การสร้างและประเมินหาประสิทธิภาพบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา

การสร้างและประเมินหาประสิทธิภาพบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6A CONSTRUCTION AND EVALUATION OF PROGRAMMED INSTRUCTION IN BIOLOGY FOR MATHAYOM SUKSA 6                                                                                                                นางประภัสรจิต        ศัตรวาหา บทคัดย่อการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างและประเมินหาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา (ว.045) โดยตั้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเขียนบทเรียนและสร้างแบบสอบก่อนและหลังบทเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แล้วนำบทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาจำนวน 3 บท ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามครั้ง เพื่อแก้ไขและหาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ผลการวิจัยปรากฏว่าบทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นทั้งสามบท มีประสิทธิภาพดังนี้ 91.60/73.67,91.06/81.28,91.90/75.72 แต่คะแนนเฉลี่ยของการสอนก่อนและหลังเรียนบทเรียนโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 แสดงว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้เรียนบทเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ขอเสนอแนะว่าควรจะมีการใช้บทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ในชั้นมัธยมศึกษาให้มากยิ่งขึ้นABSTRACT                The purpose of this research was to construct and find out the efficiency of a biology programmed lesson for Mathayom Suksa 6. The procedures consisted of studying the techniques of constructing the programmed lesson on biology (SC.045) then setting up the behavioral objectives, writing the programmed lessons, preparing the pre-test and post-test to satisfy the stated objective. Three programmed lessons were tried out to the students of Mathayom Suksa 6 three times, in order to improve the efficiency of lessons to meet the 90/90 criterion. Although the results were 91.60/73.67,91.06/81.28,91.90/75.72 which was lower than the 90/90 criterion, the arithmetic means of the pre-test and the post-test were significantly different at .01 level of significance which was interpreted that the learners have positively gained the knowledge offered in the lessons. It is recommended to enhance the usage of a science programmed lesson in secondary classrooms.    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา                ปัจจุบันนี้วิชาการต่างๆ ในโลกได้เจริญก้าวหน้าไปมาก เนื่องจากมีการถ่ายทอดส่งเสริมให้ประชาชนได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง มีการสื่อสารทั้งทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ วีดิโอเทป ตลอดจนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการให้ความรู้แก่ประชาชน ทางด้านการศึกษาในโรงเรียนตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2521 ได้มีการส่งเสริมในเรื่องการนำสื่อการสอนมาใช้ (บุญเสริม ฤทธาภิรมย์, 2519 : 14) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง การจัดหลักสูตรเน้นความสำคัญของผู้เรียนเป็นหลัก แต่การที่จะพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนไปพร้อมๆ กัน ย่อมกระทำได้ยาก เนื่องจากแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้านสติปัญญา ความถนัด ความพร้อม หรือความสนใจ นักการศึกษาจึงได้คิดหาวิธีการเพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนแบบเอกัตบุคคล เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ลืมง่าย ฝึกให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ให้ได้เรียนรู้ตามความสามารถของตนเอง คือผู้ที่เรียนเก่งจะไปได้เร็วกว่า ส่วนผู้ที่เรียนอ่อนจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างช้าๆ แต่มีความเข้าใจและมีผลการเรียนในขั้นสุดท้ายไม่แตกต่างกัน คือบรรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนเท่าเทียมกัน (นพคุณ คุณาชีวะ , 2523 : 74)                 การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม (Programmed Instruction) เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองตามเอกัตภาพ ดังที่ เพติเซีย กาลเลนเดอร์ (Paticia Callender, 1969 : 16) กล่าวว่า “ บทเรียนแบบโปรแกรม หมายถึงวิธีการหนึ่งในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ตามลำดับที่จัดไว้ตามความสามารถของตนเองและจะทราบผลในทันทีว่า คำตอบของตนถูกต้องหรือไม่”                บทเรียนแบบโปรแกรมสร้างขึ้นโดยอาศัยหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของเอ็ดเวิร์ด