การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

         บทความวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับ
     การสอน
3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบ
        การเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ
PSI
 
      
            โดยนายธวัชชัย  ลาภไธสง5224441809  
              รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา TL 744
        (การเขียนเอกสารวิชาการ)ในหลักสูตรปริญญาโท
        สาขาวิชา นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
  
ภาคการศึกษาที่ 1   ปีการศึกษา  2553จังหวัด ขอนแก่น

                                      คำนำ 

          บทความวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอน 3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI  ฉบับนี้จัดทำเพื่อประกอบการเรียน ในรายวิชา วิชา TL 744 (การเขียนเอกสารวิชาการ) หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชา นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้

            ผู้จัดทำขอขอบคุณ นายนพพร  แหยมแสง  ภาควิชาหลักสูตรและการสอน     คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นผู้ทำการวิจัย และ ขอขอบคุณ         ผศ.ดร.มาลินี บุณยรัตพันธ์ และครู-อาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิประสาทความรู้ให้แก่ข้าพเจ้า ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

  

                           ธวัชชัย  ลาภไธสง

                              5224441809


 

                                                                                 สารบัญ
    
 เรื่อง                                                                                                                                          หน้า 

บทคัดย่อ     ……………………………………………………………….                                                                       1           

ผลการวิจัย ……………………………………………………………..                                                                           2

บทนำ …………………………………………………………………..                                                                           2

วัตถุประสงค์ของการวิจัย  ……………………………………………...                                                                        4

สมมติฐานของการวิจัย  …………………………………………………                                                                        4

ขอบเขตของการวิจัย  …………………………………………………...                                                                       5

การดำเนินการวิจัย  ……………………………………………………..                                                                        5

อภิปรายผลการดำเนินงาน  ……………………………………………..                                                                       8

ข้อเสนอแนะ  …………………………………………………………...                                                                        11

เอกสารแนะนำ  …………………………………………………………                                                                         13

   บทความวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้    
                            รับการสอน
3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI
 
 

                            ผู้วิจัย  นายนพพร  แหยมแสง  ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

 บทคัดย่อ             การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอน 3 วิธีในเรื่อง “เศษส่วน” 

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีการศึกษา  2530 จำนวน 183 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมหนึ่งกลุ่ม ได้รับวิธีสอนแบบปกติ และกลุ่มทดลองสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับวิธีสอนแบบ PSI เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ( 1-way ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวน 2 ทาง (2-way ANOVA) , t-test ,t-pair และค่าเฉลี่ยเลขคณิต

ผลการวิจัยพบว่า

(1)  นักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบการเรียนรอบรู้ และนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05

(2)  ทั้งนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI ต่างก็มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บทนำ

            ระเบียบการวัดผลในปัจจุบันมุ่งเน้นให้นักเรียนบรรลุพฤติกรรมตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนจึงต้องพยายามที่จะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ โดยถือว่านักเรียนที่สามารถสอบผ่านเกณฑ์ที่ครูตั้งไว้นั้นได้รอบรู้แล้ว ความสำคัญของปัญหาอยู่ที่ว่า จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้เด็กเรียนอ่อนสามารถรอบรู้ในเนื้อหานั้นๆ ได้จริง

            แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการได้แก้ปัญหาไปบ้างแล้ว คือ “... ให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนถัดไป... ถ้าสอบแก้ตัว 2  ครั้งแล้วยังได้ระดับผลการเรียน “0” อีก ให้ปฏิบัติดังนี้ ถ้าเป็นรายวิชาบังคับ ภาษาไทยและสังคมศึกษาให้เรียนซ้ำ ถ้าเป็นรายวิชาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาที่จะให้เรียนซ้ำ หรือเปลี่ยนรายวิชาใหม่ (เฉพาะรายวิชาเลือก) หรือไม่ต้องสอบแก้ตัวอีกแล้วแต่กรณี” (กระทรวงศึกษาธิการ 2529 : 32-33)

