อารยธรรมกรีกโบราณ

                                                                           

                                                 

         อารยธรรมกรีกโบราณได้แก่อารยธรรมนครรัฐกรีก คำว่า กรีกเป็นคำที่พวกโรมันใช้เป็นครั้งแรก โดยใช้เรียกอารยธรรมเก่าตอนใต้ของแหลมอิตาลี ซึ่งเจริญขึ้นบนแผ่นดินกรีกในทวีปยุโรปและบริเวณชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านเอเซียไมเนอร์ ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่าไอโอเนีย (Ionia) อารยธรรมที่เจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนย์กลางสำคัญที่นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐ สปาร์ต้า นครรัฐเอเธนส์ เป็นแหล่งความเจริญในด้านต่างๆทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลป วิทยาการด้านต่างๆ รวมทั้งปรัชญา ส่วนนครรัฐสปาร์ตาเจริญในลักษณะที่เป็นรัฐทหารในรูปเผด็จการมีความแข็งแกร่งและเกรียงไกร เป็นผู้นำของรัฐอื่นๆ ในแง่ของความมีระเบียบวินัย กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว การศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จึงเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับนครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตา
          ชาวกรีกเรียกตัวเองว่า เฮลีนส์ (Hellenes) เรียกบ้านเมืองของตนว่าเฮลัส (Hellas) และเรียกอารยธรรมของตนว่าอารยธรรมเฮเลนิค(Hellenic Civilization)(1) ชาวกรีกโบราณเป็นชาวอินโด-ยูโรเปียน ชาวกรีกตั้งบ้านเรือนของตนเองอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตรงปลายสุดของทวีปยุโรป ตรงตำแหน่งที่มาบรรจบกันของทวีปยุโรป เอเซีย และแอฟริกา เป็นต้นเหตุให้กรีกโบราณได้รับอิทธิพลความเจริญโดยตรงจากทั้งอียิปต์และเอเซียกรีกได้อาศัยอิทธิพลดังกล่าวพัฒนาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว้ซึ่งลักษณะที่เป็นของตนเองชาวกรีกสมัยโบราณถือว่าตนเองมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ผิดกับชนชาติอื่น และมักจะเรียกชนชาติว่าบาเบเรียนซึ่งหมายความว่าผู้ที่ใช้ภาษาผิดไปจากภาษาของพวกกรีก 
ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

                                                 

      กรีกในสมัยโบราณ อยู่ทางด้านตะวันออกสุดของยุโรปภาคใต้ประกอบด้วยดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลเอเจียน หรือฝั่งตะวันตกของเอเซียไมเนอร์ซึ่งนิยมเรียกว่านครรัฐ ไอโอเนียน (Ionian Cities)(2) รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นตารางไมล์ ในจำนวนนี้ดินแดนส่วนใหญ่คือ ประมาณ 4 ใน 5 คือ ดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินใหญ่ในทวีปยุโรปดินแดนตอนนี้แบ่งออกเป็นภาคใหญ่ๆได้ 3 ภาค คือ
     1. กรีกภาคเหนืออันได้แก่ แคว้นมาซีโดเนีย (Macedonia) เทสซาลี (Thessaly)เอไพรัส (Epirus) รวมอาณาบริเวณประมาณครึ่งของดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินใหญ่ ในสมัยคลาสสิค ไม่นิยมรวมมาซีโดเนียเป็นส่วนหนึ่งของกรีก
    2. กรีกภาคกลาง ได้แก่บริเวณซึ่งเป็นเนินเขาสูง ระหว่างกรีกภาคกลาง และอ่าวคอรินธ์ บริเวณนี้มีสถานที่สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์กรีกอยู่หลายแห่ง เช่น นครเทบีส นครเลฟิ เทอร์มอปิเล(thermopylae) และยอดเขาพาร์นาซุด (Parnasus) อันเป็นที่สิงสถิตของแอโปโล (Apollo) สุริยเทพ ตรงปลายสุดด้านตะวันออกของบริเวณนี้คือแคว้นอันติก (Attica) อันมีเมืองหลวงคือนครรัฐเอเธนส์ ที่กำเนิดของศิลปวิทยาการ ปรัชญาและระบอบการปกครองอันมีชื่อเสียง