ลี. ธอร์นไดค์ (Edward Lee Thorndike) และทฤษฎีของ เบอร์รัส เฟดเดอริค สกินเนอร์ (Burrhus Federic Skinner)                เพื่อสนับสนุนให้เห็นความสำคัญของปัญหาและเหตุผลที่ทำให้ผู้วิจัยบังเกิดแรงจูงใจใคร่ศึกษาและทำการวิจัยเพื่อให้ได้บทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยาที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงขอยกผลงานวิจัยเกี่ยวกับบทเรียนแบบโปรแกรมดังนี้                ปรีดา เพชรมีศรี ได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาเปรียบเทียบผลการตอบสนองวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในบางหัวข้อโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมกับการสอนปกติ ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนจากบทเรียนแบบโปรแกรมสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนจากการสอนปกติ                วิยดา ศิริเสรีวรรณ ได้ทดลองสอนเรื่องความน่าจะเป็น (Probability) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติ ผลการทดลองปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนปกติ                กอบกุล รัตนสุวรรณ ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม วิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง “การขับถ่าย” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยปรากฏว่าบทเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 96.46/80.94 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก้าวหน้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01                จากผลงานวิจัยของปรีดา เพชรมีศรี, วิยดา ศิริเสรีวรรณ และกอบกุล รัตนสุวรรณ พบว่าการสอนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาและสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้บทเรียนแบบโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพต่อไปวัตถุประสงค์ของการวิจัย                การวิจัยนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้1.             เพื่อศึกษาเทคนิคการสร้าง การใช้และประเมินผลของบทเรียนแบบโปรแกรม2.             เพื่อสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 บท คือบทที่ 22 เรื่องการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต บทที่ 23 เรื่องระบบประสาทและอวัยวะรับสัมผัส และบทที่ 24 เรื่อง ฮอร์โมน3.             เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนที่สร้างขึ้นสมมติฐานการวิจัย                ผู้วิจัยคาดหมายว่าบทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นนี้สามารถนำไปใช้สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 (สุนันท์ ปัทมาคม, 2522 : 30)                90 ตัวแรกหมายถึง ค่าเฉลี่ยของจำนวนค่าตอบที่ผู้เรียนตอบถูกจากบทเรียนแบบโปรแกรม คิดเป็นร้อยละ                90 ตัวหลังหมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ผู้เรียนทำแบบสอบภายหลังจากเรียนบทเรียนแบบโปรแกรม คิดเป็นร้อยละขอบเขตของการวิจัย                ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาค 1 ปีการศึกษา 2529 ของโรงเรียนมัธยมสาธิตรามคำแหง ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาโดยการสุ่มอย่างง่าย เพื่อใช้ในการวิจัย                ขั้นตอนที่ 1 สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 1 คน                ขั้นตอนที่ 2 สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 10 คน                ขั้นตอนที่ 3 สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 50 คน                รวมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ทั้งสิ้น 61 คนนักเรียนทั้งหมดนี้ยังไม่เคยเรียนวิชาชีววิทยา 3 บทนี้มาก่อนและไม่จำกัดเพศ   วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการเป็นลำดับดังนี้1.             ศึกษาวิธีสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมจากตำราและผู้เชี่ยวชาญ2.             ศึกษาขอบเขตโครงสร้างและเนื้อหาของวิชาชีววิทยา (ว.045) สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเลือกหัวข้อที่จะทำบทเรียนแบบโปรแกรม3.             กำหนดมโนทัศน์ (Concept) วัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนแต่ละบท4.             สร้างบทเรียนแบบโปรแกรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้5.             สร้างแบบสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ทดสอบกับตัวอย่างประชากรก่อนเรียนและหลังเรียน บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นแบบข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก6.             นำแบบสอบไปทดลองใช้กับตัวอย่างประชากรเพื่อปรับปรุงแก้ไขและวิเคราะห์อำนาจการจำแนกและระดับความยากง่ายของข้อสอบ7.             