อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

รูปภาพของ sila15367

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ซูเมอร์                

ประมาณ 3200-2800 ปีก่อนคริสตกาล พวกสุเมเรียนตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ซูเมอร์ (Sumer) ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย (ดินแดนระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส) ปัจจุบันเมโสโปเตเมีย-ซูเมอร์อยู่ในประเทศอิรัก

งานศิลปะ                

มีการใช้ตราลูกกลิ้ง สำหรับประทับตราลงบนภาชนะเก็บอาหารของวัด ภาชนะนี้มีร่างคล้ายแจกัน คือ คอแคบมีหูสองข้าง บนตราประทับเป็นเทพเจ้า งานศิลปะอื่นๆ   เป็นปั้นขนาดเล็กทำจาก ดินเหนียว หิน และโลหะ

ศาสนา                

แรกเริ่มมีเทพเจ้า 3 องค์ คือ เอนลิล, อาน และเอนกิ ต่อมามีอูตู (เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) อินานนา (เทพธิดาแห่งการสืบพันธุ์) และนานนา (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) คนสุเมเรียนใช้ระบบนับเวลาในวันหนึ่งว่ามี 24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง มี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที และวงกลมมี 360 องศา                

2800-2500 ปีก่อนคริสตศักราช สมัยราชวงศ์โบราณ พวกเซมิติค (จากคาบสมุทรซีนาย) อพยพมาอยู่ เมสิลิม เดอ กิซ เป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดองค์แรก เมืองนิปปูร์เป็นศูนย์กลางทางศาสนา มีการสร้างกำแพงเมืองที่อุรุคในสมัยพระเจ้าจิลกาเมซ การสร้างวัดแบบโบราณพัฒนามาเป็นแบบซิกกูราท (เป็นชั้นๆ ลดหลั่นไปและเชื่อมโยงติดต่อกับโบสถ์ที่อยู่บนยอดด้วยบันได)                  

ตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองเออร์ ผู้ก่อตั้ง คือ เมซานนี-ปาดดา เราเริ่มรู้จักเมืองเออร์ตั้งแต่มีการค้นพบหลุมศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์จำนวน 16 หลุม เมื่อค.ศ. 1922 ในหลุมศพมีการฝังเครื่องใช้สอยส่วนพระองค์ และข้าทาสบริวารที่สละชีพเพื่อไปรับใช้เจ้านายในโลกหน้าคล้ายกับจะทำตามอย่างเรื่องของอินานนา ซึ่งเป็นนักบวชสตรีกับเทพเจ้า ดูมูซิ ที่แสดงเป็นตัวแทนของกษัตริย์มาแต่งงานด้วยกัน และจบชีวิตด้วยวิธีนี้                

ประมาณ 2500-2360 ปีก่อนคริสตศักราช เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองลากาซผู้ก่อตั้งชื่อพระเจ้าเออร์-นานเซ โอรสของพระองค์ ชื่อ เอียนนาตุม โปรดให้จารึกแผ่นหินเป็นที่ระลึกในการที่พระองค์ชนะสงครามต่อเมืองอุมมา หินนี้เรียก Stele des Vautours ค้นพบที่เมืองเทลโล ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟเวรอ ประเทศฝรั่งเศส กษัตริย์องค์ต่อมาชื่อ เอนเตเมนา ปราบพวกพระที่สนับสนุนลูกาลันดา กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์ให้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่กบฎคือ อูรูกาจินา ขึ้นครองราชย์และจัดระบบสังคมใหม่ สุดท้ายพวกพระที่ไม่พอใจกษัตริย์ร่วมกันสนับสนุนลูกาซากกิสิแห่งเมืองอุมมา ให้มาครองเมืองลากาซ เออร์ อุรุก กิซ นิปปูร์ และขยายอาณาเขตออกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของซูเมอร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้แก่จักรวรรดิอัคคัด                

2150-2050 ปีก่อนคริสตศักราช มีผู้รุกรานมาจากทางอิหร่าน แต่กษัตริย์เมืองอุรุคขับไล่ไป และทำการปฏิอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่                

2050-1950 ปีก่อนคริสตศักราช ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ มีกษัตริย์อยู่ 4 พระองค์ คือ เออร์-นามมู, ซูลจิ, ซู-ซิน, อิบบิ-ซิน ราชวงศ์นี้ซ่อมแซมและปรับปรุงอาณาจักรซูเมอร์และอากาเด พร้อมทั้งวัดทั่วราชอาณาจักร พระเจ้าซูลจิเข้าพิธีแต่งงานกับเทพธิดาอินานนาทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้า มีการสร้างหลุมศพสำหรับพระองค์และเชื้อพระราชวงศ์ที่เมืองเออร์ ภายใต้รัชกาลของพระเจ้าซู-ซิน มีพวกเซมิทตะวันตกเข้ามารุกราน และทำให้ต้องสร้างกำแพงเมืองขึ้นที่แถวแม่น้ำยูเฟรติสตอนกลาง ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ทำสัมพันธไมตรีทางการค้ากับประเทศอินเดีย อาณาจักรเออร์สลายไปเพราะพ่ายแพ้สงครามกับพวกอีลามและกับกษัตริย์เมืองมารี (ในซีเรียปัจจุบัน) งานทางวรรณคดี เป็นสมัยที่วรรณคดีสุเมเรียนรุ่งเรืองที่สุด เศรษฐกิจ เป็นฐานอำนาจทางการเมือง สมัยนี้การค้าเจริญมากคนนิยมสร้างวัดและนครวัดการเมือง มีระบบข้าราชการขนาดใหญ่ ต้นราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์ พระเจ้ากูเดีย แห่งลากาซ   ทรงสถาปนาราชอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่ และใช้การบริหารแบบเดิม มีการสร้าง ศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปเพราะพลเมืองร่ำรวยจากการค้ามาก ตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา พวกคานานซึ่งเป็นพวกที่มีเชื้อสายเซมิทเผ่าหนึ่งเข้ามารุกราน นำเอาวัฒนธรรมแบบเซมิทเข้ามามาก มีการสร้างนครวัดที่อิสิน ลาร์ท และบาบิโลน
 (
Bab-ili = ประตูของพระเจ้า) แต่ภาษาสุเมเรียนยังคงเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเหมือนดิม
พวกฮูไรท์                

