การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ สาระประวัติศาสตร์ ส32104ภาคเรียนที่2/2553

รูปภาพของ nsspramote

การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติประมุขของรัฐ เปี่ยมล้นด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดในการนำพาอาณาประชาราษฎร์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังสามารถขยายความจงรักภักดีและยำเกรงในบุญญาธิการให้บังเกิดในมวลชนทุกหมู่เหล่าทั้งในและนอกอาณาจักรได้โดยสมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญเหล่านี้คือ  (ให้นักเรียนหาข้อมูลและอธิบายตามข้อที่กำหนด)

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

รูปภาพของ nss37526

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่
จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่
มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าวในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ
หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์
โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ
เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ
(ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อนอำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์
จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ
หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่
จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม
 

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

สืบ
ทอดราชบัลลังก์โดยเป็นตำแหน่งกษัตริย์ของเจ้านายในราชวงศ์เดียวกันส่วนใหญ่
เป็นการสืบทอดจากพ่อไปสู่ลูกชายยกเว้นในกรณีที่กษัตริย์พระองค์นั้นไม่มีพระ โอรส หรือโอรสยังทรงพระเยาว์ตำแหน่งกระกษัตริย์จะสืบทอดไปยังพระอนุชาโดยเฉพาะ
อนุชาองค์นั้นได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่ประชา
ราษฎร์ก็จะเป็นที่ยอมรับโดยไม่มีอุปสรรคข้อขัดแย้ง

 

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

เป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี
เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก
๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๔
ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๑๘ ปี
เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙
กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐
เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น
๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่
๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

พระราชพิธีรัชดาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒
ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑
ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์
จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท
พระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี
นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ
พระบรมมหาราชวังพระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐
,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓
มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา
๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔
มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔
,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้
พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒
,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน
เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"พระราชพิธีรัชมงคล
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
แห่งกรุงศรีอยุธยา กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย
จนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา
พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกหรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์
แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เองธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น
ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (
silver
jubilee)ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ
๖๐ ปี (
diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรปตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ
เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไปเช่น ครบรอบพระชนมายุได้
๖๐ พรรษาครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา
๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่
๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้
"ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด
ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบจะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃาเมื่อเวลาครบหกปี
จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา ณ
เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ
[คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗] พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก
พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน
จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร
กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพรราชอาณาจักร
กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร
เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃาก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ
๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบันแต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ
 พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยการปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา
พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติ ราชการ
โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์
ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

พระ ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขว่าได้ทรง
เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว

ภาย หลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่๙
มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระ
สุพรรณบัฎว่า
 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
'

พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทยเป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่
เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชครู
พราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศอันเป็น
ประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าว ถวาย

กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์กหมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง
ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ

รวมความแล้วหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์

ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีปรากฎมาแต่
ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่
สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ประกอบด้วย

พระมหาเศวตฉัตร

 

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่านพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว
มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด

พระ
มหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาว แทนตาด
ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆในรัชกาลปัจจุบัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรง
รับน้ำอภิเษกแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือ
พระที่นั่งภัทรบิฐต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ
พระที่นั่งภัทรบิฐเพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์จึงไม่ต้องถวาย
เศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น

เดิม
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาลมิได้กล่าวรวมพระมหา
เศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมี
ปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระ มหาพิชัยมงกุฎเป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและ
ทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้
เพชรขนาดใหญ่น้ำดี จากเมืองกัลกัตตาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัย
มงกุฎแล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า
       พระ มหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ
ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆและมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมา
แล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีป
ยุโรปมากขึ้นจึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหา
กษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธีและทรง
รับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่ง
สำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎใน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
 พระแสง

ขรรค์ชัยศรี


 

เป็น
พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำ พระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์
หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐกรมการเมืองเห็นว่า
องค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงามจึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภู เบศร์
(แบน)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็น
ของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัดจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนครได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระ
นครถึง ๗ แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอกและประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลางซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเป็นต้นดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า"ไชยศรี"ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝัก ขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์
ยาว๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว๑๐๑
เซนติเมตรหนัก ๑.๙กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี
เช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ธารพระกร


 

ธารพระกร ของเดิมสร้างในรัชกาลที่๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง
ที่สุดสันเป็นซ่อมลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำภายในมีพระ
แสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า
ธารพระกรเทวรูปที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้
อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกมาจนถึงรัชกาล ปัจจุบัน

 

พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี

เป็น เครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2
ด้านด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรีด้ามเป็นแก้ว
ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้น
'วาลวีชนีเป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาลตรงกับที่ไทยเรียกจามรี

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน


 

ฉลอง
พระบาทมีที่มาจากเกือกแก้วหมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุและ
เป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบ
อินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์น้ำหนัก๖๕๐
กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ
ลงยาสีเขียวแดงโดยดอกลงยาสีเขียวเกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบ
กระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

ใน
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระ
ราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระมหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะ
ถวายจากลำดับสูงลงต่ำเริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัด
วาลวีชนีและแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์เก็บรักษาไว้ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
ในหมู่พระมหามนเทียรภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่อง
ราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุก
ปีโดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่าวันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราช
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่าพระราชกุศลทักษิณานุ ประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบัน

 

อ้างอิง http://www.nsbest.com/abstract11.htm

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%

http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861

http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=6722

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/politics/k129_46.htm

 

 

รูปภาพของ nss40079

การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติประมุขของรัฐเปี่ยมล้นด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดในการนำพาอาณาประชาราษฎร์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งยังสามารถขยายความจงรักภักดีและยำเกรงในบุญญาธิการให้บังเกิดในมวลชนทุกหมู่เหล่าทั้งในและนอกอาณาจักรได้โดยสมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญเหล่านี้คือ 

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

             ประวัติศาสตร์บ่งบอกให้เห็นว่า  สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ  โดนสถาบันนี้จะสืบต่อโดยไม่ขาดสายแสดงให้เห็นดึงความมั่นคงถาวรแห่งชาติการสืบต่อของสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคงของชนในชาติ  ได้รับการยกย่องเทิดทูนให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมัครสมานความผูกพันในชาติ  เนื่องจากเป็นที่รวมของความผูกพันของบรรดาประชาชนทุกหมู่ทุกกลุ่ม  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม  ทำให้ความสำคัญแห่งสถาบันนี้มีมากขึ้นและก่อให้เกิดความประทับใจอย่างลึกซึ้ง  จนกระทั่งองค์พระมหากษัตริย์  ทรงเป็นที่เทิดทูนและหยั่งลึกลงในหัวใจของประชาชนทุก

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

              สืบทอดราชบัลลังก์โดยเป็นตำแหน่งกษัตริย์ของเจ้านายในราชวงศ์เดียวกันส่วนใหญ่เป็นการสืบทอดจากพ่อไปสู่ลูกชายยกเว้นในกรณีที่กษัตริย์พระองค์นั้นไม่มีพระโอรส หรือโอรสยังทรงพระเยาว์ตำแหน่งกระกษัตริย์จะสืบทอดไปยังพระอนุชาโดยเฉพาะอนุชาองค์นั้นได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาราษฎร์ก็จะเป็นที่ยอมรับโดยไม่มีอุปสรรคข้อขัดแย้ง

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

             นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกหรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง

             ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้นได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ ๕๐ ปี (goldenjubilee) หรือครบรอบ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรปตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไปเช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษาครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา๖๐" ของรัชกาลที่ ๔

             ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบันแต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือพระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นเวลา๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

             พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๑๘ ปีเท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙

             พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคมพ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคมและในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

             พระราชพิธีรัชดาภิเษกเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคมพ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์จำนวน ๓๘ องค์และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท

             พระราชพิธีรัชดาภิเษกครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่วันที่ ๑๑พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑-๘ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง

             พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๑เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘

             พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๓เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้

             พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายนเรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"

             พระราชพิธีรัชมงคลเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒แห่งกรุงศรีอยุธยากำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

             พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑

             หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลยจนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

             เครื่องราชอิสริยยศหมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบเกียรติยศแสดงถึงความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแก่ผู้ที่กระทำความดีความชอบในราชการแผ่นดินซึ่งแต่ครั้งโบราณได้มีระเบียบประเพณียึดถือเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ราชตระกูลขุนนาง ข้าราชการที่มีตำแหน่งหน้าที่หรือผู้ที่มีความชอบต่อแผ่นดินให้ปรากฏตามยศชั้นและฐานันดรศักดิ์เหล่านั้นเครื่องยศทำด้วยวัสดุที่สูงค่างดงามด้วยฝีมือช่างโบราณที่มีความประณีตวิจิตรบรรจงมีรูปลักษณ์และลวดลายที่แตกต่างกันตามลำดับชั้นยศเมื่อมีงานสำคัญผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศสามารถแต่งกายและนำเครื่องยศไปตั้งเป็นเกียรติยศและใช้สอยได้ต่อหน้าพระพักตร์ภายในท้องพระโรง โดยมีการจำแนกเครื่องยศออกเป็น 7หมวด ดังนี้

             1.  หมวดเครื่องสิริมงคล ได้แก่ สังวาลและแหวนนพรัตน์ ประคำ 108 เม็ด ตะกรุด สายดิ่งโดยบางอย่างไม่ใช่เพียงแต่เป็นเครื่องสิริมงคลอย่างเดียวยังหมายถึงความสำคัญอันยิ่งยวดด้วย สำหรับประคำ 108 เม็ดและสายดิ่งนั้นพระราชทานให้เป็นเครื่องเตือนใจผู้ได้รับให้ปกครองตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม

             2.  หมวดเครื่องศิราภรณ์ พระราชทานจำกัดอยู่ในบรรดาผู้มีอิสริยศักดิ์สูงได้แก่ พระมงกุฎ พระชฎา พระราชทานเฉพาะเจ้านายในขัตติยราชสกุลพระมาลาเส้าสูงมียี่ก่าประดับขนนกการเวกสำหรับราชสกุลชั้นเจ้าฟ้ามาลาเส้าสะเทิ้นไม่มียี่ก่าสำหรับเจ้าพระยา ส่วนหมวกทรงประพาส พระราชทานแก่ข้าราชการตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสำหรับเจ้าเมืองทางใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม จะพระราชทานผ้าโพกศีรษะแทนหมวกทรงประพาส

             3.  หมวดเครื่องภูษณาภรณ์ ได้แก่เสื้อที่พระราชทานตามลำดับของชั้นยศ มีหลายแบบบางชั้นก็เดินดิ้นทองเป็นริ้วที่แขนที่คอ อาทิ เสื้อครุย ทำด้วยผ้ากรองทองหรือกรองเงินปักดิ้นทองเป็นดอกดวงหรือเป็นลายต่างๆ เช่น ลายก้านแย่ง ลายดอกกระจาย เป็นต้นนอกจากนั้น ก็มีผ้านุ่งสนับเพลา รัดประคด หรือผ้าคาดเอว

