรียนหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจเล่นกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าแม้จะเป็นช่วงเวลา พักเที่ยง แต่กลางสนามหญ้าหน้าโรงเรียนท่ามกลางแสงแดดนั้น เด็กนักเรียนก็ยังวิ่งเตะฟุตบอลแบบ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าในระยะแรกจะมีเสียงคัดค้านจากผู้ปกครองที่ไม่สนับสนุนให้บุตรหลานของตน มาเล่น กีฬาชนิดนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีการเข้าปะทะที่รุนแรงจนทำให้ผู้เล่นเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง

กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ จึงจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน ประเภทอายุไม่เกิน 20 ปีขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2444 ซึ่งใช้กติกาแบบน็อกเอาต์ (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) หรือแพ้ตกรอบ ผู้เล่นจะต้องยึดคติธรรม 4 ประการ คือใจนักเลง, สามัคคี, อาจหาญและขันติ ทีมชนะเลิศจะได้ครองโล่เงิน เป็นเวลา 1 ปีพร้อมทั้งการถูกจารึกชื่อไว้บนโล่ โดยมีทีมส่งเข้าร่วม จำนวน 9 โรงเรียน ภายหลัง ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 1 เดือน จึงได้ทีมชนะเลิศ คือโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมา จึงเพิ่มการแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียนอีกหลายรุ่น

มร. อี.เอส. สมิธ (MR. E.S. SMITH) อดีตนักเตะอาชีพชาวอังกฤษ เดินทางมาเมืองสยาม (พ.ศ. 2450 - 2452) ได้นำวิธีการเล่นสมัยใหม่มาฝึกสอนให้แก่นักเลงลูกหนังชาวสยามและลงทำการ ตัดสินฟุตบอลนัดสำคัญอีกด้วย เนื่องจากคนไทยยังไม่มีความชำนาญกติกาการแข่งขันเท่าที่ควร

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - 2468) หรือ "ยุคทอง ของฟุตบอลสยาม" เพราะทรงให้การสนับสนุนทั้งในทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือนอกจากการ เสด็จทอดพระเนตรฟุตบอลหน้าพระที่นั่งอยู่เนืองนิตย์แล้วทรงติดต่อ มร. เอ พี โคลบี้ และมร. อาร์ ดี เคร็ก ชาวอังกฤษให้มาช่วยสอนทักษะการเล่นฟุตบอลแก่ผู้เล่นชาวไทย ดังนั้น บริษัท ห้างร้าน และ หน่วยงานราชการ จะต้องมีทีมฟุตบอลอย่างน้อย 1 ชุด จึงทำให้ราษฎรทั่วทั้งพระนครและปริมณฑล นิยมเล่นฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ คือ "พระบิดาแห่งวงการฟุตบอลเมืองสยาม

รัชกาลที่ 6 สมัยยังดำรงอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมงกุฎราชกุมาร (CROWN PRINCE) ทรงเรียนอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2435 - 2444) และเป็นกษัตริย์ไทย พระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ โดยเรียนวิชาการทหาร ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก แซนด์เฮิสต์ (SANDHURST) และวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ณ วิทยาลัยไครสเชิร์ช (CHRIST CHURCH COLLEGE) แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (OXFORD UNIVERSITY) ในขณะ ทรงศึกษา เมื่อว่างจากภารกิจจะโปรดการเล่นกีฬา อาทิ ขี่ม้า เทนนิส และฟุตบอล

