0201 รัชกาลที่ 1

 พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 1

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายหลายประการในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการป้องกันประเทศ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม สถาปนาราชธานีใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น
ประการแรก ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างราชธานาใหม่แทนกรุงธนบุรี โดยย้ายมาอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ทรงใช้เหตุผลทางยุทธศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะทางฟากตะวันออกนั้น แผ่นดินมีลักษณะเป็นหัวแหลม อีกทั้งยังมีแม่น้ำเป็นคูเมือง ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นชัยภูมิรับข้าศึกได้ดี และไกลออกไปทางทิศตะวันออกก็เป็นที่ราบลุ่ม ดินอ่อนเป็นโคลนเลน เป็นด่านป้องกันข้าศึกได้อย่างดี ทำให้ข้าศึกยกทับมาถึงชานพระนครได้ยาก การสร้างเมืองใช้เวลา 3 ปี มีกำแพงเมืองและป้อมปราการมั่นคง อีกทั้งโปรดเกล้าฯให้ขุดคูเมืองทางทิศตะวันออก ที่เรียกว่า คลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่างในปัจจุบัน พระองค์พยายามจัดผังเมืองให้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยาเท่าที่จะทำได้ สร้างวัดเป็นหลักของพระนคร คือ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระเชตุพน ทรงพระราชทานนามราชธานีใหม่นี้ว่า กรุงเทพมหานครอมรรัตน-โกสินทร์ ทรงสร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถานขึ้นมาในขั้นแรก ได้แก่
1. พระราชมณเฑียรชั่วคราว เป็นที่ประทับชั่วคราว สร้างขึ้นด้วยไม้ เมื่อก่อสร้างพระมหามณเฑียรสถานเพื่อประทับเป็นการถาวรเสร็จ จึงได้รื้อออก
2. พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท จำลองแบบมาจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในกรุงศรีอยุธยา ภายหลังถูกสายฟ้าฟาด เกิดไฟไหม้เสียหายหลังจากใช้งานเพียง 5 ปี
3. พระมหามณเฑียร มีพระที่นั่งประกอบกันถึง 7 องค์ คือ พระที่นั่งจักรพรรดิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอัมรินวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน(ใช้เป็นท้องพระโรงมาถึงปัจจุบัน) พระปรัศว์ขวาและพระปรัศว์ซ้าย หอพระสุราลัยมาน หอพระธาตุมณเฑียร และพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์
4. พระมหาปราสาท หมายถึง หมู่พระที่นั่ง ประกอบด้วย พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งพิมานรัถยา และพระปรัศว์
5. พระที่นั่งพลับพลาสูง ปัจจุบัน คือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท
6. พระที่นั่งทอง เป็นพระที่นั่งขนาดย่อม สร้างขึ้นในสวนวนขวา สำหรับประพาสในพระบรมมหาราชวัง

ด้านการป้องกันประเทศ


ในรัชกาลของพระองค์มีการทำสงครามกับพม่าถึง 7 ครั้ง โดยไทยยกทัพไปตีเมืองของพม่าบ้าง เพื่อแสดงว่าไทยมีการฟื้นตัวและเข้มแข็งเพียงพอแล้ว การสงครามที่แสดงพระอัจฉริยภาพอย่างมากคือ สงคราม 9 ทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงได้ปราบปรามหัวเมืองมอญและไทยใหญ่ได้ และหวังจะเพิ่มพูนพระเกียรติด้วยการปราบปรามประเทศไทย จึงนำทัพเข้าตีประเทศไทย แบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ มาพร้อมกันถึง 5 เส้นทาง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทางด้านทิศเหนือพม่าได้ยกทัพเข้ามาทางเมืองลำปางและหัวเมืองทางแม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำยม และอีกด้านเข้าตีหัวเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำปิง เริ่มตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชรลงมา ทัพหลวงซึ่งใหญ่ที่สุดเข้ามาทางด่างเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งเข้าตีพระนคร ทางด้านทิศใต้เข้ามาทางด่านบ้องตี้ ตีเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เพื่อไปสมทบกับทัพเรือที่เข้ามาทางด่านเมืองมะริด
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีกำลังทหารเพียงครึ่งหนึ่งของพม่า ได้ทรงใช้ยุทธวิธีใหม่ในการสงครามนี้ โดยทรงยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ส่วนอีกทัพทรงให้ไปตั้งรับที่เมืองนครสวรรค์และเมืองราชบุรี อีกด้านหนึ่งทรงส่งพระอนุชาธิราช กรมพระราชวัง-
บวรสถานมงคล เสด็จไปตั้งค่ายที่ทุ่งลาดหญ้าเชิงเขาบรรทัด คอยสกัดทัพพม่าไม่ให้ลงจากเขาได้ กองทัพพม่าจึงต้องหยุดทัพไว้ที่เชิงเขา ทำให้ต้องรับเสบียงอาหารจากแนวหลังแต่เพียงทางเดียว ทางกองทัพจึงจัดหน่วยกองโจรเข้าปล้นเอาเสบียง กองทัพพม่าขัดสนเสบียง เมื่อเข้าพุ่งรบกันพม่าจึงแพ้อย่างง่ายดาย เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว พระอนุชาธิราชจึงรีบยกทัพไปช่วยทัพด้านอื่น และได้รับชัยชนะทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้
ในปีต่อมา พม่าก็ยกทัพมาตีไทยอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า สงค