ผู้หญิงกับการดูแลสุขภาพ

กลูตาไทโอน...สวยต้องเสี่ยงและสวยเพียงพอ เตือนวัยรุ่นคลั่งขาว ระวังอันตราย

ปัจจุบันพบบ่อยว่าวัยรุ่นให้ความสำคัญกับการมีรูปร่างหน้าตาดี การมีผิวพรรณสดใส ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร หากหนทางที่ได้มานั้นเป็นไปโดยธรรมชาติ  เช่น จากการกินอาหารให้ครบหมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าวัยรุ่นบางส่วนหมกมุ่นอยู่กับการดูแลรูปร่างหน้าตาตนเอง ความอยากมีผิวขาวใส ยอมทุ่มเททั้งเวลาและเงินทองกับสิ่งภายนอกเหล่านี้ จนบางคนให้เวลากับหน้าที่หลักคือการศึกษาน้อยมาก 

ผิวขาวใส... ดีจริงหรือ?

ที่จริงแล้วคนมีผิวขาวน่าจะเรียกว่าเป็นผู้มีโชคไม่ดีนัก เพราะผิวขาวสามารถกลั่นกรองอันตรายจากแสงแดดได้น้อยกว่าคนผิวดำ
ใต้ผิวหนังของเรามีเม็ดสีที่เรียกว่า "เมลานิน" กระจายตัวอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวหนังจากรังสีในแสงแดดตามธรรมชาติ และทำให้สีผิวแตกต่างกันไป
คนผิวขาวนั้นที่จริงน่าจะกล่าวว่าเป็นคนอาภัพ เพราะมีเม็ดสีขนาดเล็ก เวลาที่โดนแสงแดดจัดๆ ทำให้ผิวหนังไหม้แดดได้เร็ว ลองสังเกตดูคนต่างชาติที่มีผิวขาว พบว่าจะมีผิวตกกระ ผิวเหี่ยวแก่เร็วกว่า และยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังสูงกว่าพวกเราคนไทยที่มีผิวเหลืองหรือผิวที่คล้ำกว่า และนับวันโลกเราจะได้รับอันตรายจากแสงแดดมากขึ้น เพราะชั้นโอโซนถูกทำลายให้บางลงจนเกิดภาวะโลกร้อนไปทั่ว เคยมีคนทำนายว่าหลายๆ พันปีต่อนี้ไป พื้นโลกจะได้รับรังสีมากขึ้นเรื่อยๆ คนผิวดำจะเป็นเพียงเผ่าพันธุ์สุดท้ายที่ยังเหลือชีวิตรอดอยู่ได้           


แสงแดดมีผลเสียต่อผิวหนัง โดยผลเสียที่เกิดขึ้นทันที
คือทำให้โรคผิวหนังมากกว่า 40 ชนิดกำเริบ เช่น ผิวไหม้แดด ผิวคล้ำลง โรคเอสแอลอี (SLE) ที่มีอาการปวดข้อและมีผื่นแดงรูปปีกผีเสื้อที่แก้ม สิวบางชนิดกำเริบเมื่อโดนแดด เริม ฝ้า-กระเข้มขึ้น โรคผิวด่างแดด โรคพอร์ไฟเรีย (porphyria) ที่มีอาการปวดท้อง ผิวไหม้แดดเป็นแผลและตุ่มน้ำ เชื่อว่าแดร็กคิวล่าและแวมไพร์น่าจะเป็นโรคนี้
ส่วนผลเสียของแสงแดดที่สะสมระยะยาว ได้แก่ ผิวเหี่ยวแก่ เนื้องอกขั้นก่อนเป็นมะเร็ง และมะเร็งผิวหนัง 


สมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐอเมริการะบุว่า คนอเมริกัน (รวมทุกสีผิว) 1 ใน 5 คนมีโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ถ้าดูเฉพาะคนผิวขาวโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังสูงถึง 1 ใน 3 คน ส่วนคนไทยก็พบมะเร็งผิวหนังบ่อยขึ้น เนื่องจากมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น มีกิจกรรมกลางแดด มีการตรวจและให้ความสำคัญกับมะเร็งผิวหนังมากขึ้น และยังมีการใช้ยาและเทคนิคทำให้ผิวขาวกันมากขึ้น โดยละเลยการเลี่ยงแสงแดดจัด


