การพูดต่อประชุมชน

รูปภาพของ dsp6473

ประเภทของการพูดต่อประชุมชน
การพูดต่อประชุมชนจำแนกประเภทได้หลายวิธี เช่น ตามวิธีนำเสนอ ตามจุดมุ่งหมาย ตามเนื้อหาที่พูด ตามโอกาสที่พูด และตามรูปแบบ
เมื่อแบ่งตามวิธีนำเสนอ จำแนกได้เป็น ๔ ประเภท คือ
๑. การพูดโดยฉับพลันหรือกะทันหัน เป็นการพูดที่ผู้พูดไม่รู้ตัวมาก่อนจะต้องพูดไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าทั้งในด้านเนื้อเรื่องที่จะพูด แต่ก็ได้รับเชิญหรือได้รับมอบหมายให้พูด จึงต้องเตรียมลำดับความคิด และวิธีนำเสนออย่างฉับพลัน เช่น การพูดกล่าวอวยพรในวันเกิด กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน กล่าวขอบคุณผู้มีอุปการะสนับสนุน การพูดกะทันหันนี้ หากผู้พูดได้รับเชิญในลักษณะดังกล่าวข้อที่ควรปฏิบัติเพื่อให้การพูดประสบความสำเร็จ ก็ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้
- ต้องคุมสติให้มั่น อย่าประหม่าหรือตกใจตื่นเต้นจนเกินไป ทำจิตใจให้ปกติและสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองด้วยการสร้างความพึงพอใจและความยินดีที่จะได้พูดในโอกาสเช่นนั้น
- ให้นึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เรียนรู้หรือได้พบเห็นมา ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์แก่ผู้ฟัง และเป็นเรื่องราวที่เข้ากับบรรยากาศที่จะพูด แม้ว่าขณะนั้นจะมีเวลาโอกาสสั้นๆ ก่อนจะพูดก็ควรนึกคิดรวมทั้งขณะที่เดินจากที่นั่งไปยังที่จะพูด
- กำหนดเรื่องที่จะพูดให้ชัดเจน กำหนดเวลาพูดให้เหมาะสมกับโอกาส และงานนั้นๆอย่าพูดไปโดยไม่มีการกำหนดหัวเรื่อง และกำหนดเวลาไว้เพราะจะมีผลให้การพูดไม่ดี คนฟังก็เบื่อหน่าย
๒. การพูดโดยอาศัยต้นร่าง การพูดแบบนี้เป็นการพูดที่ผู้พูดได้มีโอกาสเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า คือ ผู้พูดรู้ว่าตนเองได้รับเชิญ หรือจะต้องพูดในเรื่องอะไรบ้าง จึงมีเวลาในการเตรียมต้นร่างที่จะพูดก่อนล่วงหน้า และซักซ้อมพูดจนแม่นยำ ดังนั้นการเตรียมในเรื่องต่างๆ ที่จะพูดเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักพูดจะต้องปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ
๓. การพูดโดยอาศัยอ่านจากต้นฉบับ การพูดประเภทนี้เป็นการพูดตามต้นฉบับที่เขียนขึ้นซึ่งเป็นการเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ส่วนมากเป็นการพูดทางพิธีการต่างๆ สำคัญๆ เช่น การกล่าวเปิดงานการกล่าวรายงาน การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวรายงานการประชุม การกล่าวคำปราศรัย การกล่าวคำสดุดีการกล่าวคำให้โอวาท การกล่าวต้อนรับที่เป็นพิธีการสำคัญๆ ฯลฯ การพูดประเภทนี้ ผู้พูดจะต้องฝึกฝนตนในเรื่องการอ่านต้นฉบับให้คล่อง การฝึกสายตาเวลาพูด การฝึกอ่านย่อหน้าวรรคตอนและคำศัพท์ที่ยากตลอดทั้งสำนวนการพูดให้เหมาะสม
๔. การพูดโดยวิธีท่องจำ การพูดลักษณะนี้เป็นการพูด ที่ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวท่องจำเนื้อหาอย่างละเอียดจากเอกสาร ตำรา หนังสือต่างๆ อย่างแม่นยำ เช่น การท่องจำตัวเลข จำสุภาษิตคำพังเพย เนื้อหาที่สำคัญๆ การพูดแบบนี้เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องใช้ความเพียรพยายามมากในการจดจำเนื้อหา และจะต้องมีเวลาในการเตรียมตัว เช่น การเทศน์ของพระสงฆ์ การสวดอ้อนวอนบวงสรวงพิธีกรรมของพราหมณ์ การทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ และการทำพิธีกรรมของศาสนาต่างๆ เป็นต้น
เมื่อแบ่งตามความมุ่งหมาย จำแนกเป็น ๔ ประเภท คือ
๑. การพูดเพื่อให้ความรู้หรือข้อเท็จจริง ผู้พูดมีจุดม่งหมายให้ผู้ฟังเจ้าใจเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์เป็นสำคัญ การพูดแบบนี้ต้องใช้วิธีบรรยาย พรรณนา เล่าเรื่อง อธิบาย ชี้แจง