 ดินแดนเมโสโปเตเมียตอนเหนือ ได้รับการรุกรานจากพวกฮูไรท์ที่มาจากแถวทะเลสาบแวน พวกนี้รุกรานต่อไปในอัสซีเรีย เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตุรกี ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ ทุกแห่งที่พวกฮูไรท์เข้าไปอยู่ จะไปในลักษณะชนชั้นเหนือกว่าผู้อื่น (Marjanni = นักรบ ; ภาษาอินเดียว่า มารจา = อัศวินหนุ่ม) เป็นเจ้าที่ดิน และที่ดินถือเป็นมรดกสืบสกุล แต่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ยกให้ใครก็ได้ตามใจชอบ พวกนักรบฮูไรท์ใช้รถเทียมม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง                

ด้านศาสนา เทพเจ้าที่สำคัญ คือ เตชุม (เทพเจ้าแห่งดินฟ้าอากาศ) เซปาท (เทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์) และคูมาร์ บิ (บิดาแห่งเทพทั้งหลาย) แต่ชนอารยันชั้นสูงบูชาเทพเจ้าอินเดีย คือ พระอินทร์ มิตรา และวรุณ                

ด้านศิลปะ แผ่นหินสลักภาพนูนต่ำเรียงเป็นแถว และการสร้างบ้านตามยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐานเมโสโปเตเมียแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยโบราณคำว่าเมโสโปเตเมียเป็นภาษากรีก มีความหมายว่าดินแดนระหว่างแม่น้ำที่สอง คือ แม่น้ำไทกรีส และ ยูเฟรตีส ปัจจุบันคือ  ประเทศอิรัก มีนครหลวงคือกรุงแบกแดด แม่น้ำทั้ง 2 สายมีต้นน้ำอยู่ในอาร์มีเนีย และเอเซียไมเนอร์ไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ตอนล่างเรียกว่า  บาบิโลเนีย   เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อเรียกในสมัยหนึ่งว่า ชินาร์ เกิดจากการทับถมของดินที่แม่น้ำพัดพามากล่าวคือในฤดูร้อนหิมะบนภูเขาในอาร์มีเนียละลายไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยัง บริเวณปากน้ำทำให้พื้นดินตรงปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 1 ไมล์ครึ่ง ทุกๆ ศตวรรษ อาณาบริเวณที่เรียกว่าเมโสโปเต-เมีย มีทิศเหนือจรดทะเลดำ และทะสาบแคสเบียน ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดที่ราบซีเรีย และปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกจรดที่ราบสูงอิหร่านเมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย มีความอุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อชาติใดมีอำนาจก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใด จะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่ และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตก กับตะวันออกตลอดสมัยประวัติศาสตร์ ดังนั้น ประวัติเรื่องราวต่างๆ ของชนชาติเหล่านี้จึงค่อนข้างสับสนประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญของแต่ละแคว้นที่แยกออกจากกัน และเรื่องราวทางอารยธรรมในเมโสโปเตเมียมีหลักฐานยืนยันทางโบราณคดีว่าเก่าแก่นานนับถึง
8,000 - 7,000
B.C. เช่น การขุดพบหมู่บ้านที่เมืองจาร์โม ในอิรักใกล้แม่น้ำไทกรีส  เมืองซาทาล ฮือยึค ภายใต้ของอนาโตเลีย ซึ่งเมื่อเทียบกับอิยิปต์แล้ว หลักฐานทางโบราณคดีในเมืองเก่าแก่ใกล้ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์คือที่ไฟยูม มีอายุเพียง 4,500 B.C. เท่านั้น ตัวอักษรของเมโสโปเตเมียก็ปรากฎว่าใช้มานานแล้วอาจจะก่อนอียิปต์หลายร้อยปีอีกด้วย แต่ก็ไม่ปรากฎยืนยันว่าตัวอักษรของเมโสโปเตเมียให้อิทธิพลแก่อียิปต์แต่อย่างใดชนชาติกลุ่มแรกที่มีอายุในสมัยหิน และเข้ามาอยู่อาศัยระหว่างหุบเขาริมแม่น้ำจอร์แดนประเทศอิรัก เรียกว่า เจริโค มีอายุราว 8,000 B.C. การขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดีขุดค้นซากกำแพงยาวสร้างด้วยหิน สูงถึง 12 ฟุต หนา 5 ฟุต และพบซากหอคอยซึ่งมีความสูงถึง 30 ฟุต รูปแบบการก่อสร้างแสดงอารยธรรมดั้งเดิมของมนุษย์ทีใช้มาก่อสร้าง
ชนกลุ่มต่อมา คือซาทาล ฮือยึค มีอายุราว 7,000-5,000 B.C. นักโบราณคดีได้ขุดลงไปพบเมืองต่างๆ ที่ทับถมเป็นชั้นๆ ถึง 12 ชั้น และชั้นที่ 4 พบซากเมืองมีผังต่อเนื่องคล้ายเมืองใหญ่ แต่ไม่มีถนน ตัวอาคารเป็นห้องโถง มีภาพเขียนหนังและตกแต่งปฏิมากรรมที่ทำมาจากเขาสัตว์ งานจิตรกรรมบนผนังของ ซาทาล ฮือยึค หลังจากพิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แล้วปรากฎว่ามีอายุราว 6,200 B.C. เป็นภาพหมู่บ้านที่อาศัยมากมาย มีภาพภูเขาไฟกำลังระเบิด สำหรับงานปฏิมากรรม เป็นรูปปั้นจากดินดำและรูปแกะสลักจากหินชั้นเล็กๆ สูงประมาณ 2-8 นิ้วแม้พวกเจริโคและซาทาล ฮือยึค จะเป็นชนชาติที่ปรากฎหลักฐานว่าเก่าแก่ที่สุดในเมโสโปรเตเมีย แต่ก็เข้าใจว่ายังไม่มีอารยธรรมใดจะเป็นเครื่องยืนยันว่ามีความเจริญหลุดพ้นจากยุคหินหรือยุคโลหะมาได้ ชนชาติเก่าแก่ชาติแรกที่ปรากฎหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรือง และมีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในเมโสโปเตเมีย คือ ชนชาติซูเมอร์และบาบิโลเนีย ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ1. ความคิดสร้างสรรค์รักษา ปรับปรุงและสืบทอดในอารยธรรมของกลุ่มชน 6 กลุ่มคือ1.1 สุเมเรียน (Sumerians)1.2 อัคคาเดียน (Akkadians)1.3 อะมอไรท์ (Amorites)1.4 คัสไซท์ (Kassites)1.5 อัสซีเรียน (Assyrians)1.6 แคลเดียน (Chaldeans)2. แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้นเกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะขึ้น3. พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพงป้องกันศัตรูภายนอกแม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้นมีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ 