ในวันที่ 11 กันยายน - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 ทรงรับเป็นประธานคณะกรรมการ ฟุตบอลถ้วยทองของหลวง เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรหรือทัวร์นาเม้นต์ (TOUR NAMENT) แรกของสยาม พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยทองเป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ จึงเรียกว่า "การแข่งขันฟุตบอล สำหรับพระราชทานถ้วยทองของหลวง" ณ สนามฟุตบอลสโมสรเสือป่าหรือสนามม้าสวนดุสิต ถนนหน้าพระลาน (กรป.กลาง) มีสโมสรเข้าร่วมการแข่งขันแบบพบกันหมด จำนวน 12 ทีม โดยคณะกรรมการฯ ออกประกาศเปลี่ยนเรียกคำว่า "โกล์" มาเป็น "ประตู" แทน และจัดพิมพ์หนังสือ ระเบียบการแข่งขันทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในขณะที่ผู้เข้าชมจะต้องเสียเงินค่าผ่านประตู คือชั้นหนึ่งนั่งเก้าอี้ ราคา 1 บาท, ชั้นสองนั่งอัฒจันทร์ ราคา 50 สตางค์ และชั้นสามเส้นข้างสนาม ถึงเส้นประตู ราคา 10 สตางค์ ทีมที่ได้รับพระราชทานถ้วยทองและแหนบสายนาฬิกาลงยา มีตราพระมหามงกุฎ คือ "ทีมนักเรียนนายเรือ" ส่วนรายได้ค่าผ่านประตูรวมทั้งสิ้น 6,049.95 บาทนั้น คณะกรรมการฯ มอบให้ราชนาวีสมาคม และสภากาชาดสยาม ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริจัดตั้ง "กรรมการคณะฟุตบอลแห่งสยาม" เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 เพื่อคัดเลือกผู้เล่นจากรายการชิงโล่ของกระทรวงธรรมการและถ้วยทองของหลวง เป็นตัวแทน ของชาติในนาม "คณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม" ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ทีมชาติสยาม กับทีมสปอร์ตคลับ ณ สนามราชกรีฑาสโมสร สระปทุมวัน การลงสนามแข่งขันนัดแรกของทีมชาติสยาม ชนะทีมฝ่ายยุโรป 2 - 1 (0 - 0) ทีมสยามจึงได้ครองถ้วยของราชกรีฑาสโมสร และเหรียญที่ระลึกเป็นรางวัล

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ทรงสถาปนา "สมาคมฟุตบอลแห่ง ประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์" เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 สภากรรมการฯ ชุดแรก ประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 7 ท่าน โดยมีพระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เป็นสภานายก และพระราชดรุณรักษ์ (เสริญ ปันยารชุน) เป็นเลขาธิการ ในปลายปีจึงเริ่ม จัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย ขึ้นเป็นครั้งแรก ทีมชนะเลิศถ้วยใหญ่ คือสโมสรกรม มหรสพ และทีมชนะเลิศถ้วยน้อย คือสโมสรทหารบกราชวัลลภ

สงครามโลก ครั้งที่ 1 "ธงไตรรงค์" ได้โบกสะบัดแสดงความเป็นประเทศสยาม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต่อมา รัชกาลที่ 6 จึงทรงประกาศให้ธงไตรรงค์ คือธงชาติสยามประเทศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2460 และกลายเป็นสัญญลักษณ์ติดหน้าอกเสื้อของนักฟุตบอลทีมชาติไทย มาตราบเท่า ทุกวันนี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2468 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงสมัครเป็นสมาชิก สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FEDERATION INTERNAIONAL OF FOOTBALL ASSOCIATION) หรือฟีฟ่า (FIFA) องค์กรควบคุมการบริหารงานและรับผิดชอบการแข่งขันระดับชาติทั่วโลก อาทิ ฟุตบอลโลก (WORLD CUP) เป็นต้น

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477) คณะราษฎร์ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ต้องหยุดจัดกิจกรรมลงชั่วคราว