            อย่างไรก็ดี ครูในฐานะผู้ปฏิบัติยังพบปัญหาอย่างบ้างในเรื่องการสอนซ่อมเสริมการแก้ปัญหาเด็กตก ฯลฯ เป็นต้น วิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาของครูได้คือ การปรับปรุงการเรียนการสอน ซึ่งเรื่องนี้ รุจิร์ ภู่สาระ ได้เสนอแนะว่า “การจัดการเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการศึกษา นับเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพิจาณาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอื่นๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจัดในระดับห้องเรียน โรงเรียน จังหวัด หรือในระดับประเทศก็ตาม ดังนั้นการแสวงหารูปแบบของการจัดการเรียนการสอน จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาค้นคว้าทดลองกระทำกัน การเรียนแบบรอบรู้ ก็เป็นรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนที่นืยมนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960” (รุจิร์ ภู่สาระ 2529 : 35)

            ในการดำเนินการสอนแบบรอบรู้นั้น รุจิร์ ภู่สาระ ได้เสนอวิธีการดำนินการสอนเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียม และขั้นลงมือสอน

            วิธีสอนอีกแบบหนึ่งที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ คือ  วิธีสอนแบบ PSI (Personalized System of Instruction) เป็นวิธีสอนที่นำเอาหลักการเรียนเพื่อรอบรู้ และทฤษฎีเสริมแรงมาใช้เป็นหลักในการสอน ซึ่งการสอนแบบนี้ น่าจะเป็นวิถีทางอันหนึ่งที่จะแก้ปัญหาการเรียนการสอน ได้อีกทางหนึ่ง วิธีสอนแบบใดจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการสอบรวม ได้สูงกว่ากันเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา

            จุดเด่นและข้อโต้แย้งบางประการเกี่ยวกับวิธีสอนของทั้งสองแบบ คือ การเรียนการสอนแบบรอบรู้เป็นเทคนิคการสอนที่จะเป็นสำหรับเนื้อหาตามลำดับขั้นจากความรู้พื้นฐานไปสู่ความรู้ในระดับสูงขึ้น โดยเนื้อหานนี้จะถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือขั้นตอน ซึ่งเนื้อหาอาจครอบคลุมในหนึ่งสัปดาห์หรือหลายสัปดาห์ เมื่อนักเรียนเรียนจบหน่วยจะได้รับการทดสอบย่อย ถ้านักเรียนไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ในระดับรอบรู้  (เช่น 80-95%) นักเรียนเหล่านั้นจะได้รับการจัดหาเวลา และการให้มากขึ้น จนกว่าจะสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ระดับรอบรู้จากการทดสอบซ้ำ

            ปัญหาของการเรียนแบบรองรู้จึงมีอยู่ว่า ถ้านักเรียนที่เรียนช้าได้รับการสอนพิเศษเพิ่มเติมโดยใช้เวลามากขึ้นแล้ว ครูผู้สอนก็จะต้องละเลยนักเรียนที่เรียนเร็ว เพราะต้องอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับนักเรียนเรียนช้า ทั้งนี้เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความรู้ที่ทัดเทียมกันเมื่อเป็นเช่นนี้การเรียนในระบบชั้นเรียนเป็นกลุ่มจะมีผลทำให้เด็กเรียนเร็วถูกดึงให้รอคอยเด็กที่เรียนช้า เพื่อให้ถึงระดับรอบรู้ แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อพิจารณาถึงการเรียนรู้แบบเน้นความแตกต่างของบุคคลก็จะพบปัญหาว่านักเรียนแต่ละคนก็จะได้รับความก้าวหน้าในการเรียนรู้ด้วยอัตราของตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ของเด็กแต่ละคนจะไม่เท่ากันเด็กที่เรียนเร็วอาจจะเรียนสมการพีชคณิต จบระดับชั้น ป.6 ในขณะที่เด็กเรียนช้าอาจจะเรียนจบเพียงวิธีหารแบบธรรมดาเท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ไม่เท่ากัน