กระแสคลั่งสวย คลั่งผิวขาว... อันตรายต่อสุขภาพทั้งกายและใจ

ปัจจุบันมีกระแสวัยรุ่นไทยอยากมีผิวขาวใส มีการใช้ผลิตภัณฑ์และเทคนิคต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายได้ จนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องออกมาเตือนอยู่เสมอ

ที่จริงแล้วค่านิยมอยากมีผิวขาวนั้นไม่เหมาะสมสำหรับคนไทยที่อยู่ในภูมิประเทศที่มีแสงแดดจัดทั้งปี คนไทยเรานับว่าเป็นชาติพันธุ์ที่มีผิวสวย และเหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่แล้ว จึงพบเสมอว่าเวลาคนไทยอายุเกิน 30 ปีจะเข้าบาร์ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในต่างประเทศ มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า เพราะใบหน้าดูเด็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของฝรั่ง

กระแสคลั่งอยากมีผิวขาวนั้นส่วนหนึ่งน่าจะเป็นจากค่านิยมที่จะต้องเป็นเจ้าคนนายคน  ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ และการตีความสำนวนไทย "คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ" ผิดพลาด  โดยเข้าใจว่าเน้นที่หน้าตา ทั้งที่ความหมายจริงนั้นเน้นจิตใจมากกว่า

ส่วนหนึ่งมาจากกระแสคลั่งดาราเกาหลี และอีกส่วนหนึ่งมาจากการโหมโฆษณาเครื่องสำอางทำให้ผิวขาวที่มีงบโฆษณาสูงมาก

บริษัทเครื่องสำอางจึงควรแสดงความรับผิดชอบโดยการพิมพ์ผลเสียของแสงแดดไว้ที่กล่องบรรจุว่า "ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง และทำให้ผิวเหี่ยวแก่เร็ว" เช่นเดียวกับที่ซองบุหรี่มีคำเตือนว่า "การสูบบุหรี่อาจทำให้เป็นมะเร็งปอด และทำให้แก่เร็ว"  

  
วัยรุ่นที่หมกหมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องความสวยความหล่อ บางคนกังวลเรื่องผมบาง ขนดก รูขุมขนโต ผิวไม่ขาว... เหล่านี้ถ้ามากเกินไปอาจเข้าข่ายความผิดปกติทางจิตใจที่เรียกว่า body dysmorphic disorder (BDD หรือ "บีดีดี")

นอกจากนั้น การตกแต่งร่างกายแบบถาวร เช่น การสัก การเจาะ การใส่ห่วง การฝังหมุด การผ่าลิ้น ๒ แฉก ก็อาจเข้าข่ายความเจ็บป่วยทางจิตชนิดนี้เช่นกัน บางคนเสพติดศัลยกรรมจนใบหน้าเสียโฉม
ในรายที่สงสัยความเจ็บป่วยทางจิตชนิดนี้ ผู้ปกครองควรพาวัยรุ่นไปปรึกษาจิตแพทย์  เพราะที่น่าเป็นห่วงคือพบอาการซึมเศร้ารุนแรงของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้บ่อย และมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายสูง 

โรค "บีดีดี" นี้ถ้าพบในผู้ใหญ่อาจแสดงอาการออกมาในรูปความกลัวความแก่อย่างสุดๆ ที่ภาษาหมอเรียกว่ากลุ่มอาการโดเรียน เกรย์ (Dorian Gray syndrome) โรคนี้ตั้งชื่อตามชื่อของตัวละครในนวนิยาย "ภาพวาดโดเรียน เกรย์" (The Picture of Dorian Gray) แต่งโดย Oscar Wilde ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มรูปงามนามเพราะว่าโดเรียน เกรย์  ซึ่งหลงใหลกับรูปลักษณ์ของตนเอง จนไม่อยากสูญเสียมันไป และยินดีแลกกับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคงความอมตะของตนเองไว้     


โรค "บีดีดี" พบบ่อยขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก น่าจะมาจากค่านิยมที่เปลี่ยนมาเน้นความงามความขาว เชื่อว่าดาราและหนุ่มสาวเกาหลีหลายคนที่ฆ่าตัวตาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นโรค "บีดีดี" ร่วมด้วย

แม้แต่ราชาเพลงป๊อปที่ล่วงลับเมื่อปีที่ผ่านมาก็น่าจะเข้าข่ายเป็นโรค "บีดีดี" ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าไมเคิล แจ็คสันเป็นโรค "บีดีดี" ชนิด "โดเรียน เกรย์" ชัดเจน และถึงจะเป็นโรคนี้จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำลายอัจฉริยภาพทางดนตรีและการแสดงของเขา 

เชื่อกันว่ามีคนอเมริกันถึง 9 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรค "บีดีดี" เช่นเดียวกับราชาเพลงป๊อปผู้นี้
ผู้ป่วยโรค "บีดีดี" นี้จะไม่พอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง พบว่าร้อยละ 75 ของผู้ป่วย "บีดีดี" จะไปพบแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง หรือแพทย์ผิวหนัง เพื่อแก้ไขให้รูปลักษณ์ของตัวเองเป็นดังฝัน ปัจจุบันพบวัยรุ่นไทยจำนวนไม่น้อยที่น่าจะเข้าข่ายเป็นโรค "บีดีดี" และยังพบผู้ใหญ่ของไทยหลายรายที่น่าจะเป็นโรค "โดเรียน เกรย์"      

  กลูตาไทโอนที่ใช้ทำให้ผิวขาว... เป็นสารอันตรายหรือไม่?

กลูตาไทโอน (glutathione) เป็น tripeptides ของกรดอะมิโน 3 ตัว คือ ซิสทีน (cysteine) กรดกลูตามิก (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) ปกติร่างกายสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ และยังได้จากอาหารหลายอย่าง เช่น โปรตีน นม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ ผักบรอกโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม

หน้าที่หลักของกลูตาไทโอนมีอยู่ 3 ประการคือ ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และขจัดสารพิษ 

กลูตาไทโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยในแง่ชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพราะอนุมูลอิสระจะวิ่งสะเปะสะปะไปชนเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ มีผลในแง่เสริมภูมิต้านทานและยังช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

กำลังมีงานวิจัยที่จะนำสารกลูตาไทโอนตัวนี้มารักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคพาร์กินสัน (ที่มีอาการมือสั่น ควบคุมการทรงตัวลำบาก) โรคตับ โรคไต โรคเอดส์ ภาวะเป็นหมันในเพศชาย และภาวะหูตึงจากเสียงดัง
ยังไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรรับสารตัวนี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า ปัญหาของกลูตาไทโอนที่ควรระวังคือ การฉีดยาตัวนี้เข้าหลอดเลือดดำมีโอกาสแพ้ได้ มีรายงานในต่างประเทศว่าผู้ที่ได้รับการฉีดกลูตาไทโอนขนาดสูงที่ใช้กันอยู่มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก จนถึงขั้นเสียชีวิต และการฉีดนั้นมักให้วิตามินซีในขนาดสูงร่วมด้วย ซึ่งการฉีดวิตามินซีขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะคล้ายจะเป็นลมได้ 

พบว่าการได้รับสารกลูตาไทโอนเป็นเวลานานๆ ทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต จึงจัดว่าเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา และการใช้สารกลูตาไทโอนในผู้ป่วยมะเร็งทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาทางเคมีลดลง

บัญญัติ 10 ประการเพื่อผิวสวยอย่างพอเพียง

ข้อที่ 1 ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน                                                                       
เวลาล้างหน้าให้ล้างเบาๆ แล้วซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด อย่าใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น ไม่ควรใช้แปรง ฟองน้ำ สบู่ยา หรือสบู่ที่ผสมเม็ดขัดถูใบหน้า เพราะทำให้ใบหน้าระคายเคือง กระตุ้นให้สิวกำเริบ  
  