ชาวสุเมเรียน

                สุเมเรียน (Sumerians) เป็นชนชาติแรกที่สร้างความเจริญขึ้นในบริเวณเมโสโปเตเมีย เข้ามาอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไทกริสเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสต์กาล บริเวณที่เข้ามาตอนแรกคือ แคว้นซูเมอร์ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของเมโสโปเตเมียติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีลักษณะเป็นนครรัฐ แต่ละนครรัฐมีอิสระไม่ขึ้นต่อกัน เช่น ลากาซ บาบิโลน อูร์ อูรุค นิปเปอร์ 

การปกครอง

พระหรือนักบวชมีอำนาจมาก พระมีอำนาจในการปกครองแผ่นดินและเป็นประมุขสูงสุดเรียกว่า Patesi ทำการปกครองในนามของพระเจ้าดูแลควบคุมกิจการภายในนครรัฐเศรษฐกิจและสังคมอาชีพ หลักคือเกษตรกรรม มีความชำนาญ มีการใช้ระบบชลประทาน ขุดคลองระบายน้ำ ทำการเพราะปลูกโดยเป็นไร่ขนาดใหญ่ ปลูกผลไม้ ประดิษฐ์คันไถ เครื่องหยอดเมล็ด มีการเลี้ยงสัตว์ เครื่องปั้นดินเผา มีมาตราชั่งตวงวัด การทอผ้าและย้อมผ้า มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมเป็น 3 กลุ่มคือ1. ชนชั้นสูง ได้แก่ กษัตริย์ พระราชวงศ์ พระชั้นผู้ใหญ่ ขุนนาง 2. ชนชั้นสามัญ เป็นเสรีชน ลูกจ้างของขุนนาง 3. ทาส ชาวต่างประเทศและเชลยสงคราม หรืออาชญากรที่ถูกลงโทษ

การเขียนหนังสือ


ชาวสุ เมเรียนเป็นชนชนาติแรกในบาบิโลเนียที่รู้จักการเขียนหนังสือตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสต์กาล โดยการประดิษฐ์อักษรรูปลิ่ม หรือที่เรียกว่า คูนิฟอร์ม (Cuneiform) ภายหลังได้ดัดแปลงแก้ไข มีการคิดเครื่องหมายต่างๆ เพื่อใช้แทนภาพ

ศาสนา

ซิก กูแรตมีส่วนสำคัญมากในชีวิตของชาวสุเมเรียน พระดำรงตำแหน่งในการปกครองและตำแหน่งสำคัญอื่นๆ นับถือพระเจ้าหลายองค์พร้อมๆกัน มีการสร้างหอวิหารใหญ่โตเรียกว่า ซิกกูแรต (Ziggurat) เป็นวัดที่มีรูปร่างคล้ายปิรามิด ทำเป็นชั้นๆสร้างขึ้นด้วยอิฐ เพื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้า... สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ก่อสร้าง ด้วยอิฐ เนื่องจากมีดินเหนียวบริเวณนี้มาก มีสองประเภทคือ อิฐตากแห้ง (Sun died brick) และอิฐเผาไฟ (baked brick) ซึ่งป้องกันความชื้นได้ดี ใช้สร้างยกพื้น กำแพงและส่วนก่อสร้างที่ต้องการความมั่นคงถาวร ปฏิทินเป็น แบบจันทรคติ เดือนหนึ่งมีประมาณ 29.5 วัน ปีหนึ่งมี 12 เดือน ปีหนึ่งมี 354 วัน เดือนหนึ่งแบ่งออกเป็น 4 สัปดาห์ๆ ละ 7-8 วัน วันหนึ่งแบ่งเป็นกลางวัน 6 ชั่วโมง กลางคืน 6 ชั่วโมง (1 ช.ม. = 2 ช.ม. ในปัจจุบัน) 

วรรณกรรม

มีนิยาย กาพย์ กลอน ซึ่งท่องจำต่อๆกันมา งานส่วนใหญ่เกี่ยวกับศาสนา เช่น บทสวด คำโคลงสดุดีเทพเจ้า ฯลฯ ที่เด่นที่สุดคือ มหากาพย์กิลกาเมช ซึ่งเป็นเรื่องราวของวีรบุรุษกิลกาเมซซึ่งเป็นกษัตริย์ชาวอูรุก ต่อไปผมจะเล่าเรื่องมหากาพย์กิลกาเมชให้ท่านผู้อ่านทุกๆท่านฟังครับ แน่นอนว่าหลายๆท่านต้องอยากอ่านแน่ๆครับสุเมเรียนมีอำนาจปกครองบริเวณซูเมอร์เกือบพันปี ต่อมาพวกชนเผ่าเซเมติคแทรกซึมทางตะวันตก ผู้นำชนเผ่าคือ พระเจ้าซาร์กอนแห่งแอคคัดได้ยกกำลังกองทัพลงมาในเชตซูเมอร์ ทำให้นครรัฐสุเมเรียนยอมแพ้

