เรียนรู้กับทัศนศิลป์

 

สถาปัตยกรรม (Architecture



สถาปัตยกรรม คือ ศิลปะของการออกแบบโครงสร้าง
  การออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง
การก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้าง
ตลอดจนการตกแต่งบริเวณและสิ่งแวดล้อมของอาคารสถานที่ให้มีความงาม
ประโยชน์การใช้สอย และความมั่นคงแข็งแรง

    ประเภทของสถาปัตยกรรม
     ถ้าเราพิจารณาสถาปัตยกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งในปัจจุบันและอดีต  เราอาจแบ่งได้  2 ประเภท 

1.  ประเภทที่มนุษย์เข้าไปอยู่อาศัยไม่ได้  ได้แก่  เจดีย์สถูป  อนุสาวรีย์ 
สถาปัตยกรรมประเภทนี้สร้างขึ้นเพื่อ
สนองความต้องการด้านความเชื่อของมนุษย์
 
และเป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนา

2.  ประเภทที่มนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยได้  ได้แก่  อาคารบ้านเรือน  อาคารเรียน หอประชุม เป็นต้น
สถาปัตยกรรมเหล่านี้
 
นอกจากจะคำนึงถึงบริเวณว่างภายในที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์แล้วยังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม
  เช่น  การจัดสวน 
การจัดวางผัง
 การแบ่งบริเวณ  รวมถึงการตัดถนนหนทางด้วย

ภาพพิมพ์ (Printing)
ภาพพิมพ์ หมายถึง งานศิลปะที่สร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการพิมพ์จากแม่พิมพ์หลายชนิด
เช่น ไม้ กระดาษ ยาง โลหะ
เป็นต้น
 
ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายกับงานจิตรกรรมต่างกันที่งานภาพพิมพ์จะต้องสร้างสรรค์ผ่านแม่พิมพ์
การพิมพ์ภาพ
มีหลายเทคนิค
  เช่น พิมพ์พื้นราบ
พิมพ์กระจก พิมพ์ตะแกรงไหม พิมพ์กัดกรด พิมพ์
แกะไม้ พิมพ์ร่องลึก เป็นต้น

 

ภาพถ่าย (Photography)

     ภาพถ่าย
เป็นการถ่ายภาพที่ต้องใช้เทคนิคแปลกไปจากการถ่ายภาพธรรมดา
เป็นภาพที่ชมแล้วเกิดความคิด มีความเจริญ
ทางสติปัญญาและสร้างสรรค์ ไม่ใช่ภาพถ่ายอนาจารหรือภาพถ่ายทั่วไป

สื่อผสม (Mixed Media)



     สื่อผสม เป็นศิลปะทัศนศิลป์ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างงานจิตรกรรม
ประติมากรรม และภาพพิมพ์เข้าด้วยกัน
ซึ่งอาจจะมีเป็น 2 มิติ หรือ 3 มิติ

ประเภทของศิลปะ 


ประเภทของศิลปะสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

1. วิจิตรศิลป์



       วิจิตรศิลป์ หมายถึง
ศิลปะที่สนองความต้องการด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสำคัญ แบ่งได้ 3
ประเภทตามลักษณะการรับรู้ คือ
1.1 ทัศนศิลป์ (
Visual Art)  เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามได้ด้วยสายตา
จากการ มองเห็น
 
งานศิลปะ

ส่วนใหญ่
จะเป็นงานทัศนศิลป์
 
ได้แก่  จิตรกรรม  ประติมากรรม
  สถาปัตยกรรม  ภาพพิมพ์  ภาพถ่าย  และสื่อผสม

      2 โสตศิลป์ (Audio Art)  เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามได้ด้วยหู
จากการฟังเสียง งานศิลปะ ที่จัดอยู่ในประเภท
โสตศิลป์ ได้แก่
  ดนตรี
และ วรรณกรรม

 

 