ข้อที่ ๒ หากเป็นสิวน้อย อาจทายาเองได้

ผู้มีปัญหาสิวเพียงเล็กน้อย เช่น สิวหัวดำ หัวขาว หรือสิวอักเสบเพียง 1-2 เม็ด อาจหาซื้อยามาทาเองได้ แต่ต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจวิธีใช้โดยละเอียดเสียก่อน ถ้าใช้ครีมทารักษาสิวแล้วเกิดอาการผิวแห้งหรือระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์ ต้องระวังยาที่โฆษณาว่ารักษาได้ทั้งสิวและฝ้า เพราะยาพวกนี้มักผสมสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้สิวยุบเร็วจริง แต่มีข้อแทรกซ้อนตามมามากมาย กรณีที่เป็นสิวอักเสบมากจัดเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ยารักษาสิวบางตัวทั้งในรูปยากินยาทาทำให้ทารกในครรภ์พิการได้
 

ข้อที่ 3 พิจารณาให้ดีก่อนใช้เครื่องสำอาง                                 
ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีผลต่อการทำงานของผิวหนัง ต้องไม่มีสารสตีรอยด์เจือปน ควรเลือกใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นที่ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีกระตุ้นให้เกิดสิว เครื่องสำอางที่มีราคาแพงที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องสำอางที่ดีที่สุด   

 

ข้อที่ 4 ไม่แนะนำให้บีบแกะสิวออกด้วยตัวเอง
การบีบแกะสิวออกด้วยตัวเองจะทำให้เกิดการอักเสบลุกลามและเกิดแผลเป็นได้มาก แพทย์อาจกดสิวอุดตันหัวดำออกให้ในกรณีที่จำเป็น ส่วนสิวที่อักเสบหรือสิวหัวช้างนั้น การฉีดยาสตีรอยด์เข้าไปในสิวอาจทำให้สิวยุบลงรวดเร็ว เหมาะสำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น จะเข้าพิธีแต่งงานหรือจะรับปริญญาในอีก 2-3 วัน แต่วิธีนี้อาจเกิดผลแทรกซ้อนตามมาได้

 

ข้อที่ 5 หลีกไกลรอยย่นโดยขจัดสาเหตุต้นตอ
รอยเหี่ยวย่นบนผิวหน้าแบ่งเป็น 3 ชนิดหลัก คือ รอยเหี่ยวจากอารมณ์ รอยเหี่ยวจากแสงแดด และรอยเหี่ยวแห้ง ผู้ที่มีแต่ความเครียดชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหรือเลิกหน้าผาก จะเกิดร่องย่นได้ตามหัวคิ้วและหน้าผาก ครีมบำรุงผิวที่อ้างว่าลบรอยเหี่ยวต่างๆ จึงไม่เป็นจริง เพราะเครื่องสำอางเหล่านี้ออกฤทธิ์เพียงแค่ผิวชั้นนอกสุดคือชั้นขี้ไคล แต่ส่วนที่เสียไปคือส่วนชั้นหนังแท้

การป้องกันรอยย่น 3 แบบนี้คือ การมีอารมณ์แจ่มใส อย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เพื่อลดรอยเหี่ยวย่นจากอารมณ์ หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัดเพื่อป้องกันรอยเหี่ยวย่นจากแสงแดด และการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาในกรณีของรอยเหี่ยวแห้ง

 

ข้อที่ 6 รักษาฝ้าและกระโดยเลี่ยงแดด                                                                                            
ยังไม่มีวิธีใดที่รักษาฝ้าและกระให้หายขาดและไม่เกิดขึ้นใหม่ได้อีก จึงไม่ควรเสียเงินและเวลาให้กับการรักษาฝ้าและกระจนเกินไป ในต่างประเทศถือว่ากระเป็นเสน่ห์ของใบหน้า
หนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและรักษาฝ้าและกระคือ หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 08.00-17.00 น. เพราะรังสีในแสงแดดนอกจากทำให้ฝ้าและกระเข้มขึ้น ยังทำให้ผิวเหี่ยวแก่ เกิดมะเร็งผิวหนังได้

 