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477 - 2489) ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ณ สนามหลวง มีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อการกุศลและความสามัคคีระหว่าง นักศึกษาย่านท่าพระจันทร์กับสามย่าน ผลเสมอกัน 1 - 1 ในปัจจุบันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ยังคงถูกจัดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 กรมพลศึกษาดำเนินงานก่อสร้าง "สนามกรีฑาสถาน" โดยใช้ งบประมาณ 170,000 บาท รวมเวลากว่า 4 ปี จึงสามารถสร้างอัฒจันทร์ครบทั้ง 4 ด้าน และมีความจุ ผู้ชม 40,000 คน ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถาน แห่งชาติ" เพื่อเป็นเกียรติแก่ นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ผู้ริเริ่มมอบเสื้อสามารถนักฟุตบอลนักเรียนยอดเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2481 และจัดการแข่งขันฟุตบอล ประชาชนระหว่างอำเภอ จังหวัด ขึ้นใน พ.ศ. 2482 ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ได้เข้ามาขอเช่าสนาม กีฬาแห่งชาติจากกรมพลศึกษา เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประจำปี พ.ศ. 2488 และ ทำให้สนามศุภชลาศัยฯ แห่งนี้ คือสนามเหย้าของทีมชาติไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489 - ปัจจุบัน) สมาคม ฟุตบอลฯ จัดการประชุมสภากรรมการฯ เพื่อแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครองฯ ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2499) ให้เหมาะสมกับสมัยนิยมและเปลี่ยนชื่อของสมาคมฯ เป็น "สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ใน พระบรมราชูปถัมภ์" (THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HIS MAJESTIC THE KING) หรืออักษรย่อ F.A.T.

ทีมชาติไทยได้สิทธิ์ผ่านลงเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2499 โดยรอบสองแข่งขันแบบ F.A. CUP ทีมชาติไทยแพ้ทีมชาติอังกฤษ 0 - 9 ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ ในการส่งเสริมและพัฒนาการเล่นกีฬาฟุตบอลของประเทศ จึงทำให้อดีตทีมชาติชุดเมลเบิร์น สำรวย ไชยยงค์ (พลตรี สำเริง ไชยยงค์) ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับ การเตรียมทีมและการเล่นฟุตบอล ณ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2503

สมาคมฟุตบอลฯ สมัครเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (ASIAN FOOTBALL CONFEDERATION) หรือ A.F.C. ใน พ.ศ. 2500 องค์กรบริหารและรับผิดชอบการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างชาติในทวีปเอเชีย และในระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม - 22 มิถุนายน พ.ศ. 2508 สมาคมฯ จึง ได้ส่งเจ้าหน้าที่และนักฟุตบอลทีมชาติไทย จำนวน 20 คน เดินทางไปฝึกอบรมและลงแข่งขันหา ประสบการณ์ ณ ประเทศเยอรมัน และนอรเวย์

กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย รอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2508 ทีมชาติไทยครองเหรียญทองร่วมกับทีมชาติพม่า (2 - 2) แชมป์ระดับชาติ รายการแรกของทีมไทย ในรอบ 49 ปีของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ

ทีมชาติไทยประสพความสำเร็จอีกครั้งในรอบ 12 ปี เมื่อสามารถผ่านรอบคัดเลือก ปรี- โอลิมปิก ณ กรุงเทพฯ เป็นตัวแทนของทวีปเอเชียในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ณ นครเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 12 - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2511 แม้ว่าทีมไทยจะตกรอบแรก แต่ก็นำมาซึ่ง ความภูมิใจของชาวไทยทั้งชาติ

เมื่อสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ใน พ.ศ. 2512 สมาคม ฟุตบอลฯ จึงต้องจัดการแข่งขันให้เป็นแบบดิวิชั่น (DIVISION) ของประเทศอังกฤษ โดยแบ่งระดับ มาตรฐานของทีมที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประจำปี ออกเป็น 4 ถ้วย คือเพิ่มถ้วย ค และถ้วย ง ขึ้นมา ดังนั้น ถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย จึงถูกเรียกว่าถ้วย ก และถ้วย ข ตั้งแต่นั้นมา