            เนื่องจากวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ (Mastery learning)  มุ่งส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ทัดเทียมกัน นั่นคือส่งเสริมเด็กอ่อนให้พัฒนาความสามารถได้เท่าเทียมกับเด็กเก่ง แต่วิธีการของการเรียนแบบ PSI จะส่งเสริมให้เด็กเรียนไปตามระดับความสามารถของตนเองซึ่งจะเป็นการส่งเสริมเด็กเก่งให้ก้าวหน้าต่อไป โดยไม่ต้องรอคอยเด็กอ่อน ผู้วิจัยเห็นว่าการสอนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI น่าจะเป็นวีการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนช่วยพัฒนาความสามารถของนักเรียนที่เรียนอ่อน และส่งเสริมนักเรียนทีเรียนเก่งอยู่แล้วให้มีความสามารถสูงขึ้นอีก จึงได้ดำเนินการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอน 3 วิธี คือ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI ดังกล่าว

 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 3 กลุ่ม ที่ได้รับการสอนแตกต่างกัน 3 วิธี คือ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI

2.  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนแตกต่างกัน 3 วิธี

3.  เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้แบะวิธีสอนแบบ PSI

4.  เพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือการสอน

 สมมติฐานของการวิจัย

1.   นักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบ PSI จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และสูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติ

2.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติ

3.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้จะมีเจตคติที่ดีต่อวิธีสอน คือ ไม่ต่ำกว่า 3 จากมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง
           
4.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI จะมีเจตคติที่ดีต่อวิธีสอน คือ ไม่ต่ำกว่า 3 จากมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง

5.    เครื่องมือการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80-80

 ขอบเขตของการวิจัย

            การวิจัยนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะดังนี้

1.    ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีสอนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI

2.    ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เจตคติต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และเจตคติต่อวิธีสอนแบบ PSI

3.    เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ค 101 เรื่องเศษส่วน เท่านั้น

 

 การดำเนินการวิจัย

            ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยดังนี้

1)     ทดสอบพื้นความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงทั้งหมดทุกห้องเรียน ด้วยแบบทดสอบพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์

2)      แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม ตามพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้สูงกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุม สอนโดยวิธีสอนแบบปกติและเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และเป็นกลุ่มที่มีความรู้สูงกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบบรู้ และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำกลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI และเป็นกลุ่มที่มีความรู้สูงกลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำ 

การเลือกกลุ่มตัวอย่าง

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งชายและหญิง ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีการศึกษา 2530 จำนวน 183 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม มีวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างดังนี้

1.     ก่อนเริ่มการแบ่งกลุ่ม ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบพื้นความรู้ของนักเยนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งหมดทุกห้องเรียนจำนวน 215 คน เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มพื้นความรู้สูง คือ ทำคะแนนทดสอบได้มากกว่าหรือเท่ากับ 75% จำนวน 3 กลุ่ม และแบ่งเป็นกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ คือ ทำคะแนนได้น้อยกว่า หรือ–เท่ากับ 65% จำนวน 3 กลุ่ม

2.      นำคะแนนของกลุ่มพื้นความรู้สูงและกลุ่มพื้นความรู้ต่ำมาหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) และค่าความแปรปรวน

3.      นำคะแนนทดสอบพื้นฐานความรู้ของกลุ่มสูงมาทดสอบด้วยค่า F-test ปรากฏว่าทั้ง 3 กลุ่มมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4.       นำคะแนนทดสอบพื้นฐานความรู้ของกลุ่มต่ำมาทดสอบด้วย F-test ปรากฏว่าทั้ง 3 กลุ่มมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
 

เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง

            เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ วิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เศษส่วน ในหัวข้อต่อไปนี้(ไม่รวมโจทย์ปัญหาเศษส่วน)

