การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

         บทความวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับ
     การสอน
3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบ
        การเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ
PSI
 
      
            โดยนายธวัชชัย  ลาภไธสง5224441809  
              รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา TL 744
        (การเขียนเอกสารวิชาการ)ในหลักสูตรปริญญาโท
        สาขาวิชา นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
  
ภาคการศึกษาที่ 1   ปีการศึกษา  2553จังหวัด ขอนแก่น

                                      คำนำ 

          บทความวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอน 3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI  ฉบับนี้จัดทำเพื่อประกอบการเรียน ในรายวิชา วิชา TL 744 (การเขียนเอกสารวิชาการ) หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชา นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้

            ผู้จัดทำขอขอบคุณ นายนพพร  แหยมแสง  ภาควิชาหลักสูตรและการสอน     คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นผู้ทำการวิจัย และ ขอขอบคุณ         ผศ.ดร.มาลินี บุณยรัตพันธ์ และครู-อาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิประสาทความรู้ให้แก่ข้าพเจ้า ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

  

                           ธวัชชัย  ลาภไธสง

                              5224441809


 

                                                                                 สารบัญ
    
 เรื่อง                                                                                                                                          หน้า 

บทคัดย่อ     ……………………………………………………………….                                                                       1           

ผลการวิจัย ……………………………………………………………..                                                                           2

บทนำ …………………………………………………………………..                                                                           2

วัตถุประสงค์ของการวิจัย  ……………………………………………...                                                                        4

สมมติฐานของการวิจัย  …………………………………………………                                                                        4

ขอบเขตของการวิจัย  …………………………………………………...                                                                       5

การดำเนินการวิจัย  ……………………………………………………..                                                                        5

อภิปรายผลการดำเนินงาน  ……………………………………………..                                                                       8

ข้อเสนอแนะ  …………………………………………………………...                                                                        11

เอกสารแนะนำ  …………………………………………………………                                                                         13

   บทความวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้    
                            รับการสอน
3 วิธี : วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI
 
 

                            ผู้วิจัย  นายนพพร  แหยมแสง  ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

 บทคัดย่อ             การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอน 3 วิธีในเรื่อง “เศษส่วน” 

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีการศึกษา  2530 จำนวน 183 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมหนึ่งกลุ่ม ได้รับวิธีสอนแบบปกติ และกลุ่มทดลองสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับวิธีสอนแบบ PSI เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ( 1-way ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวน 2 ทาง (2-way ANOVA) , t-test ,t-pair และค่าเฉลี่ยเลขคณิต

ผลการวิจัยพบว่า

(1)  นักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบการเรียนรอบรู้ และนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05

(2)  ทั้งนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และนักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI ต่างก็มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บทนำ

            ระเบียบการวัดผลในปัจจุบันมุ่งเน้นให้นักเรียนบรรลุพฤติกรรมตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนจึงต้องพยายามที่จะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ โดยถือว่านักเรียนที่สามารถสอบผ่านเกณฑ์ที่ครูตั้งไว้นั้นได้รอบรู้แล้ว ความสำคัญของปัญหาอยู่ที่ว่า จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้เด็กเรียนอ่อนสามารถรอบรู้ในเนื้อหานั้นๆ ได้จริง

            แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการได้แก้ปัญหาไปบ้างแล้ว คือ “... ให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนถัดไป... ถ้าสอบแก้ตัว 2  ครั้งแล้วยังได้ระดับผลการเรียน “0” อีก ให้ปฏิบัติดังนี้ ถ้าเป็นรายวิชาบังคับ ภาษาไทยและสังคมศึกษาให้เรียนซ้ำ ถ้าเป็นรายวิชาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาที่จะให้เรียนซ้ำ หรือเปลี่ยนรายวิชาใหม่ (เฉพาะรายวิชาเลือก) หรือไม่ต้องสอบแก้ตัวอีกแล้วแต่กรณี” (กระทรวงศึกษาธิการ 2529 : 32-33)