ข้อที่ 7 พักผ่อนให้เพียงพอ                                                                                                            
การทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเลย หรือเอาแต่เล่นโดยไม่ทำงานให้เป็นแก่นสาร ต่างมีผลเสียต่อสุขภาพ การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายอ่อนแอก่อผลเสียต่อผิวได้
การพักผ่อนให้เพียงพอคือ นอนหลับวันละไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง กินอาหารให้ครบหมู่ และดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนั้นต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีอาหารเสริม วิตามิน และกรรมวิธีมหัศจรรย์ตัวใดที่ทำให้ผิวสวยได้ หากไม่ปฏิบัติตามกติกาอนามัยพื้นฐานเหล่านี้

 

ข้อที่ 8 งดสูบุหรี่                                                                                                                                 
การสูบบุหรี่ทำให้แก่เร็ว เพราะนิโคตินในบุหรี่ทำให้การไหลเวียนของเลือดช้าลง ทำให้ผิวบาง ผิวหย่อนยานและผิวแห้ง ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ง่ายขึ้น เวลาเกิดแผล แผลจะหายช้า
การสูบบุหรี่ทำอันตรายต่อผิวหนังได้รุนแรงพอๆ กับการโดนแสงแดดเผา การเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ อาจทำให้ผิวเสียได้ เนื่องจากสถานบันเทิงมักอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ สารพิษในบุหรี่ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

สังเกตได้ว่ารอบๆ หางตาของผู้ที่สูบบุหรี่หรือของผู้ที่อยู่ในแวดวงดงควันบุหรี่ มักปรากฏริ้วรอยที่เรียกว่า "รอยตีนกา" ตั้งแต่อายุยังน้อย รอบๆ มุมปากก็อาจเกิดรอยย่นเป็นร่องลึกสั้นๆ ตั้งฉากกับริมฝีปาก ผิวพรรณก็จะเป็นสีเหลืองหม่นหรือหมองคล้ำไม่สดใส

 

ข้อที่ 9 เลิกดื่มแอลกอฮอล์                                                                                                    
แอลกอฮอล์มีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เป็นโรคตับ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หลอดเลือดในสมองแตก ทารกในครรภ์พิการ มะเร็งเต้านม กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาจเกิดอุบัติเหตุเมื่อขับรถ

นอกจากผลเสียต่อสุขภาพกายทั่วไปแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพผิวพรรณทำให้เปลือกตาบวม ผู้ที่ดื่มจัดร่างกายจะขาดวิตามินบี ซึ่งผิวหนังต้องอาศัยวิตามินบีจึงจะมีสุขภาพผิวที่ดี การขาดวิตามินบีทำให้ผิวพรรณซีด เหี่ยว แห้ง หย่อนยาน

นอกจากนั้นโรคสะเก็ดเงินซึ่งมักมีอาการเป็นปื้นนูนแดงมีสะเก็ดสีเงินปกคลุม พบบ่อยที่ข้อศอก หัวเข่า ลำตัว และแนวไรผม จะมีอาการกำเริบรุนแรงเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จนเมามักไม่ได้ทำความสะอาดใบหน้าก่อนนอน ทำให้เกิดผื่นแพ้เครื่องสำอาง และสิวได้ง่าย

 

ข้อที่ 10 อยากมีผิวสวยต้องไม่เครียด                                                                                        
อารมณ์กับสุขภาพถือเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันแนบแน่น ความเครียดทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นลมพิษ ผมร่วง เริมกำเริบ เหงื่อออกมากจนมีกลิ่นตัว หรือสิวกำเริบขึ้นได้ บางรายเวลาเครียดมากจะแกะสิวเล่น ทำให้ใบหน้าเกิดแผลเป็น และยิ่งเครียดเพิ่มขึ้นอีก 

วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดมีหลายวิธี เช่น ออกกำลังกาย ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา การนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ การนวด และการมีอารมณ์ขันมองโลกในแง่ดี คิดดี ทำดี เมื่อความเครียดลดลงแล้ว สุขภาพผิวจะดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

 

สร้างโดย: 
successfull

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 128 คน กำลังออนไลน์