ทดลองใช้บทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นและหาประสิทธิภาพของบทเรียนด้วยการนำไปใช้กลุ่มตัวอย่างโดยให้นักเรียนทำแบบสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเหมือนกันทั้งสามตอนตามลำดับคือ7.1      ทดสอบขั้นหนึ่งต่อหนึ่งเพื่อปรับปรุงแก้ไข7.2      ทดสอบขั้นกลุ่มโดยนำบทเรียนที่แก้ไขจากตอนที่ 1 มาทดสอบกับกลุ่มนักเรียนจำนวน 10 คน7.3      ทดสอบภาคสนามโดยนำบทเรียนที่ได้ปรับปรุงจากการทดสอบขั้นกลุ่มย่อยมาทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างประชากรจำนวน 50 คน เพื่อวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย1.             บทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการลดช่องว่างของนักเรียนในชั้นในเรื่องการเรียนการสอนและระดับสติปัญญา สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถสูงจะได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในบทเรียนต่อไป ในขณะที่เรียนก็สามารถทบทวนเพิ่มเติมความเข้าใจในบทเรียนที่ผ่านมาได้ด้วยตนเอง2.             เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับครูนักเรียนใช้ประกอบการเรียนการสอน3.             ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้นอกเวลาเรียน รู้จักตอบคำถามและหาคำตอบที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง4.             ช่วยให้มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอนวิชาชีววิทยา5.             สามารถนำไปใช้ในการสอนซ่อมเสริมและใช้ทบทวนเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจได้   ความหมายของคำต่างๆ ที่ใช้ในการวิจัย1.             บทเรียนแบบโปรแกรม (Programmed Lesson) เป็นเครื่องมือทางการศึกษาอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่จัดตามลำดับขั้น จากระดับง่ายไปหายาก ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยหลักความสัมพันธ์ของสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เพราะเนื้อหาในแต่ละหน่วยประกอบด้วยส่วนที่ให้ความรู้และส่วนที่เป็นคำถามให้นักเรียนได้ฝึกหัดตอบในแต่ละกรอบ ซึ่งเป็นการประเมินผลว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือไม่ บทเรียนแบบโปรแกรมจึงเป็นบทเรียนที่สำเร็จรูป ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล2.             กรอบ (Frame) หมายถึง เนื้อหาของบทเรียนที่แบ่งเป็นหน่วยย่อยๆ ตามลำดับจากง่ายไปหายากอย่างต่อเนื่องกันไป แต่ละกรอบจะมีส่วนที่เป็นคำอธิบายและส่วนที่เป็นคำถามพร้อมทั้งเว้นที่ให้ตอบ ในกรอบถัดไปจะมีคำเฉลยให้ไว้ตอนส่วนหน้าของกรอบซึ่งช่วยให้นักเรียนได้ทราบว่าคำตอบของตนถูกหรือผิดทันที3.             แบบสอบ (Pre and Post – test) หมายถึง เครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียน ก่อนที่จะเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมและหลังจากเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมแล้ว4.             ประสิทธิภาพของบทเรียน หมายถึง คุณภาพของบทเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/9090 ตัวแรกหมายถึง ค่าเฉลี่ยของจำนวนค่าตอบที่ผู้เรียนตอบถูกจากบทเรียนแบบโปรแกรมคิดเป็นร้อยละ90 ตัวหลังหมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ผู้เรียนทำแบบสอบภายหลังจากเรียนบทเรียนแบบโปรแกรม คิดเป็นร้อยละ5.             ประชากร หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2528 และปีการศึกษา 2529 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาสาธิตรามคำแหง ลำดับขั้นของการดำเนินงานในการวิจัยนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและดำเนินการตามลำดับขั้นดังนี้1.             ศึกษาวิธีการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมชนิดเส้นตรง ซึ่งเป็นแบบที่นิยมกันมากที่สุด เพราะมีวิธีการไม่ซับซ้อน เหมาะกับนักเรียนที่ยังไม่เคยเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมมาก่อน บทเรียนแบบนี้จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ง่าย2.             เลือกบทเรียนที่จะสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม 3 บทจากหนังสือแบบเรียนชีววิทยาเล่ม 5 (ว.045) สำหรับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ บทที่ 22 เรื่องการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต บทที่ 23 เรื่องระบบประสาทและอวัยวะรับสัมผัส และบทที่ 24 เรื่อง ฮอร์โมน3.             ศึกษาขอบเขตโครงสร้างและเนื้อหาของวิชาชีววิทยา (ว.045) สำหรับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากหนังสือแบบเรียนชีววิทยาเล่ม 5 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการและจากคู่มือครูอย่างละเอียด4.             กำหนดมโนคติ (concept) และตั้งวัตถุประสงค์ทั่วไปของบทเรียนว่าต้องการให้นักเรียนเรียนรู้อะไรบ้าง แล้วจึงตั้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนแต่ละบทโดยระบุพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้เรียนสามารถแสดงออกได้ว่าได้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ตามลำดับ5.             