           1.3 โสตทัศนศิลป์ (Audiovisual Art)  เป็นงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามทางศิลปะได้ทั้งสองทาง  คือ จากการ
มองเห็นและจากการฟัง งานศิลปะประเภทนี้ ได้แก่  ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์
  การละคร  และการภาพยนตร์

 

 

 

2.
ประยุกต์ศิลป์ (
Applied Art)


ประยุกต์ศิลป์  หมายถึง  ศิลปะที่นำไปประยุกต์เข้ากับสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์

เพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญและมีคุณค่าทางความงามอยู่ด้วย
  ได้แก่  พาณิชย์ศิลป์  อุตสาหกรรมศิลป์
และมัณฑนศิลป์

       2.1 
พาณิชย์ศิลป์ (
Commercial Art) เช่น  การออกแบบเครื่องหมายการค้า การออกแบบสิ่งพิมพ์ 
               การออกแบบโฆษณา  การออกแบบฉลากสินค้า    การออกแบบจัดแสดงสินค้า  ฯลฯ ผู้สร้างสรรค์งาน เรียกว่า
               นักออกแบบ (Designer) 

 

 

         2.2
อุตสาหกรรมศิลป์ (
Industrial Art)  เช่น  การออกแบบเฟอร์นิเจอร์    เสื้อผ้า    เครื่องประดับ 
               เครื่องแต่งกาย  เครื่องอุปโภค บริโภคต่าง ๆ  ตลอดจนถึงภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย   ผู้สร้างสรรค์งาน
               เรียกว่า นักออกแบบ (Designer)

 

3
มัณฑนศิลป์
  (Decorative Art)  เช่น  การจัดตกแต่งภายในบ้าน  อาคาร  สถานที่ต่าง ๆ 
               การตกแต่งภายนอก  การจัดสวน  การจัดนิทรรศการ  การจัดแสดงสินค้า  การแต่งกาย  การแต่งหน้า
               การตกแต่งร้านค้า เป็นต้น  ผู้สร้างสรรค์งาน เรียนว่า  มัณฑนากร (Decorator

วัสดุ - อุปกรณ์ในการสร้างงาน

1.  ดินสอดำ  (Lead Pencils)

     ดินสอดำมีหลายเกรด
และแต่ละเกรดมีความดำต่างกัน มีตั้งแต่ระดับอ่อนมากจนถึงระดับเข้มมาก  เช่น

     1.1  H – 6H
เป็นดินสอความเข้มระดับอ่อน เหมาะกับงานเขียนแบบ
     1.2  HB
เป็นดินสอที่เข้มปานกลาง
เหมาะกับการเขียนทั่วไปและใช้ร่างภาพเพราะสามารถลบออกได้ง่าย

     1.3  B – 6B
และ EE มีสีดำเข้มเหมาะกับภาพที่ต้องการแสงเงา

 

 

2.  ถ่านชาร์โคล (Charcoal)

     ถ่านชาร์โคลมีลักษณะเป็นแท่งถ่าน
ให้ความนุ่มและน้ำหนักเข้ม เขียนได้หลายวิธีโดยจะใช้ลูบหรือปาดป้ายก็ได้

แต่มักลบเลือนง่ายไม่คงทนเมื่อสร้างสรรค์ผลงานเสร็จแล้วจะต้องพ่นน้ำยากันลอกด้วย



 

3.  ยางลบ

     ยางลบควรใช้ยางลบอ่อนสำหรับลบรอยดินสอ
โดยเน้นที่คุณภาพดีลบแล้วกระดาษสะอาดและไม่ทำให้เนื้อกระดาษเป็นขุย
แต่หากคุณภาพไม่ดีอาจทำให้บริเวณที่ลบยิ่งสกปรกขึ้นได้

กระดาษ

    
กระดาษมีทั้งแบบเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ
หรือแบบเรียบและแบบหยาบ กระดาษแต่ละชนิดจะให้ผลในการวาดภาพต่างกัน

