รากฐานแห่งพระราชอำนาจ สาระประวัติศาสตร์ ส32104 ภาคเรียนที่ 2 / 2553

รูปภาพของ nsspramote

คำถามท้าทายให้ตอบ

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ

ให้นักเรียนหาเหตุผลมาเขียนสนับสนุนตามหัวข้อที่กำหนดทั้ง 2 ข้อให้ครบ

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

รูปภาพของ nss 37391

1.     รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือตอบ แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้                        1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ                        2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน                         3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี 1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนาตอบ รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด
800ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็น
อาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู(ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู
เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด"ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่6
อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย
มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน"
มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้วพระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้นในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชาตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า"พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์
ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้ประชาชนมากขึ้นคำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยพระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช
 

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

ตอบ การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์
ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใดเพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงหน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง
แหล่งอ้างอิง www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc      

รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc       

รูปภาพของ nss37253

  รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc      

รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc      

รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc      

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc     

รูปภาพของ nutthaponl 37608

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc       

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc       

รูปภาพของ nss37927

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ ตอบ  แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี   1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ  รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล ตอบ  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรองดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน        เอกสารอ้างอิง  www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc     

รูปภาพของ nss37796

 

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ      

 ตอบ แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้

1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  ตอบ -รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด
800ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็น
อาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู(ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู
เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด"ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่6
อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย
มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน"
มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้วพระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้นในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชาตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า"พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์
ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้ประชาชนมากขึ้นคำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยพระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช
  1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

ตอบ -การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์
ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใดเพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงหน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีและให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง

     แหล่งข้อมูล www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc 

 

 

รูปภาพของ nss37731

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ

 ตอบ แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้

1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ

2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา

 ตอบ รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล  

ตอบ การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์  ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญ  ไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้น  พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์  ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี  และให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง  ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็น พระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง  

รูปภาพของ nss37509

เล็กน้อยแต่มีสีสัน

*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ

ตอบ แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้

1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ

2. พระราชอำนาจในการ

ให้นักเรียนหาเหตุผลมาเขียนสนับสนุนตามหัวข้อที่กำหนดทั้ง 2 ข้อให้ครบ

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา

ตอบ 1.ศาสนาพุทธในประเทศจีน

พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศจีนดังได้ปรากฏในหลักฐาน เมื่อประมาณพุทธศักราช 608 ในสมัยของพระจักรพรรดิเม่งเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น พระได้จัดส่งคณะทูต 18 คน ไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย คณะทูตชุดนี้ได้เดินทางกลับประเทศจีนพร้อมด้วยพระภิกษุ 2 รูป คือ พระกาศยปมาตังคะ และพระธรรมรักษ์ รวมทั้งคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อพระเถระ 2 รูป พร้อมด้วยคณะทูตมาถึงนครโลยาง พระเจ้าฮั่นเม่งเต้ ได้ทรงสั่งให้สร้างวัดเพื่อเป็นที่อยู่ของพระทั้ง 2 รูป นั้นซึ่งมีชื่อว่า วัดแป๊ะเบ๊ยี่ แปลเป็นไทยว่า วัดม้าขาว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าตัวที่บรรทุกพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากับพระเถระทั้งสอง หลังจากนั้นพระปาศยมาตังตะ กับพระธรรมรักษ์ได้แปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีนเล่มแรก

ยุคราชวงศ์ฮั่น

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นที่เลื่อมใสแต่ก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบคือ ในหมู่ข้าราชการและชนชั้นสูงแห่งราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวเมือง เพราะชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงนับถือลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า จนกระทั่งโม่งจื๊อ นักปราชญ์ผู้มีความสามารถยิ่งได้แสดงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้ชาวเมืองได้เห็นถึงความจริงแท้อันลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาเหนือกว่าลัทธิเดิม กับอาศัยความประพฤติอันบริสุทธิ์ของพระสงฆ์เป็นเครื่องจูงใจให้ชาวจีนเกิดศรัทธาเลื่อมใส จนทำให้ชาวเมืองหันมานับถือพระพุทธศาสนามากกว่าลัทธิศาสนาอื่นๆ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ

 ยุคราชวงศ์ถัง

ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 - 1450) พระพุทธศาสนาก็เจริญสูงสุด เพราะได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าจักรพรรดิตลอดจนนักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างๆโดยมีการสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง และมีการแปลพระสูตรจากภาษาบาลีเป็นภาษาจีนมากมายพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมลงเมื่อพระเจ้าบู๊จงขึ้นปกครองประเทศ เพราะพระเจ้าบู๊จงทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า พระองค์ได้ทำลายพระพุทธศาสนา เช่น ให้ภิกษุ ภิกษุณี ลาสิกขาบท ยึดวัด ทำลายพระพุทธรูป เผาคัมภีร์ เป็นต้น พระพุทธศาสนาไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนัก ก็เริ่มเสื่อมลงตั้งแต่บัดนั้น

 ยุคสาธารณรัฐจีน

ใน พ.ศ. 2455 ประเทศจีนได้เปลี่ยน ชื่อ ประเทศเป็นสาธารณรัฐจีน รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนในพระพุทธศาสนา แต่สนับสนุนแนวความคิดของลัทธิมาร์กซิสต์ ซึ่งลัทธิดังกล่าว ได้โจมตีพระพุทธศาสนาตลอดมา และมีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยเอาวัดไปใช้เป็นสถานที่ราชการอื่นๆ สถานการณ์ของพระพุทธศาสนาจึงยังไม่ดีขึ้น

ใน พ.ศ. 2465 พระสงฆ์ชาวจีนรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระอาจารย์ไท้สู ได้ช่วยกู้ฐานะของพระพุทธศาสนาไว้บางส่วนคือ ท่านได้ทำการปฏิรูปพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง แม้จะมีกำลังน้อย เริ่มด้วยการตั้งวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นที่ วูซัน เอ้หมิง เสฉวน และ หลิ่งนาน เพื่อฝึกผู้นำทางพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ทางพระธรรมวินัยและวิชาการทางโลกสมัยใหม่ และนำมาเผยแผ่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จนผู้คนเลื่อมใสมากขึ้น จึงตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศจีนขึ้น

ใน พ.ศ. 2472 ความพยายามของพระอาจารย์ไท้สู ทำให้ประชาชนและรัฐบาลเข้าใจในพระพุทธศาสนาดีขึ้น ทางราชการได้ออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์สินของวัดห้ามนำไปใช้ในกิจการอื่น

ใน พ.ศ. 2473 สาธารณรัฐจีนมีพระภิกษุและภิกษุณีรวม 738,000 รูป มีวัดทั้งสิ้น 267,000 วัด ซึ่งนับว่าพระพุทธศาสนาเจริญในประเทศจีนพอสมควร

ยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน

ใน พ.ศ. 2492 สาธารณรัฐจีนได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งหนึ่ง เป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้มีคำสอนที่ขัดแย้งกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระพุทธศาสนาจึงไม่อาจอยู่ได้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในระยะแรกพรรคคอมมิวนิสต์เป็นว่าพระพุทธศาสนายังมีอิทธิพลอยู่ในจิตใจของประชาชนจึงไม่ใช้ความรุนแรง

ใน พ.ศ. 2494 รัฐบาลได้ออกกฎหมาย เพิกถอนสิทธิวัดในการยึดครองที่ดิน ซึ่งเป็นการบีบให้พระสงฆ์ต้องลาสิกขาบทโดยทางอ้อม พระภิกษุที่ยังไม่ลาสิกขาก็ต้องไปประกอบอาชีพเอง เช่น ทำไร่ ทำนา เป็นต้น ทั้งที่ยังครองเพศเป็นภิกษุอยู่ และในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ใน พ.ศ. 2509 - 2512 ได้มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากคือ รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ ห้ามประกอบศาสนกิจต่างๆ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นความผิดกฎหมาย พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสิกขา พระคัมภีร์ต่างๆ ถูกเผา พระพุทธรูปและวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก จากเหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธศาสนา เกือบสูญสิ้นไปจากประเทศจีนเลยทีเดียว เมื่อประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมา เจ๋อ ตุง ได้ถึงแก่อสัญกรรม

ใน พ.ศ. 2519 รัฐบาลชุดใหม่ของจีนก็คลายความเข้มงวดลงบ้างและให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนมากขึ้น

2.ศาสนาในญี่ปุ่น

ศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
    ศาสนาชินโต เป็นศาสนาดั้งเดิมของประเทศ
ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศาสนาที่มีมากกว่า2000 ปี ปัจจุบันศาสนานี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 นิกายหลัก มีผู้นับถือศาสนานี้ประมาณ 108 ล้านคน ทั่วประเทศญี่ปุ่น
      คำว่า “ชินโต” แปลว่า วิถีของพระเจ้า ซึ่งจะหมายความว่า บุคคลต้องปฏิบัติตนตามทางของสวรรค์ ภักดีต่อพระเจ้า พระเจ้าในที่นี้หมายถึง ธรรมชาติ ซึ่งอยู่โดยบริเวณรอบตัวขของมนุษย์ ศาสนาชินโตยึดถือคำสอนสืบเนื่องมาจากศาสนาเต๋าและขงจื๊อหลายประการ ญี่ปุ่นมีเทพนิยายมาแต่โบราณและเทพนิยาย นี้มีชื่อว่า "พระอาทิตย์" ซึ่งเป็นผู้สร้างเกาะญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นทั้งหลายที่เกิดบนเกาะนี้ เป็นลูกหลานของพระอาทิตย์” คนญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อว่า จักรพรรดิของตนทุกพระองค์ทรงมีเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ด้วย ปัจจุบันความนับถือนี้ได้คลี่คลายลงไปมาก แต่ก็ยังมีผู้นับถือเคร่งครัดอยู่ไม่น้อย และด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เป็นผลทำให้คนญี่ปุ่นมีจิตสำนึกในการเป็นคนรักชาติ รักบรรพบุรุษของตนยิ่งกว่าชาติใด และตามคติดังกล่าวนี้เป็นผลให้เกิดจริยธรรมขึ้นอย่างหนึ่ง เรียกว่า บูชิโด ซึ่งเป็น วินัยของนักรบ และเป็นลัทธิชาตินิยมอย่างสูงสุดในกลุ่มชาวญี่ปุ่นอีกด้วย การปฏิบัติตามศาสนาชินโต คือ การจงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อจักรพรรดิและปฏิบัติตามหลักจริยธรรมต่างๆที่ปรากฏเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งมีหลักแห่งการปฏิบัติเพื่อความดีสูงสุด 4 ประการ คือ
   1. การให้มีความคิดเบิกบาน
   2. การให้มีความคิดบริสุทธิ์สะอาด
   3. การให้มีความคิดถูกต้อง
   4. การให้มีความคิดเที่ยงตรง
ผู้ใดปฏิบัติทำใจให้มีสภาพดังกล่าว เมื่อตายไปแล้วก็จะพามนุษย์ผู้ปฏิบัติไปสู่ความเป็นเทพเจ้า
อิทธิพลของชินโตนั้น จะมีลักษณะเป็น 2 แบบคือ
    1 อิทธิพลในทางหลงผิด ด้วยอาศัยเทพนิยายและเรื่องสวรรค์ อันเชื่อกันมาในลักษณะงมงาย จนทำให้กลายเป็นความหลงชาติ
   2 ถ้าตัดความหลงชาติออกไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่แต่จริยธรรมซึ่งเป็นฝ่ายดี มีความรัก มีความสะอาด มีความเมตตา ญี่ปุ่นสร้างชาติของตนจนมั่นคงแข็งแรงได้ก็เพราะอิทธิพลของชินโต
อัสตัน แห่งอังกฤษ กล่าวว่า
    “ คำสอนที่สำคัญที่สุดของชินโต คือ เขาสอนให้นับถือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ดวงวิญญาณเป็นของไม่ตาย สามารถท่องเที่ยวอยู่ที่หลุมฝังศพ และเข้ามาปกป้องอภิบาลวงศ์ตระกูลของตนอยาเสมอ ความดีใจ ความเสียใจ ที่มีแก่วงศ์ตระกูลอย่างใด ดวงวิญญาณก็ได้รับผลอย่างนั้นด้วย “ การบูชาของประเทศญี่ปุ่น จะเป็นการบูชา ให้กับบุคคลที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น

การบูชาบรรพบุรุษ

  ประเทศญี่ปุ่นได้มีการยอมรับว่า จักรพรรดิของตนมีเชื้อสายมาจากเทพเจ้าเป็นการสืบสายไม่มีขาด คนญี่ปุ่นตั้งแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน เป็นเชื้อสายสืบมาต่อจากของจักรพรรดิ ความเป็นบรรพบุรุษจึงติดต่อมาเป็นสายเลือดเดียวกัน การบูชาบรรพบุรุษของญี่ปุ่น มีทั้งบรรพบุรุษของครอบครัวและบรรพบุรุษของชาติ

การบูชาผู้กล้าหาญ

   คนญี่ปุ่นเป็นคนที่จะมีความรักชาติมาก ซึ่งผู้ใดอุทิศชีวีให้ชาติแล้ว วิญญาณของผู้นั้นจะได้รับการยกย่อง สรรเสริญ โดยเฉพาะทหารญี่ปุ่นที่ออกสงคราม จึงมีกำลังใจในการรบด้วยความกล้าหาญ ไม่เสียดายชีวิต เพราะรู้ว่า ถ้าตายก็จะได้เทิดทูนชาติ และได้เป็นเทพเจ้า มีผู้เคารพบูชา

การบูชาธรรมชาติ

   คนญี่ปุ่นซึ่งยอมรับว่า เมื่อพระเจ้า ทรงสร้างเกาะญี่ปุ่นแล้วทรงสร้างธรรมชาติไว้บนเกาะญี่ปุ่นด้วย สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง จึงมีฐานะสูงควรค่าแก่การเคารพบูชา ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ พายุ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร ภูเขา น้ำตก ต้นไม้ ใบหญ้า และเครื่องประกอบความศักดิ์สิทธิ์ 3 อย่าง คือ กระจกเงา ดาบ และอัญมณี

การบูชาจักรพรรดิ

   คนญี่ปุ่นบูชาจักรพรรดิ เพราะถือว่าเป็นผู้สืบสายมาจากดวงอาทิตย์และสืบสายกันมาโดยไม่ขาดสาย เป็นวงศ์เดียวกัน โดยไม่เปลี่ยนวงศ์เลย

พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
     พ.ศ. 2532 มีผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 92 ล้านคน ตามตำนานพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของญี่ปุ่น กล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ. 1095 พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่มาสู่ญี่ปุ่นจากประเทศอินเดีย ผ่านจีน และเกาหลี เจ้านายชั้นสูงของญี่ปุ่นเป็นอันมากไก้พากันออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ในราวพ.ศ. 1136 พระพุทธศาสนาก็ได้เป็นศาสนาทางราชการของญี่ปุ่น
คำสอนของพระพุทธศาสนานั้น สามารถสอนให้คนเป็นคน กล่าวคือ ให้มีความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก เด็กพึงเคารพผู้ใหญ่ ให้ทำความดี ละเว้นการทำชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส สอนให้มีความพยายาม มีความอดทน เป็นต้น

ขงจื๊อ
      เมื่อต้นศตวรรษที่ 6 ลัทธิขงจื๊อได้เข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น มีอิทธิพลต่อความคิดและความประพฤติของชาวญี่ปุ่น แต่อิทธิพลนี้ได้เสื่อมลงนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบันนี้

ศาสนาคริสต์
      ศาสนาคริสต์ได้เข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ที่หวังว่าจะได้รับผลประโยชน์ทางการค้าหรือเทคโนโลยีจากตะวันตกเป็นผู้ให้การสนับสนุน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้มีการห้ามการเผยแพร่ ในฐานะบ่อนทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเปิดโอกาสให้เผยแพร่ได้อีกเมื่อกลางศตวรรษที่ 19

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล

 ตอบ สถาบันชาติ กับ สถาบันกษัตริย์ ??
คิดอย่างไรกับ...คำว่า
"เทิดทูนสถาบันกษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด"
ในโลกนั้น ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะถูกสอนให้เกิด
สำนึกในความเป็นชาติ มีความรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด
เพราะชาติไม่ได้เป็นแค่ "ผืนธง" แต่เป็นที่ๆ เราอาศัยเกิด แก่ เจ็บ และตายต่อๆ กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด
เป็นเบ้าหลอมคนให้เป็นหนึ่ง ภายใต้ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ภาษาพูด เขียน อ่านเดียวกัน
ชาติคือ ประเทศในความหมายทางภูมิศาสตร์
คือรากเหง้าของพวกเราในความหมายทางประวัติศาสตร์
คืออารยธรรมในความหมายทางสังคมศาสตร์
ทุกประเทศจะสอนให้พลเมืองของเขารักและเทิดทูนสถาบันชาติเหนือสิ่งอื่นใด
เป้นหน้าที่ๆ จะต้องปกป้องแม้เอาชีวิตเข้าแลก
แต่ในเมืองไทย เราถูกสอนให้คิดว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด คนไทยต้องมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์จนแม้ชีวิตก็ยอมถวาย
อันนี้ทำให้ผมสงสัยว่า สถาบันใดที่มีความสำคัญกว่ากัน
ธงไตรรงค์ให้แถบสีแดงโอบล้อมอยู่นอกสุดของผืนธง 2 แถบ หมายถึงชาติ
สีขาวโอบล้อมถัดมา 2 แถบคือศาสนา
ในขณะที่สีน้ำเงินหมายถึงสถาบันกษัตริย์มีเพียงแถบเดียวอยู่กึ่งกลาง
บรรพบุรุษได้จัดอันดับความสำคัญเอาไว้เป็นนามธรรมที่แยบยลยิ่ง
เราจะไม่มีกษัตริย์และศาสนา ถ้าปราศจาก "ชาติ"
คือเมื่อใดที่ประเทศถูกรุกรานและยึดครอง ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ก็จะธำรงอยู่ไม่ได้
แต่ประเทศชาติจะสามารถดำรงอยู่ได้แม้จะไม่มีสถาบันทั้งสอง
ความสำคัญของชาติจึงน่าจะมาก่อนเป็นอันดับแรก
แต่ทำไมคนไทยจึงถูกสอนให้คิดว่า
สถาบันกษัตริย์ก็คือ สถาบันชาติ เป็นเนื้อเดียวกัน
หรือบางคนถูกสอนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญกว่าสถาบันอื่น
พันธมิตรฯ อ้างตนว่าจงรักภักดีต่อกษัตริย์ จนกล้ากระทำสิ่งที่ "ทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิของชาติ" คือเท่ากับบ่อนทำลายชาติ
กองทัพซึ่งมีหน้าที่ควรปกปักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ ก็กลับอ้างแต่ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์
จนกล้าทำสิ่งที่เลวร้ายอันส่งผลกระทบต่อชาติมานับครั้งไม่ถ้วน
เพียงเพื่อปกป้องสถาบันหนึ่งถึงกลับกล้าทำการสุ่มเสี่ยง
ต่อความล่มสลายของอีกสถาบันหนึ่ง
ดังเช่นที่ คมช ได้กระทำมานั่นคือสร้างความอ่อนแอให้กับ
การปกครองในระบอบปชต ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้ชาติอาจต้องพังพินาศ
เพียงเพื่อรักษาสถาบันหนึ่ง จึงไม่ยี่หระต่อสิ่งที่อาจส่งผลกระทบกับสถาบันอื่นๆ
คนเสื้อแดงอาจพูดได้ว่า มีความรักและเทิดทูนในสถาบันชาติ มีความรักชาติ และมองว่าสถาบันชาิติเป็นทางอยู่รอด
เพราะเหตุนี้ คนเสื้อแดงจึงไม่เคยกระทำการใดที่เป็นผลเลวร้าย
ต่อชาติบ้านเมือง
ดังเช่นพฤติกรรมของกลุ่มอันธพาลการเมืองอื่นๆ
ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราไม่มีชาติ เราจะมีสถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย์ได้อย่างไร

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

http://ทัวร์ญี่ปุ่น.net/religion.html

http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=22555

รูปภาพของ nss40056

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ

ตอบ   แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้

1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ

2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี              

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา   

ตอบ   รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช

1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล  

ตอบ การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์  ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญ  ไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้น  พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์  ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี  และให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง  ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็น พระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง

อ้างอิง

 www.mwit.ac.th/~keng/lesson05/7.doc 

 

รูปภาพของ nss40056

เสร็จซะที กว่าจะหาเจอ

*-* เหนื่อยแต่ก็คุ้ม สู้ๆนะครับ

รูปภาพของ nss37761

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ                                  

- แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี

1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา - รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช

 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล - การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด เพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี และให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็น พระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง

รูปภาพของ nss40056

ว้าวๆ เนื้อหาเยอะมากมาย ดีจังเลย

รูปภาพของ nss37762

1. รากฐานแห่งพระราชอำนาจและการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์มีที่มาจากการสนับสนุนของปัจจัยสำคัญคือ - แม้พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะได้รับการเชิดชูให้อยู่เหนือการเมือง และกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการปฏิบัติการทางการเมืองการปกครองทุกอย่าง แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจบางประการที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มีดังนี้ 1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ 2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 3.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี 1.1 อิทธิพลและการสนับสนุนจากลัทธิศาสนา  - รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่สามารถรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ แนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (ซึ่งรับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) และหลักความเชื่อแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งแนวคิดแรกนั้นมาจากวรรณะ "กษัตริย์" ของศาสนาฮินดู เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะได้รับอำนาจมาจากอำนาจทางทหาร ส่วนแนวคิดที่สองมาจากแนวคิด "ธรรมราชา" ของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท หลังจากที่พระพทุธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม สมัยกรุงสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า "พ่อขุน" มีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนมาก หลังจากรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยมีพระนามขึ้นต้นว่า "พญา" เพื่อยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น ในรัชกาลพญาลิไท พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เฟื่องฟูมาก จึงมีแนวคิด ธรรมราชา ตามคติพุทธขึ้นมา ทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า "พระมหาธรรมราชา" ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับคติพราหมณ์มาจากขอม เรียกว่า เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพมาอวตารเพื่อปกครองมวลมนุษย์ ทำให้ชนชั้นกษัตริย์มีสิทธิอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรและห่างเหินจากชนชั้นประชาชนมากขึ้น คำขึ้นต้นพระนามเรียกว่า "สมเด็จ" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจด้านการปกครองถูกโอนมาเป็นของรัฐบาลพลเรือนและทหาร พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราช 1.2 การสนับสนุนและความจงรักภักดีของกลุ่มบุคคล   -  การที่พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งโดยหลักการสืบราชสันตติวงศ์  ซึ่งได้มีกำหนดไว้อย่างแน่ชัดโดยกฎมนเทียรบาลและรัฐธรรมนูญ  ไม่จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนของกลุ่มพรรคการเมืองใด  เพราะฉะนั้น  พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง  หน้าที่ในการคัดเลือกว่าพระราชวงศ์องค์ใดสมควรตามกฎมรเทียรบาลที่จะทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์  ในกรณีราชบัลลังก์ว่างลง เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี  และให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้การรับรอง  ดังนั้นการสถาปนาพระมหากษัตริย์จึงได้รับความเห็นชอบจากองค์กรที่แสดงเจตจำนงของประชาชนเท่ากับเป็น พระมหากษัตริย์ของประชาชนนั่นเอง  

รูปภาพของ nss40056

โอ้โห ขยันกันจังเลย *-* สู้ๆนะครับ

รูปภาพของ nss37937

มีรากฐานมาจากลัทธิฮินดูและศาสนาพุทธ
ที่เผยแผ่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราวพ.ศ.
800
โดยมีรากฐานของนักรบกึ่งเทพเจ้าที่เรียกกันว่ากษัตริย์ ซึ่งมีความสามารถทางด้านการรบ
และมีความเที่ยงธรรม ใช้ธรรมในการปกครองโลก ไม่ใช่แบบมนุษย์ปกครองกันเองตามอำเภอใจ
มีการสั่งสอนให้เชื่อว่าการทำบุญสร้างความดี ส่งผลบุญให้มีชีวิตที่ดีในชาติหน้า
การมีชีวิตที่ดีในชาตินี้ เป็นผลกรรมที่ทำความดีจากชาติก่อน กษัตริย์ก็คือผู้ที่ได้สร้างกุศลผลบุญมาจากชาติปางก่อน
และเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์เพราะปกครองโดยหลักธรรม

 

รูปภาพของ nss40056

สั้นๆ ได้ใจความมากครับมิ้น *-* สู้ๆนะครับ

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 68 คน กำลังออนไลน์