    3. เพลอปปอนเนซุส (Peloponnesus)ได้แก่ บริเวณคาบสมุทร ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ อ่าวคอรินธ์ บริเวณนี้เชื่อมติดกับภาคกลาง และภาคเหนือด้วยคอคอดคอรินธ์ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 30ไมล์ใต้บริเวณคอคอดนี้ลงมาคือที่ตั้งของเมืองอาร์กอลิส (Argolis) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมกรีกที่ได้เจริญขึ้นเป็นครั้งแรก ใจกลางของคาบสมุทรแห่งนี้
เป็นที่ตั้งของนครรัฐสปาร์ตา (Sparta) ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการรบและการทหารเมืองโอลิมเปีย (Olympia) ที่สิงสถิตของบรรดาเทพเจ้ากรีกอยู่ชิดกับฝั่งทะเลไอโอเนีย ด้านตะวันตกของคาบสมุทรเพลอปปอนเนซุส
    4.ภูเขาในประเทศกรีกเต็มไปด้วยภูเขาภูเขาเหล่านี้แบ่งกรีกออกเป็นที่ราบในหุบเขาเล็ก แยกออกจากกันมากมายภูเขาเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อคมนาคมระหว่างคนที่อาศัยตามที่ราบในหุบเขาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านตามหุบเขาเหล่านี้จึงมักปกครองตนเองเป็นอิสระต่อกัน คนที่อาศัยอยู่ตามแต่ละหมู่บ้านก็เป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกันบางครั้งเกิดการสงสัยอิจฉาริษยากันจนกระทั่งเกิดการทะเลาะวิวาทกลายเป็นสงคราม พวกที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆในทะเลเอเจียนก็มีลักษณะแยกกันอยู่เช่นเดียวกัน
   5.สภาพพื้นดิน สภาพพื้นดินส่วนใหญ่ของกรีกขาดความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงและเนินเขา ทำให้กรีกขาดดินที่จะเก็บเกี่ยวหว่าน ไถได้ถึง 1 ใน3 พื้นดินที่เหลืออีก 2 ส่วน ถึงแม้จะพอทำการเพาะปลูกได้ ก็ต้องอาศัยแรงงานอย่างมากมาย กรีกมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นทุ่งหญ้าที่เหมาะแก่การเลี้ยงแพะและแกะเท่านั้น ไม่เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์จำพวกวัวควายหรือม้าบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของกรีกได้แก่ที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ กับความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์หรือแม่น้ำไทกรีส และยูเฟรตีสแล้วก็ด้อบกว่ามาก
     แม่น้ำในกรีกเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลเชี่ยวในฤดูที่มีฝนตกมากกระแสน้ำจะพัดพาเอาดินอุดมตามเชิงเขาไป ส่วนในฤดูแล้งน้ำไม่มีการถ่ายเทแม่น้ำจึงกลายเป็นแหล่งเพาะยุงด้วยสภาพพื้นดินดังกล่าว เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นพลเมืองเพิ่มขึ้น อาหารก็ไม่พอเพียงกับจำนวนพลเมืองระดับการครองชีพในกรีก จึงค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามชาวกรีกสมัยโบราณได้ปรับปรุงตนเองในการมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนได้เป็นอย่างดีและได้สร้างสมอารยธรรมอยู่บนรากฐานของเศรษฐกิจที่มั่นคงพอสมควร
      6. ทะเลกรีกจัดเป็นประเทศที่มีความสะดวกสบายในทางออกทะเล ส่วนใหญ่ของแผ่นดินมีลักษณะคล้ายแหลมยื่นไปในทะเลและส่วนที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินไม่ไกลจากทะเลมากนัก ชาวกรีกมีโอกาสมองเห็นทะเลได้จากเกือบทุกๆส่วนของประเทศประกอบกับพื้นดินแห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ชาวกรีกจึงหันเหความสนใจไปสู่ทะเลอนึ่ง ชายฝั่งทะเลกรีกก็มักเว้าๆ แหว่งๆ ใช้เป็นอ่าวธรรมชาติสำหรับจอดเรือกำบังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี และบรรดาเกาะเล็กเกาะน้อยในทะเลเอเจียนก็เป็นเครื่องส่งเสริมให้ชาวกรีกแล่นเรือออกไปไกลๆ ไปสู่เอเซียไมเนอร์และดินแดนตะวันออก 