1.     เศษส่วน

2.     การเปรียบเทียบเศษส่วน

3.     การบวก และการลบเศษส่วน

4.     การคูณและการหารเศษส่วน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

1.      การสอนปกติ เครื่องมือ ได้แก่ บันทึกการสอน

2.      การสอนแบบการเรียนรอบรู้ เครื่องมือ ได้แก่

                       2.1  แผนการสอน
                      
 2.2  แบบทดสอบย่อย แบบทดสอบย่อยมี 3 ฉบับ ดังนี้
                                  ฉบับที่ 1 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 1
                                 
ฉบับที่ 2 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 2
                                 
ฉบับที่ 3 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 3
           
3.      การสอนแบบรายบุคคล (PSI) เครื่องมือ ได้แก่
                       
3.1        ชุดการเรียน
                        
3.2        แบบทดสอบย่อย

            4.      แบบทดสอบรวม

            5.      แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

            6.      แบบวัดเจตคติต่อการสอนแบบการเรียนรอบรู้

            7.      แบบวัดเจตคติต่อการสอนแบบรายบุคคล

 

วิธีดำเนินการทดลอง

1.  ใช้แบบทดสอบวัดพื้นฐานความรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนเพื่อแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มพื้นความรู้สูง 3 กลุ่ม และกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ 3 กลุ่ม โดยกำหนดกลุ่มการทดลอง ดังนี้
               
นักเรียนกลุ่มพื้นความรู้สูง กำหนดกลุ่มการทดลองเป็นกลุ่มที่ 1 สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มที่ 3 สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มที่ 5 สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI
                 นักเรียนกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ กำหนดกลุ่มการทดลองเป็นกลุ่มที่ 2 สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มที่ 4 สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มที่ 6 สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI 
            2.     กลุ่มทดลองที่สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI จะมีอาจารย์ 2 ท่าน  ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน

3.     กลุ่มทดลองที่สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มควบคุมที่สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ เป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยดำเนินการสอนเองทั้งหมด

4.     เมื่อเริ่มการทดลอง อาจารย์ผู้สอน และอาจารย์ผู้ช่วยสอนกลุ่มทดลองจะชี้แจงวิธีการเรียนการสอนของแต่ละวิธีให้นักเรียนทราบ

5.     ในช่วงการทดลอง

                       5.1  กลุ่มทดลองที่เริ่มเรียนแบบการเรียนรอบรู้ เมื่อเรียนจบหน่วยจะมีการทดสอบย่อย ประจำหน่วย เพื่อดูผลการเรียนของนักเรียนว่ายังมีข้อบกพร่องตรงจุดใด ครูจะซ่อมเสริมจุดที่นักเยนแต่ละคนยังบกพร่องอยู่ ถ้านักเรียนคนใดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ 80% จะต้องได้รับการซ่อมเสริม จุดบกพร่องต่างๆ จนสามารถสอบผ่านเกณฑ์ 80% จึงจะได้เรียนในหน่วยต่อไป
                      
5.2   กลุ่มทดลองที่เรียนแบบ PSI เมื่อนักเรียนเรียนด้วยตัวเองจนจบหน่วยแล้ว จะได้รับการทดสอบย่อย และอาจารย์จะตรวจผลสอบและแจ้งผลการเรียนให้นักเรียนแต่ละคนทราบว่าตนผ่านเกณฑ์ 80% หรือไม่ ถ้านักเรียนคนใดไม่ผ่าน นักเรียนจะต้องแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยกลับไปศึกษาบทเรียนเพิ่มเติมมาใหม่ หรือสอบถามข้องสงสัยจากอาจารย์จนเข้าใจ เมื่อสามารถสอบผ่านเกณฑ์ แล้วจึงจะไปเรียนในหน่วยต่อไป ในการศึกษาแต่ละหน่วยนักเรียนจะต้องศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดให้ 