สร้างบทเรียนแบบโปรแกรมให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม6.             สร้างแบบสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยยึดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็นหลัก แบบสอบเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกใช้ทดสอบกับตัวอย่างประชากรก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนแบบโปรแกรม7.             นำแบบสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับตัวอย่างประชากรชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมสาธิตรามคำแหง และโรงเรียนเทพลีลา ปีการศึกษา 2528 จำนวน 100 คน ซึ่งเคยผ่านบทเรียนนี้มาแล้ว นำข้อสอบมาวิเคราะห์รายข้อโดยใช้เทคนิค 25% ในการแบ่งกลุ่ม เพื่อหาค่าอำนาจการจำแนก (Discrimination Power) และค่าระดับความยาก (Degree or Difficulty) ของแบบสอบ8.             หาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 และทดสอบหานัยสำคัญของความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียนบทเรียนโดยใช้ การเลือกตัวอย่างประชากร การเลือกตัวอย่างประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างประชากรดังนี้1.             กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อสอบคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมสาธิตรามคำแหงและโรงเรียนเทพลีลา ปีการศึกษา 2528 จำนวน 100 คน และเป็นนักเรียนที่เคยเรียนวิชาชีววิทยา (ว.045) มาแล้ว2.             กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยภาคสนามเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบบทเรียนแบบโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมสาธิตรามคำแหง ภาค 1 ปีการศึกษา 2529 จำนวน 61 คน และเป็นนักเรียนที่ยังไม่เคยเรียนวิชาชีววิทยา (ว.045) มาก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random Sampling) เพื่อใช้ในการวิจัยแต่ละขั้นดังนี้ การทดสอบขั้นหนึ่งต่อหนึ่ง (one to one testing) สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 1 คน เพื่อปรับปรุงแก้ไขการทดสอบขั้นกลุ่มเล็ก (small group testing) สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 10 คน โดยนำบทเรียนที่แก้ไขจากตอนที่ 1 มาทดสอบ                       การทดสอบขั้นภาคสนาม (Field testing) สุ่มกลุ่มตัวอย่าง 50 คน โดยนำบทเรียนที่แก้ไขจากการทดสอบกลุ่มย่อยแล้วมาทดสอบเพื่อวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย1.             บทเรียนแบบโปรแกรมชนิดเส้นตรงวิชาชีววิทยา (ว.045) จำนวน 3 บทเรียน รวม 174 กรอบ มีคำตอบรวมทั้งสิ้น 170 คำตอบ2.             แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชา ว.045 เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 3 บทเรียน รวมทั้งหมด 130 ข้อ ซึ่งมีระดับความยากระหว่าง 20% ถึง 80% และมีค่าอำนาจการจำแนกตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป การเก็บรวบรวมข้อมูล                เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีดังนี้1.             แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 130 ข้อ แบ่งเป็น 3 หน่วยคือหน่วยที่ 22 เรื่องการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต จำนวน 30 ข้อ มีค่าระดับความยากตั้งแต่ 31% ถึง 80% และอำนาจการจำแนก 0.2 ถึง 0.76                      หน่วยที่ 23 เรื่องระบบประสาทและอวัยวะรับสัมผัส จำนวน 50 ข้อ มีค่าระดับความยากตั้งแต่ 32% ถึง 78% และอำนาจการจำแนก 0.28 ถึง 0.76                      หน่วยที่ 24 เรื่องฮอร์โมน จำนวน 50 ข้อ มีค่าระดับความยากตั้งแต่ 28% ถึง 78% และอำนาจการจำแนก 0.24 ถึง 0.882.             คะแนนจากการทำบทเรียนแบบโปรแกรมจำนวน 3 หน่วยการเรียน คือหน่วยที่ 22 มี 36 กรอบ 35 คำตอบหน่วยที่ 23 มี 77 กรอบ 75 คำตอบหน่วยที่ 24 มี 61 กรอบ 60 คำตอบ การวิเคราะห์ข้อมูล                การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้1.             วิเคราะห์แบบสอบเพื่อหาระดับความยากและอำนาจการจำแนก2.             หาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 3.             หาคะแนนความก้าวหน้า ซึ่งเป็นคะแนนความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำได้จากการสอบก่อนเรียนบทเรียนและหลังจากเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมแล้ว และทดสอบโดยใช้ z – test    สรุปผลการวิจัย                ในการทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบโปรแกรมตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 90/90 ผลปรากฏว่าผู้เรียนทำคะแนนบทเรียนและแบบสอบหลังเรียนบทเรียน 3 บท มีประสิทธิภาพดังนี้ 91.60/73.67, 91.06/81.28, 91.90/75.72                แสดงว่าผู้เรียนสามารถทำบทเรียนแบบโปรแกรมทั้ง 3 บทได้ถูกต้อง บทเรียนแบบโปรแกรมทั้งสามบทนี้จึงมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน 90 ตัวแรก และผู้เรียนทำแบบสอบหลังเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมทั้งสามบทได้ไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง แต่จากการทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนแบบโปรแกรม ปรากฏว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา (ว.045) จำนวน 3 บท ที่สร้างขึ้นนี้ สามารถใช้สอนให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงการอภิปรายผลการวิจัย                สาเหตุที่ผลของคะแนนจากการเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อาจเนื่องมาจาก1.             