 

อาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia) บาบิโลเนีย (เก่า)หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำนาจลงเพราะการทำสงครามกับชนเผ่าอื่นๆที่เข้ามารุกรานและแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia Kingdoms) ขึ้นมา มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองบาบิโลน ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรทีส อาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์ (Centralization) มีการเก็บภาษีอากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้าต่างๆ อย่างใกล้ชิด ผลงานที่สำคัญของอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้แก่ การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi, 1792-1745 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งมีชื่อเรียกว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บนแผ่นศิลา หลักการของกฎหมายมีรากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียน แต่ได้จัดให้เป็นระบบ และให้อำนาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่งขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (an eye for eye, atooth for a tooth) ในการลงโทษ กล่าวคือ ให้ใช้การทดแทนความผิดด้วยการกระทำอย่างเดียวกันอย่างไรก็ตาม ฝ่ายปกครองมีอำนาจได้ไม่นาน เพราะพวกพระกลับมีอิทธิพลเช่นเดิม อาณาจักรบาบิโลเนียจึงเริ่มอ่อนแอและถูกพวกฮิตไทต์ (Hittite) ซึ่งอพยพมาจากทางเหนือและใต้ (ซึ่งมาจากเทือกเขาซากรอส ) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1590ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาพวกฮิตไทต์ก็เสียอำนาจให้แก่พวกคัสไซต์และ เข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี บาบิโลเนีย (ใหม่)เมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึงเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสก็สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก ในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar, 605-562 ปีก่อนคริสต์ศักราช) พวกคาลเดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลนได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการชลประทาน ทำให้สวนลอยนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียนในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้านเกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางดาราศาสตร์ มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่างถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ริเริ่มนำความรู้ทางดาราศาสตร์มาทำนายโชคชะตาของมนุษย์เมื่อ 539 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาราจักรบาบิโลเนียใหม่ถูกกองทัพเปอร์เซียโดยการนำของ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great, 559-530 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เข้ายึดครองและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เรืองอำนาจอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบเมโสโปเตเมียในยุคโบราณได้สิ้นสุดลงไปด้วย 

อาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia) (ประมาณปี 1,900 729 B.C.)

ชาวบาบิโลเนียเป็นพวกเซมิติค (Semitics) สาขาหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรอัสซีเรีย อารยธรรมที่บาบิโลเนียได้พัฒนามาจากอารยธรรมของชาวสุเมเรียน ซึ่งมีความเจริญมาก่อนเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ได้แก่ ความเจริญทางด้านการค้า ศิลปกรรม การปกครอง และการสื่อสารซึ่งยังคงใช้อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เป็นภาษาสื่อสารกันทั่วมหาอาณาจักร

           อักษรคูนิฟอร์มต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi 1800 B.C.) พระองค์ได้ต่อสู้และทำสงครามกับพวกเมโสโปเตเมียกลุ่มอื่น ๆ จนได้รับชัยชนะและได้รวบรวมอาณาจักรทั้งหลายเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน เรียกว่าอาณาจักรบาบิโลเนีย มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่กรุงบาบิโลน (ในพระคัมภีร์ไบเบิลเรียกบาบูโลน) 

พระเจ้าฮัมบูราบีพระเจ้าฮัมมูราบีเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปกครอง พระองค์ได้จัดระบบกฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้ปกครองประเทศ พร้อมกันนี้ได้ทรงประกาศให้ชาวเมืองยึดถือมหาเทพมาร์ดุค (Marduk) เป็นมหาเทพประจำเมือง ผู้ทรงมองอำนาจสิทธิในการปกครองประเทศให้กับพระองค์ เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงมีลักษณะเป็นแบบสมมติเทวราช (Semi-divinity)

 

 