กีฬา "ฟุตบอล" ในเมืองไทยผ่านมาครบรอบหนึ่งศตวรรษ นับจากวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 นักเตะทีมชาติไทยเคยสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติ ให้แก่ประเทศชาติ ด้วยการลงเล่นรอบ สุดท้าย ฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก รวม 2 ครั้ง (ค.ศ. 1956, 1968) และครองความชนะเลิศระดับชาติ รวม 25 รายการ

ณ สหัสวรรษนี้ รายการสำคัญอันดับแรกที่ควรจะต้องมุ่งเน้น คือ "ฟุตบอลโลก" รอบสุดท้าย ในปัจจุบันมีทีมลูกหนังเพียง 65 ชาติเท่านั้น จาก 187 ประเทศทั่วโลก เคยก้าวสัมผัสทัวร์นาเม้นต์ แห่งศักดิ์ศรีนี้มาแล้ว "WORLD CUP" นอกจากจะแสดงถึงพัฒนาการเล่นของนักฟุตบอลเองแล้ว ยังจะบ่งบอกให้เห็นถึงประสิทธิภาพองค์กรการบริหารงานของแต่ละชาติ อีกด้วย.

                                                                 ส.ฟุตบอลฯ กับบทพิสูจน์ "ลูกเนรคุณพ่อ"

                                                                  ข่าวนักเลงฟุตบอล - ข่าวฟุตบอลไทย

     การกระทำของผู้บริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ด้วยการอนุญาตให้นำชื่อของผู้สนับสนุนมาต่อท้าย "การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก ประจำปี 2553" อันเป็นถ้วยพระราชทาน "ถ้วยใหญ่" ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 "องค์บิดาแห่งฟุตบอลไทย" เมื่อ พ.ศ. 2459 จึงอาจไม่ต่างไปจากประโยคหนึ่งในบทพระราชนิพนธ์ที่ทรงกล่าวถึง "...ลูกเนรคุณพ่อ..."

     เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ แต่มีลักษณะแบบ "ทำลาย" เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายกรณี สำหรับคนที่เข้ามาบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในปัจจุบัน ได้ประพฤติปฏิบัติ อาทิ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2543 ยกเลิกการเลือกตั้งที่เขียนโดยรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สภากรรมการมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก และหนึ่งสโมสรมีสภากรรมการได้หนึ่งคนเพื่อความยุติธรรม โดยแก้เป็น "เลือกนายกสมาคมฯ คนเดียวแล้วนายกจะเลือกสภากรรมการทั้งหมด"

ต่อมา พ.ศ. 2546 จัดประกวดตราทีมชาติ โดยอ้างว่าทีมชาติไทยไม่เคยมีตราประจำทีมชาติ ทั้งที่จดหมายเหตุบันทึกไว้ว่ารัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน "ตราพระมหามงกุฎ" ให้เป็นเกียรติยศการรักชาติแก่ทีมชาติไทย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2458

เมื่อมีการจัดแข่งขันฟุตบอลอาชีพ "ไทยลึก" ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี แต่กลับสร้างถ้วยรางวัลขึ้นมาเอง แทนที่จะนำถ้วยพระราชทาน ก, ข, ค และ ง ขึ้นเป็นรางวัลให้แก่สโมสรที่ชนะเลิศ ในขณะเดียวกันการแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานทั้ง 4 ใบ กลับมีปัญหาเรื่องจัดการแข่งขันทั้งที่สโมสรสมาชิกเตรียมทีมพร้อมที่จะแข่งขัน แต่สภากรรมการยุคนี้ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน

นอกจากนี้ กฎระเบียบข้อหนึ่งของฟีฟ่า คือห้ามการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารฟุตบอลภายในของแต่ละประเทศ แต่คนในสมาคมฟุตบอลฯ เองกลับอาศัย “นักการเมือง” จนเกิดวุ่นวายอยู่หลายครั้ง กรณีล่าสุด คือ กฎผู้เล่นต่างชาติ 7 คน ลงสนามได้ 5 คน ที่มีเสียงบริสุทธิ์แสดงความไม่เห็นด้วย แต่มี “มือที่มองเห็น” ของนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในที่สุด การแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชท่าน ก ประจำปี 2553 สมาคมฟุตบอลฯ กลับนำชื่อของผู้สนับสนุนมาต่อท้ายชื่อ "ถ้วยพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 94 ปี อันเป็นถ้วยที่แฟนฟุตบอลและนักฟุตบอลไทยในอดีตต่างเทิดทูลเหนือหัว ซึ่งผ่านมติที่ประชุมาสภากรรมการสมาคมฟุตบอลฯ หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับสมาคมที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ต่างไปจากชุดแข่งขันของทีมชาติไทยที่ใส่ลงเล่นฟุตบอลถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ที่ช่วงหลังมักจะมีชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้สนับสนุนอยู่บนเสื้อทีมชาติไทยไม่น้อยกว่า 2 ชิ้น ในขณะที่ทีมของต่างชาติกลับให้เกียรติกับถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ เพราะบนเสื้อทีมชาติของเขามีแค่ "ธงชาติ" หรือ "ตราทีมชาติ" เท่านั้น

โดยสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาของผู้บริหารสมาคมฟุตบอลฯ จึงเป็นประวัติศาสตร์ "ยุคมืด" ของวงการฟุตบอลไทย ที่ไม่อาจปกปิดหรือซ่อนเร้นอีกต่อไป เนื่องจากไร้ซึ่ง "ความศรัทธา" อย่างสิ้นเชิง หากมีแต่คำ "สาปแช่ง" ที่ปรากฎกระแสให้เห็นตลอดมา และอาจจะเป็น "ฝางเส้นสุดท้าย" สำหรับผู้ที่รักกีฬาฟุตบอลของชาติด้วยจิตและวิญญาณ 

จึงขอน้อมนำบทพระราชนิพนธ์ใน "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" มา ณ ที่นี้  

“..... เจ้าเหล่านี้ ข้าถือเหมือนลูกของข้า ส่วนตัวเจ้า เจ้าก็ต้องรู้สึกว่าข้าเป็นพ่อเจ้า ธรรมดาพ่อกับลูก พ่อย่อมอยากให้ลูกดีเสมอ ถ้าลูกประพฤติตัวดีสมใจพ่อ พ่อก็มีใจยินดี ถ้าลูกเหลวไหลประพฤติแต่ความเสื่อมเสีย พ่อก็โทมนัส ลูกคนใดที่ประพฤติตนเลวทรามต่ำช้า เป็นเหตุให้พ่อได้ความโทมนัส ลูกคนนั้นเป็นลูกเนรคุณพ่อ......”

 

                                                       ทีมชาติไทยในฝันของปิยะพงษ์ ผิวอ่อน

     คงไม่มีใครจะปฏิเสธว่า “เพชฌฆาตหน้าหยก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน คือนักเตะที่ทุกทีมต้องการให้มายืนสังหารตาข่าย แต่ใครเลยจะรู้บ้างว่านักเตะไทยในดวงใจ ของตำนานศูนย์หน้าหมายเลข 9 ทีมชาติไทย ที่ยังไม่มีใครก้าวขึ้นมาทาบรัศมีได้ คนนี้มีใครบ้าง


 

ผู้รักษาประตู

อัศวิน  ธงอินเนตร

ธ. กรุงเทพ

 

“ถึงผมจะไม่ทันเล่นด้วยกันแต่ผลงานของท่านที่ไม่เสียประตูเลยในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ก และเป็นดาราเอเชียต้องถือว่าสุดยอดที่สุดแล้ว นี่คือตำนานของ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย และผมต้องเลือกเป็นปราการด่านสุดท้ายให้ทีมแน่นอน”

 

แบ็กขวา

สุทิน  ไชยกิตติ

ส.ราชประชา

 