ความเจริญของชนชาติกรีกโบราณ

1. อารยธรรมดั้งเดิมแถบทะเลอีเจียนก่อนพวกกรีกอพยพลงมา


           ดินแดนแถบฝั่งทะเลทางตะวันตกของเซียไมเนอร์ (Asia Miner) เกาะต่างๆ ในทะเลอีเจียน (Aegean Sea) และเมืองทางแห่งขุนแหลมกรีกเจริญก่อนที่พวกกรีกจะอพยพมาตั้งแต่3000 B.C. พร้อมๆ กันอียิปต์และแถบลุ่มแม่น้ำ 2 สาย ลงมาจนราว 1100 B.C. อารยธรรมแถบนี้รวมเรียกว่าAegean Civilization


      1.1 แถบที่เจริญหน้าที่สุดได้แก่ที่เกาะCvete ซึ่งเจริญสูงสุดในระหว่าง 1700-1400 B.C. อารยธรรมที่แบ่งนี้มีชื่อเฉพาะลงไปอีกว่า Minoan Civilization 

เมืองที่สำคัญที่เกาะ Crete ได้แก่ CnassusKnossus ซึ่ง Sir. Arthur Evans ได้ทำการขุดค้นเมื่อราวค.ศ. 1900 ปราสาทสูงหลายชั้น 3-4 ชั้น มีห้องจำนวนมากและมีห้องใต้ดินทางเข้าวกวนมีระบบการระบายน้ำเสีย การประปามีสถานที่สำหรับเล่นกีฬา มีการใช้ Bronzeและทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโอ่ง ไห ขนาดใหญ่จนถ้วยเล็กๆซึ่งมีลวดลายสวยงาม มีการใช้ทอง งาช้าง และเพชรนิลจินดาเป็นเครื่องประดับมีการวาดภาพตามฝาผนัง มีตัวอักษรใช้เป็นรูปภาพ แบบ Symbolic ซึ่งมีสลักบนแผ่นดิน

     1.2 แถบที่เจริญบนแหลมกรีก เมือง Mycenac

ซึ่งเจริญต่อจากแถบ Crete ราว 1600-1100B.C. ผู้ที่ทำการขุดค้นคือ Heinrica Schliemanr (1870) ปรากฎว่ามีความเจริญทางการก่อสร้างปราสาทมีหอคอยล้อมและมีกำแพงหน้าถึง 10ฟุต หลุมฝังศพใช้หินก้องใหญ่ มีความร่ำรวยเห็นได้จากการใช้ทองสัมฤทธิ์ ใช้เงิน ใช้ทองปิดหน้าศพด้วยน้ำทำด้วยทองและเงิน แหวนทอง ดาบและมีดทำด้วยทองสัมฤทธิ์ พวกกรีกสาขา Achaeans ซึ่งเป็นพวกแรกที่อพยพลงมาจากทางเหนือจะมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่Mycenae นี้ และจะทำความเจริญให้จนผลที่สุดจะถูกพวก Darians เข้ามาคุกคามเมื่อ 1200-450 B.C.