เทพมาร์ดุคต่อมาหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบีแล้วอาณาจักรบาบิโลเนียได้ถูกทำลายลง โดยพวกแคสไซต์ (Kassites) ซึ่งเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่ตอนกลางของทวีปเอเซีย ความเจริญทั้งหลายจึงย้ายมารุ่งเรืองในอาณาจักรอัสซีเรีย ประมาณ 1,000 612 B.C. และในครั้งนี้อาณาจักรบาบิโลเนียได้กลายเป็นศูนย์กลางทางอารยธรรมของโลกในยุคนั้น โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปกรรม และการธุรกิจ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นอันมากในรัชสมัยของพระเจ้า Nebuchadnezzar (ประมาณปี 605 561 B.C.) หลังจากในช่วงรัชสมัยนี้แล้ว อาณาจักรบาบิโลเนียมีความเจริญอยู่เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จากนั้นได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่นั้นมา ศิลปกรรมในสมัยนี้มีทั้งประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จิตรกรรม : สำหรับจิตรกรรมนั้นมีน้อยมาก แต่เท่าที่พบได้เป็นภาพเขียนตามฝาผนัง พระราชวังหรือตามสถานที่ก่อสร้างของสาธารณชน ภายในภาพเป็นเรื่อง ราวเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาหรือมุ่งเน้นสอนทางด้านศีลธรรมจากการขุดค้นพบซากโบราณสถานต่าง ๆ นักโบราณคดีได้พบซากพระราชวังของพระเจ้าซิมริลิม (Ziimrilim) ที่เมืองมารี (Mari) ปัจจุบันชื่อ เทลเลล ฮาริรี (Tellel Hariri) ซึ่งอยู่ตอนกลางบริเวณแม่น้ำยูเฟรตีน แสดงให้เห็นถึงภาพเขียนฝาผนังแบบ Frescoes (การเขียนภาพบนฝาผนังปูนเปียก) เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา การระบายสีใช้สีเข้มและหลายสี เช่น สีแดง เหลือง เทา ดำ น้ำตาล นิยมตัดเส้นเพื่อเน้นลวดลายให้เด่นชัด การจัดภาพลักษณะคล้ายภาพของอียิปต์ กล่าวคือ นิยมวาดให้ใบหน้าและศีรษะ แสดงออกทางด้านข้างดวงตา และลำตัวช่วงบนแสดงทางด้านหน้า แต่เท้ากลับแสดงเป็นด้านข้างอีกทั้งรูปทรงของสิ่งต่าง ๆ ในภาพนั้นนิยมใช้รูปทรงทางเรขาคณิต และมีลักษณะเป็นแบบมโนคตินิยม (Idealism) ประติมากรรม : ประติมากรรมที่ขุดพบได้ส่วนมากเป็นแบบนูนสูง (High relief) นิยมหล่อ ด้วยโลหะหรือแกะสลักจากหิน เป็นพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ บางภาพเป็นรูปพิธีกรรมทางศาสนา ประติมากรรมในสมัยนี้ขุดพบได้น้อยมาก ที่เหลือพอให้ศึกษาได้มีดังนี้ ประติมากรรมแบบนูนสูง - เป็นรูปมหาเทพแห่งพระอาทิตย์ทรงมอบกฎหมายให้แก่พระเจ้าฮัมมูราบี ที่ฐานมีคำบรรยายด้วยอักษรคูนิฟอร์ม การสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าประมวลกฎหมายที่พระเจ้าฮัมมูราบีใช้ในการปกครองนั้น พระองค์ได้ทรงรับมาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดต่อกฎหมายคือคนที่ละเมิดต่อพระเจ้า นอกจากจะถูกลงโทษทางกฎหมายแล้วยังต้องถูกพระเจ้าลงโทษอีกด้วย ภาพนี้ถ้าพิจารณากันอย่างละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าคล้ายกับเรื่องราวของโมเสส ตอนที่รับบัญญัติสิบประการจากพระเจ้าเพื่อใช้ในการปกครองชาวฮิบรู ศิลปกรรมชิ้นนี้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างเมื่อประมาณ 1,750 B.C. ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ลูฟ (Louvre) ประเทศฝรั่งเศส ประติมากรรมแบบลอยตัว - รูปพระเศียรของพระมหากษัตริย์ สันนิษฐานกันโดยนักโบราณคดีว่าอาจจะเป็นพระเศียรของพระเจ้าฮัมมูราบี งานชิ้นนี้แกะสลักจากหินแกรไนต์ (Granite) พบได้ที่เมืองสุสา (Susa) ทั้ง ๆ ที่งานชิ้นนี้ถูกสร้างในสมัยบาบิโลเนียประติมากรรมแบบลอยตัว - รูปสิงโต (1,900 1,800 B.C.) สร้างด้วยบรอนซ์ (Bronze) ดวงตาฝังด้วยหินสี เข้าใจกันว่าสิงโตตัวนี้อาจจะเป็นตัวหนึ่งในสองตัวที่เฝ้าหน้าประตูวิหาร (Dagan) พบที่เมืองมารี (Mari) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศิลปกรรมของอาณาจักรบาบิโลเนียและ   อัสซีเรีย สถาปัตยกรรม : เนื่องจากชาวบาบิโลเนียนิยมก่อสร้างอาคารด้วยวัสดุจำพวกอิฐเช่น เดียวกับพวกสุ เมเรียนเพราะฉะนั้นศิลปกรรมทั้งหลายจึงยากที่จะพบได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนของอียิปต์ อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีหลายท่านพยายามที่จะค้นคว้าหาหลักฐานจากที่ต่าง ๆ แต่ส่วนมากที่พบนั้นเป็นเพียงฐานราก หรืออาจเป็นซากปรักหักพังซึ่งต้องบูรณะกันขึ้นมาใหม่ และหาหลักฐานจากสิ่งอื่นนำมาประกอบการสันนิษฐาน สิ่งก่อสร้างที่ชาวบาบิโลเนียนิยมสร้าง คือ ซิกกูรัต (Ziggurat) ซิกกูรัตที่ใหญ่ที่สุด คือ ซิกกูรัตที่สร้างในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) เป็นซิกกูรัตที่สร้างขึ้นมาเพื่อถวายแก่มหาเทพ มาร์ดุค (Marduk) ลักษณะของซิกกูรัตนี้เช่นเดียวกับซิกกูรัตทั่ว ๆ ไปของพวกเมโสโปเตเมีย กล่าวคือ มีลักษณะเป็นชั้น 7 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นลานว่าง ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อกันว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับมหาเทพได้บนชั้นสุดท้ายนี้ โดยขึ้นทางบันไดเวียนทั้งด้านในและด้านนอก  สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Garden)      

สวนแห่งนี้พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่เจ้าหญิงแห่งแคว้นมีเดีย ซึ่งเป็นพระมเหสีคนใหม่คนล่าสุดของพระองค์ สวนนี้สร้างเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป ในแต่ละขั้นปลูกไม้ดอกมากมาย ทำให้เวลามองไกล ๆ เห็นเป็นสวนลอยสูงขึ้นจากพื้นดิน จุดประสงค์ในการสร้างสวนแห่งนี้เพื่อให้พระมเหสีคลายความคิดถึงบ้านเกิดของพระนาง นักโบราณคดีหลายท่านได้จัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 อย่างของโลกยุคโบราณ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ไม่เหลือร่องรอยให้เราศึกษาได้ นอกจากคำเล่าลือสืบทอดกันต่อมา และซากฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

