ยุคราชวงศ์ฉิน

หูฮ่ายเป็นหุ่นเชิดของจ้าว กาว และทรงใช้อำนาจเหล็กอันเหี้ยมเกรียมเสียยิ่งกว่าจักรพรรดิพระองค์แรก กระทั่งปี 209 ก่อนค.ศ. ซึ่งเป็นปีที่ 2 ในการครองราชย์ของจักรพรรดิองค์ที่สอง การลุกฮือใหญ่ของชาวนาซึ่งมีเฉิน เซิ้ง และอู๋ กว่าง เป็นผู้นำ ก็ได้ระเบิดขึ้น จากนั้น คลื่นมหาชนทั่วดินแดนได้ผลึกกำลังกันลุยศึกโค่นล้มอำนาจฉินได้แก่ ประชาชนตามท้องถิ่นชนบท กองกำลังที่ยังเหลือรอดของเหล่าผู้ปกครองอดีตรัฐใหญ่ทั้งหก กลุ่มข้าราชการระดับล่างในแคว้นฉิน ตลอดจนกลุ่มทหารติดอาวุธในบางพื้นที่ และกองกำลังแห่งฉินก็พ่ายยับอย่างสาหัสสากรรจ์
เซี่ยงหวี่ทายาทขุนนางในอดีตรัฐใหญ่ทั้งหก และหลิว ปังข้าราชการระดับล่างในแคว้นฉินผู้มีแนวคิดแบบรากหญ้า ต่างนำทัพของตนลุยฝ่าด่านเข้าโจมตีฉิน ขณะเดียวกัน จ้าวกาวได้ปลิดชีพทั้งหลี่ซือ และฝูซูจักรพรรดิองค์ที่สอง จากนั้น ก็เชิดจื่ออิงพระนัดดาของจักรพรรดิองค์แรกสู่บัลลังก์ ในปี 207 ก่อนค.ศ. กองกำลังเซี่ยงหวี่โจมตีทัพฉินแตกกระจุย นอกจากนี้ ทัพฉินยังพ่ายยับอย่างหนักในสนามรบจู้ลู่ ปีเดียวกัน จื่ออิงก็สังหารจ้าวกาว ปีถัดมา หลิว ปังก็บุกทะลวงไปถึงชานเมืองป้าส้างประชิดเซียนหยาง ในที่สุด จื่ออิงก็เสด็จออกจากเมืองหลวงและยอมยกธงขาว ปิดม่านราชวงศ์ฉินอันยิ่งใหญ่ จากนั้น เซี่ยงหวี่ซึ่งตั้งตัวเป็น ‘ กษัตริย์แห่งฉู่ ' และหลิว ปังเป็น ‘ กษัตริย์แห่งฮั่น ' ในปี 202 ก่อนค.ศ. เซี่ยงหวี่อัตวินิบาตกรรมหนีความอัปยศพ่ายแพ้ และหลิวปังก็ทะยานสู่บัลลังก์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่น
แม้ราชวงศ์จะครองแผ่นดินเพียงชั่วเวลาอันแสนสั้นเพียง 15 ปี แต่อิทธิพลของฉินผู้รวบรวมจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยืนยงเหนือประวัติศาสตร์มาตลอดนับพันปี ดินแดนฉินคือประเทศจีนปัจจุบัน ยกเว้นพรมแดนด้านตะวันตก ตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ระบบการรวบอำนาจสู่ส่วนกลางอย่างสิ้นเชิงของฉิน เป็นแบบอย่างของราชวงศ์ต่อๆมา กำแพงเมืองจีนยังยืนผงาดมาถึงวันนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีอำนาจเผด็จการของยุคราชวงศ์ไหน ดุเดือดเทียมทานฉินได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ราชวงศ์ฉินดับวูบในชั่วเวลาอันแสนสั้น

บุญคุณและโทษของจักรพรรดิจิ๋นซี
หลังจากที่ฉินอ๋องเจิ้ง (พระเจ้าอิ๋งเจิ้ง) สามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นปรึกแผ่น พระองค์ได้ยกเลิกระบบการแต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองท้องถิ่น และได้เปลี่ยนการปกครองประเทศเป็นแบบจังหวัดและอำเภอ ซึ่งมีลักษณะเป็นการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง นอกจากนี้พระองค์ยังทรงได้โปรดให้มีการร่างกฎหมายให้เป็นเอกภาพ ในด้านเศรษฐกิจ พระองค์ทรงดำเนินนโยบายทางด้านการเกษตร มีราชการให้ทั่วประเทศใช้เครื่องชั่ง ตวง วัด และเงินตรา ให้เป็นมาตรฐาน ทรงโปรดให้มีการสร้างถนนที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ ด้านวัฒนธรรม พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้มีการใช้ตัวอักษรแบบเดียวกันทั้งประเทศ ด้านความมั่นคงได้โปรดให้สร้างกำแพงหมื่นลี้ (กำแพงเมืองจีน) เพื่อใช้ป้องกันการรุกรานจากชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ ทั้งหมดนี้จึงเป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงสร้างไว้ให้กับแผ่นดินจีน