    1.3 เมืองแถบฝั่งAsia Miner-Trov เจริญในระยะแรกนี้เช่นเดียวกัน HeinrichSchlieman เป็นผู้ขุดค้นพบสถานที่แสดงว่าเคยเจริญมาจริงๆได้มีสงครามระหว่างพวกกรีก Myceneans กับ Troy เมื่อราว 1200 B.C. เรียกว่า Trojan War                                                                                                     

          

       

นครรัฐ

          กรีกโบราณมีรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นนครรัฐไม่ได้รวมเป็นอาณาจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเช่นอียิปต์ นครรัฐกรีกเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แต่ละหน่วยคือ รัฐอิสระที่ดำเนินนโยบายและตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง กรีกเรียกหน่วยเหล่านี้ว่าโปลิส กรีกประกอบด้วยโปลิสจำนวนมากมาย แต่โปลิสที่สำคัญและมีบทบาทมากในอารยธรรมยุคโบราณได้แก่ เอเธนส์และสปาร์ตาร์

    สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้กรีกแบ่งแยกอำนาจจากกันมากมายภูเขาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดต่อระหว่างคนที่อาศัยอยู่ตามที่ราบในหุบเขาดังกล่าวดังนั้นหมู่บ้านตามหุบเขาเหล่านี้จึงปกครองตนเองเป็นอิสระ คนในแต่ละท้องที่จะจงรักภักดีแต่เฉพาะในเขตของตนเนื่องจากนครรัฐนี้ การปกครองได้มีประชาชนเข้าร่วมด้วยอย่างใกล้ชิดยังมุ่งจัดการศึกษาเพื่ออบรมจิตใจ สติปัญญา ให้เฉลียวฉลาดทุกด้านนอกจากนี้ก็มีการอบรมเกี่ยวกับทหาร เด็กผู้ชายชาวเอเธนส์เมื่ออายุ 7 ปี จะต้องไปเข้าโรงเรียน เวลาไปโรงเรียน มีพี่เลี้ยงคอยดูแลพี่เลี้ยงโดยมากเป็นทาส พวกทาสที่เป็นพี่เลี้ยงพาเด็กไปโรงเรียน เรียกว่า เพดาก๊อจ(pedogoge) นอกจากนี้ พ่อแม่ยังมอบอำนาจให้ควบคุมดูแลความประพฤติของเด็กและลงโทษเด็กได้ด้วยคำว่า เพดาก๊อจ ต่อมากลายเป็นคำศัพท์ว่า เพดากอดี้ (pedagogy) ซึ่งแปลว่าวิชาครู ปัจจุบันใช้ว่า education 
       นครรัฐของกรีกกำเนิดขึ้นเพราะความจำเป็นต้องร่วมกันในการป้องกันภัยจากศัตรูการค้าขยายตัวและประการสุดท้ายธรรมชาติมนุษย์ที่นิยมอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่ ในขั้นต้นมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่เล็กๆเป็นหมู่ของครอบครัวที่สืบมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน เรียกว่าโคตร ตระกูล เมื่อหลายโคตรตระกูลมารวมกันเข้ากลายเป็นหมู่ใหญ่เรียกว่าวงศ์วาน และเมื่อมีหลายวงศ์วานเข้าก็รวมกันเป็นเผ่าพันธุ์ และเผ่าพันธุ์เหล่านี้เข้ามารวมกันอยู่ในนครรัฐส่วนการปกครองภายในนครรัฐนั้น ในขั้นต้นราษฎรเลือกหัวหน้าหมู่ขึ้นปกครองดำรงตำแหน่งกษัตริย์และมีคณะขุนนางอันได้แก่ ราษฎรชั้นสูงเป็นที่ปรึกษา ภายหลังพวกขุนนางก็ชิงอำนาจการปกครองมาไว้ในคณะของตนครั้นนานวันเข้าเมื่อราษฎรไม่พอใจในการปกครองของขุนนาง ก็ได้ชิงอำนาจปกครองมาอยู่ที่ตนเองมีลักษณะเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ราษฎรทุกคนมีส่วนในการปกครองนั้น บางนครรัฐก็มิได้วิวัฒนาการการปกครองในรูปประชาธิปไตยแต่มีการปกครองในรูปอื่น เช่น การปกครองแบบคณาธิปไตยหรือโดยชนหมู่น้อย (Oligarchy)การปกครองโดยชนชั้นสูงผู้ดีหรืออภิชน (Aristocracy) และปกครองโดยอำนาจปกครองอยู่ในมือคนคนเดียวคือปกครองแบบทรราชย์(Tyranny)
        สภาวะทางการเมืองและสังคมแบบนครรัฐไม่ส่งเสริมความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันชาว กรีกทั้งมวลพัฒนาการที่จะนำไปสู่ความเป็นอาณาจักรเดียวกันจึงเป็นได้ยาก อีกทั้งไม่เกื้อกูลในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในกรณีที่มีการคุกคามจากภายนอกนครรัฐกรีกทั้งปวงแตกต่างกันในการพัฒนาความก้าวหน้า บางนครรัฐอาจเจริญก้าวไปไกลกว่านครรัฐอื่นๆนครรัฐที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งที่สุด คือนครรัฐสปาร์ตาแต่นครรัฐที่เจริญที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดต่อโลกสมัยต่อมาคือ นครรัฐเอเธนส์
นครรัฐสปาร์ตา
      นครรัฐสปาร์ตา เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดและทรงอำนาจแข็งแกร่งที่สุดในบรรดานครรัฐกรีกทั้งหลายเป็นผู้นำทางด้านการทหาร เนื่องจากมีกองทัพที่มีระเบียบวินัยและเกรียงไกรที่สุด(1)ประกอบขึ้นด้วยทหารที่มีความเสียสละอดทนและอุทิศชีวิตเพื่อความยิ่งใหญ่ของนครรัฐ
ประชาชนในนครรัฐสปาร์ตาแบ่งออกเป็น3 กลุ่ม
    1. สปาร์เตียตส์(Spartites) เป็นพวกดอเรียนส์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในสปาร์ตาถือเป็นชาว สปาร์ตาโดยแท้ พวกนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนครรัฐ ทำหน้าที่เป็นทหารรัฐ
    2.เปริโอซิ ((Perioeci) คำนี้ภาษากรีกแปลว่าผู้ที่อาศัยอยู่โดยรอบ ได้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโดยรอบนครรัฐสปาร์ตา เป็นชาวเลซีเดโมเนียนที่สืบเชื้อสายปะปนกันมา พวกนี้จัดเป็นเสรีชนและมีส่วนในกิจการต่างๆภายในหมู่บ้านของตน แต่ขาดสิทธิในทางการเมืองภายในนครรัฐ สปาร์ตาขาดสิทธิในการสมรสกับหญิงสปาร์เตียตส์ มีหน้าที่ต่อรัฐคือรับราชการทหารและประกอบการ กสิกรรม
    3.เฮล็อต (Helot) พวกนี้เป็นชนพื้นเมืองเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มาก่อน เมื่อพวกเลซีเดโมเนียนเข้ามาตั้งบ้านเรือน ก็ได้ปกครองคนเหล่านี้ในฐานะเป็นทาสของรัฐ มีหน้าที่ทำงานในที่ดินของผู้ที่เป็นนายและแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินให้แก่ผู้ที่เป็นนาย พวกเฮล็อตนั้นเป็นชาวกรีกโดยแท้และมีจิตใจรักอิสรภาพเช่นชาวกรีกทั้งหลายเมื่อมาถูกจำกัดอิสรภาพและลดฐานะก็เกิดความไม่พอใจ และมักปักใจอยู่กับการก่อการปฏิวัติพวกสปาร์เตียตส์ก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี ดังนั้น เมื่อมีการสงสัยว่าเฮล็อต คนใดคิดการปฏิวัติ ผู้นั้นจะได้รับโทษถึงประหารชีวิตทันที                   ชาวกรีกโบราณมีคุณลักษณะพิเศษที่น่าชื่นชมอยู่ 2 ประการคือ
    1.เป็นผู้มีสติปัญญารอบรู้ สิ่งนี้เป็นผลมาจากความอยากรู้อยากเห็น และมีจิตใจเป็นผู้ชอบซักถามและมีวิจารณญาณที่ดี ชอบค้นคว้าแสวงหาเหตุผลของทุกๆ สิ่งที่อยู่รอบตัวและในชุมนุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไป
    