“แบ็คหนวดหินคนนี้แทบไม่ต้องบรรยายสรรพาคุณ จุดเด่นของเขาดีทั้งการเล่นเกมรุกและลงมาช่วยในแนวรับจังหวะโต้กลับทำได้ดีมาก เรียกได้ว่าเป็นแบ็คสไตล์ แบ็คยุโรปที่ในสมัยนั้น ยังไม่มีนักเตะกองหลังคนไหนของไทยทำได้มาก่อน”

 

 

เซนเตอร์แบ็ก

อำนาจ  เฉลิมชวลิต

ส.ทหารบก

 

“ตำนานผู้พันกระดูกเหล็กรับประกันคุณภาพของน้าอำอยู่แล้วว่าแข็งแกร่งและดุดันขนาดไหน น้าอำถือเป็นกองหลังที่ครบเครื่องและเป็นนักเตะระดับมันสมอง สามารถเล่นได้ทั้งแบบชาญฉลาดและดุ ทักษะเยี่ยมยืนในแถวรับแข็งแกร่งมาก”

 

เซนเตอร์แบ็ก

ณรงค์  สังขสุวรรณ

ส.ราชประชา

 

“แฟนบอลสมัยนี้อาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นแฟนบอลยุคเก่ารับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จัก นักเตะคนนี้ ถือเป็นกองหลังสไตล์ดุดันอีกคนหนึ่ง แต่ว่านอกจากจะเล่นบอลแบบหนักหน่วงแล้วยังมีมันสมองที่ชาญฉลาดยากที่กองหน้าคนไหนจะผ่านได้”

 

แบ็กซ้าย

ชัชชัย  พหลแพทย์

ธ.กรุงเทพ

 

“ฉายาโค้ชจอมฟิตของน้าชัยไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน น้าชัยฟิตมาตั้งแต่สมัยเล่นฟุตบอลแล้ว และถือเป็นแบ็กซ้ายระดับคุณภาพ นอกจากนั้นยังเล่นได้โหดแต่ว่าฉลาด ยืนประจำการ ริมเส้นได้สุดยอดมาก”

 

มิดฟิลด์ฝั่งขวา

นิวัฒน์  ศรีสวัสดิ์

ส.การท่าเรือฯ

 

“ไม่มีใครไม่รู้จัก “สิงห์สนามศุภ” แน่นอนต้อง บอกเลย ว่าน้าต๋องสุดยอดมากสมัยติดทีมชาติ ถือเป็นนักเตะ ระดับซูเปอร์สตาร์ที่ใครต้องรู้จัก ด้วยลีลาการเล่นทางปีกที่รวดเร็วและคล่องแคล่ว พูดง่ายๆ คือคุณภาพระดับคับแก้วเลยทีเดียว”

 

มิดฟิลด์

วรวรรณ  ชิตะวณิช

ส.ราชประชา

 

“นี่คือมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ที่ผมเคยร่วมเล่นด้วย ป้ำเป็นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุกและรับ จุดเด่นของป้ำ คือ ความดุดันและอ่านเกมได้เนียนมากสามารถอ่านจังหวะผ่านบอลได้ดี อีกทั้งยังคอยเป็นตัวตัดเกม ของคู่ต่อสู้แล้ววางบอลโต้กลับได้ดีมากๆ”

 

มิดฟิลด์

เฉลิมวุฒิ  สง่าพล

ธ.กรุงเทพ

 

“หนุ่ยเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นได้ทั้งรุกและรับ สมัยที่เล่นทีมชาติไทยด้วยกันเขาสุดยอดมาก จุดเด่นของหนุ่ยคือวางบอลได้แม่นยำ จนได้ฉายาว่า “มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง” เวลาวางบอลข้ามฟากเนี้ยบมาก แถมยังยิงไกลดี จ่ายบอลแม่น ครบเครื่อง”

 

มิดฟิลด์ฝั่งซ้าย

ชลอ  หงษ์ขจร

ส.ทหารอากาศ

 