อภิปรายผลการดำเนินงาน

1.            การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

                        จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ PSI และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบการเรียนรอบรู้ต่างก็มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แต่นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ PSI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างจากนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบการเรียนรอบรู้ อย่างไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า วิธีการสอนแบบ PSI จะให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้อย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยนของผลสัมฤทธิ์ พบว่า สำหรับกลุ่มพื้นฐานความรู้สูง ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบบ PSI = 89.02  ค่าความแปรปรวน = 39.97  ซึ่งค่าเฉลี่ยของผมสัมฤทธิ์มีค่าใกล้เคียงกันมาก แต่เมื่อพิจารณาจากลุ่มพื้นความรู้ต่ำ จะพบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบบ PSI = 68.90  ค่าความแปรปรวน = 156.44  ส่วนค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบการเรียนรอบรู้ = 75.97  ค่าความแปรปรวน = 112.21 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์สูงกว่า และมีความแปรปรวนต่ำกว่า วิธีสอนแบบ PSI ซึ่งแสดงว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้เป็นวิธีสอนที่เหมาะสมที่จะใช้เพื่อลดความแตกต่างของนักเรียนในกลุ่มมากกว่าวิธีสอนแบบ PSI  ซึ่งหากพิจารณาวิธีการที่ใช้กับการเรียนทั้ง 2 แบบ ซึ่งใช้หลักการเรียนเพื่อรอบรู้เหมือนกัน คือ มีการทดสอบประจำหน่วย มีการซ่อมเสริม และการทดสอบซ้ำจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่การสอนแบบการเรียนรอบรู้ เป็นวิธีสอนที่มีครูเป็นผู้อธิบายเนื้อหา เป็นวิธีสอนที่ครูและนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าวิธีสอนแบบ PSI  ซึ่งวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านบทเรียนด้วยตนเอง ทำแบบฝึกหัดและตรวจแบบฝึกหัดด้วยตนเอง เว้นเสียแต่ว่าเมื่อนักเรียนมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือหรือเมื่อนักเรียนสอบประจำหน่วยแล้วไม่ผ่าน  ครูจึงยื่นมือซ่อมเสริมเพื่อเพิ่มเติมให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ยังต้องการการดูแลและต้องการความช่วยเหลือจากครูเป็นอย่างมาก

2.            เกี่ยวกับเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

จากการเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนการทดลอง พบว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบการเรียนรอบรู้ กลุ่มที่เรียนแบบ PSI และกลุ่มแบบปกติมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ และเมื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ภายหลังการทดลองก็ยังพบว่า เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ยังคงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เจตคติภายหลังการทดลองยังคงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญเนื่องมาจากระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองประมาณ 4 สัปดาห์ ยังไม่นานพอที่จะทำให้เจตคติของแต่ละกลุ่มแตกต่างไปจากเดิมมากจนทำให้เกิดความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หรืออีกประการหนึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงไปคนละทิศทาง

3.             เกี่ยวกับเจตคติต่อการสอน

สำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบการเรียนรอบรู้ มีเจตคติอยู่ในเกณฑ์ดีต่อการสอน กล่าวคือ นักเรียกลุ่มสูงมีค่าเฉลี่ยรายข้องของเจตคติต่อการสอนเท่ากับ 4.038 ส่วนกลุ่มต่ำมีค่าเฉลี่ยรายข้องของเจตคติต่อการสอนเท่ากับ 4.163  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 3 ของมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง ส่วนกลุ่มที่เรียนแบบ PSI ก็มีเจตคติค่อนข้างดีต่อวิธีสอนกล่าวคือ กลุ่มสูงมีค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนเท่ากับ 3.604  ส่วนกลุ่มต่ำมีค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนเท่ากับ 3.2939  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 3 ของมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่องจากตัวเลขของค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนดังกล่าวแล้ว ชี้ให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบการเรียนรอบรู้มีเจตคติวิธีสอนสูงกว่าวิธีสอนแบบ PSI ซึ่งเมื่อพิจารณาวิธีสอนทั้ง 2 วิธี จะเห็นได้ว่า วิธีสอนทั้งสองแตกต่างกันอยู่ตรงที่วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ครูเป็นผู้ดำเนินการสอน และมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนโดยตลอด ส่วนวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องศึกษาบทเรียนด้วยตนเอง ทำและตรวจแบบฝึกหัดด้วยตนเอง ครูจะเข้าช่วยเหลือเป็นครั้งคราว เช่น เมื่อนักเรียนมีปัญหาสงสัยข้อที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ หรือครูจะช่วยเหลือเมื่อนักเรียนจะต้องได้รับการซ่อมเสริม จึงเห็นได้ว่าวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องรับผิดชอบต่อตนเองมาก ช่วยเหลือตนเองมากกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ความลำบากในการ จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจตคติต่อวิธีสอนแบบ PSI ไม่สูงกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้