            อย่างไรก็ดี ครูในฐานะผู้ปฏิบัติยังพบปัญหาอย่างบ้างในเรื่องการสอนซ่อมเสริมการแก้ปัญหาเด็กตก ฯลฯ เป็นต้น วิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาของครูได้คือ การปรับปรุงการเรียนการสอน ซึ่งเรื่องนี้ รุจิร์ ภู่สาระ ได้เสนอแนะว่า “การจัดการเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการศึกษา นับเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพิจาณาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอื่นๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจัดในระดับห้องเรียน โรงเรียน จังหวัด หรือในระดับประเทศก็ตาม ดังนั้นการแสวงหารูปแบบของการจัดการเรียนการสอน จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาค้นคว้าทดลองกระทำกัน การเรียนแบบรอบรู้ ก็เป็นรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนที่นืยมนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960” (รุจิร์ ภู่สาระ 2529 : 35)

            ในการดำเนินการสอนแบบรอบรู้นั้น รุจิร์ ภู่สาระ ได้เสนอวิธีการดำนินการสอนเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียม และขั้นลงมือสอน

            วิธีสอนอีกแบบหนึ่งที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ คือ  วิธีสอนแบบ PSI (Personalized System of Instruction) เป็นวิธีสอนที่นำเอาหลักการเรียนเพื่อรอบรู้ และทฤษฎีเสริมแรงมาใช้เป็นหลักในการสอน ซึ่งการสอนแบบนี้ น่าจะเป็นวิถีทางอันหนึ่งที่จะแก้ปัญหาการเรียนการสอน ได้อีกทางหนึ่ง วิธีสอนแบบใดจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการสอบรวม ได้สูงกว่ากันเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา

            จุดเด่นและข้อโต้แย้งบางประการเกี่ยวกับวิธีสอนของทั้งสองแบบ คือ การเรียนการสอนแบบรอบรู้เป็นเทคนิคการสอนที่จะเป็นสำหรับเนื้อหาตามลำดับขั้นจากความรู้พื้นฐานไปสู่ความรู้ในระดับสูงขึ้น โดยเนื้อหานนี้จะถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหรือขั้นตอน ซึ่งเนื้อหาอาจครอบคลุมในหนึ่งสัปดาห์หรือหลายสัปดาห์ เมื่อนักเรียนเรียนจบหน่วยจะได้รับการทดสอบย่อย ถ้านักเรียนไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ในระดับรอบรู้  (เช่น 80-95%) นักเรียนเหล่านั้นจะได้รับการจัดหาเวลา และการให้มากขึ้น จนกว่าจะสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ระดับรอบรู้จากการทดสอบซ้ำ

            ปัญหาของการเรียนแบบรองรู้จึงมีอยู่ว่า ถ้านักเรียนที่เรียนช้าได้รับการสอนพิเศษเพิ่มเติมโดยใช้เวลามากขึ้นแล้ว ครูผู้สอนก็จะต้องละเลยนักเรียนที่เรียนเร็ว เพราะต้องอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับนักเรียนเรียนช้า ทั้งนี้เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความรู้ที่ทัดเทียมกันเมื่อเป็นเช่นนี้การเรียนในระบบชั้นเรียนเป็นกลุ่มจะมีผลทำให้เด็กเรียนเร็วถูกดึงให้รอคอยเด็กที่เรียนช้า เพื่อให้ถึงระดับรอบรู้ แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อพิจารณาถึงการเรียนรู้แบบเน้นความแตกต่างของบุคคลก็จะพบปัญหาว่านักเรียนแต่ละคนก็จะได้รับความก้าวหน้าในการเรียนรู้ด้วยอัตราของตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ของเด็กแต่ละคนจะไม่เท่ากันเด็กที่เรียนเร็วอาจจะเรียนสมการพีชคณิต จบระดับชั้น ป.6 ในขณะที่เด็กเรียนช้าอาจจะเรียนจบเพียงวิธีหารแบบธรรมดาเท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ไม่เท่ากัน

            เนื่องจากวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ (Mastery learning)  มุ่งส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ทัดเทียมกัน นั่นคือส่งเสริมเด็กอ่อนให้พัฒนาความสามารถได้เท่าเทียมกับเด็กเก่ง แต่วิธีการของการเรียนแบบ PSI จะส่งเสริมให้เด็กเรียนไปตามระดับความสามารถของตนเองซึ่งจะเป็นการส่งเสริมเด็กเก่งให้ก้าวหน้าต่อไป โดยไม่ต้องรอคอยเด็กอ่อน ผู้วิจัยเห็นว่าการสอนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI น่าจะเป็นวีการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนช่วยพัฒนาความสามารถของนักเรียนที่เรียนอ่อน และส่งเสริมนักเรียนทีเรียนเก่งอยู่แล้วให้มีความสามารถสูงขึ้นอีก จึงได้ดำเนินการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอน 3 วิธี คือ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีการสอนแบบ PSI ดังกล่าว

 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 3 กลุ่ม ที่ได้รับการสอนแตกต่างกัน 3 วิธี คือ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI

2.  เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนแตกต่างกัน 3 วิธี

3.  เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้แบะวิธีสอนแบบ PSI

4.  เพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือการสอน

 สมมติฐานของการวิจัย

1.   นักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบ PSI จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และสูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติ

2.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบปกติ

3.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้จะมีเจตคติที่ดีต่อวิธีสอน คือ ไม่ต่ำกว่า 3 จากมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง
           
4.   นักเรียนที่ได้รับวิธีสอนแบบ PSI จะมีเจตคติที่ดีต่อวิธีสอน คือ ไม่ต่ำกว่า 3 จากมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง

5.    เครื่องมือการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80-80

 ขอบเขตของการวิจัย

            การวิจัยนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะดังนี้

1.    ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีสอนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่ วิธีสอนแบบปกติ วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และวิธีสอนแบบ PSI

2.    ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เจตคติต่อวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และเจตคติต่อวิธีสอนแบบ PSI

3.    เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ค 101 เรื่องเศษส่วน เท่านั้น

 

 การดำเนินการวิจัย

            ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยดังนี้

1)     ทดสอบพื้นความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงทั้งหมดทุกห้องเรียน ด้วยแบบทดสอบพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์

2)      แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม ตามพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้สูงกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุม สอนโดยวิธีสอนแบบปกติและเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และเป็นกลุ่มที่มีความรู้สูงกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบบรู้ และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำกลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI และเป็นกลุ่มที่มีความรู้สูงกลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่มทดลอง สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI และเป็นกลุ่มที่มีพื้นความรู้ต่ำ 

การเลือกกลุ่มตัวอย่าง

            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งชายและหญิง ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีการศึกษา 2530 จำนวน 183 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม มีวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างดังนี้

1.     ก่อนเริ่มการแบ่งกลุ่ม ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบพื้นความรู้ของนักเยนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งหมดทุกห้องเรียนจำนวน 215 คน เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มพื้นความรู้สูง คือ ทำคะแนนทดสอบได้มากกว่าหรือเท่ากับ 75% จำนวน 3 กลุ่ม และแบ่งเป็นกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ คือ ทำคะแนนได้น้อยกว่า หรือ–เท่ากับ 65% จำนวน 3 กลุ่ม

2.      นำคะแนนของกลุ่มพื้นความรู้สูงและกลุ่มพื้นความรู้ต่ำมาหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) และค่าความแปรปรวน

3.      นำคะแนนทดสอบพื้นฐานความรู้ของกลุ่มสูงมาทดสอบด้วยค่า F-test ปรากฏว่าทั้ง 3 กลุ่มมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4.       นำคะแนนทดสอบพื้นฐานความรู้ของกลุ่มต่ำมาทดสอบด้วย F-test ปรากฏว่าทั้ง 3 กลุ่มมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
 

เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง

            เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ วิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เศษส่วน ในหัวข้อต่อไปนี้(ไม่รวมโจทย์ปัญหาเศษส่วน)

1.     เศษส่วน

2.     การเปรียบเทียบเศษส่วน

3.     การบวก และการลบเศษส่วน

4.     การคูณและการหารเศษส่วน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

1.      การสอนปกติ เครื่องมือ ได้แก่ บันทึกการสอน

2.      การสอนแบบการเรียนรอบรู้ เครื่องมือ ได้แก่

                       2.1  แผนการสอน
                      
 2.2  แบบทดสอบย่อย แบบทดสอบย่อยมี 3 ฉบับ ดังนี้
                                  ฉบับที่ 1 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 1
                                 
ฉบับที่ 2 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 2
                                 
ฉบับที่ 3 ทดสอบหลังจากสอนจบหน่วยที่ 3
           
3.      การสอนแบบรายบุคคล (PSI) เครื่องมือ ได้แก่
                       
3.1        ชุดการเรียน
                        
3.2        แบบทดสอบย่อย

            4.      แบบทดสอบรวม

            5.      แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

            6.      แบบวัดเจตคติต่อการสอนแบบการเรียนรอบรู้

            7.      แบบวัดเจตคติต่อการสอนแบบรายบุคคล

 

วิธีดำเนินการทดลอง

1.  ใช้แบบทดสอบวัดพื้นฐานความรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนเพื่อแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มพื้นความรู้สูง 3 กลุ่ม และกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ 3 กลุ่ม โดยกำหนดกลุ่มการทดลอง ดังนี้
               
นักเรียนกลุ่มพื้นความรู้สูง กำหนดกลุ่มการทดลองเป็นกลุ่มที่ 1 สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มที่ 3 สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มที่ 5 สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI
                 นักเรียนกลุ่มพื้นความรู้ต่ำ กำหนดกลุ่มการทดลองเป็นกลุ่มที่ 2 สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มที่ 4 สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มที่ 6 สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI 
            2.     กลุ่มทดลองที่สอนโดยวิธีสอนแบบ PSI จะมีอาจารย์ 2 ท่าน  ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน

3.     กลุ่มทดลองที่สอนโดยวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ และกลุ่มควบคุมที่สอนโดยวิธีสอนแบบปกติ เป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยดำเนินการสอนเองทั้งหมด

4.     เมื่อเริ่มการทดลอง อาจารย์ผู้สอน และอาจารย์ผู้ช่วยสอนกลุ่มทดลองจะชี้แจงวิธีการเรียนการสอนของแต่ละวิธีให้นักเรียนทราบ

5.     ในช่วงการทดลอง

                       5.1  กลุ่มทดลองที่เริ่มเรียนแบบการเรียนรอบรู้ เมื่อเรียนจบหน่วยจะมีการทดสอบย่อย ประจำหน่วย เพื่อดูผลการเรียนของนักเรียนว่ายังมีข้อบกพร่องตรงจุดใด ครูจะซ่อมเสริมจุดที่นักเยนแต่ละคนยังบกพร่องอยู่ ถ้านักเรียนคนใดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ 80% จะต้องได้รับการซ่อมเสริม จุดบกพร่องต่างๆ จนสามารถสอบผ่านเกณฑ์ 80% จึงจะได้เรียนในหน่วยต่อไป
                      
5.2   กลุ่มทดลองที่เรียนแบบ PSI เมื่อนักเรียนเรียนด้วยตัวเองจนจบหน่วยแล้ว จะได้รับการทดสอบย่อย และอาจารย์จะตรวจผลสอบและแจ้งผลการเรียนให้นักเรียนแต่ละคนทราบว่าตนผ่านเกณฑ์ 80% หรือไม่ ถ้านักเรียนคนใดไม่ผ่าน นักเรียนจะต้องแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยกลับไปศึกษาบทเรียนเพิ่มเติมมาใหม่ หรือสอบถามข้องสงสัยจากอาจารย์จนเข้าใจ เมื่อสามารถสอบผ่านเกณฑ์ แล้วจึงจะไปเรียนในหน่วยต่อไป ในการศึกษาแต่ละหน่วยนักเรียนจะต้องศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดให้ 

อภิปรายผลการดำเนินงาน

1.            การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

                        จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ PSI และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบการเรียนรอบรู้ต่างก็มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แต่นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ PSI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างจากนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบการเรียนรอบรู้ อย่างไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า วิธีการสอนแบบ PSI จะให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้อย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยนของผลสัมฤทธิ์ พบว่า สำหรับกลุ่มพื้นฐานความรู้สูง ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบบ PSI = 89.02  ค่าความแปรปรวน = 39.97  ซึ่งค่าเฉลี่ยของผมสัมฤทธิ์มีค่าใกล้เคียงกันมาก แต่เมื่อพิจารณาจากลุ่มพื้นความรู้ต่ำ จะพบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบบ PSI = 68.90  ค่าความแปรปรวน = 156.44  ส่วนค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของวิธีสอนแบการเรียนรอบรู้ = 75.97  ค่าความแปรปรวน = 112.21 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์สูงกว่า และมีความแปรปรวนต่ำกว่า วิธีสอนแบบ PSI ซึ่งแสดงว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้เป็นวิธีสอนที่เหมาะสมที่จะใช้เพื่อลดความแตกต่างของนักเรียนในกลุ่มมากกว่าวิธีสอนแบบ PSI  ซึ่งหากพิจารณาวิธีการที่ใช้กับการเรียนทั้ง 2 แบบ ซึ่งใช้หลักการเรียนเพื่อรอบรู้เหมือนกัน คือ มีการทดสอบประจำหน่วย มีการซ่อมเสริม และการทดสอบซ้ำจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่การสอนแบบการเรียนรอบรู้ เป็นวิธีสอนที่มีครูเป็นผู้อธิบายเนื้อหา เป็นวิธีสอนที่ครูและนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าวิธีสอนแบบ PSI  ซึ่งวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านบทเรียนด้วยตนเอง ทำแบบฝึกหัดและตรวจแบบฝึกหัดด้วยตนเอง เว้นเสียแต่ว่าเมื่อนักเรียนมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือหรือเมื่อนักเรียนสอบประจำหน่วยแล้วไม่ผ่าน  ครูจึงยื่นมือซ่อมเสริมเพื่อเพิ่มเติมให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ยังต้องการการดูแลและต้องการความช่วยเหลือจากครูเป็นอย่างมาก

2.            เกี่ยวกับเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

จากการเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนการทดลอง พบว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบการเรียนรอบรู้ กลุ่มที่เรียนแบบ PSI และกลุ่มแบบปกติมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ และเมื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ภายหลังการทดลองก็ยังพบว่า เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ยังคงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เจตคติภายหลังการทดลองยังคงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญเนื่องมาจากระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองประมาณ 4 สัปดาห์ ยังไม่นานพอที่จะทำให้เจตคติของแต่ละกลุ่มแตกต่างไปจากเดิมมากจนทำให้เกิดความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หรืออีกประการหนึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงไปคนละทิศทาง

3.             เกี่ยวกับเจตคติต่อการสอน

สำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบการเรียนรอบรู้ มีเจตคติอยู่ในเกณฑ์ดีต่อการสอน กล่าวคือ นักเรียกลุ่มสูงมีค่าเฉลี่ยรายข้องของเจตคติต่อการสอนเท่ากับ 4.038 ส่วนกลุ่มต่ำมีค่าเฉลี่ยรายข้องของเจตคติต่อการสอนเท่ากับ 4.163  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 3 ของมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่อง ส่วนกลุ่มที่เรียนแบบ PSI ก็มีเจตคติค่อนข้างดีต่อวิธีสอนกล่าวคือ กลุ่มสูงมีค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนเท่ากับ 3.604  ส่วนกลุ่มต่ำมีค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนเท่ากับ 3.2939  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 3 ของมาตราลงน้ำหนัก 5 ช่องจากตัวเลขของค่าเฉลี่ยรายข้อของเจตคติต่อวิธีสอนดังกล่าวแล้ว ชี้ให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบการเรียนรอบรู้มีเจตคติวิธีสอนสูงกว่าวิธีสอนแบบ PSI ซึ่งเมื่อพิจารณาวิธีสอนทั้ง 2 วิธี จะเห็นได้ว่า วิธีสอนทั้งสองแตกต่างกันอยู่ตรงที่วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ครูเป็นผู้ดำเนินการสอน และมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนโดยตลอด ส่วนวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องศึกษาบทเรียนด้วยตนเอง ทำและตรวจแบบฝึกหัดด้วยตนเอง ครูจะเข้าช่วยเหลือเป็นครั้งคราว เช่น เมื่อนักเรียนมีปัญหาสงสัยข้อที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ หรือครูจะช่วยเหลือเมื่อนักเรียนจะต้องได้รับการซ่อมเสริม จึงเห็นได้ว่าวิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องรับผิดชอบต่อตนเองมาก ช่วยเหลือตนเองมากกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ความลำบากในการ จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจตคติต่อวิธีสอนแบบ PSI ไม่สูงกว่าวิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้

4.             เกี่ยวกับประสิทธิภาพการสอน

จากการศึกษาพบว่า วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีประสิทธิภาพกว่าการเรียนแบบ PSI จากบทเรียนที่สร้างขึ้น เพราะจากการหาร้อยละของผู้ที่ผ่านเกณฑ์ 80% ของการสอบย่อยแต่ละครั้ง (3 ครั้ง) พบว่า การสอนแบบรอบรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80-80  เพียงหน่วยที่ 1 และหน่วยที่ 2 เท่านั้น ส่วนหน่วยที่ 3 มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 80-80 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ สามารถอธิบายได้ว่า วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้ ถึงแม้ว่าจะแบ่งย่อยเนื้อหา และดำเนินการฝึกเช่นเดียวกับวิธีสอนแบบ PSI ก็ตาม แต่วิธีสอนแบบการเรียนรอบรู้มีครูเป็นผู้สอนและมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนตลอดเวลา ทำให้นักเรียนเข้าใจได้อย่างถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว แต่วิธีสอนแบบ PSI นักเรียนจะต้องพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อหา โดยการอ่านจากบทเรียนที่แจกให้ ทำแบบฝึกหัดและตรวจแบบฝึกหัดเอง เมื่อเนื้อหายากมากขึ้น การทำความเข้าใจด้วยตนเองจึงยิ่งกระทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีพื้นความรู้ต่ำซึ่งมีปัญหาการอ่าน และการทำความเข้าใจโดยทั่วไปอยู่แล้ว ยิ่งเป็นวิชาคณิตศาสตร์จึงยิ่งมีปัญหามากขึ้นอีก ดังนั้น เมื่อถึงหน่วยที่ 3 ซึ่งเนื้อหาเริ่มยากมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้นักเรียนไม่สามารถทำข้อทดสอบประจำหน่วยที่ 3 ในการทดสอบครั้งแรก ก่อนที่จะทำการซ่อมเสริมได้ถึงเกณฑ์ 80-80 ที่ตั้งไว้ ข้อเสนอแนะ

1.         ในการจัดการเรียนการสอน จากข้อวิจัยต่างๆ ยืนยันว่าแม้ครูจะจัดการเรียนการสอนสองกลุ่มโดยใช้การสอนที่เหมือนกันแต่กลุ่มหนึ่งมีการทดสอบย่อย และการสอนซ่อมเสริม กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีการสอบย่อย หรือมีการสอบย่อยก็ตาม แต่ไม่มีการสอนซ่อมเสริม ก็จะทำให้กลุ่มที่มีการสอบย่อยและมีการสอนซ่อมเสริมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีการสอบย่อย หรือมีการสอบย่อยแต่ไม่มีการสอนซ่อมเสริม สิ่งนี้เป็นข้อยืนยันว่าหากครูให้การดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการสอบย่อย มีการป้อนข้อมูลย้อนกลับในเรื่องผลการสอบ และมีการสอนซ่อมเสริม ก็จะเป็นการช่วยให้นักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนพัฒนาตนเองให้มีผลการเรียนดีขึ้น  จึงขอเสนอแนะว่าหาครูอุทิศเวลาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพื่อมีการสอบย่อย และการซ่อมเสริมก็จะเป็นการช่วยนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนได้ทางหนึ่งแล้ว

2.           ในการจัดการเรียนการสอนบรรยากาศการเรียน และกลยุทธการสอน เทคนิคการอธิบายต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนด้วยความเข้าใจได้ หากครูคำนึงถึงพัฒนาการความคิดของเด็ก การสอนที่คำนึงถึงความยากง่ายของเนื้อหามีการปูพื้นฐานความรู้ของนักเรียน และสอนไปตามลำดับจากง่ายไปยากจากรูปธรรมไปสู่นามธรรม ก็จะทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสอบประจำหน่วยตกน้อยลงมาก ซึ่งก็จะเป็นการลดงานของครูลงไปได้มาก ในเรื่องของการสอนซ่อมเสริม ซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งผู้เรียนและผู้สอนด้วย

3.   ครูควรเริ่มต้นด้วยการปูพื้นความรู้จากรูปธรรม อันจะนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นนามธรรม มิใช่เริ่มต้นการสอนด้วยการให้ความรู้ชั้นนามธรรมเลย เช่น ก่อนที่ครูจะสอนหรือบอกให้นักเรียนทราบว่า การคูณเศษส่วนคือการเอาเศษคูณเศษ และเอาส่วนคูณส่วน ครูก็ควรจะเริ่มต้นจากรูปธรรมของแผนภาพที่จะนำไปสู่ขั้นสรุปดังกล่าว  และถ้าครูสามารถชี้นำให้นักเรียนสามารถสรุปกฎเกณฑ์ด้วยตัวนักเรียนเอง จะเป็นการดีที่สุด เพราะเป็นการเรียนด้วยความเข้าใจ มากกว่าการเรียนด้วยการท่องจำ หรือเรียนด้วยการบอกที่ครูนิยมใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่

4.    หากครูต้องการจะนำวิธีสอนแบบ PSI ไปใช้ควรใช้กับกลุ่มเด็กเก่ง มากกว่ากลุ่มเด็กอ่อน และหากจะใช้กับกลุ่มเด็กอ่อนครูควรกำหนดการทำงานของแต่ละหน่วยให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลาเท่าใด นักเรียนจะต้องศึกษาให้เสร็จภายในเวลาเมื่อใด เช่น มอบหมายงานให้ทำเป็นรายชั่วโมงตามชั่วโมงการสอน หากนักเรียนไม่สามารถทำเสร็จในเวลาชั่วโมงสอนจะต้องใช้เวลานอกเหนือจากเวลาเรียนทำงานที่ได้รับมอบหมายนั้นให้เสร็จสิ้นก่อนถึงชั่วโมงเรียนในครั้งต่อไป และแต่ละหน่วยอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ และจัดสอบประจำหน่วยตามกำหนดเวลา หากนักเรียนไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ครูจะได้ดำเนินการซ่อมเสริม ซึ่งถ้าใช้เวลานอกเหนือเวลาเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนหน่วยต่อๆ  ไปในเวลาที่กำหนดต่อไปได้ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสดูแลนักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น กว่าการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำบทเรียนไปศึกษาที่ใดๆ เวลาใดๆ ก็ได้ หรือการเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบประจำหน่วยเมื่อพร้อมที่จะสอบ ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งมากกว่าเป็นการส่งเสริมความกระตือรือร้น สำหรับเฉลยแบบฝึกหัดที่ครูแจกให้กับผู้เรียนก็เช่นกัน หากครูแจกให้นักเรียนไปพร้อมๆ กับบทเรียนจะพบว่านักเรียนบางคน ดูเฉลยก่อนที่จะพยายามทำด้วยตนเองซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเรียนการสอน ดังนั้น ครูจึงควรใช้วิธีให้นักเรียนศึกษาบทเรียนและทำแบบฝึกหัดให้เสร็จในแต่ละชุดย่อยๆ แล้วจึงมารับแบบเฉลยจากครูไปตรวจ และแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง แล้วนำมาคืนครูก่อนที่จะรับบทเรียนชุดต่อไป

5.    ในการสอนแบบการเรียนรอบรู้ก็เช่นกัน ในเรื่องของการซ่อมเสริมนักเรียน ที่ไม่ผ่านเกณฑ์หากมีนักเรียนสอบไม่ผ่านเกณฑ์ไม่มากนักในแต่ละห้อง ครูควรใช้เวลาอื่นๆ นอกเหนือจากเวลาเรียนในการซ่อมเสริมเด็กเหล่านั้น และถ้าเป็นไปได้ควรจัดการซ่อมเสริมและดำเนินการสอบใหม่จนนักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์ก่อนที่จะถึงชั่วโมงเรียนต่อไป ซึ่งจะทำให้นักเรียนทั้งหมดสามารถดำเนินการเรียนเมื่อถึงชั่วโมงเรียนในครั้งต่อไปได้พร้อมๆ กัน

6.     ในการใช้วิธีการสอนแบบ PSI  ครูควรเลือกเนื้อหาให้เหมาะสมที่นักเรียนระดับนั้นๆ จะสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ เพราะเนื้อหาบางเนื้อเรื่องก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับวิธีการสอนแบบ PSI  และการใช้วิธีการสอนแบบ PSI  ก็ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะจะทำให้เด็กเรียนอ่อนเกิดจากความเบื่อหน่ายได้ และยังจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเด็กอ่อนและเด็กเก่งมากขึ้นด้วย ฉะนั้นควรใช้วิธีสอนแบบ PSI เป็นครั้งคราว สลับกับการสอนแบบอื่นๆ

            7.     การนำวิธีการสอนแบบ PSI ไปใช้กับวิชาอื่นๆ หรือในระดับชั้นอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้ควรทำการวิจัยเปรียบเทียบกับวิธีสอนแบบอื่นๆ ดูด้วยว่าวิธีสอนแบบใดมีประสิทธิภาพสูงกว่ากัน  

เอกสารแนะนำ

บุญเรียง  ขจรศิลป์.  เอกสารคำสอนวิชา กศ.593 การวางแผนวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร :  ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์        
            มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์,  2525.

พรรณี  ช.  เจนจิต. จิตวิทยาการเรียนการสอน.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์การพิมพ์,  2528.

ยุพิน  พิพิธกุล.  การเรียนการสอนคณิตศาสตร์.  ม.ป.ท.,  2523. วิชาการ,  กรม  คำอธิบายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียน

            ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 พ.ศ.2529.  กรุงเทพมหานคร:  กรมวิชาการ,  2529.

ไวรัส  เจียมบรรจง.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด,  2524.

สงวน  สุทธิเลิศอรุณ  และคณะ.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  ชัยศิริการพิมพ์,            2524.

สุชา  จันทร์เอม  และสุรางค์  จันทร์เอม.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,  2520.

สถิต  นิยมญาติ.  จิตวิทยาสังคม.  กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,  2524.

สำเริง  บุญเรืองรัตน์.  โปรแกรมการเรียนการสอน:  การเขียนโปรแกรมเบื้องต้นสำหรับคอมพิวเตอร์.  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
            ประสานมิตร, 2521.

อเนกกุล  กรีแสง.  จิตวิทยาการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร:  โรงพิมพ์พิฆเณศ,  2522.

จันทร์เพ็ญ  เชื้อพานิช.  “ประเมินผลระบบการสอนแบบ Keller Plan.  วารสารครุศาสตร์ 6 (3)  (กันยายน-ตุลาคม 2519):  46-51.

รุจิร์  ภูสาระ.  “รูปแบบการเรียนการสอนแบบรอบรู้”.  วารสารวิจัยทางสัมคมศาสตร์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (ตุบาคม 2529):  35-44. 

                                

               

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 460 คน กำลังออนไลน์