“คู่หูของผมในทีมทหารอากาศคนนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา แม้รูปร่างจะเล็ก แต่พิษสงรอบตัวจนถูกตั้งฉายาว่า “ไอ้หนูถีบจักร” เพราะคล่องแคล่วว่องไว ขนาดนักฟุตบอลต่างชาติที่ว่าตัวใหญ่ๆ และเก่งยังหยุดความจี๊ดจาดของเขาไม่อยู่”

 

ศูนย์หน้า

ประพนธ์  ตันติยานนท์

ส.ราชประชา

 

“กองหน้าชื่อดังของเมืองไทยในอดีตคนนี้ถือเป็นศูนย์หน้า ประเภทเจ้าเล่ห์ที่มีคุณสมบัติการเป็นกองหน้าแบบครบเครื่อง สมัยอดีตพี่เหม็นถือเป็นนักเตะที่โด่งดังมากและเป็นหวาดกลัวของแผงหลังคู่ต่อสู้ ถือเป็นยอดศูนย์หน้าคนหนึ่ง”

 

ศูนย์หน้า

เจษฏาภรณ์  ณ  พัทลุง

ส.การท่าเรือฯ

 

“คุณสมบัติของกองหน้าที่ดีเป็นอย่างไรพี่เจษมีครบหมดทุกอย่าง เรียกได้ว่าครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นลูกยิงประตู ลูกโหม่ง เล่ห์เหลี่ยม และจังหวะการยิงประตูถือว่าแน่นอนมาก จัดเป็นยอดกองหน้าที่วงการฟุตบอลไทยยอมรับเลยทีเดียว”

 

 

ตัวสำรอง

 

เซนเตอร์แบ็ก

นที  ทองสุขแก้ว

ส.ตำรวจ

 

“นที ถือเป็นยอดหลังที่ครบเครื่องและเป็นทายาทของน้าอำ"

 

ศูนย์หน้า

พิชัย  คงศรี

ธ.กรุงเทพ

 

พิชัย ถือเป็นยอดกองหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย

 

มิดฟิลด์

สิทธิพร  ผ่องศรี

ส.ราชวิถี

สิทธิพร ผ่องศรี ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะที่ยิงลูกฟรีคิกได้ดีที่สุดของเมืองไทย”

 

 

บันทึกแรกที่สุดของทีมชาติไทย 


 

                                                   นักฟุตบอลทีมชาติชุดแรกสุดของทีมชาติไทย

คือ ตำแหน่งแนวหน้า หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร, นายชอบ หังสสูต, นายโชติ ยูปานนท์, นายศรีนวล มโนหรทัต, นายจรูญ รัตโนดม ตำแหน่งแนวหนุน นายตาด เสตะกสิกร, นายกิมฮวด วณิชยจินดา ตำแหน่งแนวหลัง นายแถม ประภาสะวัต, นายต๋อ ศุกระศร, นายภูหิน สถาวรวณิช และตำแหน่งคนรักษาประตู นายอิน สถิตยวณิช

นักฟุตบอลผู้ยิงประตูแรกสุดของทีมชาติไทยคือ นายศรีนวล (วัฒน์) มโนหรทัต (สโมสรราชแพทยาลัย) ตำแหน่งกองหน้า ติดทีมชาติสยามระหว่าง พ.ศ. 2458 - 2460 ยิงประตูแรกในชัยชนะนัดแรกของทีมชาติสยาม (23 พฤศจิกายน 2458).

 

 

สนามเหย้าแห่งแรกสุดของทีมชาติไทย
คือ สนามฟุตบอลเสือป่า สวนดุสิต (สนามด้านขวาของพระบรมรูปทรงม้า) ระหว่าง พ.ศ. 2458 - 2480.

 

 

สนามฝึกซ้อมและคัดเลือกนักฟุตบอลทีมชาติแรกสุดของทีมชาติไทย
คือ สนามสามัคยาจารย์สมาคม (สนามฟุตบอลภายในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย) ระหว่าง พ.ศ. 2458 - 2475.