4.             เกี่ยวกับประสิทธิภาพการสอน

จากการศึกษาพบว่า วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีประสิทธิภาพกว่าการเรียนแบบ PSI จากบทเรียนที่สร้างขึ้น เพราะจากการหาร้อยละของผู้ที่ผ่านเกณฑ์ 80% ของการสอบย่อยแต่ละครั้ง (3 ครั้ง) พบว่า การสอนแบบรอบรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80-80  เพียงหน่วยที่ 1 และหน่วยที่ 2 เท่านั้น ส่วนหน่วยที่ 3 มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 80-80 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ สามารถอธิบายได้ว่า วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ถึงแม้ว่าจะแบ่งย่อยเนื้อหา และดำเนินการฝึกเช่นเดียวกับวิธีสอนแบบ PSI ก็ตาม แต่วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีครูเป็นผู้สอนและมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนตลอดเวลา ทำให้นักเรียนเข้าใจได้อย่างถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว แต่วิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อหา โดยการอ่านจากบทเรียนที่แจกให้ ทำแบบฝึกหัดและตรวจแบบฝึกหัดเอง เมื่อเนื้อหายากมากขึ้น การทำความเข้าใจด้วยตนเองจึงยิ่งกระทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีพื้นความรู้ต่ำซึ่งมีปัญหาการอ่าน และการทำความเข้าใจโดยทั่วไปอยู่แล้ว ยิ่งเป็นวิชาคณิตศาสตร์จึงยิ่งมีปัญหามากขึ้นอีก ดังนั้น เมื่อถึงหน่วยที่ 3 ซึ่งเนื้อหาเริ่มยากมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้นักเรียนไม่สามารถทำข้อทดสอบประจำหน่วยที่ 3 ในการทดสอบครั้งแรก ก่อนที่จะทำการซ่อมเสริมได้ถึงเกณฑ์ 80-80 ที่ตั้งไว้ ข้อเสนอแนะ

1.         ในการจัดการเรียนการสอน จากข้อวิจัยต่างๆ ยืนยันว่าแม้ครูจะจัดการเรียนการสอนสองกลุ่มโดยใช้การสอนที่เหมือนกันแต่กลุ่มหนึ่งมีการทดสอบย่อย และการสอนซ่อมเสริม กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีการสอบย่อย หรือมีการสอบย่อยก็ตาม แต่ไม่มีการสอนซ่อมเสริม ก็จะทำให้กลุ่มที่มีการสอบย่อยและมีการสอนซ่อมเสริมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีการสอบย่อย หรือมีการสอบย่อยแต่ไม่มีการสอนซ่อมเสริม สิ่งนี้เป็นข้อยืนยันว่าหากครูให้การดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการสอบย่อย มีการป้อนข้อมูลย้อนกลับในเรื่องผลการสอบ และมีการสอนซ่อมเสริม ก็จะเป็นการช่วยให้นักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนพัฒนาตนเองให้มีผลการเรียนดีขึ้น  จึงขอเสนอแนะว่าหาครูอุทิศเวลาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพื่อมีการสอบย่อย และการซ่อมเสริมก็จะเป็นการช่วยนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนได้ทางหนึ่งแล้ว