 

สวนลอยบาบิโลนประตูอิชตาร์ (Ishtar) ประตูนี้สร้างในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) อีกเช่นกัน จุดประสงค์เพื่อถวายแก่มหาเทวีอิชตาร์ (Ishtar) อันเป็นเทวีประจำเมือง ซึ่งชาวบาบิโลเนียเคารพ นับถือเช่นเดียวกับมหาเทพมาร์ดุค ประตูนี้มีขนาดสูง 47 ฟุต สร้างประมาณ 604 562 B.C. สร้างจากวัสดุประเภทอิฐแต่เคลือบสีสวยงามมาก มีลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ม้า วัว สิงโต และมังกร ฯลฯ ประดับอยู่ทั่วไปเป็นระยะ ๆ ปัจจุบันงานนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน (State Museum of Berlin) ประเทศเยอรมัน

พระราชวัง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักโบราณคดีที่ศึกษาสถาปัตยกรรมของชาวบาบิโลเนีย คือ พระราชวังของพระเจ้าซิมริลิม (Zimrilim) ที่เมืองมารี (Mari) ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย พระราชวังแห่งนี้สร้างประมาณปี 1,800 B.C. มีอาณาบริเวณโดยรอบประมาณ 6 เอเคอร์ ซากกำแพงและส่วนต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าบรรดาห้องในพระราชวังนั้นไม่มีหน้าต่าง แต่อาศัยแสงสว่างที่เข้าทางประตูเท่านั้น ภายในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพสีต่าง ๆ ซึ่งยังคงสดใสอยู่ ภาพสีเหล่านี้เขียนบนฝาผนังเป็นแบบ Frescoes มีลักษณะคล้ายภาพเขียนฝาผนังของชาวไอยคุปต์ ส่วนต่าง ๆ ของพระราชวังเราอาจจำแนกได้ ดังนี้คือ

 ส่วนที่เป็นหอประชุม                

ที่ประทับส่วนพระองค์                

ที่ทำการบริหารงาน                

วิหาร                

โรงครัว                

ห้องเรียน                

ที่เก็บเอกสาร (ชาวบาบิโลเนียและชาวอัสซีเรียมีความสนใจในประวัติศาสตร์มาก เพราะฉะนั้นพวกเขานิยมเก็บบันทึกเรื่องราวธุรกิจประจำวัน โดยบันทึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม แล้วจารึกลงบนแผ่นดินเผา) 

วัฒนธรรมบาบิโลเนีย

อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมของอาณาจักรบาบิโลเนียเก่านั้นส่วนใหญ่ก็ได้รับมาจากอารยธรรมของพวกสุเมเรียน มีเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็คือความเจริญด้านกฎหมาย ศาสนา และศิลปะศาสนา  พวกบาบิโลเนียนนับถือเทพเจ้าของพวกตนและไม่ยอมรับนับถือเทพเจ้าของพวกสุเมเรียน เทพเจ้าที่สำคัญของบาบิโลเนีย คือ เทพมาร์ดุค เดิมเป็นเทพประจำท้องถิ่นของบาบิโลน ต่อมาได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าสูงสุด  อย่างไรก็ตามยังมีอะไรบางอย่างเหมือนพวกสุเมเรียนคือการไม่เชื่อในโลกหน้า เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งในศาสนาของพวกบาบิโลเนียก็คือ ความเชื่อในเวทมนต์คาถาและความเชื่อถือโชคลาง               

ทางโครงสร้างสังคมของบาบิโลเนียนนั้นจะมีสภาพคล้ายพวกสุเมเรียน กล่าวคือมีชนชั้นสูงประกอบด้วย พระและข้าราชการ ชนชั้นกลางมีพวกช่างฝีมือและพ่อค้า ส่วนชนชั้นต่ำคือ ชาวนาชาวไร่และทาส พวกทาสของบาบิโลเนียนได้รับการปฏิบัติอย่างดีและมักได้รับการปลดปล่อยเป็นเสรีชนมากที่สุด               

สถานภาพสตรีของบาบิโลเนียนนั้นด้อยกว่าสตรีอิยิปต์ แต่ก็ยังอยู่ในสภาพดีกว่าสตรีชาติอื่นในดินแดนพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งถือว่าสตรีคือสมบัติส่วนตน และได้รับการปฏิบัติเยี่ยงทาส สตรีบาบิโลเนียนจะมีสิทธิตามกฎหมาย มีฐานะทางเศรษฐกิจได้รับการพิทักษ์ทางทรัพย์สินแต่สามีก็ยังสามารถขายภรรยาเพื่อชดใช้หนี้สินได้ศาสนาที่ตายแล้วในทวีปเอเชีย1. ศาสนาของพวกบาบิโลเนียน        กำหนดกาลแห่งศาสนาของพวกบาบิโลเนียนนั้น เริ่มต้นเมื่อประมาณ 3,750 ปี จนถึง 500 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นไปตามประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรบาบิโลเนียนั้น ตั้งอยู่ ณ หุบผาแห่งแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ได้แก่ประเทศอิรักในปัจจุบัน ประชาชนแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้ให้กำเนิดอารยธรรมแห่งเอเชียตะวันตก และได้ถูกกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เชียยกทัพเข้ายึดครองเมื่อปี 538 ก่อน ค.ศ. อาณาจักรนี้จึงล่มจมตั้งแต่นั้นมา       