             4.  หมวดเครื่องศาสตราวุธ ได้แก่ หอก ง้าว ปืน กั้นหยั่น ดาบ หรือกระบี่ โดยกระบี่ที่พระราชทานเป็นเครื่องยศนั้นมีหลายชนิดเช่น ตัวกระบี่ตีในรูปแบบธรรมดาบ้าง ทำเป็นสันปรุ คือปรุเนื้อเหล็กสันดาบให้เป็นลวดลายต่างๆ กัน เป็นต้น ฝักกระบี่มีทั้งฝักที่เรียกว่าบั้งเงิน บั้งทอง ฝักนาก ฝักทองคำเกลี้ยง ฝักทองคำจำหลักลาย และฝักทองคำลงยาราชาวดีลักษณะของฝักก็มีทั้งชนิดที่เป็นรูปนาคเศียรเดียว นาคสามเศียร และรูปดอกบัว

             5. หมวดเครื่องอุปโภค เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเช่น พานหมาก หีบหมาก คนโท เจียด กาน้ำ ขันน้ำ ที่ชา กระโถน เป็นต้นโดยการพระราชทานจะต่างกันในเรื่องของวัสดุที่ใช้ผลิต ได้แก่เครื่องอุปโภคทองคำลงยาราชาวดีจะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจนถึงพระอัครมเหสีเครื่องอุปโภคทองคำลายสลักจะพระราชทานแก่พระองค์เจ้าต่างกรมลงมาจนถึงผู้ดำรงตำแหน่งพระยา

             6.หมวดเครื่องสูง ได้แก่ ฉัตร อภิรุมชุมสาย บังสูรย์ บังแทรกจามร กลด พัดโบก ฉัตรเบญจา สัปทน กรรชิง และธงทิวต่างๆ เครื่องยศหมวดนี้บางอย่างเป็นเครื่องแสดงอิสริยยศ บางอย่างเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศส่วนมากใช้เมื่อผู้มียศไปโดยกระบวนแห่ บางอย่างตั้งหรือแขวนประกอบเกียรติยศศพและบางอย่างใช้ในกระบวนแห่ศพ

             7.  หมวดยานพาหนะ ได้แก่ ราชรถพระวอสีวิกากาญจน์ เสลี่ยง แคร่กัญญา เครื่องยศหมวดนี้มีการพระราชทานมาแต่โบราณพระวอสีวิกากาญจน์ เป็นยานพาหนะสำหรับพระราชวงศ์ฝ่ายในชั้นสูงมีลักษณะคล้ายกับแคร่กัญญา แต่จะมีม่านทองสำหรับปิดกั้นไม่ให้คนภายนอกสามารถมองเห็นเจ้านายฝ่ายในได้เสลี่ยงและแคร่กัญญามีลักษณะแตกต่างกัน คือ เสลี่ยง เป็นคานหามเปิดไม่มีหลังคาแคร่กัญญา หมายถึงคานหามประเภทมีหลังคาขุนนางผู้ใหญ่บางตำแหน่งอาจได้รับพระราชทานทั้งสองประเภท

             ปัจจุบันหลังจากที่ประเทศไทยได้ติดต่อกับตะวันตกมาตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาลที่สี่การพระราชทานเครื่องยศ ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาจึงมีการสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นแทน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ที่ทำเป็นดวงดาราต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5ได้มีการตราพระราชบัญญัติและสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลต่างๆ เช่นจุลจอมเกล้า ช้างเผือก รามาธิบดี เป็นต้น การพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศ จึงงดไปเปลี่ยนไปเป็นการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเป็นบำเหน็จความชอบในแผ่นดินแทน

 

ที่มา; http://www.bbc07politics.ob.tc/118.htm

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/09/K5803761/K5803761.htmlhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%A8

http://www.igetweb.com/www/mokul/webboard/N108779.jpg

  

รูปภาพของ NSS037562

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

     ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่างโดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อแสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว

     ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพหรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูลที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรมในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว)สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

     อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิตโดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหารแล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

     สันตติวงศ์สำหรับในปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า

     ในกรณีที่ราชบัญลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงค์พระพุทธศักราช 2476 แล้วให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบและให้ปรัธานรัฐสภาเรียกประชุมเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอันเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

     ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่งให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา22 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรณีนี้จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ประทานรัฐสภาอันเชิญผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชเป็นพระมหากษัตริย์สืบไปแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา 23)"

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

     พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์

     นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกหรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เองธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้นได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamondjubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรปตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆเป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้๖๐ พรรษา

     ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน"เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔

     ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน

     แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวันกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖

     ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

     พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๑๘ ปีเท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙

     พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

     พระราชพิธีรัชดาภิเษกเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคมพ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท

     พระราชพิธีรัชดาภิเษกครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก
ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖กำหนดการพระราชพิธี
ระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง

     พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘

     พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้

     พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน
เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"

     พระราชพิธีรัชมงคลเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒แห่งกรุงศรีอยุธยา กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑

     หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลยจนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

     การปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมาพระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติราชการโดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมายและพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะหรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์ ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ

     เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศมีความแตกต่างลดหลั่นกันไปตามพระราชอิสริยยศพระราชอิสริยยศ เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรามราชวงศ์ชั้นสูงตั้งพระบรมราชโอรสธิดาขึ้นไปเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้เช่นเดียวกับเครื่องยศดังนี้

     เครื่องสิริมงคล
     เครื่องศิราภรณ์
     เครื่องภูษณาภร์
     เครื่องศัสตราวุธ
     เครื่องราชูปโภค
     เครื่องสูง
     ยานพาหนะ
     เครื่องประโคม
     พระโกศ

 

อ้างอิง:

http://www.ryt9.com/s/tpd/1046759

http://stat05.diaryclub.com/?date=20071001&ydiff=1&mdiff=0

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%

http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861

รูปภาพของ NSS40143

การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติประมุขของรัฐ เปี่ยมล้นด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดในการนำพาอาณาประชาราษฎร์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังสามารถขยายความจงรักภักดีและยำเกรงในบุญญาธิการให้บังเกิดในมวลชนทุกหมู่เหล่าทั้งในและนอกอาณาจักรได้โดยสมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญเหล่านี้คือ 

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง     ประวัติศาสตร์บ่งบอกให้เห็นว่า  สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ  โดนสถาบันนี้จะสืบต่อโดยไม่ขาดสายแสดงให้เห็นดึงความมั่นคงถาวรแห่งชาติ การสืบต่อของสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคงของชนในชาติ  ได้รับการยกย่องเทิดทูนให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมัครสมานความผูกพันในชาติ  เนื่องจากเป็นที่รวมของความผูกพันของบรรดาประชาชนทุกหมู่ทุกกลุ่ม  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม  ทำให้ความสำคัญแห่งสถาบันนี้มีมากขึ้นและก่อให้เกิดความประทับใจอย่างลึกซึ้ง  จนกระทั่งองค์พระมหากษัตริย์  ทรงเป็นที่เทิดทูน และหยั่งลึกลงในหัวใจของประชาชนทุก 2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์                  สืบทอดราชบัลลังก์ โดยเป็นตำแหน่งกษัตริย์ของเจ้านายในราชวงศ์เดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นการสืบทอดจากพ่อไปสู่ลูกชาย ยกเว้นในกรณีที่กษัตริย์พระองค์นั้นไม่มีพระโอรส หรือโอรสยังทรงพระเยาว์ ตำแหน่งกระกษัตริย์จะสืบทอดไปยังพระอนุชา โดยเฉพาะอนุชาองค์นั้นได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาราษฎร์ก็จะเป็นที่ยอมรับโดยไม่มีอุปสรรคข้อขัดแย้ง  3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ     นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกหรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เองธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก ๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๑๘ ปี เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ
ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙
     พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามพระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖     กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวังพระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยากำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้ 4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ            

     เครื่องราชอิสริยยศ หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงถึงความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ที่กระทำความดีความชอบในราชการแผ่นดิน ซึ่งแต่ครั้งโบราณได้มีระเบียบประเพณียึดถือเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ราชตระกูล ขุนนาง ข้าราชการที่มีตำแหน่งหน้าที่ หรือผู้ที่มีความชอบต่อแผ่นดินให้ปรากฏตามยศชั้นและฐานันดรศักดิ์เหล่านั้น เครื่องยศทำด้วยวัสดุที่สูงค่างดงามด้วยฝีมือช่างโบราณที่มีความประณีต วิจิตรบรรจงมีรูปลักษณ์และลวดลายที่แตกต่างกันตามลำดับชั้นยศ เมื่อมีงานสำคัญผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศสามารถแต่งกายและนำเครื่องยศไปตั้งเป็นเกียรติยศ และใช้สอยได้ต่อหน้าพระพักตร์ภายในท้องพระโรง โดยมีการจำแนกเครื่องยศออกเป็น 7 หมวด ดังนี้

          1. หมวดเครื่องสิริมงคล ได้แก่ สังวาลและแหวนนพรัตน์ ประคำ 108 เม็ด ตะกรุด สายดิ่ง โดยบางอย่างไม่ใช่เพียงแต่เป็นเครื่องสิริมงคลอย่างเดียว ยังหมายถึงความสำคัญอันยิ่งยวดด้วย สำหรับประคำ 108 เม็ดและสายดิ่งนั้น พระราชทานให้เป็นเครื่องเตือนใจผู้ได้รับ ให้ปกครองตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม

          2.หมวดเครื่องศิราภรณ์ พระราชทานจำกัดอยู่ในบรรดาผู้มีอิสริยศักดิ์สูง ได้แก่ พระมงกุฎ พระชฎา พระราชทานเฉพาะเจ้านายในขัตติยราชสกุล พระมาลาเส้าสูงมียี่ก่าประดับขนนกการเวกสำหรับราชสกุลชั้นเจ้าฟ้า มาลาเส้าสะเทิ้นไม่มียี่ก่าสำหรับเจ้าพระยา ส่วนหมวกทรงประพาส พระราชทานแก่ข้าราชการตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง สำหรับเจ้าเมืองทางใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม จะพระราชทานผ้าโพกศีรษะแทนหมวกทรงประพาส           3.หมวดเครื่องภูษณาภรณ์ ได้แก่ เสื้อที่พระราชทานตามลำดับของชั้นยศ มีหลายแบบ บางชั้นก็เดินดิ้นทองเป็นริ้วที่แขนที่คอ อาทิ เสื้อครุย ทำด้วยผ้ากรองทองหรือกรองเงิน ปักดิ้นทองเป็นดอกดวงหรือเป็นลายต่างๆ เช่น ลายก้านแย่ง ลายดอกกระจาย เป็นต้น นอกจากนั้น ก็มีผ้านุ่งสนับเพลา รัดประคด หรือผ้าคาดเอว           4.หมวดเครื่องศาสตราวุธ ได้แก่ หอก ง้าว ปืน กั้นหยั่น ดาบ หรือกระบี่ โดยกระบี่ที่พระราชทานเป็นเครื่องยศนั้นมีหลายชนิด เช่น ตัวกระบี่ตีในรูปแบบธรรมดาบ้าง ทำเป็นสันปรุ คือ ปรุเนื้อเหล็กสันดาบให้เป็นลวดลายต่างๆ กัน เป็นต้น ฝักกระบี่มีทั้งฝักที่เรียกว่า บั้งเงิน บั้งทอง ฝักนาก ฝักทองคำเกลี้ยง ฝักทองคำจำหลักลาย และฝักทองคำลงยาราชาวดี ลักษณะของฝักก็มีทั้งชนิดที่เป็นรูปนาคเศียรเดียว นาคสามเศียร และรูปดอกบัว 

