บทความการวิจัย

รูปภาพของ pakapong2055

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6
ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์A comparative studyof learning achievement in English topic tense Prathom suksa 6 taught withelectronic slides and taught with traditional methods.                                                                   บทคัดย่อ                                การวิจัยครั้งนี้เน้นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimentalresearch) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษอังกฤษ เรื่องTense ที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ กับการเรียนปกติและศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์วิชาภาษาอังกฤษ เรื่องTense  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ของโรงเรียนซอยแอนเนกซ์กรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simplerandom sampling) โดยสุ่มนักเรียนจำนวน 2ห้องเรียนจากจำนวน 4 ห้องเรียน เป็นกลุ่มทดลองเพียง1ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียนกลุ่มละ 39 คนรวมเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 78คนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ กับกลุ่มควบคุมจากการเรียนแบบปกติ
                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้แก่ สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.73ดำเนินการทดลองโดยให้กลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนแบบปกติกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบทดสอบก่อนเรียนแล้วจึงให้เรียนเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษเมื่อเรียนจบแล้วให้นักเรียนทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และให้กลุ่มทดลองทำแบบวัดเจตคติแล้วจึงนำผลการทดสอบไปวิเคราะห์                ผลการวิจัยพบว่าสไลด์อิเล็กทรอนิกส์  วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Tense  ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.0/88.1ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์กับนักเรียนที่เรียนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 กลุ่มทดลองคือ นักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.80 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 31.66  กลุ่มควบคุมคือนักเรียนที่เรียนแบบปกติมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.30 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 29.07และเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สไลด์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับที่ค่าเฉลี่ย 4.2
                                                                            AbstractTheobjective of this research were to produce an electronic slides title of tensean evaluate the efficiency based on 80/80 statistical level. To comparelearning achievement and retention taught with electronic slides and taughtwith traditional methods. To study attitudes of students to taught withelectronic slides of English topic tense. The samples were 78 of Prathom suksa6 student of soiannex school Bangkok in the 2 semester of the 2003 school year.Selected by simple random sampling. Samples were divided to 2 group of, theexperimental group and the controlled group.                The experimental group hadlearned teacher taught with electronic slides. An electronic slides title oftense. Achievement test with reliability of 0.73 .The experiment proceeded withthe experimental group was taught with electronic slides, and the control groupwas taught traditional methods.                Theresults were as follow: The efficiency electronic slides title of tens of89.0/88.1 . The student’s learning achievement after studying with electronicslides and taught with traditional methods was different at level of .05. Theexperimental group was taught with electronic slides  X = 17.80 S.D.=31.66 and the control groupwas taught traditional methods X=13.30 S.D.=29.07. The attitudes of students totaught with electronic slides English topic tense were highly satisfied withis. Mean is 4.2. บทนำ                ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารมี 2ประเภท คือ วจนภาษา ซึ่งเป็นถ้อยคำมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน กับ อวจนภาษาซึ่งเป็นภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ เช่น ภาษาท่าทาง สัญลักษณ์ รูปภาพ ฯลฯ ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อที่จะให้มนุษย์เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันทุกประเทศในโลกล้วนมีภาษาเป็นของต้นเองเช่นเดียวกับประเทศไทยเป็นภาษาประจำชาติปัจจุบันนี้โลกเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมสารสนเทศหรือยุคโลกาภิวัฒน์ การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทั่วโลกประชาชนประเทศต่างๆในโลกจึงต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศอื่นๆเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันนอกจากภาษาประจำชาติแล้วยังมีภาษาอื่นอีกหลายภาษาที่มีความจำเป็นด้านการสื่อสารและภาษาอังกฤษเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช่กันอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษากลางในการสื่อสารเนื่องจากมีอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากหลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียอินเดีย มลายู สิงคโปร์ พม่า ปีนัง ฮ่องกงฯลฯ จึงทำให้ประเทศต่างๆเหล่านั้นใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษต่างประเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกต่อมาภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากประเทศไทยมีการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษและได้ยอมรับความสำคัญของภาษาอังกฤษโดยได้นำมาบรรจุเข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ [1]
                การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษาพื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีนั้นจะต้องทำให้ผู้เรียนมีทักษะทางด้านโครงสร้างของภาษาที่ดีเพียงพอ คือ ทักษะความรู้ความสามารถด้านไวยากรณ์โดยผู้เรียนจะต้องเข้าใจรูปแบบการใช้ภาษาเข้าใจความหมายและความถูกต้องเหมาะสมในการใช้ภาษาทางสังคมดังที่ได้มีนักการศึกษากล่าวถึงความสำคัญของไวยากรณ์ของการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารดังนี้
                นำเสนอแนวคิดของ Wilkins ไวยากรณ์มีบทบาทสำคัญมาในภาษาเพราะไวยากรณ์ช่วยให้ผู้เรียนเรียนภาษได้อย่างถูกต้องและการที่บุคคลมีความสามารถทางด้านไวยากรณ์หมายถึงการที่บุคคลมรความสามารถที่จะผลิตและเข้าใจในประโยคของภาษานั้นไวยากรณ์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการสื่อสารและความสำคัญของไวยากรณ์จะแตกต่างกันไปตามประเภทของกิจกรรมในการสื่อสารการมีทักษะทางไวยากรณ์จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความสามารถอยู่ในระดับใดในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นครูไม่ควรละเลยการสอนไวยากรณ์แต่แทนที่จะฝึกโครงสร้างภาษาตามแบบเดิมก็เปลี่ยนเป็นการสอนให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาด้วยตนเองโดยเน้นที่ความหมายและไม่ควรละเลยเรื่องความถูกต้องทางโครงสร้าง
                หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่5-6 ได้กำหนดให้นักเรียนต้องรู้จักใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense(กาล) ซึ่งเป็นรูปแบบของคำกิริยาที่แสดงถึงเหตุการณ์หรือการกระทำต่างๆที่ได้เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น และยังไม่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น3 ลักษณะคือ Past tense(อดีตกาล)Present tense (ปัจจุบันกาล) และFuture tense (อนาคตกาล)นอกจากในเรื่องของTense(กาล) ยังมีรายละเอียดในแต่ล่ะ Tense (กาล) ลึกลงไปอีกซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความจำจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงโครงสร้างไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง เนื้อหาของหลักสูตรจะเน้นโครงสร้างไวยากรณ์ที่เป็นประโยคสั้นๆง่ายๆเช่นการกล่าวทักทาย กล่าวลา แนะนำตนเองและผู้อื่น เป็นต้น  [2]
                สื่อการเรียนการสอนภาษาที่ดีมีหลายประเภทแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนได้อย่างน่าสนใจสื่อเหล่านี้จะช่วยให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษพัฒนาได้อย่างรวดเร็วนอกเหนือจากหนังสือแบบฝึกหัด คู่มือครู และแถบบันทึกเสียงประกอบการเรียนแล้วสื