2.เป็นผู้มีความรู้สึกละเอียดอ่อนละมุนละไมในความงดงามและมีพลังความสามารถที่จะสร้างสิ่งที่งดงามด้วย
        คุณลักษณะ 2 ประการดังกล่าว ชาวกรีกโบราณได้ประสบผลสำเร็จในการสร้างสมอารยธรรมอันเป็นมรดกตกทอดมาสู่ โลกตะวันตกจนถึงปัจจุบัน
สาเหตุที่สปาร์ต้าไม่เป็นผู้นำในอารยธรรมกรีก
        ในสมัยศตวรรษที่7 ที่หลักฐานเชื่อถือได้ว่าสปาร์ต้าเป็นผู้นำในอารยธรรมกรีก กวีเอกชาวกรีก ได้เขียนไว้ในโคลงของเขาบรรยายถึงการดำเนินชีวิตอย่างสุขสบายเต็มไปด้วยความสุขสงบความรักและความเพลิดเพลินในชีวิตของสปาร์ตาในสมัยศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาลนี้เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบก็แสดงถึงอารยธรรมที่สูงส่งของชาวสปาร์ต้า และชาวสปาร์ต้าก็มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ก็มีการติดต่อกับพวกเอเซียติคกรีก(Asiatic Greek) ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล สปาร์ต้าเริ่มไม่สนใจกับศิลปวิทยาการและสูญเสียฐานะผู้นำทางอารยธรรมไปให้กับเอเธนส์ในที่สุด ซึ่งสาเหตุที่สปาร์ตาไม่เป็นผู้นำในอารยธรรมกรีกนั้นพอจะสรุปได้ดังนี้
        1. สปาร์ตาตั้งอยู่บนคาบสมุทรเพลอปปอนเนซุสซึ่งเกือบจะถูกตัดขาดจากผืนแผ่นดินใหญ่มีเพียงคอคอดรินธ์ ์เชื่อมต่อกับกรีกตอนกลางล้อมรอบด้วยภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกขาดท่าเรือดีๆ ที่จะติดต่อกับโลกภายนอก การรับถ่ายทอดอารยธรรมหรือการเผยแพร่อารยธรรมเป็นไปได้โดยลำบาก
        2. หวาดเกรงพวกเฮล็อตซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในความดูแลของสปาร์ตาจะก่อการกบฎแย่งชิงอำนาจจากพวกตนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนน้อยมาก สปาร์ตาเริ่มหวาดระแวงเกรงตนจะสูญเสียอำนาจเร่งปรับปรุงทางด้านการทหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่สนับสนุนการค้าหรือศิลปวิทยาการใดๆตัดการติดต่อกับโลกภายนอก ไม่ยอมรับแนวความคิดใหม่ๆหรืออารยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ความคิดเห็นส่วนบุคคลและความคิดสร้างสรรค์ก็ถูกขัดขวางมิให้แสดงออกทำให้ชาวสปาร์ตาล้าหลังกว่านครรัฐอื่นๆ ในด้านศิลปวิทยาการและความนึกคิด
      3. สปาร์ตาเชื่อว่าการหลงละเมออยู่ในความสุขความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งและศิลปวิทยาการจะทำให้สปาร์ตาสูญเสียอำนาจในการเป็นรัฐผู้นำในคาบสมุทรเพลอปปอนเนซุสประกอบกับความหวาดระแวงในศัตรูตัวฉกาจคือนครรัฐอาร์กอส จะแย่งขิงอำนาจจากตน ทำให้สปาร์ตา ไม่สนใจในการทำนุบำรุงศิปวิทยาเช่นนครัฐเอเธนส์
รัฐเอเธนส์
ลักษณะพลเมืองรัฐเอเธนส์
        ลักษณะการแบ่งฐานะของพลเมืองในรัฐเอเธนส์ก่อนศตวรรษที่ 7 จะเห็นได้ว่าชนชั้นสูงสุดคือ พวกขุนนางหรือพวกผู้ดีมีตระกูลเป็นพวกที่มีอำนาจสูงสุดมาในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาลฐานะของพลเมืองในนครรัฐเอเธนส์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ การที่พวกผู้ดีหรือ ขุนนาง ซึ่งเคยเป็นพลเมืองชั้นสูงสุดของนครรัฐเริ่มหมดความสำคัญลงทีละน้อยปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจกล่าวคือในระยะศตวรรษที่7 ก่อนคริสตกาล การค้าและอุตสาหกรรมของนครรัฐเอเธนส์เจริญขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วเอเธนส์มีสินค้าออกที่สำคัญคือน้ำมันมะกอก และการทำภาชนะบรรจุน้ำมันมะกอก จัดเป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดพวกชนชั้นพ่อค้าเริ่มร่ำรวยขึ้นและทำการสะสมเงินทองมากขึ้นทุกที ขุนนางบางคนที่ต้องการฐานะร่ำรวยขึ้นก็หันมาจับงานค้าขายบางคนร่ำรวยขึ้นแต่บางคนยากจนลงกว่าเดิม ในระยะนี้ความมั่งมีและทรัพย์สินเป็นที่ยอมรับในวงสังคมและการเมืองเช่นเดียวกันมีความเท่าเทียมกับคนมีตระกูล ฐานะของพลเมืองและสิทธิในการเมืองวัดกันด้วยความมั่งคั่งและทรัพย์สินเงินทองหรือผลิตผลในที่ดิน กล่าวคือผู้ที่มีผลิตผลในที่ดินมากที่สุดเป็นชนชั้นสูงสุด ผู้ที่มีผลิตผลในที่ดินรองลงมาก็เป็นชนชั้นรองลงมาตามลำดับมาในระยะนี้ชนชั้นสูงสุดจึงไม่จำเป็นจำต้องเป็นพวกผู้ดีมีตระกูล แต่เป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองพวกนี้มีสิทธิดำรงตำแหน่งสูงๆ ในทางการเมืองด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกกสิกรที่มีนาของตนเอง แต่ผลิตผลที่ได้จากที่นามีจำนวนน้อยไม่มากพอที่จะจัดอยู่ในอันดับของพลเมืองที่กล่าวมาแล้วพวกนี้รวมกับพวกจ้างฝีมือเรียกว่า ThetesŽ มีความหมายว่ากรรมกรเป็นพลเมืองแต่ขาดสิทธิทางการเมือง