2.           ในการจัดการเรียนการสอนบรรยากาศการเรียน และกลยุทธการสอน เทคนิคการอธิบายต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนด้วยความเข้าใจได้ หากครูคำนึงถึงพัฒนาการความคิดของเด็ก การสอนที่คำนึงถึงความยากง่ายของเนื้อหามีการปูพื้นฐานความรู้ของนักเรียน และสอนไปตามลำดับจากง่ายไปยากจากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ก็จะทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสอบประจำหน่วยตกน้อยลงมาก ซึ่งก็จะเป็นการลดงานของครูลงไปได้มาก ในเรื่องของการสอนซ่อมเสริม ซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งผู้เรียนและผู้สอนด้วย

3.   ครูควรเริ่มต้นด้วยการปูพื้นความรู้จากรูปธรรม อันจะนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นนามธรรม มิใช่เริ่มต้นการสอนด้วยการให้ความรู้ชั้นนามธรรมเลย เช่น ก่อนที่ครูจะสอนหรือบอกให้นักเรียนทราบว่า การคูณเศษส่วนคือการเอาเศษคูณเศษ และเอาส่วนคูณส่วน ครูก็ควรจะเริ่มต้นจากรูปธรรมของแผนภาพที่จะนำไปสู่ขั้นสรุปดังกล่าว  และถ้าครูสามารถชี้นำให้นักเรียนสามารถสรุปกฎเกณฑ์ด้วยตัวนักเรียนเอง จะเป็นการดีที่สุด เพราะเป็นการเรียนด้วยความเข้าใจ มากกว่าการเรียนด้วยการท่องจำ หรือเรียนด้วยการบอกที่ครูนิยมใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่

4.    หากครูต้องการจะนำวิธีสอนแบบ PSI ไปใช้ควรใช้กับกลุ่มเด็กเก่ง มากกว่ากลุ่มเด็กอ่อน และหากจะใช้กับกลุ่มเด็กอ่อนครูควรกำหนดการทำงานของแต่ละหน่วยให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลาเท่าใด นักเรียนจะต้องศึกษาให้เสร็จภายในเวลาเมื่อใด เช่น มอบหมายงานให้ทำเป็นรายชั่วโมงตามชั่วโมงการสอน หากนักเรียนไม่สามารถทำเสร็จในเวลาชั่วโมงสอนจะต้องใช้เวลานอกเหนือจากเวลาเรียนทำงานที่ได้รับมอบหมายนั้นให้เสร็จสิ้นก่อนถึงชั่วโมงเรียนในครั้งต่อไป และแต่ละหน่วยอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ และจัดสอบประจำหน่วยตามกำหนดเวลา หากนักเรียนไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ครูจะได้ดำเนินการซ่อมเสริม ซึ่งถ้าใช้เวลานอกเหนือเวลาเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนหน่วยต่อๆ  ไปในเวลาที่กำหนดต่อไปได้ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสดูแลนักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น กว่าการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำบทเรียนไปศึกษาที่ใดๆ เวลาใดๆ ก็ได้ หรือการเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบประจำหน่วยเมื่อพร้อมที่จะสอบ ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งมากกว่าเป็นการส่งเสริมความกระตือรือร้น สำหรับเฉลยแบบฝึกหัดที่ครูแจกให้กับผู้เรียนก็เช่นกัน หากครูแจกให้นักเรียนไปพร้อมๆ กับบทเรียนจะพบว่านักเรียนบางคน ดูเฉลยก่อนที่จะพยายามทำด้วยตนเองซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเรียนการสอน ดังนั้น ครูจึงควรใช้วิธีให้นักเรียนศึกษาบทเรียนและทำแบบฝึกหัดให้เสร็จในแต่ละชุดย่อยๆ แล้วจึงมารับแบบเฉลยจากครูไปตรวจ และแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง แล้วนำมาคืนครูก่อนที่จะรับบทเรียนชุดต่อไป