 

แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายที่ผิดพลาดในการบริหารประเทศด้วยเช่นกัน ฉินสือหวงตี้ทรงมีพระประสงค์ว่าจะต้องมีพระชนม์ชีพที่ยืนยาว ดังนั้นจึงถูกพวกฟางซื่อ (ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นนักพรตของลัทธิเต๋า) หลอกลวงครั้งแล้วครั้งเล่า ในบรรดานักต้มตุ๋นนี้ มีผู้ที่ฝีมือร้ายกาจอยู่คนหนึ่งนามว่า ฉวีฝู ซึ่งทูลกับฉินสือหวงตี้ว่า “ ในทะเลตะวันตกมีภูเขาเซียน บนภูเขาแห่งนั้นมียาอายุวัฒนะ หากพระองค์ทรงประทานอนุญาตให้ข้าพระองค์นำเด็กชายหญิงพรมจารี 500 คู่ เพื่อไปขอยาอายุวัฒนะ พระองค์ก็จะได้อายุวัฒนะดังประสงค์ ” สุดท้ายจิ๋นซีฮ่องเต้ทรงหลงเชื่อฉวีฝู ทรงประทานทรัพย์สินเงินทองให้เป็นอันมาก พร้อมกับเด็กเด็กชายหญิงพรมจารี 500 คู่ และเรือลำใหญ่อีก 1 ลำ ฉวีฝูหลังจากออกเดินทางมาแล้วก็มิได้หวนกลับมาอีกเลย เล่ากันว่า ฉวีฝูได้พบกับเกาะญี่ปุ่น จึงได้ตั้งรากฐานอยู่ที่นั้น
นอกจากนี้จักรพรรดิจิ๋นซีได้ใช้กำลังทรัพย์และกำลังคนอย่างมหาศาลเพื่อสร้างพระราชวังและสุสานของพระองค์เอง กองทัพหุ่นดินเผาอันยิ่งใหญ่ที่ค้นพบในปัจจุบันนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีเท่านั้น กล่าวขาลกันว่าในช่วงปลายของราชวงศ์ฉิน พระราชวังของจิ๋นซีฮ่องเต้ถูกเผาทำลาย ไฟนั้นไหม้ตัวพระราชวังอยู่นานกว่า 3 เดือนยังไม่ดับมอด พระองค์ได้ใช้กำลังคนกว่า 1 ล้านคนในการก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งมีกว่าครึ่งที่เสียชีวิตไปเพราะอาการเหน็ดเหนื่อยระหว่างการก่อสร้าง


กฎหมายในสมัยราชวงศ์ฉินนี้มีความโหดร้ายมาก ผู้หนึ่งกระทำผิดต้องโทษ 9 ชั่วโคตร ดังนั้นประชาชนจึงมีการต่อต้านการปกครองของราชวงศ์ฉินอยู่ไม่ขาดสาย
เพื่อรวบรวมความคิดให้เป็นเอกภาพ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงโปรดให้มีราชโองการให้เผาตำราต่างๆ ทิ้ง ยกเว้นเสียแต่ตำราเรื่องของการทำการเกษตรและการแพทย์เท่านั้น ในประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า เฝินซู (เผาหนังสือ) นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ประหารบัณฑิตของสำนักหลูที่ชอบวิจารณ์การเมือง รวมไปถึงพวกฟางซื่อ กว่า 400 คน ด้วยวิธีการฝังทั้งเป็น มีการเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เคิงหลู (ฝังบัณฑิต) จากเหตุการณ์เฝิงซู เคิงหลู ครั้งนี้ ได้ทำลายการพัฒนาวัฒนธรรมของจีนไปอย่างมาก

   

 

แหล่งอ้างอิง http://www.thaichinese.net/History/Imperial/imperial.html http://www.thaisamkok.com/china-dynasty-8.shtml http://www.chinaholidaytour.com/tourchina/khong_deechina.php

สร้างโดย: 
น.ส.มนัสชนก และ นางพีรทิพย์ สุคันธเมศวร์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 67 คน กำลังออนไลน์