การปรับปรุงของโซลอน (Solon) และการวางรากฐานประชาธิปไตยของเอเธนส์
        การปกครองนครรัฐเอเธนส์ในชั้นต้นก็คล้ายคลึงกับนครรัฐอื่นๆ ของกรีกคือในสมัยต้นๆ มีกษัตริย์ปกครอง ต่อมาเป็นการปกครองโดยอภิสิทธิ์ชนและต่อจากนั้นก็วิวัฒนาการกลายเป็นรูปการปกครองแบบประชาธิปไตย(1)การปฏิรูปการปกครองให้คล้อยตามความต้องการของคนหมู่มากในสังคมขึ้นต่อมาเป็นผลงานของขุนนางชื่อโซลอน(Solon) ซึ่งได้รับเลือกเป็นอาร์คอน เมื่อ 594 ปี ก่อนคริสตกาล 
        ทางด้านอำนาจและตำแหน่งทางการเมืองนั้นเคยเป็นอภิสิทธิ์ของผู้ที่ถือกำเนิดมาในตระกูลขุนนางเก่าๆเท่านั้น โซลอนได้เปลี่ยนแปลงเสียโดยใช้ฐานะทางเศรษฐกิจและทรัพย์สมบัติแทนกำเนิดเป็นเครื่องบ่งสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งทางการปกครอง ราษฎรของเอเธนส์ทั้งหมดแบ่งออกเป็น 4 พวก ตามรายได้โดยไม่จำกัดว่าเป็นรายได้จากที่ดินหรือจากการค้าขาย และผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงสุดเท่านั้นที่จะมีสิทธิที่จะเข้ารับตำแหน่งสูงสุดคือ ตำแหน่งอาร์คอนได้ โซลอนได้ยกฐานะของพวก Thetes เป็นชนชั้นที่4 สังคม มีสิทธิในทางการเมืองบ้างในขอบเขตที่จำกัด เช่นสิทธิในการเลือกแมจิสสเตรท (Magistrate) คือเจ้าหน้าที่สูงสุดในการปกครองรัฐและได้รับสิทธิเป็นทหารในกองทหาร
ระเบียบการปกครองรัฐ โซลอนได้ปรับปรุงใหม่บางประการคือ
     1. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือคณะอาร์คอนคงมีอำนาจหน้าที่ตามเดิม แต่ให้รับผิดชอบต่ำกว่าศาลสูงสุดของประชาชนซึ่งโซลอนได้ตั้งขึ้น
     2. การจัดตั้งสภาสี่ร้อย(Council of Four Hundred) เพื่อเตรียมงานทางด้านนิติบัญญัติมีสมาชิก 400 คน เลือกมาจากพลเมืองทั้ง 4 หมู่ที่ประกอบขึ้นเป็นชาวนครเอเธนส์หมู่ละ 100 คน พลเมืองชั้นสูงสุดทั้ง3 ชั้นของนครรัฐมีสิทธิได้รับเลือกเข้านั่งในสภาส่วนพวกThetes ชนชั้นที่ 4 ยังไม่มีสิทธิ์ 
     3. สภาราษฎร (Assembly)ให้ประกอบด้วยพลเมืองทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปซึ่งมาร่วมประชุมในสภานี้ มีอำนาจหน้าที่เลือกตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือคณะอาร์คอนตามเดิมและมีอำนาจลงมติในปัญหาต่างๆ ที่สภาสี่ร้อยเสนอขึ้นมา
          การปฏิรูประเบียบการปกครองของโซลอนนี้แม้จะนับว่าอยู่ในระบอบธนาธิปไตย(Timocracy) เพราะยังถือเอาทรัพย์สมบัติเป็นเกณฑ์ในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการเมืองก็ดีแต่มีส่วนเป็นประชาธิปไตยอยู่มาก นับได้ว่าเป็นก้าวแรกไปสู่ระบอบประชาธิปไตย
         นอกจากการปรับปรุงระเบียบการปกครองในด้านนิติบัญญัติแล้วโซลอนก็ยังได้ปรับปรุงแก้ไขทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกหลายอย่างคือ
1. โซลอนออกกฎหมายห้ามการส่งพืชผลทุกชนิดออกนอกประเทศเว้นแต่น้ำมันมะกอก ซึ่งมีอยู่มาก การห้ามเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันความขาดแคลนเครื่องบริโภคภายในประเทศ
2. โซลอนออกกฎหมายบังคับให้บิดาสอนบุตรของตนให้ทำการค้าขาย และได้ออกกฎหมายส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมหลายฉบับ ทั้งนี้โดยพิจารณาเห็นว่าที่ดินในรัฐนั้นไม่มีสภาพเหมาะสมแก่การประกอบกสิกรรมจึงได้มุ่งที่จะสร้างความเจริญให้แก่ประเทศทางพาณิชย์และอุตสาหกรรม ซึ่งในสมัยต่อมาเอเธนส์ก็ได้ถือเอากิจการทั้งสองประเภทนี้เป็นหลักสำคัญในการสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมือง
3. โซลอนได้ออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพของหญิงเช่น ห้ามไม่ให้ออกนอกบ้านเวลากลางคืน หญิงในสมัยโซลอนมีเสรีภาพน้อยกว่าในสมัยก่อนๆมาก และมีเสรีภาพน้อยกว่าหญิงในสปาร์ต้าในขณะเดียวกัน ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านมากขึ้นทุกทีอันเป็นเหตุให้อิทธิพลทางสังคมของหญิงน้อยลงเป็นสำคัญ เมื่อโซลอนเป็นว่าได้ทำหน้าที่ของตนให้สิ้นไปแล้ว ทั้งไม่ต้องการอยู่เพื่อแก้ไขกฎหมายก็ตามตราขึ้นอีกจึงได้ออกเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อค้าขายและท่องเที่ยวเป็นเวลา 10 ปี แต่เมื่อกลับมาประเทศของตนโซลอนกลับประสบกับสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงอย่างที่สุดเพราะปรากฏว่าไม่มีใครพอใจในการปรับปรุงแก้ไขของโซลอน แม้ว่าโซลอนจะได้ตรากฎหมายอย่างดีเยี่ยมขึ้นไว้ก็ตาม
อารยธรรมของกรีกสมัยเฮเลนิสติค

 

                                       

        ระยะเวลาภายหลังจาก 323 B.C. ยาวประมาณ 300 ปี อารยธรรมกรีก แพร่หลายออกไปนอกแหลมกรีก ทั่วอาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ขยายไว้อาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ แบ่งแยกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆภายหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์
      1.แถบมาซีโดเนีย (Macedonia) และกรีก เกิดการแก่งแย่งอำนาจในระหว่างแม่ทัพสำคัญๆผลที่สุด Antigonus รวมอำนาจได้
      2.แถบอียิปต์ (Egypt) ตกอยู่ใต้อำนาจของปโตเลมี(Ptolomy) นับเป็นต้นราชวงศ์กษัตริย์ที่ครองอียิปต์สืบต่อมาจาก30 B.C. (Ptolemy 306-285 B.C.)
      3.แถบเอเซียไมเนอร์ (Asia Minor) รวมทั้งแถบลุ่มน้ำไทกรีส(Tigris) และ ยูเฟรตีส (Euphrates) ถึงอ่าวเปอร์เซียศูนย์กลางอยู่ที่เอนทัช (Antioch)
อยู่ใต้การปกครองของขุนพลเสเลคัส(Seleucus) และยังมีอาณาจักรเล็กๆ น้อยๆ ที่ชาวกรีกไปตั้งถิ่นฐานอยู่เอเธนส์ (Athens) ยังคงเป็นศูนย์กลางการศึกษา แต่ศูนย์กลางการค้าค่อยเปลี่ยนไปเป็น เกาะโรส(Rhodes) เมืองอเล็กซานเดีย ( Alexandria) และเมืองเอนทัช(Antioch) อารยธรรมของกรีกแพร่ออกไปยังดินแดนที่ตกอยู่ใต้อำนาจ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชประชาชนทั้งแถบอียิปต์ (Egypt), ซีเรีย (Syria), ชาเลสไตน์ (Palestine), เอเซียไมเนอร์ (Asia Minor) ไม่ว่าจะเป็นชาว กรีกแท้หรือไม่แท้ล้วนแต่ใช้ภาษากรีกทั้งสิ้น
การก่อตั้งสมาพันธรัฐเดลอส
         มหาภัยจากเปอร์เซียครั้งนี้ทำให้พวกนครรัฐในกรีกมีความเห็นว่าการที่จะเข้าร่วมกันแต่เพียงในระยะที่มีสงครามติดพันไม่เป็นการเพียงพอเสียแล้ว ควรจะสร้างสมกำลังไว้แม้ในยามสงบจึงได้จัดตั้งสมาคมหรือสมาพันธ์รัฐขึ้นเรียกว่า สมาพันธรัฐเดลอส(1) หรือThe Delian League ตามชื่อเกาะเดลอส ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) และสมาพันธรัฐใช้เป็นศูนย์กลางและเป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติสมาชิกของสมาพันธรัฐนี้ นอกจากเอเธนส์และนครรัฐที่อยู่ใกล้เคียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรกรีกแล้วยังมีรัฐอีกหลายรัฐที่อยู่ตามเกาะเล็กๆ ในทะเลอีเจียนและรัฐที่เอเซียไมเนอร์
      สมาพันธ์รัฐเดลอสนี้ในชั้นต้นมีจุดประสงค์ให้มีลักษณะเป็นสันนิบาตที่มีทัพเรือรวมกันในการป้องกันภัยจากการรุกรานของเปอร์เซีย แต่ภายหลังเมื่อภัยจากการรุกรานของเปอร์เซียหมดไปจุดมุ่งหมายของสมาพันธรัฐก็เปลี่ยนแปลงไปการรุกรานของเปอร์เซีย แต่ภายหลังเมื่อภัยจากการรุกรานของเปอร์เซียหมดไปจุดมุ่งหมายของสมาพันธรัฐก็เปลี่ยนแปลงไป
      กองเรือของสมาพันธรัฐกลับถูกนำไปใช้ในการปราบปรามนครรัฐที่ต้องการแยกตัวออกหรือใช้บังคับนครรัฐอื่นให้เข้ามารวมกับสมาพันธรัฐตามต้องการ
     ในสมัยของเพริคลิสสมาพันธรัฐก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นจักรวรรดิของเอเธนส์โดยเปิดเผยใน 459 ปี ก่อนคริสตกาล ศูนย์กลางพร้อมทั้งคลังย้ายจากเกาะเดลอสไปยังนครเอเธนส์เพื่อสะดวกในการดำเนินงานตามที่เพริคลิสอ้างสิ่งสำคัญที่สุดแสดงว่าสหพันธรัฐที่ตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจของรัฐสมาชิกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเอเธนส์ก็คือการห้ามมิให้สมาชิกแยกตัวออกจากสมาพันธ์ เพริคลิสได้ใช้กำลังบังคับมิให้รัฐที่ต้องการจะลาออกจากการเป็นสมาชิกทำเช่นนั้น แต่การตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเอเธนส์ก็มีผลดีแก่นครรัฐเล็กๆ เหล่านี้เหมือนกัน นอกจากจะให้ความคุ้มครองจากศัตรูภายนอกแล้ว นครเอเธนส์มีการค้าขายติดต่อกับนครอื่นๆและประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวางและสมาชิกในจักรวรรดิพลอยได้มีส่วนในความมั่นคงนี้ด้วยโดยปกตินครเอเธนส์จะปล่อยให้นครรัฐในอารักขาของตนเหล่านี้ทำการปกครองตนเอง แต่ถ้ามีการจลาจลแก่งแย่งอำนาจชนชั้นสูงและเปลี่ยนระบบการปกครองให้คล้ายระบอบ ประชาธิปไตย ของนครเอเธนส์เอง 

                                                            