5.    ในการสอนแบบการเรียนรอบรู้ก็เช่นกัน ในเรื่องของการซ่อมเสริมนักเรียน ที่ไม่ผ่านเกณฑ์หากมีนักเรียนสอบไม่ผ่านเกณฑ์ไม่มากนักในแต่ละห้อง ครูควรใช้เวลาอื่นๆ นอกเหนือจากเวลาเรียนในการซ่อมเสริมเด็กเหล่านั้น และถ้าเป็นไปได้ควรจัดการซ่อมเสริมและดำเนินการสอบใหม่จนนักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์ก่อนที่จะถึงชั่วโมงเรียนต่อไป ซึ่งจะทำให้นักเรียนทั้งหมดสามารถดำเนินการเรียนเมื่อถึงชั่วโมงเรียนในครั้งต่อไปได้พร้อมๆ กัน

6.     ในการใช้วิธีการสอนแบบ PSI  ครูควรเลือกเนื้อหาให้เหมาะสมที่นักเรียนระดับนั้นๆ จะสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ เพราะเนื้อหาบางเนื้อเรื่องก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับวิธีการสอนแบบ PSI  และการใช้วิธีการสอนแบบ PSI  ก็ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะจะทำให้เด็กเรียนอ่อนเกิดจากความเบื่อหน่ายได้ และยังจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเด็กอ่อนและเด็กเก่งมากขึ้นด้วย ฉะนั้นควรใช้วิธีสอนแบบ PSI เป็นครั้งคราว สลับกับการสอนแบบอื่นๆ

            7.     การนำวิธีการสอนแบบ PSI ไปใช้กับวิชาอื่นๆ หรือในระดับชั้นอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้ควรทำการวิจัยเปรียบเทียบกับวิธีสอนแบบอื่นๆ ดูด้วยว่าวิธีสอนแบบใดมีประสิทธิภาพสูงกว่ากัน  

เอกสารแนะนำ

บุญเรียง  ขจรศิลป์.  เอกสารคำสอนวิชา กศ.593 การวางแผนวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร :  ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์        
            มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์,  2525.

พรรณี  ช.  เจนจิต. จิตวิทยาการเรียนการสอน.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์การพิมพ์,  2528.

ยุพิน  พิพิธกุล.  การเรียนการสอนคณิตศาสตร์.  ม.ป.ท.,  2523. วิชาการ,  กรม  คำอธิบายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียน

            ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 พ.ศ.2529.  กรุงเทพมหานคร:  กรมวิชาการ,  2529.

ไวรัส  เจียมบรรจง.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด,  2524.

สงวน  สุทธิเลิศอรุณ  และคณะ.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  ชัยศิริการพิมพ์,            2524.

สุชา  จันทร์เอม  และสุรางค์  จันทร์เอม.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,  2520.

สถิต  นิยมญาติ.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,  2524.

สำเริง  บุญเรืองรัตน์.  โปรแกรมการเรียนการสอน:  การเขียนโปรแกรมเบื้องต้นสำหรับคอมพิวเตอร์.  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
            ประสานมิตร, 2521.

อเนกกุล  กรีแสง.  จิตวิทยาการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร:  โรงพิมพ์พิฆเณศ,  2522.

จันทร์เพ็ญ  เชื้อพานิช.  “ประเมินผลระบบการสอนแบบ Keller Plan.  วารสารครุศาสตร์ 6 (3)  (กันยายน-ตุลาคม 2519):  46-51.

รุจิร์  ภูสาระ.  “รูปแบบการเรียนการสอนแบบรอบรู้”.  วารสารวิจัยทางสัมคมศาสตร์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (ตุบาคม 2529):  35-44. 

                                

               

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 491 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • sss29416
  • sss29349