          5. หมวดเครื่องอุปโภค เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พานหมาก หีบหมาก คนโท เจียด กาน้ำ ขันน้ำ ที่ชา กระโถน เป็นต้น โดยการพระราชทานจะต่างกันในเรื่องของวัสดุที่ใช้ผลิต ได้แก่ เครื่องอุปโภคทองคำลงยาราชาวดีจะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจนถึงพระอัครมเหสี เครื่องอุปโภคทองคำลายสลักจะพระราชทานแก่พระองค์เจ้าต่างกรมลงมาจนถึงผู้ดำรงตำแหน่งพระยา

          6.  หมวดเครื่องสูง ได้แก่ ฉัตร อภิรุมชุมสาย บังสูรย์ บังแทรก จามร กลด พัดโบก ฉัตรเบญจา สัปทน กรรชิง และธงทิวต่างๆ เครื่องยศหมวดนี้ บางอย่างเป็นเครื่องแสดงอิสริยยศ บางอย่างเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ ส่วนมากใช้เมื่อผู้มียศไปโดยกระบวนแห่ บางอย่างตั้งหรือแขวนประกอบเกียรติยศศพ และบางอย่างใช้ในกระบวนแห่ศพ          7.  หมวดยานพาหนะ ได้แก่ ราชรถ พระวอสีวิกากาญจน์ เสลี่ยง แคร่กัญญา เครื่องยศหมวดนี้มีการพระราชทานมาแต่โบราณ พระวอสีวิกากาญจน์ เป็นยานพาหนะสำหรับพระราชวงศ์ฝ่ายในชั้นสูง มีลักษณะคล้ายกับแคร่กัญญา แต่จะมีม่านทองสำหรับปิดกั้นไม่ให้คนภายนอกสามารถมองเห็นเจ้านายฝ่ายในได้ เสลี่ยงและแคร่กัญญามีลักษณะแตกต่างกัน คือ เสลี่ยง เป็นคานหามเปิดไม่มีหลังคา แคร่กัญญา หมายถึงคานหามประเภทมีหลังคา ขุนนางผู้ใหญ่บางตำแหน่งอาจได้รับพระราชทานทั้งสองประเภท ปัจจุบันหลังจากที่ประเทศไทยได้ติดต่อกับตะวันตกมาตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาลที่สี่ การพระราชทานเครื่องยศ ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา จึงมีการสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นแทน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ ที่ทำเป็นดวงดาราต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการตราพระราชบัญญัติและสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลต่างๆ เช่น จุลจอมเกล้า ช้างเผือก รามาธิบดี เป็นต้น การพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศ จึงงดไป เปลี่ยนไปเป็นการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพื่อเป็นบำเหน็จความชอบในแผ่นดินแทน  อ้างอิง ;http://www.bbc07politics.ob.tc/118.htmhttp://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_idhttp://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/09/K5803761/K5803761.htmlhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%A8

http://www.igetweb.com/www/mokul/webboard/N108779.jpg

 

รูปภาพของ nss37693

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ตอบ กษัตริย์ จึงมีสิทธิ์อันชอบธรรม
ที่จะใช้อำนาจเหนือคนอื่นๆ ในสังคม มีฐานะเป็นเจ้าชีวิต ตลอดจนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
(เป็นเจ้าของผืนแผ่นดิน บนโลกนี้ ที่พระเจ้าสร้างขึ้น) ในฐานะเป็นตัวแทน ของพระเจ้าหรือเทพองค์นั้นๆ
บนโลกมนุษย์

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

ตอบ รูป แบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของ
บุตรคนแรกที่เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน
(พ.ศ.
2550 หรือ ค.ศ. 2007) ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎมณเฑียรบาล
โดยให้พระราชธิดาสามารถสืบราชสันติวงศ์ได้ด้วยเช่นกัน

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

 ตอบ  พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน
พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘

และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐
บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้

พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี
หรือ ๑๒
,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน
เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"

พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี
เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา

กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ.
๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑

หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

ตอบ การ ปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติ
ราชการ โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย
และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ
หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์ ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว
เรียกว่า เครื่องยศ

เครื่อง ประกอบพระราชอิสริยยศมีความแตกต่างลดหลั่นกันไปตามพระราชอิสริยยศ
พระราชอิสริยยศ เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรามราชวงศ์ชั้นสูงตั้งพระ
บรมราชโอรสธิดาขึ้นไป เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้เช่นเดียวกับ
เครื่องยศดังนี้

เครื่องสิริมงคล เครื่องศิราภรณ์
เครื่องภูษณาภร์ เครื่องศัสตราวุธ เครื่องราชูปโภค เครื่องสูง ยานพาหนะ
เครื่องประโคม พระโกศ

อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/  Cool

 

รูปภาพของ nss37571

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ตอบ ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม

 2.มาตรการในการสืบสันตติวงศ์ สันตติวงศ์ สำหรับในปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ราชบัญลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงค์ พระพุทธศักราช 2476 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบและให้ปรัธานรัฐสภาเรียกประชุมเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอันเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่งให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา 22 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในกรณีนี้จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ประทานรัฐสภาอันเชิญผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชเป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา 23)"

ตอบ ในการสืบสันตติวงศ์นั้นก็คือ การสืบทอดเชื้อสายของพระมหากษัตริย์นั่นเอง คือเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน พี่น้องกันที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือ ในรัชสมัยราชวงศ์จักรี

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

 ตอบ เป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก ๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ พระราชพิธีสมภาเษกเท่ารัชกาลที่ ๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๑๘ ปี เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม พระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธี ระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก" พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้ 4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ตอบ พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษก หรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้น เป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้ "ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบ จะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃา เมื่อเวลาครบหกปี จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา ณ เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ [คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗] พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃา ก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑ ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติราชการ โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์ ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศมีความแตกต่างลดหลั่นกันไปตามพระราชอิสริยยศ พระราชอิสริยยศ เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรามราชวงศ์ชั้นสูงตั้งพระบรมราชโอรสธิดาขึ้นไป เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้เช่นเดียวกับเครื่องยศดังนี้ -เครื่องสิริมงคล -เครื่องศิราภรณ์ -เครื่องภูษณาภร์ -เครื่องศัสตราวุธ -เครื่องราชูปโภค -เครื่องสูง -ยานพาหนะ -เครื่องประโคม -พระโกศ

 อ้างอิง

http://www.arunsawat.com/board/index

รูปภาพของ nss37770

 1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ตอบก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม  2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์ 3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ ตอบเป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก ๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๑๘ ปี เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม พระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธี ระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก" พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้ 4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ตอบ พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษก หรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้น เป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้ "ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบ จะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃา เมื่อเวลาครบหกปี จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา ณ เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ [คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗] พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃา ก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑ ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ  พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติราชการ โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์ ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศมีความแตกต่างลดหลั่นกันไปตามพระราชอิสริยยศ พระราชอิสริยยศ เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรามราชวงศ์ชั้นสูงตั้งพระบรมราชโอรสธิดาขึ้นไป เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้เช่นเดียวกับเครื่องยศดังนี้ -เครื่องสิริมงคล -เครื่องศิราภรณ์ -เครื่องภูษณาภร์ -เครื่องศัสตราวุธ -เครื่องราชูปโภค -เครื่องสูง -ยานพาหนะ -เครื่องประโคม -พระโกศ อ้างอิง http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id% http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861 http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=6722 http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/politics/k129_46.htm

รูปภาพของ nss37770

 1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ตอบก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม  2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์ 3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ ตอบเป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก ๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๑๘ ปี เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม พระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ จำนวน ๓๘ องค์ และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธี ระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้ พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก" พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้ 4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ตอบ พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษก หรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้น เป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (silver jubilee) ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้ "ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบ จะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃา เมื่อเวลาครบหกปี จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา ณ เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ [คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗] พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃา ก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑ ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ  พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติราชการ โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์ ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศมีความแตกต่างลดหลั่นกันไปตามพระราชอิสริยยศ พระราชอิสริยยศ เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรามราชวงศ์ชั้นสูงตั้งพระบรมราชโอรสธิดาขึ้นไป เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้เช่นเดียวกับเครื่องยศดังนี้ -เครื่องสิริมงคล -เครื่องศิราภรณ์ -เครื่องภูษณาภร์ -เครื่องศัสตราวุธ -เครื่องราชูปโภค -เครื่องสูง -ยานพาหนะ -เครื่องประโคม -พระโกศ อ้างอิง http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id% http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861 http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=6722 http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/politics/k129_46.htm

 

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ตอบ  ก่อน
ที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์
จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง
โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์
ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์
ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว

       
ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล
ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์
ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล
ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม
ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว)
สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

        อำนาจ
รัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน
ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา
เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า
หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม

        สิทธิ
ธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ก็จะมีสิทธิในการปกครองประเทศ
เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ อย่างเช่น ในหลวง ของเรา
โดยปกครองอาศัยหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครองประเทศ 

 

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

ตอบ 
ในการสืบสันตติวงศ์นั้น ก็คือ การสืบทอดเชื้อสายของพระมหากษัตริย์นั่นเอง
คือ เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน
พี่น้องกัน ที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ !

        
โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือ ในรัชสมัยราชวงศ์จักรี
มีแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสันตติวงศ์ พระมหากษัตริย์ ดังต่อไปนี้ 
                         

 

 


3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

ตอบ พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์
และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง
มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู
ทางใต้นครจำปาศักดิ์ ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ.
1132)
         ตาม
หลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก
ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น
ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ 
 

         ก่อน
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้
เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275
ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด

         ใน
รัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ
แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว

         เมื่อ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ
ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน
เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า
จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ
จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328
และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ
พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา
ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อยเช่นกัน

         พิธี
บรมราชาภิเษกสมัยนี้ แต่เดิมสำคัญอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษก
เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในแคว้นทั้ง 8
แต่ในสมัยนี้อนุโลมเอาการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นการสำคัญที่สุด
เพราะตอนนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์
ฆ้องชัย ฯลฯ พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง แบบอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ
ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่าได้ทำกันมาเป็น 2 ตำรา คือ
หลักแห่งการราชาภิเษกมีรดน้ำแล้วเถลิงราชอาสน์เป็นเสร็จพิธี
การสรงมุรธาภิเษกกับขึ้นอัฐทิศรับน้ำเป็นการรดน้ำเหมือนกัน
ขึ้นภัทรบิฐกับขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร เป็นเถลิงราชาอาสน์เหมือนกัน
การขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศและภัทรบิฐนั้น เป็นอย่างน้อย ทำพอเป็นสังเขป
การสรงมุรธาภิเษก และขึ้นพระแท่นเศวตฉัตรนั้นเป็นอย่างใหญ่
ทั้งสองอย่างสำหรับให้เลือกทำตามโอกาสจะอำนวย
ถ้าสงสัยไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไหน ก็เลยทำเสียทั้ง 2 อย่าง

         งานพระ
บรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ
มีแบบอย่างที่มีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยก่อนเริ่มพระราชพิธีที่กรุงเทพ ฯ
ได้มีการเสกน้ำสรงปูชนียสถานสำคัญ หรือที่ตั้งมณฑลทั้ง 17 มณฑล
เพิ่มวัดพระมหาธาตุสวรรคโลกซึ่งอยู่ในมณฑลพิษณุโลกอีกแห่งหนึ่ง รวมเป็น 18
มณฑล ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีพิธีจารึกพระสุพรรณบัตร ดวงพระชาตา
และพระราชลัญจกรแผ่นดิน