ผู้เรียนเปิดดูคำตอบก่อนแล้วจึงตอบ2.             ผู้เรียนแก้ไขคำตอบให้ตรงกับที่เฉลยไว้สาเหตุที่ผลของคะแนนการทำสอบหลังเรียนบทเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาจเนื่องมาจาก1.             ผู้เรียนคิดว่าการสอบบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาชีววิทยา (ว.045) นี้ ไม่มีผลต่อคะแนนสอบประจำภาค จึงไม่ตั้งใจทำเท่าที่ควร2.             ผู้เรียนไม่คุ้นเคยกับการเรียนบทเรียนแบบโปรแกรมซึ่งต้องอ่านและคิดตามไปเอง ตลอดจนต้องเชื่อมโยงความรู้ตั้งแต่กรอบแรกไปจนถึงกรอบสุดท้าย จึงจะเกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เคยชินกับการฟังครุอธิบายมากกว่า3.             ผู้เรียนเกิดความเมื่อยล้าในการอ่านบทเรียนแบบโปรแกรมทำให้สมองมึนชา จึงทำแบบสอบได้คะแนนน้อยกว่าที่ควร4.             ขณะทำบทเรียนผู้เรียนบางคนแอบดูคำตอบโดยไม่ได้ทำความเข้าใจในบทเรียน เป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่สำคัญได้ คะแนนของบทเรียนจึงสูงส่วนคะแนนสอบต่ำข้อเสนอแนะ                เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะทำการปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือจะทำการวิจัยทางด้านบทเรียนแบบโปรแกรมจึงขอเสนอแนะดังนี้1.             ควรส่งเสริมให้มีการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมในวิชาวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ และวิชาอื่นๆให้แพร่หลาย2.             เนื้อหาที่จะนำมาสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมควรเป็นทฤษฎี หรือความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่ความนำมาสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม เพราะจะเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ง่าย3.             ภาษาที่ใช้ในบทเรียนแบบโปรแกรม ควรกะทัดรัดเข้าใจง่ายและควรมีรูปภาพประกอบด้วยจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น4.             เนื้อหาที่จะนำมาสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม ควรมีความยาวพอเหมาะไม่ยาวเกินไปเพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเมื่อยล้า เบื่อหน่ายได้5.             การเรียนบทเรียนให้ได้ผลดี ผู้เรียนจะต้องมีสมาธิในการอ่าน และรู้จักจับใจความสำคัญให้ได้จากบทเรียนแต่ละกรอบ แล้วพยายามตอบคำถามให้ได้โดยไม่เปิดดูคำตอบก่อน ผู้สอนควรอธิบายวิธีการเรียนให้เข้าใจและให้นักเรียนทำตามอย่างเคร่งครัดจึงได้ผลดี6.             ควรนำบทเรียนแบบโปรแกรมไปทดลองใช้กับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันแล้ววิเคราะห์ดูคะแนนที่สอบได้ว่าแตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด7.             ควรเปรียบเทียบผลการสอบระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมกับนักเรียนที่เรียนตามการสอนปกติ8.             ควรเปรียบเทียบทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการสอนตามปกติกับการเรียนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรม                   บรรณานุกรมกวินทร์ ธาดากิจวรคุณ. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมสื่อผสมวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องไฟฟ้าในบ้านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา” วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาโสตทัศน-    ศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522.กอบกุล รัตนสุวรรณ. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การขับถ่าย” ระดับ   มัธยมศึกษาตอนปลาย,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์   มหาวิทยาลัย, 2520).กัญญา โพธิวัฒน์. “การทดลองใช้บทเรียนแบบโปรแกรมกับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่างกัน” วิทยานิพนธ์   ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,     2523.จำเนียร ร่มโพธิ์. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ไฟฟ้าสถิต” สำหรับระดับ   มัธยมศึกษาตอนปลาย,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์   มหาวิทยาลัย, 2521).จรูญ สุขพัฒน์. “การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ เรื่องสิ่งมีชีวิต   และสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับการสอน   ตามปกติ” ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2522. (อัด   สำเนา).