๒. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ ผู้พูดชักจูงให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือศรัทธา มีความคิดเห็นคล้อยตาม หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้พูดตั้งจุดมุ่งหมายไว้ เช่น การพูดชักจูงให้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคโลหิต เป็นต้น
๓. การพูดเพื่อจรรโลงใจ ผู้พูดมุ่งให้เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต หรือเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น รวมถึงการพูดเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายจากความเครียด เช่น การกล่าวคำสดุดี การเล่านิทาน
๔. การพูดเพื่อค้นหาคำตอบ ผู้พูดม่งหมายให้ผู้ฟังช่วยขบคิดหาทางแก้ปัญหาตามที่ผู้พูดชี้ให้เห็น เช่น การตั้งกระทู้ถามให้ผู้อื่นตอบ เพื่อค้นหาคำตอบ
เมื่อแบ่งตามเนื้อหาที่พูด จำแนกได้ ๓ ประเภทกว้างๆ คือ
๑. การพูดเกี่ยวกับนโยบาย เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักการ วิธีการที่จะทำต่อไปในอนาคตตามที่ผู้นำเสนอเห็นสมควร เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ
๒. การพูดเกี่ยวหัวข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและพิสูจน์ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผู้พูดอาจชี้ให้เห็นความจริงแท้ที่ควรเชื่อถือ หรือควรแก่การยอมรับ
๓. การพูดเกี่ยวกับคุณค่าและคุณงามความดี ซึ่งอาจเป็นเรื่องของบุคคล กลุ่มบุคคล วัตถุ หรือการกระทำต่างๆที่ยังมีคุณค่า และคุณงามความดีอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือน่าจะคงอยู่ตลอดไปในอนาคต เช่น วีรกรรมของบุคคลในอดีต การกระทำของบุคคลที่น่ายกย่อง หรือควรแก่การได้รับรางวัล เป็นต้น
เมื่อแบ่งตามโอกาส จำแนกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. การพูดอย่างเป็นทางการ มักเป็นการพูดในพิธีต่างๆ ที่มีการวางแผนหรือแนวปฏิบัติไว้แน่นอน เช่น การกล่าวเปิดประชุมทางวิชาการ การให้โอวาทของผู้อำนวยการ
๒. การพูดกึ่งทางการ มักเป็นการพูดที่ลดความเป็นแบบแผนลง เช่น การพูดอบรมนักเรียนประจำสัปดาห์ การกล่าวขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือกิจกรรมของชมรม
๓. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เช่น การพูดสังสรรค์ การเล่าเรื่องตลกขบขันให้ที่ประชุมฟัง
เมื่อแบ่งตามรูปแบบ จำแนกออกเป็นรูปแบบสำคัญๆ ดังนี้
๑. การสนทนาหน้าที่ประชุม เป็นรูปแบบที่ผู้พูดสองคนหรือมากกว่านั้น สนทนาซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อที่ประชุม
๒. การบรรยาย เป็นการพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น ผู้บรรยายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและได้ศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดี
๓. การอภิปรายเป็นคณะ เป็นการพูดของคณะบุคคลจำนวนประมาณ ๓ - ๕ คน พูดแสดงความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อหน้าผู้ฟังเป็นจำนวนมาก
๔. การซักถามหน้าที่ประชุม เป็นการพูดหน้าที่ประชุม โดยมีการแบ่งผู้พูดเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ฟัง ทำหน้าที่ซักถามปัญหา อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวิทยากรทำหน้าที่ตอบปัญหาต่าง ๆ
๕. การโต้วาที เป็นการพูดโต้แย้งระหว่าบุคคล ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเสนอญัตติ อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านญัตติ มีผู้ตัดสินชี้ขาดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 96 คน กำลังออนไลน์