         เมื่อ
ถึงกำหนดงาน ก็มีพิธีตั้งน้ำวงด้ายวันหนึ่ง กับสวดมนต์เลี้ยงพระอีก 3 วัน
ครั้งถึงวันที่ 4 เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกสนาน
แล้วทรงเครื่องต้นออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ
ภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิต และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด
ผลัดเปลี่ยนกันคราวละทิศ กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้น ๆ
แล้วถวายน้ำอภิเษก และถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปครบ 8 ทิศ แล้ว
กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตย์ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก
กราบบังคมทูลรวบยอดอีกทีหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ

         พระ
มหาราชครู ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสจนเสร็จพิธีพราหมณ์
แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลีก่อน แปลเป็นไทยว่า "
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
พระราชทานพระบรมราชวโรกาส แก่ข้าพระพุทธเจ้า
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับพระมุรธาภิเษก เป็นบรมราชาธิราช
เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของประชาชนชาวสยาม
เหตุดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
มีท่านเสนาบดีเป็นประธาน และสมณพราหมณ์จารย์ทั้งปวง
พร้อมเพรียงมีน้ำใจเป็นอันเดียวกัน ขอขนานพระปรมาภิไธย
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดั่งได้จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตรนั้น
และขอมอบถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันสมพระราชอิสริยยศ
ขอได้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยกำหนดนั้น และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้
ครั้นแล้ว ขอได้ทรงราชภาระดำรงราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชนสืบไป " ทรงรับว่า " ชอบละ พราหมณ์ "

                                                          

 

และนี้ก็เป็นรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เข้า พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

         และ
ในปีพุทธศักราช 2549 ก็ได้มีงาน งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช
๒๕๔๙ (อังกฤษ. The Sixtieth Anniversary Celebrations of His Majesty's
Accession to the Throne) เป็นงานเฉลิมฉลองที่ประกอบด้วยรัฐพิธีและราชพิธี
มีขึ้นตลอดปี พ.ศ. ๒๕๔๙
เนื่องในวาระที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชสมบัติ
เป็นปีที่ ๖๐
ซึ่งยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในโลก
ปัจจุบัน งานดังกล่าวกำกับดูแลและดำเนินการโดยรัฐบาลไทย
 

รูปภาพงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖o ปี ,, ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
โดยมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย โดย เปล่งคำว่า " ทรงพระเจริญ " อย่างกึกก้องไปทั่วทั้งงาน

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

ตอบ  พระ
ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข
ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว

         ภาย
หลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่
๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร'

         พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย
เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็น
สมมุติเทพ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราช
อิสริยยศ อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์
ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย

         กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์ หมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์

         ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย
มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราช
ภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ดังนี้ 


พระมหาเศวตฉัตร

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด
พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วย
ผ้าขาว แทนตาด ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆ ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ
ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ
เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์
จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น
เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล
มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะ
ฉัตรเป็นของใหญ่โต มีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทน
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 


พระมหาพิชัยมงกุฎ

         เป็น
ราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญ
การดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดี
จากเมืองกัลกัตตา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ
แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า       พระมหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง
คือ ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓
กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ
และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด
เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมา
เมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น
จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่
เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี
และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่า
พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์
และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


พระแสงขรรค์ชัยศรี

         เป็น
พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์
เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำพระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์ หมายถึง
พระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี
พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ
กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม
จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)
ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่า
ฝีมือช่างสมัยนครวัด
จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระ
แสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗
แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี
ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้นดังนั้น
ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี"
ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่
เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก
๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตรหนัก ๑.๙
กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา


ธารพระกร

         ธารพระกร
ของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม
ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า
ธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง
ธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา
จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธี
บรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน


พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี 

         เป็น
เครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน
ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี
ด้ามเป็นแก้วทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น'วาลวีชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า
เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี


ฉลองพระบาทเชิงงอน

         ฉลอง
พระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ
และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์
น้ำหนัก ๖๕๐ กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง
โดยดอกลงยาสีเขียว
เกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำ
เป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

         ใน
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระ
มหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะถวายจากลำดับสูงลงต่ำ
เริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัดวาลวีชนี
และแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามนเทียร
ภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธี
สมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี
โดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่า วันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็น
ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตน
โกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบันนี้ 

 


ข้อมูลอ้างอิงจาก ; http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/king/rajapisek/index.htm
http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=6722
http://th.wikipedia.org/wiki/งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
http;//1.tv5.co.th/service/mod/heritage/king/rajapisek/index.htm
รูปภาพของ nss-37475

สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพ ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม 

 มาตรการในการสืบสันตติวงศ์รูปแบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของบุตรคนแรกที่เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550 หรือ ค.ศ.
2007) ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎมณเฑียรบาล โดยให้พระราชธิดาสามารถสืบราชสันติวงศ์ได้ด้วยเช่นกัน
   พระปฐมบรมราชชนก + เจ้าแม่วัดดุสิต ----> รัชกาลที่ 1  รัชกาลที่ 1 + กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์--- รัชกาลที่2  

รัชกาลที่ 2 + กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอก)--> รัชกาลที่ 3 : พระชนม์สูงสุดและรับราชการต่างพระเนตรพระกรรณมาก จึงได้เสวยราชย์

รัชกาลที่ 3 ไม่ตั้งพระอัครมเหสีและรัชทายาทด้วยหวังคืนราชสมบัติแด่ เจ้าฟ้ามงกุฎ ( รัชกาลที่4)  

***รัชกาลที่ 2 + กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์(พระอัครมเหสี)------>รัชกาลที่ 4 (พระอนุชา รัชกาลที่ 3)

รัชกาลที่ 4 + กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์(พระอัครมเหสี)-----> รัชกาลที่ 5  รัชกาลที่ 5 + สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง -------> รัชกาลที่ 6                 ***รัชกาลที่ 5 + สมเด็จพระศรีพัช รินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง -------
>  รัชกาลที่ 7(พระอนุชา รัชกาลที่ 6 เสวยราชย์ด้วยกฎมณเฑียรบาลที่รัชกาลที่ 6 ตราขึ้นและรัชกาลที่ 6ไม่มีพระราชโอรส)   รัชกาลที่ 7 ไม่มีพระราชโอรสธิดาจึงเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลให้เรียงการสืบจากพระศรีพัชรินทราไปยังสมเด็จพระศรีสวรินทราไปยังพระนางสุขุมาลมารศรี พระศรีพัชรินทรสิ้นหมดแล้วและถูกข้ามด้วยกฎมณเฑียรบาลแลถูกพระบรมราชโองการถอดจากการเป็นผู้สืบราช สันตติวงศ์สายการสืบสันตติวงศ์จึงตกมายัง สายสมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวีพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า (อดีตพระอัครมเหสีใน รัชกาลที่ 5 ) ซึ่งองค์แรกที่จะได้ราชสมบัติคือสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์แต่ด้วยจากสิ้นพระชนม์แล้ว จึงเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฏมณเฑียรบาล คือหากพระรัชทายาท(หมายถึงสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล)หาพระองค์ไม่แล้ว ก็ให้อัญเชิญพระโอรสของพระรัชทายาทองค์นั้น ขึ้นเสวยราชย์)ฉะนั้น พระโอรสที่ประสูติจากเจ้าฟ้ามหิดล กับ หม่อมสังวาลย์ สะใภ้หลวง จึงเป็น ผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อมา คือ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเป็นรัชกาลที่8 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ยังไม่ใช้พระบาทสมเด็จฯ เนื่องด้วยยังไม่บรมราชาภิเษก) ต่อมา รัชกาลที่ 8 สวรรคตด้วยพระแสงปืน สภาผู้แทนราษฎรจึงอัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสวยสิริราชสมบัติแลทรงดำรงรัฐสีมาอาณาจักรล่วงมาถึงปัจจุบันกาล. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ            พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์ และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์ ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132) ตามหลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ   เมื่อถึงกำหนดงาน ก็มีพิธีตั้งน้ำวงด้ายวันหนึ่ง กับสวดมนต์เลี้ยงพระอีก 3 วัน ครั้งถึงวันที่ 4 เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกสนาน แล้วทรงเครื่องต้นออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ ภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิต และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด ผลัดเปลี่ยนกันคราวละทิศ กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้น ๆ แล้วถวายน้ำอภิเษก และถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปครบ 8 ทิศ แล้ว กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตย์ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกทีหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ    พระมหาราชครู ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสจนเสร็จพิธีพราหมณ์ แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลีก่อน แปลเป็นไทยว่า " ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส แก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับพระมุรธาภิเษก เป็นบรมราชาธิราช เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของประชาชนชาวสยาม เหตุดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท มีท่านเสนาบดีเป็นประธาน และ           สมณพราหมณ์จารย์ทั้งปวง พร้อมเพรียงมีน้ำใจเป็นอันเดียวกัน ขอขนานพระปรมาภิไธย ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดั่งได้จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตรนั้น และขอมอบถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันสมพระราชอิสริยยศ ขอได้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยกำหนดนั้น และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ ครั้นแล้ว ขอได้ทรงราชภาระดำรงราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชนสืบไป    เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยยศ หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงถึงความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ที่กระทำความดีความชอบในราชการแผ่นดิน ซึ่งแต่ครั้งโบราณได้มีระเบียบประเพณียึดถือเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ราชตระกูล ขุนนาง ข้าราชการที่มีตำแหน่งหน้าที่ หรือผู้ที่มีความชอบต่อแผ่นดินให้ปรากฏตามยศชั้นและฐานันดรศักดิ์เหล่านั้น เครื่องยศทำด้วยวัสดุที่สูงค่างดงามด้วยฝีมือช่างโบราณที่มีความประณีต วิจิตรบรรจงมีรูปลักษณ์และลวดลายที่แตกต่างกันตามลำดับชั้นยศ เมื่อมีงานสำคัญผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศสามารถแต่งกายและนำเครื่องยศไปตั้งเป็นเกียรติยศ และใช้สอยได้ต่อหน้าพระพักตร์ภายในท้องพระโรง โดยมีการจำแนกเครื่องยศออกเป็น 7 หมวด ดังนี้              1.  หมวดเครื่องสิริมงคล ได้แก่ สังวาลและแหวนนพรัตน์ ประคำ 108 เม็ด ตะกรุด สายดิ่ง โดยบางอย่างไม่ใช่เพียงแต่เป็นเครื่องสิริมงคลอย่างเดียว ยังหมายถึงความสำคัญอันยิ่งยวดด้วย สำหรับประคำ 108 เม็ดและสายดิ่งนั้น พระราชทานให้เป็นเครื่องเตือนใจผู้ได้รับ ให้ปกครองตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม              2.  หมวดเครื่องศิราภรณ์ พระราชทานจำกัดอยู่ในบรรดาผู้มีอิสริยศักดิ์สูง ได้แก่ พระมงกุฎ พระชฎา พระราชทานเฉพาะเจ้านายในขัตติยราชสกุล พระมาลาเส้าสูงมียี่ก่าประดับขนนกการเวกสำหรับราชสกุลชั้นเจ้าฟ้า มาลาเส้าสะเทิ้นไม่มียี่ก่าสำหรับเจ้าพระยา ส่วนหมวกทรงประพาส พระราชทานแก่ข้าราชการตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง สำหรับเจ้าเมืองทางใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม จะพระราชทานผ้าโพกศีรษะแทนหมวกทรงประพาส              3.  หมวดเครื่องภูษณาภรณ์ ได้แก่ เสื้อที่พระราชทานตามลำดับของชั้นยศ มีหลายแบบ บางชั้นก็เดินดิ้นทองเป็นริ้วที่แขนที่คอ อาทิ เสื้อครุย ทำด้วยผ้ากรองทองหรือกรองเงิน ปักดิ้นทองเป็นดอกดวงหรือเป็นลายต่างๆ เช่น ลายก้านแย่ง ลายดอกกระจาย เป็นต้น นอกจากนั้น ก็มีผ้านุ่งสนับเพลา รัดประคด หรือผ้าคาดเอว             

 4.  หมวดเครื่องศาสตราวุธ

ได้แก่ หอก ง้าว ปืน กั้นหยั่น ดาบ หรือกระบี่ โดยกระบี่ที่พระราชทานเป็นเครื่องยศนั้นมีหลายชนิด เช่น ตัวกระบี่ตีในรูปแบบธรรมดาบ้าง ทำเป็นสันปรุ คือ ปรุเนื้อเหล็กสันดาบให้เป็นลวดลายต่างๆ กัน เป็นต้น ฝักกระบี่มีทั้งฝักที่เรียกว่า บั้งเงิน บั้งทอง ฝักนาก ฝักทองคำเกลี้ยง ฝักทองคำจำหลักลาย และฝักทองคำลงยาราชาวดี ลักษณะของฝักก็มีทั้งชนิดที่เป็นรูปนาคเศียรเดียว นาคสามเศียร และรูปดอกบัว 

             5. หมวดเครื่องอุปโภค เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พานหมาก หีบหมาก คนโท เจียด กาน้ำ ขันน้ำ ที่ชา กระโถน เป็นต้น โดยการพระราชทานจะต่างกันในเรื่องของวัสดุที่ใช้ผลิต ได้แก่ เครื่องอุปโภคทองคำลงยาราชาวดีจะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจนถึงพระอัครมเหสี เครื่องอุปโภคทองคำลายสลักจะพระราชทานแก่พระองค์เจ้าต่างกรมลงมาจนถึงผู้ดำรงตำแหน่งพระยา              6.หมวดเครื่องสูง ได้แก่ ฉัตร อภิรุมชุมสาย บังสูรย์ บังแทรก จามร กลด พัดโบก ฉัตรเบญจา สัปทน กรรชิง และธงทิวต่างๆ เครื่องยศหมวดนี้ บางอย่างเป็นเครื่องแสดงอิสริยยศ บางอย่างเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ ส่วนมากใช้เมื่อผู้มียศไปโดยกระบวนแห่ บางอย่างตั้งหรือแขวนประกอบเกียรติยศศพ และบางอย่างใช้ในกระบวนแห่ศพ              7.  หมวดยานพาหนะ ได้แก่ ราชรถ พระวอสีวิกากาญจน์ เสลี่ยง แคร่กัญญา เครื่องยศหมวดนี้มีการพระราชทานมาแต่โบราณ พระวอสีวิกากาญจน์ เป็นยานพาหนะสำหรับพระราชวงศ์ฝ่ายในชั้นสูง มีลักษณะคล้ายกับแคร่กัญญา แต่จะมีม่านทองสำหรับปิดกั้นไม่ให้คนภายนอกสามารถมองเห็นเจ้านายฝ่ายในได้ เสลี่ยงและแคร่กัญญามีลักษณะแตกต่างกัน คือ เสลี่ยง เป็นคานหามเปิดไม่มีหลังคา แคร่กัญญา หมายถึงคานหามประเภทมีหลังคา ขุนนางผู้ใหญ่บางตำแหน่งอาจได้รับพระราชทานทั้งสองประเภท  http://topicstock.pantip.com/library/topicstockhttp://www.bbc07politics.ob.tc/118.htmhttp://www.nsbest.com/abstract11.htm http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.0;wap2

รูปภาพของ NS37703

1.      สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีการสืบเชื้อสายต่อๆไป ทำให้ราษฎรเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สามารถยึดถือเป็นที่พึ่งทางใจได้ ทำให้กลายเป็นศูนย์รวมของคนไทยทุกคน2.      มาตรการในการสืบสันตติวงศ์      สืบสานทางสายเลือด 3.      พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษก
หรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้น
เป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เองธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (
silver jubilee)
ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป
ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป
เช่น ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษาครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔
ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้"ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบ
จะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃา
เมื่อเวลาครบหกปี จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา
ณ เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ [คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗]
พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ
เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร
กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ
รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃา
ก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบันแต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เป็นเวลา ๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก ๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นเวลา ๑๘ ปี เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙ กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ
ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามพระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒ ครั้งครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา
เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ จำนวน ๓๘ องค์
และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระราชพิธีรัชดาภิเษก ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก
ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธี
ระหว่างวันที่ ๑-๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวังพระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐
,๐๑๕ วัน ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นเวลา ๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘
และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔
,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒
,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน
เรียกชื่อว่า "พระราชพิธีทวิธาภิเษก"พระราชพิธีรัชมงคล เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย
กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย จนในรัชกาลปัจจุบันนี้อ้างอิง๑ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค)
,

กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, ๒๕๔๗, น. ๒๗๑-๒๗๓.๒ ศิรินันท์ บุญศิริ. "พระราชพิธีสำคัญในพระมหากษัตริย์สองรัชกาล : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
,"

ใน เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี
เรื่องราชอาณาจักรไทยในรอบ ๕ ทศวรรษแห่งการครองราชย์ วันที่ ๗-๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร. น. ๓.๓ มีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่ครองราชย์นานเกิน ๒๕ ปีดังนี้ รัชกาลที่ ๑
,,,, ๕ และ ๙(รุ่นพี่ที่จบประวัติศาสตร์) 

4.      เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศเครื่องสิริมงคล
เครื่องศิราภรณ์
เครื่องภูษณาภรณ์

เครื่องศัสตราวุธ    เครื่องราชูปโภค
เครื่องสูง  
ยานพาหนะ  เครื่องประโคม
พระโกศ  นาย  ไพฑูรย์  รอดงาม  ม.5/7  เลขที่ 21

รูปภาพของ Nss37836

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ก่อน
ที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์
จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง
โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์
ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์
ในนามของพระเจ้าหรือเทพ ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ
หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า
หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด
ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ)
จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ
(ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน
อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์
จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต
โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา
เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า
หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม
  

 2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

        ฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักรราช 2467 โดยรูปแบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของบุตรคนแรกที่เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550 หรือ ค.ศ. 2007) ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎม

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

          
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์
และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง
มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์
ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132)
          ตาม
หลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก
ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น
ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ
  
                    ก่อน
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้
เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275
ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด
                     ใน
รัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ
แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว
                       
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ
ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน
เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า
จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ
จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328
และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ
พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา
ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อยเช่นกัน
                       พิธี
บรมราชาภิเษกสมัยนี้ แต่เดิมสำคัญอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษก
เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในแคว้นทั้ง 8
แต่ในสมัยนี้อนุโลมเอาการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นการสำคัญที่สุด
เพราะตอนนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์
ฆ้องชัย ฯลฯ พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง แบบอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ
ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่าได้ทำกันมาเป็น 2 ตำรา คือ
หลักแห่งการราชาภิเษกมีรดน้ำแล้วเถลิงราชอาสน์เป็นเสร็จพิธี
การสรงมุรธาภิเษกกับขึ้นอัฐทิศรับน้ำเป็นการรดน้ำเหมือนกัน
ขึ้นภัทรบิฐกับขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร เป็นเถลิงราชาอาสน์เหมือนกัน
การขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศและภัทรบิฐนั้น เป็นอย่างน้อย ทำพอเป็นสังเขป
การสรงมุรธาภิเษก และขึ้นพระแท่นเศวตฉัตรนั้นเป็นอย่างใหญ่
ทั้งสองอย่างสำหรับให้เลือกทำตามโอกาสจะอำนวย
ถ้าสงสัยไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไหน ก็เลยทำเสียทั้ง 2 อย่าง
                      งานพระ
บรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ
มีแบบอย่างที่มีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยก่อนเริ่มพระราชพิธีที่กรุงเทพ ฯ
ได้มีการเสกน้ำสรงปูชนียสถานสำคัญ หรือที่ตั้งมณฑลทั้ง 17 มณฑล
เพิ่มวัดพระมหาธาตุสวรรคโลกซึ่งอยู่ในมณฑลพิษณุโลกอีกแห่งหนึ่ง รวมเป็น 18
มณฑล ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีพิธีจารึกพระสุพรรณบัตร ดวงพระชาตา
และพระราชลัญจกรแผ่นดิน
                      
เมื่อถึงกำหนดงาน ก็มีพิธีตั้งน้ำวงด้ายวันหนึ่ง กับสวดมนต์เลี้ยงพระอีก 3
วัน ครั้งถึงวันที่ 4 เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกสนาน
แล้วทรงเครื่องต้นออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ
ภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิต และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด
ผลัดเปลี่ยนกันคราวละทิศ กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้น ๆ
แล้วถวายน้ำอภิเษก และถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปครบ 8 ทิศ แล้ว
กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตย์ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก
กราบบังคมทูลรวบยอดอีกทีหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ
                     พระ
มหาราชครู ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสจนเสร็จพิธีพราหมณ์
แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลีก่อน แปลเป็นไทยว่า "
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
พระราชทานพระบรมราชวโรกาส แก่ข้าพระพุทธเจ้า
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับพระมุรธาภิเษก เป็นบรมราชาธิราช
เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของประชาชนชาวสยาม
เหตุดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
มีท่านเสนาบดีเป็นประธาน และสมณพราหมณ์จารย์ทั้งปวง
พร้อมเพรียงมีน้ำใจเป็นอันเดียวกัน ขอขนานพระปรมาภิไธย
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดั่งได้จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตรนั้น
และขอมอบถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันสมพระราชอิสริยยศ
ขอได้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยกำหนดนั้น และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้
ครั้นแล้ว ขอได้ทรงราชภาระดำรงราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชนสืบไป
 

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

              พระ
ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข
ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว
                     
ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๕
พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร'
                     พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย
เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็น
สมมุติเทพ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราช
อิสริยยศ อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์
ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย
                       กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์ หมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์                           ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย
มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราช
ภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
 
                 เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ดังนี้ 

 

 

 พระมหาเศวตฉัตร                เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด 
พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วย
ผ้าขาว แทนตาด ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ
ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ
ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ
เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์
จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น
 เดิม
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล
มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะ
ฉัตรเป็นของใหญ่โต มีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทน
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  

พระมหาพิชัยมงกุฎ              เป็น
ราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญ
การดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดี
จากเมืองกัลกัตตา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ
แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า
       พระมหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง
คือ ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓
กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ
และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด
เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมา
เมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น
จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่
เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี
และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่า
พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์
และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
   
 

 

 

 

ธารพระกร                  
ธารพระกรของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม
ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า
ธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง
ธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา
จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธี
บรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
   

 

 

พระแสงขรรค์ชัยศรี             เป็น
พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์
เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำพระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์ หมายถึง
พระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี
พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ
กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม
จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)
ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่า
ฝีมือช่างสมัยนครวัด
จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระ
แสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗
แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี
ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้นดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว
จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี"
ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่
เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก
๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตรหนัก ๑.๙
กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
  
 

 

 

พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี                 
เป็นเครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน
ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี
ด้ามเป็นแก้วทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น
'วาลวีชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี 
 

 

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน                 
ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว
หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ
และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์
น้ำหนัก ๖๕๐ กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง
โดยดอกลงยาสีเขียว
เกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำ
เป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร
                      
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระ
มหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะถวายจากลำดับสูงลงต่ำ
เริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัดวาลวีชนี
และแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามนเทียร
ภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธี
สมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี
โดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่า วันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็น
ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตน
โกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบันนี้
   อ้างอิงค์  http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id% http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=luckystar&month=06-2009&date=08&group=22&gblog=43

รูปภาพของ Nss37606

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ตอบ  ก่อน
ที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์
จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง
โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์
ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์
ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว

       
ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล
ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์
ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล
ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม
ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว)
สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

        อำนาจ
รัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน
ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา
เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า
หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม

        สิทธิ
ธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ก็จะมีสิทธิในการปกครองประเทศ
เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ อย่างเช่น ในหลวง ของเรา
โดยปกครองอาศัยหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครองประเทศ ... .. ;D

 

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

ตอบ 
ในการสืบสันตติวงศ์นั้น ก็คือ การสืบทอดเชื้อสายของพระมหากษัตริย์นั่นเอง
คือ เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน พี่น้องกัน
ที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ !

        
โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือ ในรัชสมัยราชวงศ์จักรี
มีแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสันตติวงศ์ พระมหากษัตริย์ ดังต่อไปนี้ .... ... .
. .

                          

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

ตอบ พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์
และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง
มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์
ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132)
         ตาม
หลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก
ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น
ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ 
 

         ก่อน
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้
เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275
ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด

         ใน
รัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ
แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว

         เมื่อ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ
ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน
เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า
จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ
จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328
และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ
พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา
ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อยเช่นกัน

         พิธี
บรมราชาภิเษกสมัยนี้ แต่เดิมสำคัญอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษก
เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในแคว้นทั้ง 8
แต่ในสมัยนี้อนุโลมเอาการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นการสำคัญที่สุด
เพราะตอนนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์
ฆ้องชัย ฯลฯ พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง แบบอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ
ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่าได้ทำกันมาเป็น 2 ตำรา คือ
หลักแห่งการราชาภิเษกมีรดน้ำแล้วเถลิงราชอาสน์เป็นเสร็จพิธี
การสรงมุรธาภิเษกกับขึ้นอัฐทิศรับน้ำเป็นการรดน้ำเหมือนกัน
ขึ้นภัทรบิฐกับขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร เป็นเถลิงราชาอาสน์เหมือนกัน
การขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศและภัทรบิฐนั้น เป็นอย่างน้อย ทำพอเป็นสังเขป
การสรงมุรธาภิเษก และขึ้นพระแท่นเศวตฉัตรนั้นเป็นอย่างใหญ่
ทั้งสองอย่างสำหรับให้เลือกทำตามโอกาสจะอำนวย
ถ้าสงสัยไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไหน ก็เลยทำเสียทั้ง 2 อย่าง

         งานพระ
บรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ
มีแบบอย่างที่มีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยก่อนเริ่มพระราชพิธีที่กรุงเทพ ฯ
ได้มีการเสกน้ำสรงปูชนียสถานสำคัญ หรือที่ตั้งมณฑลทั้ง 17 มณฑล
เพิ่มวัดพระมหาธาตุสวรรคโลกซึ่งอยู่ในมณฑลพิษณุโลกอีกแห่งหนึ่ง รวมเป็น 18
มณฑล ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีพิธีจารึกพระสุพรรณบัตร ดวงพระชาตา
และพระราชลัญจกรแผ่นดิน

         เมื่อ
ถึงกำหนดงาน ก็มีพิธีตั้งน้ำวงด้ายวันหนึ่ง กับสวดมนต์เลี้ยงพระอีก 3 วัน
ครั้งถึงวันที่ 4 เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกสนาน
แล้วทรงเครื่องต้นออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ
ภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิต และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด
ผลัดเปลี่ยนกันคราวละทิศ กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้น ๆ
แล้วถวายน้ำอภิเษก และถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปครบ 8 ทิศ แล้ว
กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตย์ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก
กราบบังคมทูลรวบยอดอีกทีหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ

         พระ
มหาราชครู ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสจนเสร็จพิธีพราหมณ์
แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลีก่อน แปลเป็นไทยว่า "
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
พระราชทานพระบรมราชวโรกาส แก่ข้าพระพุทธเจ้า
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับพระมุรธาภิเษก เป็นบรมราชาธิราช
เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของประชาชนชาวสยาม
เหตุดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
มีท่านเสนาบดีเป็นประธาน และสมณพราหมณ์จารย์ทั้งปวง
พร้อมเพรียงมีน้ำใจเป็นอันเดียวกัน ขอขนานพระปรมาภิไธย
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดั่งได้จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตรนั้น
และขอมอบถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันสมพระราชอิสริยยศ
ขอได้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยกำหนดนั้น และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้
ครั้นแล้ว ขอได้ทรงราชภาระดำรงราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชนสืบไป " ทรงรับว่า " ชอบละ พราหมณ์ "

                                                          

และนี้ก็เป็นรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เข้า พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

         และ
ในปีพุทธศักราช 2549 ก็ได้มีงาน งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช
๒๕๔๙ (อังกฤษ. The Sixtieth Anniversary Celebrations of His Majesty's
Accession to the Throne) เป็นงานเฉลิมฉลองที่ประกอบด้วยรัฐพิธีและราชพิธี
มีขึ้นตลอดปี พ.ศ. ๒๕๔๙
เนื่องในวาระที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชสมบัติ
เป็นปีที่ ๖๐
ซึ่งยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในโลก
ปัจจุบัน งานดังกล่าวกำกับดูแลและดำเนินการโดยรัฐบาลไทย
 

รูปภาพงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖o ปี ,, ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
โดยมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย โดย เปล่งคำว่า " ทรงพระเจริญ " อย่างกึกก้องไปทั่วทั้งงาน

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

ตอบ  พระ
ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข
ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว

         ภาย
หลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๕
พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร'

         พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย
เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็น
สมมุติเทพ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราช
อิสริยยศ อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์
ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย

         กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์ หมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์

         ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย
มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราช
ภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ดังนี้ ....


+ พระมหาเศวตฉัตร

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด
พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วย
ผ้าขาว แทนตาด ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ
ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ
ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ
เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์
จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น
เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล
มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะ
ฉัตรเป็นของใหญ่โต มีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทน
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


+ พระมหาพิชัยมงกุฎ

         เป็น
ราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญ
การดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่ น้ำดี
จากเมืองกัลกัตตา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ
แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า       พระมหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง
คือ ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓
กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ
และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด
เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมา
เมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น
จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่
เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี
และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่า
พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์
และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


+ พระแสงขรรค์ชัยศรี

         เป็น
พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์
เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำพระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์ หมายถึง
พระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี
พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ
กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม
จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)
ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่า
ฝีมือช่างสมัยนครวัด
จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระ
แสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง ๗
แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี
ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้นดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว
จึงมีคำท้ายชื่อว่า "ไชยศรี"
ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่
เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก
๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตรหนัก ๑.๙
กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา


+ ธารพระกร

         ธารพระกร
ของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม
ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า
ธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง
ธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา
จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธี
บรมราชภิเษก มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน


+ พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี 

         เป็น
เครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน
ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี
ด้ามเป็นแก้วทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น'วาลวีชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า
เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี


+ ฉลองพระบาทเชิงงอน

         ฉลอง
พระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ
และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์
น้ำหนัก ๖๕๐ กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง
โดยดอกลงยาสีเขียว
เกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำ
เป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

         ใน
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระ
มหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะถวายจากลำดับสูงลงต่ำ
เริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัดวาลวีชนี
และแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามนเทียร
ภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธี
สมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี
โดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่า วันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็น
ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตน
โกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบันนี้ .... .. .


ข้อมูลอ้างอิงจาก ; http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/king/rajapisek/index.htm

รูปภาพของ nss37516

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง          

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพ ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์         ฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักรราช 2467 โดยรูปแบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของบุตรคนแรกที่เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550 หรือ ค.ศ. 2007) ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎม

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ           

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์ และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์ ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132)          ตามหลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ  ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275 ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว  เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328 และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อย พิธีบรมราชาภิเษกสมัย

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ 

พระราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร' พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศ อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์ หมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์ ประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ 
                 เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ดังนี้ 

พระมหาเศวตฉัตร  

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระกร

 พระแสงขรรค์ชัยศรีพัดวาลวีชนี

และพระแส้หางจามรี

ฉลองพระบาทเชิงงอน

อ้างอิง

 http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%

รูปภาพของ nss37577

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

         

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพ ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม  

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์        

ฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักรราช 2467 โดยรูปแบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของบุตรคนแรกที่เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2550 หรือ ค.ศ. 2007) ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎม 

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ            พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์ และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์ ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132)          ตามหลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ  ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275 ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว  เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328 และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อย พิธีบรมราชาภิเษกสมัยนี้ แต่เดิมสำคัญอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษก เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในแคว้นทั้ง 8 แต่ในสมัยนี้อนุโลมเอาการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นการสำคัญที่สุด เพราะตอนนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้องชัย ฯลฯ พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง แบบอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่าได้ทำกันมาเป็น 2 ตำรา คือ หลักแห่งการราชาภิเษกมีรดน้ำแล้วเถลิงราชอาสน์เป็นเสร็จพิธี การสรงมุรธาภิเษกกับขึ้นอัฐทิศรับน้ำเป็นการรดน้ำเหมือนกัน ขึ้นภัทรบิฐกับขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร เป็นเถลิงราชาอาสน์เหมือนกัน การขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศและภัทรบิฐนั้น เป็นอย่างน้อย ทำพอเป็นสังเขป การสรงมุรธาภิเษก และขึ้นพระแท่นเศวตฉัตรนั้นเป็นอย่างใหญ่ ทั้งสองอย่างสำหรับให้เลือกทำตามโอกาสจะอำนวย ถ้าสงสัยไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไหน ก็เลยทำเสียทั้ง 2 อย่าง งานพระบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ มีแบบอย่างที่มีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยก่อนเริ่มพระราชพิธีที่กรุงเทพ ฯ ได้มีการเสกน้ำสรงปูชนียสถานสำคัญ หรือที่ตั้งมณฑลทั้ง 17 มณฑล เพิ่มวัดพระมหาธาตุสวรรคโลกซึ่งอยู่ในมณฑลพิษณุโลกอีกแห่งหนึ่ง รวมเป็น 18 มณฑล ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีพิธีจารึกพระสุพรรณบัตร ดวงพระชาตา และพระราชลัญจกรแผ่นดิน เมื่อถึงกำหนดงาน ก็มีพิธีตั้งน้ำวงด้ายวันหนึ่ง กับสวดมนต์เลี้ยงพระอีก 3 วัน ครั้งถึงวันที่ 4 เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรงพระมุรธาภิเษกสนาน แล้วทรงเครื่องต้นออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งอัฐทิศ ภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิต และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด ผลัดเปลี่ยนกันคราวละทิศ กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศนั้น ๆ แล้วถวายน้ำอภิเษก และถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปครบ 8 ทิศ แล้ว กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตย์ซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกทีหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปสู่พระราชอาสน์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครู ร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสจนเสร็จพิธีพราหมณ์ แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลีก่อน แปลเป็นไทยว่า " ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส แก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับพระมุรธาภิเษก เป็นบรมราชาธิราช เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของประชาชนชาวสยาม เหตุดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท มีท่านเสนาบดีเป็นประธาน และสมณพราหมณ์จารย์ทั้งปวง พร้อมเพรียงมีน้ำใจเป็นอันเดียวกัน ขอขนานพระปรมาภิไธย ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดั่งได้จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตรนั้น และขอมอบถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันสมพระราชอิสริยยศ ขอได้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยกำหนดนั้น และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้ ครั้นแล้ว ขอได้ทรงราชภาระดำรงราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และสุขแห่งมหาชนสืบไป 

