รากฐานแห่งพระราชอำนาจ สาระประวัติศาสตร์ ส32104 ภาคเรียนที่ 2 / 2553

รูปภาพของ nsspramote

คำถามท้าทายให้ตอบ

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ

ให้นักเรียนหาเหตุผลมาเขียนสนับสนุนตามหัวข้อที่กำหนดทั้ง 2 ข้อให้ครบ

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

รูปภาพของ nss 37391

1.     รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือตอบ แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้                        1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ                        2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน                         3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี 1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนาตอบ รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด
800ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็น
อาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู(ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู
เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด"ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่6
อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย
มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน"
มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้วพระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้นในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชาตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า"พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์
ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้ประชาชนมากขึ้นคำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยพระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช
 

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

ตอบ การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์
ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใดเพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงหน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง
แหล่งอ้างอิง www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc      

รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก