บทความการวิจัย

รูปภาพของ pakapong2055

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6
ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์A comparative studyof learning achievement in English topic tense Prathom suksa 6 taught withelectronic slides and taught with traditional methods.                                                                   บทคัดย่อ                                การวิจัยครั้งนี้เน้นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimentalresearch) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษอังกฤษ เรื่องTense ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ กับการเรียนปกติและศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ของโรงเรียนซอยแอนเนกซ์กรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simplerandom sampling) โดยสุ่มนักเรียนจำนวน 2ห้องเรียนจากจำนวน 4 ห้องเรียน เป็นกลุ่มทดลองเพียง1ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียนกลุ่มละ 39 คนรวมเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 78คนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ กับกลุ่มควบคุมจากการเรียนแบบปกติ
                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้แก่ สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.73ดำเนินการทดลองโดยให้กลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนแบบปกติกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบทดสอบก่อนเรียนแล้วจึงให้เรียนเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษเมื่อเรียนจบแล้วให้นักเรียนทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และให้กลุ่มทดลองทำแบบวัดเจตคติแล้วจึงนำผลการทดสอบไปวิเคราะห์                ผลการวิจัยพบว่าสไลด์อิเล็กทรอนิกส์  วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Tense  ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.0/88.1ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์กับนักเรียนที่เรียนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 กลุ่มทดลองคือ นักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.80 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 31.66  กลุ่มควบคุมคือนักเรียนที่เรียนแบบปกติมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.30 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 29.07และเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับที่ค่าเฉลี่ย 4.2
                                                                            AbstractTheobjective of this research were to produce an electronic slides title of tensean evaluate the efficiency based on 80/80 statistical level. To comparelearning achievement and retention taught with electronic slides and taughtwith traditional methods. To study attitudes of students to taught withelectronic slides of English topic tense. The samples were 78 of Prathom suksa6 student of soiannex school Bangkok in the 2 semester of the 2003 school year.Selected by simple random sampling. Samples were divided to 2 group of, theexperimental group and the controlled group.                The experimental group hadlearned teacher taught with electronic slides. An electronic slides title oftense. Achievement test with reliability of 0.73 .The experiment proceeded withthe experimental group was taught with electronic slides, and the control groupwas taught traditional methods.                Theresults were as follow: The efficiency electronic slides title of tens of89.0/88.1 . The student’s learning achievement after studying with electronicslides and taught with traditional methods was different at level of .05. Theexperimental group was taught with electronic slides  X = 17.80 S.D.=31.66 and the control groupwas taught traditional methods X=13.30 S.D.=29.07. The attitudes of students totaught with electronic slides English topic tense were highly satisfied withis. Mean is 4.2. บทนำ                ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารมี 2ประเภท คือ วจนภาษา ซึ่งเป็นถ้อยคำมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน กับ อวจนภาษาซึ่งเป็นภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น ภาษาท่าทาง สัญลักษณ์ รูปภาพ ฯลฯ ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อที่จะให้มนุษย์เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันทุกประเทศในโลกล้วนมีภาษาเป็นของต้นเองเช่นเดียวกับประเทศไทยเป็นภาษาประจำชาติปัจจุบันนี้โลกเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมสารสนเทศหรือยุคโลกาภิวัฒน์ การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทั่วโลกประชาชนประเทศต่างๆในโลกจึงต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศอื่นๆเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันนอกจากภาษาประจำชาติแล้วยังมีภาษาอื่นอีกหลายภาษาที่มีความจำเป็นด้านการสื่อสารและภาษาอังกฤษเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช่กันอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษากลางในการสื่อสารเนื่องจากมีอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากหลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียอินเดีย มลายู สิงคโปร์ พม่า ปีนัง ฮ่องกงฯลฯ จึงทำให้ประเทศต่างๆเหล่านั้นใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษต่างประเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกต่อมาภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากประเทศไทยมีการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษและได้ยอมรับความสำคัญของภาษาอังกฤษโดยได้นำมาบรรจุเข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ [1]
                การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษาพื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีนั้นจะต้องทำให้ผู้เรียนมีทักษะทางด้านโครงสร้างของภาษาที่ดีเพียงพอ คือ ทักษะความรู้ความสามารถด้านไวยากรณ์โดยผู้เรียนจะต้องเข้าใจรูปแบบการใช้ภาษาเข้าใจความหมายและความถูกต้องเหมาะสมในการใช้ภาษาทางสังคมดังที่ได้มีนักการศึกษากล่าวถึงความสำคัญของไวยากรณ์ของการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารดังนี้
                นำเสนอแนวคิดของ Wilkins ไวยากรณ์มีบทบาทสำคัญมาในภาษาเพราะไวยากรณ์ช่วยให้ผู้เรียนเรียนภาษได้อย่างถูกต้องและการที่บุคคลมีความสามารถทางด้านไวยากรณ์หมายถึงการที่บุคคลมรความสามารถที่จะผลิตและเข้าใจในประโยคของภาษานั้นไวยากรณ์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการสื่อสารและความสำคัญของไวยากรณ์จะแตกต่างกันไปตามประเภทของกิจกรรมในการสื่อสารการมีทักษะทางไวยากรณ์จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความสามารถอยู่ในระดับใดในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นครูไม่ควรละเลยการสอนไวยากรณ์แต่แทนที่จะฝึกโครงสร้างภาษาตามแบบเดิมก็เปลี่ยนเป็นการสอนให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาด้วยตนเองโดยเน้นที่ความหมายและไม่ควรละเลยเรื่องความถูกต้องทางโครงสร้าง
                หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่5-6 ได้กำหนดให้นักเรียนต้องรู้จักใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense(กาล) ซึ่งเป็นรูปแบบของคำกิริยาที่แสดงถึงเหตุการณ์หรือการกระทำต่างๆที่ได้เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น และยังไม่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น3 ลักษณะคือ Past tense(อดีตกาล)Present tense (ปัจจุบันกาล) และFuture tense (อนาคตกาล)นอกจากในเรื่องของTense(กาล) ยังมีรายละเอียดในแต่ล่ะ Tense (กาล) ลึกลงไปอีกซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความจำจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงโครงสร้างไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง เนื้อหาของหลักสูตรจะเน้นโครงสร้างไวยากรณ์ที่เป็นประโยคสั้นๆง่ายๆเช่นการกล่าวทักทาย กล่าวลา แนะนำตนเองและผู้อื่น เป็นต้น  [2]
                สื่อการเรียนการสอนภาษาที่ดีมีหลายประเภทแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนได้อย่างน่าสนใจสื่อเหล่านี้จะช่วยให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษพัฒนาได้อย่างรวดเร็วนอกเหนือจากหนังสือแบบฝึกหัด คู่มือครู และแถบบันทึกเสียงประกอบการเรียนแล้วสื่อภาษาอังกฤษที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น สื่อของจริงจากสิ่งที่เห็นรอบๆๆตัวทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน หนังสื่อพิมพ์ จดหมาย แผ่นภาพ ป้ายโฆษณา ฯลฯและถาหากโรงเรียนมีความพร้อมก็อาจพิจารณาใช้สื่อที่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นคอมพิวเตอร์ วีดิทัศน์ ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ฯลฯ สื่อเหล่านี้เป็นเครื่องช่วยสอนให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอุปกรณ์ และสื่อดังกล่าว นี้ผู้สอนสามารถเลือกใช้หรือสร้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเรียนการสอน สภาพห้องเรียน ระดับพื้นฐานทางภาษาของผู้เรียนได้
                จากกรวยประสบการณ์ของเอ็ดการ์เดล(Edgar Dale)ได้จำแนกสื่อการสอนเป็น 3 ประเภท
                                1.สื่อประเภทวัสดุ (Software) เช่น ฟิล์มภาพยนตร์ สไลด์ แผ่นโปร่งใสฯ
                                2.สื่อประเภทอุปกรณ์ (Hardware) เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะและคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
                                3.เครื่องประเภทเทคนิควิธี (Techniques andMethods) เช่น เทคนิคการระดมกำลังสมอง เกมการจำลอง ฯลฯ [3]
                                คอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายอาชีพหลายสาขาได้แก่ การแพทย์ การศึกษา วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมการคมนาคมและการติดต่อสื่อสาร(ปัญญา ศิริโรจน์มปป,3-5)ในด้านการศึกษาได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารจัดการการสอนและใช้ในการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย โดยสร้างโปรแกรมรูปแบบต่างๆมากมาย เช่นโปรแกรมAuthor ware ใช้ในการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI), Macromedia ใช้ผลิตบทเรียนออนไลน์ (E-Learning) ทำเว็บเพจ , Microsoft Word,Excel ใช้ในงานด้านเอกสารต่างๆ โปรแกรม Power Point ใช้ผลิตโปรแกรมนำเสนอซึ่งมีการนำเสนอคล้ายกับสไลด์ จึงเรียกว่า “สไลด์อิเล็กทรอนิกส์”
                                 สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตด้วยโปรแกรมPowerPoint เป็นโปรแกรมชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างความเข้าใจในสิ่งต่างๆรวมกันได้นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างไปจากโปรแกรมอื่นๆคือเป็นโปรแกรมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นที่น่าสนใจของบุคคลทั่วไปในปัจจุบันเนื่องจากผลิตง่าย สามารถกำหนดวิธีการ รูปแบบของการนำเสนอและยังมีเทคนิคต่างๆในการนำเสนอที่น่าสนใจการใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้สอนปัจจุบันในการออกแบบงานนำเสนอควรจะต้องออกแบบเนื้อหาให้ชัดเจนเข้าใจง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด [4]
                                จากความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยมีความเห็นว่าการแก้ปัญหาหารเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ โครงสร้างไวยากรณ์เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 ของโรงเรียนซอยแอนเนกซ์ กรุงเทพมหานครควรนำสื่อการเรียนการสอนมาช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถแก้ไขได้ทันทีมาใช้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจสร้างสื่อสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense ด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม  Power Point เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์กับการเรียนแบบปกติ วัตถุประสงค์ของการวิจัย   1.เพื่อสร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tenseของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้ได้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80                2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์กับการเรียนแบบปกติ
                3.เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense 
สมมติฐานการวิจัย


                                1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเรื่องTenseของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6                                2.เจตคิดของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิคส์วิชาภาษอังกฤษ เรื่อง Tenseอยู่ในระดับดีมาก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
                                1.ได้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตด้วยโปรแกรมPowerPoint วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Tense สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80                                2.เป็นแนวทางในการสอนสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษในการนำเทคนิคการเรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตด้วยโปรแกรม Power Point ไปใช้ในการเรียนการสอน
                                3.ได้ทราบเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์
                                 4.เป็นแนวทางสำหรับครูเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ วิธีการวิจัย                                การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  (experimental  research) ใช้รูปแบบ posttest-only control groupdesign โดยมีวัตถุประสงค์สร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ วิชาภาษอังกฤษเรื่อง Tense  เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 โดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ กับการเรียนแบบปกติเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Tense ประชากร                ประชากรในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553ของโรงเรียนซอยแอนเนกซ์ จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 78 คนกลุ่มตัวอย่าง

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนซอยแอนเนกซ์กรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างประชากร โดยวิธีการเจาะจง โดยนักเรียน จำนวน 2ห้องเรียน ซึ่งนักเรียนทุกห้องคละกันทั้งระดับเก่ง ระดับปานกลาง และระดับอ่อนโดยเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน กลุ่มละ 39 คนรวมเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 78 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย                ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือ ดังนี้
                                1. สไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense
                                2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นข้อสอบแบบปรนัย จำนวน 30ข้อ
                                3.แบบประเมินคุณภาพสื่อ
                                4.แบบวัดเจตคติการเก็บรวบรวมข้อมูล                                ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลเป็นขั้นตอนดังนี้
                                                1.สร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์
                                                2.นำสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
                                                                2.1ขั้นทดลองรายบุคคล
                                                                2.2 ขั้นทดลองกลุ่มย่อย
                                                                2.3ขั้นทดลองภาคสนาม
                                                3.นำสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80ไปให้กลุ่มทดลองใช้ในการเรียน
                                                4.กลุ่มควบคุมสอนโดยอาจารย์ผู้สอนประจำวิชาโดยใช้หนังสือแบบเรียน
                                                5.วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังจากเสร็จสิ้นการเรียนแล้ว
                                                6.นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการทดสอบค่าที (t-test)การวิเคราะห์ข้อมูล                ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆดังต่อไปนี้
                                                1.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
                                                2.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง
                                                3.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม
                                                4.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบเพื่อหาความแตกต่างสรุปผลการวิจัยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
                                1. สไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.0/88.1ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
                                2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์และการเรียนแบบปกติมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.05
                                3.เจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ4.2 อยู่ในเกณฑ์ดีข้อเสนอแนะทั่วไป

                                1.การเรียนการสอนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ควรมีเสียงประกอบ และกิจกรรมเสริม เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เพื่อความสนใจของนักเรียนทำให้นักเรียนมาความสนใจและเดความกระตือรือร้นในการเรียนมากยิ่งขึ้น                                2. ในการจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้ได้แสดงออกทุคนเพื่อฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษโดยมีครูค่อยดูแลจะส่งผลให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการเรียนและเกิดพัฒนาการทางการเรียนที่ดีขึ้น
                                3. การสร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์นอกจากจะให้อิเล็กทรอนิกส์ให้นักเรียนกลับไปเรียนที่บ้านได้ด้วยตนเอง
                                4.การสร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ควรมีการนำเสนอที่น่าสนใจ ทั้งทางด้านเทคนิคพิเศษ ภาพประกอบ และควรมีดนตรีประกอบเพื่อเร้าความสนใจของนักเรียน ข้อเสนอแนะสำหรับวิจัยครั้งต่อไป

                                1.ควรมีการวิจัยและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบสไลด์อิเล็กทรอนิกส์ในวิชาอื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆอีกต่อไปให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา                                2.ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง TENSE ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับสื่อการสอนชนิดอื่นเพื่อเป็นการพัฒนาการสอนเพราะไวยากรณ์เป็นโครงสร้างทางภาษาอังกฤษเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
                                3.ควรมีการวิจัยและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ที่นักเรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเองทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนต่อไป เอกสารอ้างอิง                 กิดานันท์ มลิทอง. 2543.เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.  พิมพ์ครั้งที่ 2.                                กรุงเทพฯ :  จุฬาลงกรณ์  มหาวิทยาลัย.                กระทรวงศึกษาธิการ.2544.คู่มือครู English Is Fun Book4.พิมพ์ครั้งที่ 2.                                           กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว                อรนุช ลิมตศิริ.2551.นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนการสอน.พิมพ์ครั้งที่4.                                 กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง                จีราวุธ วารินทร์.2542. Power Point 2000.กรุงเทพมหานคร:ด่านสุทธาการพิมพ์

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 36 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • tammaralevinqqouqe