ทิพยวรรณ นาคะสุวรรณ. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์เทปวิชาภาษาไทย เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึก   ไมยราพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง” วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต     แผนกวิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524.นพคุณ คุณาชีวะ. “การเปรียบเทียบสัมฤทธิ์ผลของการเรียนวิชาภาษาไทยแบบเอกัตบุคคลกับการเรียนวิชา   ภาษาไทยโดยมีครูสอนตามปกติ สำหรับระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1” รายงานการวิจัยภาควิชา   หลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2523.บังอร ไชยานุวัติวงษ์. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมเรื่อง “สสาร” สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง,”    (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2520).บุญเสริม ฤทธาภิรมย์. “บทเรียนสำเร็จรูปนวกรรมที่น่าสนใจ” วิทยาสาร 27 (15 ตุลาคม 2519)ใประคอง กรรณสูตร. สถิติประยุกต์สำหรับครู. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2513.ปรีดา เพชรมีศรี. “การศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในบางหัวข้อ โดย   ใช้แบบเรียนแบบโปรแกรมกับการสอนแบบปกติ” ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2518. (อัดสำเนา)  ลักขณา สุคนธวิทย์. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2” วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาโสตทัศนศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519.วสันต์ อติศัพท์. “ประวัตินวกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาในประเทศไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญา   มหาบัณฑิต ภาควิชาโสตทัศนศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522.วิเชียร สามารถ. “ การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “พลังงาน” สำหรับมัธยมศึกษา   ตอนปลาย,” (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521).วิยดา ศิริเสรีวรรณ. “การทดลองเปรียบเทียบผลการสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น (Probability)    ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการสอนปกติ” วิทยานิพนธ์ปริญญา   การศึกษามหาบัณฑิต   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2518.วิวัฒน์ วัชรหิรัญ. “การศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทัศนอุปกรณ์อย่างง่าย สำหรับ   ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรมและการสอนปกติ” วิทยานิพนธ์   ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร,    2519.สถิตมาส สีหสิทธิ์. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาภาษาไทย เรื่องกาพย์ สำหรับระดับมัธยมศึกษา   ตอนปลาย” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต แผนกวิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519.สุนันท์ ปัทมาคม. “แนวคิดในการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมและการหาประสิทธิภาพของบทเรียนแบบ   โปรแกรม” เอกสารประกอบคำบรรยายวิชา Instruction Programmed, แผนกวิชาโสตทัศนศึกษา    บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522.โสภณ วงศ์เพ็ญ. “การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการเรียนรู้ในวิชาเทคโนโลยีทางการสอนของนิสิตระดับปริญญาตรีทางการศึกษาโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับการสอนปกติ,” ปริญญา   นิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2520. (อัดสำเนา).อรทัย บุญช่วย. “การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2,”    รายงานการวิจัยภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2528.อาภาพร พงษ์มาลา. “ การสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1,”    รายงานการวิจัยภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2526.Callender, Patecia. Programmed Learning : It’s Development and Structure. London : Longman, 1969.Day, Jesse H. “Teaching Machine,” Journal Chemistry Education. 36 (1959).Dutton, Sherman Sumpter, “ An Experimental Study in the Programming of Science Instruction for the     Forth Grade,” Dissertation Abstracts. 24 (2382-A December, 1963). Emling Robert C, “An Evaluation of the Use of Programmed Instruction at Six Dental School,”   Dissertation Abstracts. 36 (1378-A 1975).Greatinger, Calvin. “ An Experimental Study of Programmed Instruction in Division of Fractions,”    A.V.Communication Review. 16 (Spring 1968), 87-90.Garret, Henry E. Testing for Teachers, 2nd.ed. New York : American Book Company, 1965.

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 351 คน กำลังออนไลน์