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ  พระราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร' พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศ อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์ หมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์ ประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ  เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย ดังนี้ 

พระมหาเศวตฉัตร  

พระมหาพิชัยมงกุฎ  

พระกร

พระแสงขรรค์ชัยศรีพัดวาลวีชนี

 พระแส้หางจามรี

พระบาทเชิงงอน     อ้างอิง http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%         

 

รูปภาพของ nss40083

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่
จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่
มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว
 

ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ
หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์
โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ
เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ
(ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์
จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ
หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่
จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม
 

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

รูปแบบของการสืบราชสันติวงศ์จะสืบทอดจากพระราชบิดาไปสู่พระราชบุตรตามสิทธิของบุตรคนแรกที่
เป็นชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.
2550 หรือ ค.ศ. 2007)ได้บัญญัติเพิ่มเติมจากกฎมณเฑียรบาล
โดยให้พระราชธิดาสามารถสืบราชสันติวงศ์ได้ด้วยเช่นกัน

 

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

เป็นเวลา
๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙
สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖

ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก
๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นเวลา ๑๘ ปี
เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙
กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษ

ระหว่างวันที่ ๓๐
มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙

พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่
๒ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น
๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑

กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่
๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

พระราชพิธีรัชดาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒
ครั้ง

ครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์
ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖

กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา

เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์
จำนวน ๓๘ องค์

และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท

พระราชพิธีรัชดาภิเษก
ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก

ตั้งแต่วันที่ ๑๑
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธี

ระหว่างวันที่ ๑-๘
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวัง

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๑ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐
,๐๑๕ วัน
ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่

เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นเวลา ๒๘ ปี
ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔ มิถุนายน
พ.ศ. ๒๔๓๘

และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน
๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔
,๐๐๐ บาท
เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้

พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่
๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒
,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖

กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายน

เรียกชื่อว่า
"พระราชพิธีทวิธาภิเษก"

พระราชพิธีรัชมงคล
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
แห่งกรุงศรีอยุธยา

กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทย

กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑

หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย
จนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

-พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์

นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา
พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษก

หรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์
แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้น

เป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง

ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น
ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (
silver jubilee)

ครบรอบ ๕๐ ปี (golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี
(
diamond jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรป

ตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ
เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป

เช่น
ครบรอบพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา

ครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน
"เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐" ของรัชกาลที่ ๔

ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้

"ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด
ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบ

จะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃา

เมื่อเวลาครบหกปี
จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา


เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ
[คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗]

พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก
พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณ

เพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน
จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักร

กรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร
กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศ

รู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร
เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃา

ก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑

ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ
๖๐ พรรษา ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบัน

แต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม
พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ
 

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

การปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา
พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติ ราชการ
โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์
ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

พระ ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขว่าได้ทรง
เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว

ภาย หลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่๙
มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระ
สุพรรณบัฎว่า
 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
'

พระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทยเป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่
เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชครู
พราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศอันเป็น
ประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าว ถวาย

กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์กหมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง
ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของรวมความแล้วหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์

ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีปรากฎมาแต่
ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่
สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ประกอบด้วย

พระมหาเศวตฉัตร


 

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่านพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว
มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด

พระ
มหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาว แทนตาด
ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆในรัชกาลปัจจุบัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรง
รับน้ำอภิเษกแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือ
พระที่นั่งภัทรบิฐต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ
พระที่นั่งภัทรบิฐเพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์จึงไม่ต้องถวาย
เศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น

เดิม
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาลมิได้กล่าวรวมพระมหา
เศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมี
ปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระมหาพิชัยมงกุฎ


 

พระ มหาพิชัยมงกุฎเป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและ
ทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้
เพชรขนาดใหญ่น้ำดี จากเมืองกัลกัตตาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัย
มงกุฎแล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า
       พระ มหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ
ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆและมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมา
แล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีป
ยุโรปมากขึ้นจึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหา
กษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธีและทรง
รับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่ง
สำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎใน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
 พระแสง

ขรรค์ชัยศรี


 

เป็น
พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำ พระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์
หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐกรมการเมืองเห็นว่า
องค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงามจึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภู เบศร์
(แบน)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็น
ของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัดจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนครได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระ
นครถึง ๗ แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอกและประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลางซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเป็นต้นดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า"ไชยศรี"ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝัก ขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์
ยาว๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว๑๐๑
เซนติเมตรหนัก ๑.๙กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี
เช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ธารพระกร


 

ธารพระกร ของเดิมสร้างในรัชกาลที่๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง
ที่สุดสันเป็นซ่อมลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำภายในมีพระ
แสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า
ธารพระกรเทวรูปที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้
อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกมาจนถึงรัชกาล ปัจจุบัน

 

พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี


 

เป็น เครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2
ด้านด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรีด้ามเป็นแก้ว
ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้น
'วาลวีชนีเป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาลตรงกับที่ไทยเรียกจามรี

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน


 

ฉลอง
พระบาทมีที่มาจากเกือกแก้วหมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุและ
เป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบ
อินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์น้ำหนัก๖๕๐
กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ
ลงยาสีเขียวแดงโดยดอกลงยาสีเขียวเกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบ
กระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

ใน
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระ
ราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระมหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะ
ถวายจากลำดับสูงลงต่ำเริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัด
วาลวีชนีและแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์เก็บรักษาไว้ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
ในหมู่พระมหามนเทียรภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่อง
ราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุก
ปีโดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่าวันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราช
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่าพระราชกุศลทักษิณานุ ประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบัน

 

อ้างอิง http://www.nsbest.com/abstract11.htm

 

รูปภาพของ NSS37863

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่
จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ
เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่
มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว

ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ
หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์
โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ
เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ
(ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์
จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์
เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ
หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่
จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม
 

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

ใน การสืบสันตติวงศ์นั้นก็คือ
การสืบทอดเชื้อสายของพระมหากษัตริย์นั่นเอง
คือเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน
พี่น้องกันที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือ
ในรัชสมัยราชวงศ์จักรี

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

เป็นเวลา
๑๖ ปี เท่ากันทั้งจำนวนปี เดือน และวัน กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙
สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ในรัชกาลนี้ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์นอกเหนือจากครั้งนี้ต่อมาอีก
๙ ครั้งด้วยกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๔ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา ๑๘ ปี
เท่ากันทั้งจำนวนวัน เดือน ปี ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙
กำหนดให้จัดการเป็นมงคลราชพิธีพิเศษระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ถึง ๑๐
เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๙พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่ ๒ ทวีคูณ
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น
๒ เท่า เป็นเวลา ๓๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๑

กำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลระหว่างวันที่
๑๗-๑๙ กรกฎาคม และในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามพระราชพิธีรัชดาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ บริบูรณ์๓ กำหนดการพระราชพิธีเป็น ๒
ครั้งครั้งแรก ครบรอบ ๒๕ ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง
๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง ๒ ตุลาคม พ.ศ.
๒๔๓๖ ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยาเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์
จำนวน ๓๘ องค์และทรงสร้างเหรียญรัชดาภิเษกพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระราชพิธีรัชดาภิเษก
ครั้งที่ ๒ เป็นการครบรอบ ๒๕ ปี นับแต่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่วันที่ ๑๑
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๑-๘
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระบรมมหาราชวังพระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๑
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เป็นเวลา ๒๘ ปี หรือ ๑๐
,๐๑๕ วัน
ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่ ๓
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเวลา
๒๘ ปี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๙-๑๔
มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘และทรงพระราชอุทิศปัจจัยจำนวน ๒๘๐ ชั่ง หรือ ๒๒๔
,๐๐๐ บาท เพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๓ นี้พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยรัชกาลที่
๔ ทวีคูณ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็น ๒ เท่า เป็นเวลา ๓๖ ปี หรือ ๑๒
,๗๔๔ วัน ในวันที่ ๓
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖กำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓-๔ ตุลาคม และวันที่ ๑๕-๑๗
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รวมการมงคลราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติเป็นงานเดียวกับการพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือนพฤศจิกายนเรียกชื่อว่า
"พระราชพิธีทวิธาภิเษก" พระราชพิธีรัชมงคล
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
แห่งกรุงศรีอยุธยากำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึง ๒ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๕๐ ณ พระราชวังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยกำหนดการพระราชพิธีระหว่างวันที่
๑๑-๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑หลังจากนั้นก็มิได้มีงานเฉลิมฉลองสมโภชเช่นนี้อีกเลย
จนในรัชกาลปัจจุบันนี้

4. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ

-พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์
นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา
พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์จะเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกหรือปราบดาภิเษกเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์
แต่พระราชพิธีที่นับปีการครองราชย์และมีการฉลองสมโภชนั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัตินั้น
ได้แนวคิดจากงานฉลองครบรอบ ๒๕ ปี (
silver jubilee)ครบรอบ ๕๐
ปี (
golden jubilee) หรือครบรอบ ๖๐ ปี (diamond
jubilee) แห่งการครองราชย์ของกษัตริย์ทางยุโรปตลอดจนเป็นแนวคิดที่มาจากทางจีนในการฉลองอายุครบรอบต่างๆ
เป็นดังงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างใหญ่กว่าที่จัดโดยทั่วไป เช่น ครบรอบพระชนมายุได้
๖๐ พรรษาครั้งแรกที่มีบันทึกถึงพระราชพิธีในลักษณะนี้คือในงาน "เฉลิมพระชนมพรรษา
๖๐" ของรัชกาลที่ ๔ ดังที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่
๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ดังนี้
"ครั้นมาถึงเดือนสิบเอ็ด
ทรงพระราชดำริห์ว่า พระชัณษาครบเต็มบริบูรณหกสิบจะทำการเฉลิมพระชัณษาอย่างใหญ่เหมือนอย่างเจ้าแผ่นดินเมืองจีนเมืองยุโรปเขาก็ทำเป็นการใหญ่ตามวิไสยเฃาเมื่อเวลาครบหกปี
จึงโปรดเกล้าให้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ มีธรรมเทศนา ณ
เดือนสิบเอ็จแรมค่ำหนึ่งแรมสองค่ำแรมสามค่ำวันพุฒเดือนสิบเอ็จแรมสี่ค่ำ
[คือระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๗] พระฤกษได้สรงน้ำพระมุรธาภิเศก
พระบรมวงษานุวงษท่านเสนาบดีฃ้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย คิดกันทำการฉลองพระเดชพระคุณเพื่อจะให้พระชนมายุเจริญนาน
จึงป่าวร้องบอกกล่าวกันทั้งกรุงเทพมหานครแลหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือในพระราชอาณาจักรกรุงเทพมหานคร...การเฉลิมพระชัณษาครั้งนั้นทั่วหัวเมืองแลในพระราชอาณาจักร
กงสุลฝ่ายสยามที่ได้ทรงตั้งไปอยู่เมืองต่างประเทศรู้เหตุแต่เดิมก็มีหนังสือถามเฃ้ามาว่าวันไร
เจ้าพนักงานก็ได้บอกออกไป กงสุลเหล่านั้นก็ทำตามนิไสยเฃาก็เป็นพระราชกุศลใหญ่คราวหนึ่ง..."๑
ในรัชกาลต่อมาจึงได้ใช้พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา
ในครั้งนี้เป็นแนวทางสืบมาจนปัจจุบันแต่พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการครองราชย์โดยแท้จริงเริ่มในครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ คือ
 พระราชพิธีสมภาคาภิเษกเท่ารัชกาลที่
๒ ทรงครองสิริราชสมบัตินานเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยการปกครองประเทศตั้งแต่โบราณมา
พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยปฏิบัติ ราชการ
โดยแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง มียศหน้าที่ตามลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย และพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
แก่ผู้ปฏิบัติราชการเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและเป็นเครื่องแสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศตามศักดิ์
ตามตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ของพระราชทานดังกล่าว เรียกว่า เครื่องยศ

 

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

พระ ราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขว่าได้ทรง
เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้วภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่๙
มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระ
สุพรรณบัฎว่า
 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
'

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทยเป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่
เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชครู
พราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศอันเป็น
ประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าว ถวาย

กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์กหมายถึง ฟ้ากุ หมายถึง ดินธ หมายถึง
ทรงไว้ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของรวมความแล้วหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์

ประเพณี
การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีปรากฎมาแต่
ครั้งสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่
สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ประกอบด้วย

พระมหาเศวตฉัตร

เรียกอีกอย่างหนึ่งว่านพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว
มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด มียอด

พระ
มหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาว แทนตาด
ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆในรัชกาลปัจจุบัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรง
รับน้ำอภิเษกแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือ
พระที่นั่งภัทรบิฐต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ
พระที่นั่งภัทรบิฐเพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์จึงไม่ต้องถวาย
เศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น

เดิม
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาลมิได้กล่าวรวมพระมหา
เศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โตมี
ปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทนจนถึงรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระ มหาพิชัยมงกุฎเป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทำด้วยทองลงยาประดับเพชรต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและ
ทรงคุณค่ายิ่งขึ้นจึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้
เพชรขนาดใหญ่น้ำดี จากเมืองกัลกัตตาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัย
มงกุฎแล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า
       พระ มหาวิเชียรมณี
พระมหามงกุฎหมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ
ชั้นดาวดึงส์พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓กิโลกรัมในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆและมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมา
แล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีป
ยุโรปมากขึ้นจึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหา
กษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธีและทรง
รับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวมแต่นั้นมาก็ถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่ง
สำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎใน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
 พระแสง

ขรรค์ชัยศรี


 

เป็น พระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำ
พระองค์พระมหากษัตริย์พระขรรค์ หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมืองพระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า
ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐกรมการเมืองเห็นว่า องค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงามจึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภู
เบศร์
(แบน)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็น
ของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัดจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกฯเมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนครได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระ
นครถึง ๗ แห่งมีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอกและประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลางซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเป็นต้นดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า"ไชยศรี"ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝัก ขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์
ยาว๖๔.๕ เซนติเมตรประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตรหนัก ๑.๓ กิโลกรัมสวมฝักแล้วยาว๑๐๑
เซนติเมตรหนัก ๑.๙กิโลกรัมพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี
เช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ธารพระกร


 

ธารพระกร ของเดิมสร้างในรัชกาลที่๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง
ที่สุดสันเป็นซ่อมลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่าธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำภายในมีพระ
แสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า
ธารพระกรเทวรูปที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร
แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้
อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกมาจนถึงรัชกาล ปัจจุบัน

 

พัดวาลวีชนี และพระแส้หางจามรี


 

เป็น เครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2
ด้านด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยาส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรีด้ามเป็นแก้ว
ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้น
'วาลวีชนีเป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาลตรงกับที่ไทยเรียกจามรี

 

ฉลองพระบาทเชิงงอน


 

ฉลอง
พระบาทมีที่มาจากเกือกแก้วหมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุและ
เป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้นฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบ
อินเดียโบราณทำด้วยทองคำทั้งองค์น้ำหนัก๖๕๐
กรัมลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ
ลงยาสีเขียวแดงโดยดอกลงยาสีเขียวเกสรลงยาสีแดงส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบ
กระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร

ใน
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระ
ราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระมหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธีโดยจะ
ถวายจากลำดับสูงลงต่ำเริ่มจากพระมหาพิชัยมงกุฎพระแสงขรรค์ชัยศรีธารพระกรพัด
วาลวีชนีและแส้หางจามรีและท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์เก็บรักษาไว้ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
ในหมู่พระมหามนเทียรภายในพระบรมมหาราชวังเดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่อง
ราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุก
ปีโดยเลือกทำในเดือน ๖
เพราะมีพระราชพิธีน้อยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ
ราชดำริว่าวันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราช
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่าพระราชกุศลทักษิณานุ ประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบัน
 

อ้างอิง http://www.nsbest.com/abstract11.htm

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=89.msg%msg_id%

http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861

http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=6722

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/politics/k129_46.htm 

1. สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง

ตอบ ก่อนที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ จะขึ้นครองราชบัลลังก์ จึงต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาที่สำคัญบางอย่าง โดยพระหรือนักบวชชั้นสูงในลัทธิความเชื่อทางศาสนานั้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสื่อ แสดงถึงฉันทานุมัติ จากพระเจ้าหรือเทพบนสวรรค์ ให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ มีสิทธิธรรมที่จะใช้อำนาจปกครองมนุษย์ ในนามของพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว

ในขณะที่กษัตริย์สืบสายโลหิตมาจากเทพ หรือมาจากวงศ์ตระกูล ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้า หรือเทพให้มาปกครองมนุษย์ โอรสของกษัตริย์ ซึ่งย่อมจะมีสายเลือด ของความเป็นเทพ (หรือของวงศ์ตระกูล ที่ได้รับความพึงพอใจ เป็นพิเศษจากเทพ) จึงย่อมจะมีสิทธิธรรม ในการครอบครองอำนาจรัฐ (ที่มาจากพระเจ้าหรือเทพองค์ดังกล่าว) สืบต่อจากกษัตริย์พระองค์ก่อน

อำนาจรัฐภายใต้กรอบอุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิเทวสิทธิ์ จึงสืบทอดส่งผ่านกัน ทางสายโลหิต โดยปุถุชนทั่วไปไม่มีสิทธิธรรมที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ เว้นแต่มีการทำรัฐประหาร แล้วประกอบพิธี กรรมทางศาสนา เพื่อสถาปนาฐานะแห่งความเป็นสมมติเทพ หรือการ ได้รับฉันทานุมัติจากพระเจ้า หรือเทพให้เป็นราชวงศ์ใหม่ที่ จะมาปกครองมนุษย์ สืบแทนกษัตริย์ราชวงศ์เดิม

สิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ก็จะมีสิทธิในการปกครองประเทศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ อย่างเช่น ในหลวง ของเรา โดยปกครองอาศัยหลักทศพิธราชธรรม ในการปกครองประเทศ ... .. ;D

2. มาตรการในการสืบสันตติวงศ์

ตอบ ในการสืบสันตติวงศ์นั้น ก็คือ การสืบทอดเชื้อสายของพระมหากษัตริย์นั่นเอง คือ เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน พี่น้องกัน ที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ !

โดยในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือ ในรัชสมัยราชวงศ์จักรี มีแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสันตติวงศ์ พระมหากษัตริย์ ดังต่อไปนี้ .... ... . . .

3. พระราชพิธีและธรรมเนียมการครองสิริราชสมบัติ

ตอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์ และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และยังมีลัทธิ เทวราชของเขมรมาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่ง มีร่องรอยให้เห็นคือ น้ำพุที่เขาลิงคบรรพต ข้างบนวัดภู ทางใต้นครจำปาศักดิ์ ได้นำมาใช้เป็นน้ำอภิเษก ตามความในศิลาจารึก (พ.ศ. 1132) ตามหลักเดิมของไทยนั้น เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อน จนกว่า จะได้ทรงรับราชาภิเษก ในระหว่างนั้นเครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง 7 ชั้น ไม่ใช่ 9 ชั้น คำสั่งของพระองค์ไม่เป็นโองการ ฯลฯ

ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่ได้มีหลักฐานบรรยายการทำพิธีบรมราชาภิเษกเอาไว้ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รับราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2275 ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีลัด

ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะได้พบหลักฐานที่อ้างพระบรมราชโองการของพระองค์ การใช้พระบรมราชโองการ แสดงว่าได้รับราชาภิเษก แล้ว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกอย่างลัด ครั้งหนึ่งก่อน เนื่องจากติดงานพระราชสงครามกับพม่า จนเมื่อสร้างพระนครทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จ จึงได้ทรงทำบรมราชาภิเษกโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ปีพ.ศ. 2328 และได้เป็นแบบแผนในรัชกาลต่อ ๆ มา โดยเปลี่ยนรายการบางอย่างไปบ้าง เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พราหมณ์และราชบัณฑิตย์กราบบังคมทูลเป็นภาษาบาลี แล้วแปลเป็นภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบทั้ง 2 ภาษา ในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็คงใช้แบบอย่างนี้ โดยมีการแก้ไขเล็กน้อยเช่นกัน

พิธีบรมราชาภิเษกสมัยนี้ แต่เดิมสำคัญอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษก เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในแคว้นทั้ง 8 แต่ในสมัยนี้อนุโลมเอาการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นการสำคัญที่สุด เพราะตอนนี้พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้องชัย ฯลฯ พระอารามทั้งหลายย่ำระฆัง แบบอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่าได้ทำกันมาเป็น 2 ตำรา คือ หลักแห่งการราชาภิเษกมีรดน้ำแล้วเถลิงราชอาสน์เป็นเสร็จพิธี การสรงมุรธาภิเษกกับขึ้นอัฐทิศรับน้ำเป็นการรดน้ำเหมือนกัน ขึ้นภัทรบิฐกับขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร เป็นเถลิงราชาอาสน์เหมือนกัน การขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศและภัทรบิฐนั้น เป็นอย่างน้อย ทำพอเป็นสังเขป การสรงมุรธาภิเษก และขึ้นพระแท่นเศวตฉัตรนั้นเป็นอย่างใหญ่ ทั้งสองอย่างสำหรับให้เลือกทำตามโอกาสจะอำนวย ถ้าสง