ความเชื่อถือในเทพเจ้า เป็นไปในลักษณะเชื่อว่า ธรรมชาติต่างๆ มีเทพเจ้ากำกับอยู่ และเพทเจ้าเหล่านี้ก็มีลักษณะหรือความเป็นไปแบบมนุษย์เรานี้เอง ทุกๆ เมืองมีเทพเจ้าของตนเองประจำในฐานะเป็นผู้คุ้มครองรักษา และประชาชนแห่งเมืองไหนนับถือเทพเจ้าอะไร ก็ถือว่าเทพเจ้าของตนนั้นยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าอื่นๆ มีการนับถือเทพเจ้า 3 องค์ แบบ ไตรเทพของอียิปต์ เป็นแต่มีชื่อต่างออกไป คือ อนุเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เอนลิล หรือเบลเทพเจ้าแห่งโลก และอีวา เทพเจ้าแห่งน่านน้ำ ต่อจากนั้นก็มีชุดไตรเทพกลุ่มที่ 2 คือ ซิน เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ ชามัช เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ และอดัด หรือ รัมมัน เทพเจ้าแห่งบรรยากาศ พายุ ฟ้าร้องและสายฟ้า เทพแต่ละองค์ดังกล่าวนี้ มีศูนย์กลางแห่งการบูชาในเมืองต่างๆ ไม่เหมือนกัน เช่น เทพอนุ ได้รับการบูชาในเมืองอีเรค เทพชื่อ เอนลิล ในเมืองนิปปุร เป็นต้น       

นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าฝ่ายสตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการให้กำเนิดแก่เทพบุตร เทพ เทพธิดา ในจำนวนเทพฝ่ายสตรีเหล่านี้มีเทพที่นับถือสำคัญที่สุด คือ อุชตาร์ เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก เทียบด้วยเทพวีนัสของชาวโรมัน โบสถ์ หรือซิกกูรัท เป็นตึกใหญ่และสวยงามมาก สร้างไว้ในนครทั้งหลายของบาบิโลเนีย สูงเหนืออาคารบ้านเรือนทั้งหลาย พระเป็นผู้ควบคุมดูแล และโดยปกติ พระเป็นกลุ่มชนที่ได้รับการศึกษาดีโดยเฉพาะ        การบูชายัญของศาสนานี้ มีการฆ่าโค แกะ ปลา มีผลไม้และดอกไม้ วางไว้บนแท่นบูชา มีการสวดอ้อนวอน และมีบทสวดอันคล้องจอง        ประชาชนชาวบาบิโลเนียนถึงความเคลื่อนไหวแห่งดวงดาวด้วยความสนใจใกล้ชิด นับได้ว่าเป็นต้นเค้าแห่งการศึกษาดาราศาสตร์ วรรณคดีที่เหลืออยู่ ได้เล่าถึงเทพนิยายและเรื่องการสร้างโลก ซึ่งนักการศาสนาเชื่อกันว่า ได้มีอิทธิพลเป็นอันมากต่อข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ลตอนต้นๆ ของพวกยิว และคริสเตียน      

ศาสตราจารย์ บราเดน ให้ข้อสังเกตไว้สำหรับศาสนาของพวกบาบิโลเนียน รวม 6 ข้อ คือ

1. ความเจริญควบคู่กันไประหว่างศาสนากับการเมือง (คือเมืองไหนมีอำนาจ เทพเมืองนั้นก็เป็นใหญ่ คล้ายศาสนาของอียิปต์โบราณ)2. มีการรวมเทพเจ้าเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 องค์ คล้ายของอียิปต์

3. มีความโน้มเอียงในการบูชาเทพเจ้าองค์เดียว

4. มีพัฒนาการขนานไปกับศาสนาของพวกเฮบรู

5. มีเรื่องเทพเจ้าเป็นเรื่องสำคัญในศาสนานี้

6. เรื่องชีวิตในอนาคตไม่ถือเป็นสำคัญในศาสนานี้ 

จักรวรรดิอัสซีเรีย

ในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสต์ศักราช พวกอัสซีเรีย (Assyrian) ได้เข้ายึดครองกรุงบาบิโลนและอาณาจักรต่างๆในเอเชียตะวันตก พวกอัสซีเรีย.เป็นนักรบที่กล้าหาญ มีวินัย ใช้อาวุธทำด้วยเหล็ก ซึ่งมีประสิทธิภาพ จักรวรรดิอัสซีเรียมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและมีศูนย์กลางในการปกครองที่เมืองนิเนเวห์ ( Nineveh) พวกอัสซีเรียนมีความเชื่อว่ากษัตริย์ของตนเป็นตัวแทนของเทวราช( human representative) ซึ่งมีเกียรติและศักดิ์ศรีสูงกว่ากษัตริย์ของสุเมเรียนความแตกต่างในข้อนี้แสดงออกทางด้านสถาปัตยกรรม กล่าวคือ ชาวอัสซีเรียนนิยมสร้างวังให้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากกว่าศาสนาสถาน               

มรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญของพวกอัสซีเรียน ได้แก่ การสลักภาพนูนต่ำ (base relief) ซึ่งแสดงภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวอัสซีเรียน อันได้แก่ การล่าสัตว์ และการทำสงคราม ปราบปรามชนชาติต่างๆ ศิลปวัฒนธรรมของอัสซีเรียเจริญถึงขีดสูงสุดในสมัยพระเจ้าอัสชูร์บานิปาล(Assurbanipal 668-627 ปีก่อนคริสต์ศักราช) มีการรวบรวมงานเขียนที่เป็นแผ่นจารึกต่างๆไว้ในห้องสมุดที่เมืองนิเนเวห์ ถึง 22,000 แผ่น นับว่าเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุกในสมัยนั้น