 

 

สีประจำทีมแรกสุดของทีมชาติไทย

คือ สีขาวแดง (สีแดง คือชาติ และสีขาว คือศาสนา) โดยนำมาจากสีของธงชาติสยาม (ช่วงทดลองใช้) ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6.

 

 

รายการระดับโลกครั้งแรกสุดของทีมชาติไทย

คือ รายการฟุตบอลโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2499) เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย (12 พฤศจิกายน ถึง 8 ธันวาคม 1986) ทีมชาติไทยเป็น 1 ใน 6 ทีมตัวแทนของทวีปเอเชีย (ญี่ปุ่น, เวียดนามใต้, อินเดีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย)

 

ชัยชนะมากที่สุดของทีมชาติไทย
คือ วันที่ 24 พฤษภาคม 2514 รายการฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ รอบแรก ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติบรูไน 10 - 0.

 

 

แพ้มากที่สุดของทีมชาติไทย
คือ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2499 รายการฟุตบอลโอลิมปิก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย แพ้ สหราชอาณาจักร 0 - 9.

  

 

 

 

     บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยโฉมชุดแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยที่เน้นเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเดิมสนามครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ในเดือนธันวาคมนี้ โดยเสื้อแข่งขันผลิตขึ้นจากโพลีเอสเตอร์นำกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด เสื้อแต่ละตัวทำจากขวดน้ำพลาสติกจำนวนไม่เกิน 8 ขวด

     ในการผลิตชุดแข่งขันสำหรับปี 2010 ให้กับทีมชาติทีมต่างๆ ผู้ผลิตผ้าให้กับไนกี้ได้เสาะแสวงหาขวดที่ถูกทิ้งแล้วจากแหล่งวัสดุถมที่ดินแห่งต่างๆ จากนั้นจึงนำมาหลอมเพื่อผลิตเป็นเส้นด้ายใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกแปรสภาพเป็นชิ้นผ้าที่ใช้ผลิตเสื้อ กระบวนการผลิตเช่นนี้ช่วยประหยัดวัตถุดิบอันมีค่าและช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับการผลิตจาก โพลีเอสเตอร์บริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยผ่านกระบวนการผลิตมาก่อน จากการนำโพลีเอสเตอร์ที่นำกลับมาใช้ใหม่มาผลิตเสื้อทีมชาติในครั้งนี้ ไนกี้สามารถช่วยลดปริมาณขยะโพลีเอสเตอร์เป็นจำนวนมากไม่ให้ถูกนำไปใช้ในการที่ดินทั่วโลก

     โดยชุดแข่งขันทีมเหย้าเป็นสีเหลือง ส่วนชุดแข่งขันทีมเยือนใช้สีน้ำเงิน ซึ้งทั้งสองแบบโดดเด่นด้วยลายธงไตรรงค์ที่พาดผ่านบริเวณหน้าอก และ มีตราสัญลักษณ์สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริเวณหน้าอกเสื้อด้านซ้าย

     ด้านในของเสื้อ ตำแหน่งเดียวกับตราสัญลักษณ์ของสมาคมฟุตบอลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จัดวางในเชิงสัญลักษณ์ให้อยู่เหนือหัวใจ มีข้อความประวัติศาสตร์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจว่า "ไชโย" ซึ่งเป็นคำที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตรัสขึ้นระหว่างทอดพระเนตรเกมการแข่งขันนัดแรกระหว่างทีมชาติไทยกับทีมรวมชาวต่างชาติ ณ ราชกรีฑาสโมสร ซึ่งทีมไทยเป็นฝ่ายชนะด้วยสกอร์ 2 - 1

     บริเวณคอเสื้อด้านในได้มีการอัญเชิญสัญลักษณ์ "ชฎา" ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์แรกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ใน  พระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ รวมทั้งเป็นเครื่องเตือนใจในการไขว่คว้าความสำเร็จในฐานะทีมชาติไทย

 

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ

สร้างโดย: 
เชษฐา จำเล

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 20 คน กำลังออนไลน์