โดยแบบเรียบเหมาะสำหรับใช้กับดินสอและสีไม้
ส่วนแบบหยาบนิยมใช้กับสีที่มีน้ำเป็นส่วนผสมการเก็บรักษากระดาษ
ควรวางไว้บนพื้นระนาบเพื่อไม่ให้เกิดรอยยับ แล
tรอยสกปรก รวมทั้งไม่ควรเก็บกระดาษด้วยการม้วนถ้าไม่จำเป็น
เพราะจะทำให้กระดาษเสียรูปทรง

5.  จานสี 

     จานสีมีหลายขนาดหลายแบบให้เลือก
โดยทั่วไปจะมีสีขาวเพราะทำให้มองเห็นสีที่อยู่ในจานชัดเจน

 6.  พู่กัน   

     พู่กัน 
มีทั้งชนิดกลมและชนิดแบนให้เลือกหลายขนาด พู่กันชนิดกลมจะมีขนแปรงอ่อนกว่าชนิดแบน
ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ระบายสีน้ำ สีโปสเตอร์ ส่วนชนิดแบนมักใช้กับสีอะคริลิก
และสีน้ำมัน
 การเก็บรักษา
ควรวางพู่กันให้ปลายพู่กันชี้ขึ้นหรือวางไว้ในกล่อง เพื่อไม่ให้ปลายพู่กันบิดงอ

7.  สี 
สี
 
มีหลากหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติต่างกัน 
ดังนี้

7.1  สีเทียน 

เป็นสีฝุ่นผงละเอียด
ผสมกับไขมันสัตว์หรือขี้ผึ้ง แล้วนำมาอัดเป็นแท่ง
สีเทียนมักไม่เกาะติดพื้นสามารถขูดสีออกได้และกันน้ำ

7.2  สีชอล์ก  เป็นสีฝุ่นผงละเอียดบริสุทธิ์นำมาอัดเป็นแท่ง

7.3  สีไม้หรือดินสอสี    เป็นสีผงละเอียดผสมกับขี้ผึ้งหรือไขสัตว์ 
นำมาอัดให้เป็นแท่งปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถ
ละลายน้ำได้

7.4  สีโปสเตอร์    เป็นสีชนิดสีฝุ่นที่ผสมกาวน้ำบรรจุเสร็จเป็นขวด 
มีลักษณะทึบแสง สีโปสเตอร์ผสมสีขาวให้มีน้ำหนัก
อ่อนลง สามารถระบายสีทับกันได้
มักใช้ในการวาดภาพในงานออกแบบต่างๆ

7.5  สีน้ำ    สีน้ำเป็นสีโปร่งแสง
การระบายสีน้ำจะใช้น้ำเป็นส่วนผสม และทำละลายให้เจือจาง
 
การใช้สีน้ำไม่นิยมใช้สีขาวผสมเพื่อให้มีน้ำหนักอ่อนลง
และไม่นิยมใช้สีดำผสมให้มีน้ำหนักเข้มขึ้น เพราะจะทำให้เกิดน้ำหนักมืดเกินไปและผู้ที่ใช้สีน้ำต้องมีความชำนาญสูง
เพราะหากผิดพลาดแล้วจะแก้ไขยาก

7.6  สีฝุ่นเป็นสีเริ่มแรกของมนุษย์
ได้มาจากธรรมชาติ ดิน หิน แร่ธาตุ พืช
 สัตว์ นำมาทำให้ละเอียดเป็นผง
ปัจจุบันไม่ต้องผสมกาว การใช้งานเหมือนกับสีโปสเตอร์ 

7.7  สีอะคริลิกเป็นสีที่มีส่วนผสมของสารพลาสติก
เวลาจะใช้นำมาผสมกับน้ำ
 เมื่อแห้งแล้ว
จะมีคุณสมบัติกันน้ำได้

และเป็นสีที่ติดแน่นทนนาน 
และราคาค่อนข้างแพง