อารยธรรมอัสซีเรียน

1. การปกครอง จักรวรรดิอัสซีเรียก่อตั้งขึ้นได้เพราะทหารอัสซีเรียมีระเบียบวินัยได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี มียุทธวิธีในการรบแบบใหม่โดยใช้กองทัพธนูเหล็กเป็นทัพหน้าตามด้วยกองพันทหารม้าและรถศึก อาวุธทำจากเหล็กขณะชาติอื่นยังใช้อาวุธทองแดงและสำริด ในการปรับปรามศัตรูนั้นอัสซีเรียทำอย่างเด็ดขาดและค่อนข้างโหดร้ายทารุณด้วยการเผาที่อยู่อาศัยฆ่า หรือกวาดต้อนผู้แพ้มาเป็นเชลย กษัตริย์อัสซีเรียถูกเรียกว่า The Great of King or the World of King of Kings กษัตริย์เป็นผู้นำทั้งการปกครองและศาสนา จากความเก่งกล้าสามารถในการรบของอัสซีเรีย ซึ่งสามารถพิสูจน์ตนเองให้โลกได้เห็นว่าเป็นชนกลุ่มแรกในเมโสโปเตเมียที่สร้างจักรวรรดิได้ทั้งในและนอกเมโสโปเตเมีย หรือเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมโสโปเตเมีย หรือได้รับสมญานามว่าโรมันแห่งเอเซีย (The Romans of Asia) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบราชาธิปไตยและเทวาธิปไตยคือลักษณะการปกครองที่กษัตริย์อัสซีเรียใช้ในการบริหารจักรวรรดิ โดยทรงมีอำนาจเต็มในการปกครองสืบทอดต่อๆ กันมาและอ้างดำเนินการปกครองในนามเทพเจ้าอัสซูร์(Ashur) ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดของอัสซีเรีย แต่แรกนั้นทรงยอมให้ชนภายใต้การปกครองของอัสซีเรียคงสภาพการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและศาสนาของแต่ละชุมชนไว้ แต่ต้องยอมส่งบรรณาการแก่อัสซีเรีย ต่อมาด้วยเกรงการกบฎจึงจัดระเบียบการปกครองจักรวรรดิเสียใหม่โดยแบ่งจักรวรรดิออกเป็น 20 มณฑล แต่ละมณฑลมีข้าหลวงปกครองจัดดำเนินการในนามกษัตริย์อัสซีเรีย ขณะเดียวกันได้จัดตั้งคณะผู้ตรวจการทำหน้าที่สอดส่องดูแลทุกข์และความเป็นไปของประชาชนในจักรวรรดิรายงานต่อกษัตริย์ นอกจากนี้ทรงสนับสนุนด้วยการสื่อสารส่งข่าวและจัดระบอบการคมนาคมให้ดีขึ้น ลักษณะการบริหารจักรวรรดิของอัสซีเรียนี้กษัตริย์ดิอุสที่ 1 แห่งเปอร์เซียทรงรับไปใช้บริหารจักรวรรดิเปอร์เซียในเวลาต่อมา

2. วรรณกรรม วรรณกรรมอัสซีเรียลอกเลียนแบบ มาจากสุเมเรียน-อะมอไรท์ กษัตริย์อัสซุร์บานิปาลทรงเห็นคุณค่าของวรรณกรรมและศิลปกรรมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวรรณกรรมนั้น ทรงกำหนดให้รวบรวมแผ่นจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มประมาณ 20,000 แผ่นนำมาเก็บไว้ที่หอสมุดที่กรุงนิเนเวย์ ปัจจุบันแผ่นจารึกเหล่านั้นถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กรุงลอนดอน

3. ศิลปกรรม เพราะอัสซีเรียเป็นชนชาตินักรบ สนใจด้านการทหารและการต่อสู้ผลงานด้านศิลปกรรมส่วนใหญ่ล้วนแสดงออกซึ่งความกล้าหาญทรงไว้ซึ่งอำนาจ เช่น ภาพการสู้รบและการล่าสัตว์ในแบบแกะสลักเต็มตัวและแกะสลักนูนเด่นครึ่งตัวเช่นสุเมเรียนเคยทำมา

4. ศาสนา อัสซีเรียรับอิทธิพลด้านศาสนาจากสุเมเรียน อะมอไรท์ นับจากการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ นิยมการบวงสรวง นอกจากนี้ พระสามารถทำนายอนาคตด้วยการสังเกตความเป็นไปในพิธีกรรมและปรากฎการณ์ธรรมชาติได้อีกด้วย เทพเจ้าที่สำคัญของอัสซีเรียได้แก่ Ashur คือ เทพเจ้าสูงสุด Ninurta คือ เทพเจ้าแห่งสงคราม Nabu คือ เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ Ishtar คือ เทพเจ้าแห่งความรัก 

คาลเดียน(บาบิโลเนียใหม่)         

เมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึงเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสก็ สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก ในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar, 605-562 ปีก่อนคริสต์ศักราช) พวกคาลเดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลนได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการชล ประทาน ทำให้สวนลอยนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียนในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้านเกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางดาราศาสตร์ มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปี ได้อย่างถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ริเริ่มนำความรู้ทางดาราศาสตร์มาทำนายโชคชะตาของ มนุษย์

          เมื่อ 539 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาราจักรบาบิโลเนียใหม่ถูกกองทัพเปอร์เซียโดยการนำของ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great, 559-530 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เข้ายึดครองและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เรืองอำนาจ อยู่ในบริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบเมโสโปเตเมียในยุคโบราณได้สิ้นสุดลง ไปด้วย

 

 

น.ส.พูลทิพย์   อุไรวงศ์          เลขที่ 14

น.ส.ศรัญญา   วระกฎ            เลขที่ 15

น.ส.สุจิตรา     วิทยเบญจางค์ เลขที่ 16

น.ส.สรยา       วุฒิวิทยารักษ์  เลขที่ 20

น.ส.กชพร      เกรียวกระโทก  เลขที่ 35

น.ส.วารุณี      ภักตรามุข       เลขที่ 37

ชั้น ม.6/1 

 

รูปภาพของ silavacharee

 รายชื่อกลุ่มไม่มี แล้วจะให้คะแนนได้อย่างไรInnocent

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 415 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • isaacwagnervjfh
  • WKSMANEEJUN