ศิลปะกรีก
          ชาวกรีกมีความเชื่อว่า "มนุษย์เป็นมาตรวัดสรรพสิ่ง"ซึ่งความเชื่อนี้เป็นรากฐาน ทางวัฒนธรรมของชาวกรีก   เทพเจ้าของชาวกรีกจะมีรูปร่างอย่างมนุษย์ และไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายเหมือนชาวอียิปต์ ดังนั้นจึงไม่มีสุสานหรือพิธีฝังศพที่ซับซ้อนวิจิตรเหมือนกับชาวอียิปต์
             จิตรกรรมของกรีกที่รู้จักกันดีก็มีแต่ภาพวาดระบายสีตกแต่งผิวแจกันเท่านั้นที่ชาวกรีกนิยมทำมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ เป็นภาพที่มีรูปร่างที่ถูกตัดทอนรูปจนใกล้เคียงกับรูปเรขาคณิต มีความเรียบง่ายและคมชัด สีที่ใช้ได้แก่สีดิน คือเอาสีดำอมน้ำตาลผสมบาง    ระบายสีเป็นภาพบนพื้นผิวแจกันที่เป็นดินสีน้ำาลอมแดงแต่บางทีก็มีสีขาว  และสีอื่น ๆ ร่วมด้วย เทคนิคการใช้รูปร่างสีดำ ระบายพื้นหลังเป็นสีแดงนี้ เรียกว่า  "จิตรกรรมแบบรูปตัวดำ" และทำกันเรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 1 มีรูปแบบใหม่ขึ้นมา คือ "จิตรกรรมแบบรูปดัวแดง"   โดยใช้สีดำอม น้ำตาลเป็นพื้นหลังภาพ   ตัวรูปเป็นสีส้มแดงหรือสีน้ำตาลไม้    ตามสีดินของพื้นแจกัน 
           ประติมากรรมของกรีกส่วนมากเป็นเรื่องศาสนา   ซึ่งสร้างถวายเทพเจ้าต่าง ๆวัสดุที่นิยใช้สร้างงานได้แก่    ทองแดง และดินเผา     ในสมัยต่อมานิยมสร้างจากสำริด และหินอ่อนเพิ่มขึ้น   ในสมัยแรกๆ รูปทรงยังมีลักษณะคล้ายรูปเรขาคณิตอยู่ ต่อมาในสมัยอาร์คาอิก  (200 ปีก่อน พ.ศ.)เริ่มมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากขึ้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า  รูปนักกีฬารูปวีรบุรุษ รูปสัตว์ต่าง ๆ   ในยุคหลัง ๆรูปทรงจะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่สง่างาม มีการขัดถูผิวหินให้เรียบดูคล้ายผิวมนุษย์ มีลีลาที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น    ทำให้ตามธรรมชาตินั่นเอง     สถาปัตยกรรมกรีก   ใช้ระบบโครงสร้างแบบเสาและคาน เช่นเดียวกับอียิปต์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า   จากฐานอาคารซึ่งยกเป็นชั้นๆ ก็จะเป็นฝาผนังโดยปราศจากหน้าต่าง   ซึ่งจะกั้นเป็นห้องต่าง   1 - 3 ห้อง   ปกติสถาปนิกจะสร้างเสารายล้อมรอบอาคารหรือสนามด้วย มีการสลับช่วงเสากัน อย่างมีจังหวะระหว่างเสากับช่องว่างระหว่างเสา ทำให้พื้นภายนอกรอบ ๆ วิหารมีความสว่างและมีรูปทรงเปิดมากกว่าสถาปัตยกรรมอียิปต์ และมีขนาดเหมาะสม  ไม่ใหญ่โตจนเกินไป มีรูปทรงเรียบง่าย สถาปัตยกรรมกรีกแบบพื้นฐาน 2 ใน 3 แบบ เกิดในสมัยอาร์คาอิก คือ แบบดอริก และแบบไอโอนิกซึ่งแบบหลังพบแพร่หลายทั่วไปในแถบเอเชียไมเนอร์ เสาหล่านี้แต่ละต้นจะมีคานพาดหัวเสาถึงกันหมดในสมัยต่อมา เกิดสถาปัตยกรรมอีแบบหนึ่งคือ แบบโครินเธียน  หัวเสาจะมีลายรูปใบไม้  ชาวกรีกนิยมสร้างอาคารโดยใช้สถาปัตยกรรมทั้งสามชนิดนี้ผสมผสานกัน โดยมีการตกแต่งประดับประดาด้วยการแกะสลักลวดลายประกอบ  บางทีก็แกะสลักรูปคนประกอบไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้สีระบายตกแต่งโดยสีน้ำเงินได้รับความนิยมใช้ระบายฉากหลังรูปลวดลายที่หน้าจั่ว  และสีแดงใช้ระบายฉากหลังสำหรับ ประติมากรรมที่หัวเสาและลายคิ้วคาน

 

                                     
                                                      

 

                                             *********************************************** 

จัดทำโดย

น.ส. ธัญพิชชา  อุดมกิจดำรง    ม.6/1  เลขที่  3
น.ส ปนัดดา     แซ่ตั้ง            ม.6/1  เลขที่  4
น.ส. รุ่งอรุณ     ปิ่นกระจาย      ม.6/1  เลขที่  5
น.ส. สุธาศิน     นุ่นลอย          ม.6/1  เลขที่  6
น.ส. สุภาภรณ์   มั่นเขียว         ม.6/1  เลขที่  7
น.ส. สุรินทร์รัตน์  บัวเร่งเทียนทอง ม.6/1 เลขที่ 8
น.ส. พิมพ์ชนก  รุจิโยธานันทน์   ม.6/1  เลขที่ 29     

 


 

 

รูปภาพของ silavacharee

Kiss

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 52 คน กำลังออนไลน์